(Part 2) ข้ากลับมาแล้ว
Side Story

(Part 2) ข้ากลับมาแล้ว

โดย PISZAJ - RAZKES0 ครั้ง

15 กันยายน คริสตศักราช 2240

หลังจากที่เคริเกนและไลร่าย้อนเวลากลับมาแล้ว ทั้งคู่ได้วางแผนที่จะบุกถล่มแพนตากอนที่กรุงวอชิงตัน โดยร่วมมือกับทหารที่เดินทางย้อนเวลามาด้วยกัน


 

ที่อาคารไพน์ตอน วอชิงตัน สหรัฐอเมริกา

"เอาหละทุกคน ใครมีแผนอะไรมาเสนอบ้าง ยกมาดูกันหน่อย" บนโต๊ะขนาดใหญ่วางแผนที่โฮโลแกรมไว้ เคริเกนสอบถามคนในทีมแต่ละคน

"ผมว่า แพนตากอนมีกำลังแน่นหนามาก คงบุกไม่ง่ายแน่ๆ" ทหารนายหนึ่งเอ่ยขึ้น

"แล้วเราควรทำอย่างไร" เคริเกนถามอย่างสงสัย

ไรล่าจึงเสนอแผนขึ้นมาว่า "เอางี้ ทุกคนรอที่นี่กับฉันตรงอนุสาวรีย์สงคราม ส่วนเคริเกน นายคนเดียวไหวมั้ย ฉันจะให้นายบุกเดี่ยวเข้าไปข้างในนั้นตามแผนที่นี้ ทุกคนที่เหลือจะบุกเข้าไปที่หลังผ่านช่องว่างเหล่านี้"

"ฉันไหว ตามแผนนี้โอเค๊..." เคริเกนตอบรับพร้อมทำมือในท่าโอเคให้กับไรล่า

"โอเค งั้นเดี๋ยวพรุ่งนี้เราจะบุกไปพร้อมๆกัน" จากนั้นเคริเกนก็ปิดประชุมแล้วเดินออกจากอาคารไพน์ตอน ไปยังอาคารเซนท์ทาวเวอร์ พวกเขาได้เตรียมอาวุธต่างๆออกมาหลากหลายแบบเพื่อจัดเก็บรอบุกวันพรุ่งนี้


 

วันรุ่งขึ้น

ที่อาคารแพนตากอน เคริเกนได้เดินเข้ามาในแพนตากอนตามปกติเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น โดยที่เคริเกนสวมชุดทหารระดับสูงถึงตำแหน่งผู้บัญชาการกองทัพบกอยู่ในขณะนั้น

เมื่อมาถึงตึกที่ 5 เคริเกนหยุดยืนมองกลุ่มทหารระดับสูงอยู่ครู่หนึ่งแล้ว นายพลนีโอลิคจึงหันมามองและถามว่า "นายเป็นใคร ทำไมใส่ชุดทหารระดับสูงเข้ามาในนี้"
 

ว่าแล้วเคริเกนก็หยิบเอาบัตรทหารออกมาจากกระเป๋าเสื้อของเขา ในบัตรแสดงลายละเอียดว่าเขาเป็นจอมพลกองทัพบก UGD ทุกคนจึงอึ้งอยู่ครู่หนึ่ง แล้วท่านประทานาธิบดีดิสโคเวอร์ก็เดินออกมาจากประตูด้านหลังพร้อมพูดว่า "ไหนว่าไงเคริเกน นายเลื่อนขั้นไวดีนิ" แล้วเขาก็ส่ายหน้าเบาๆ

นายพลนีโอลิคจึงเร่งสั่งให้ทหารนำกำลังมาล้อมเคริเกน "จับตัวมันไว้ มันต้องมีการปลอมแปลงอะไรแน่ๆ"

"อืม....จะจับฉันทำไม ฉันแค่มารับตำแหน่งใหม่" เคริเกนพูดพลางยกแขนขึ้นแล้วปล่อยลงตบขากางเกงดังปั๊บ

"ตำแหน่งอะไรของนาย ที่นี่ไม่มีตำแหน่งว่าง ออกไปได้แล้ว" นีโอลิคพูดประชดใส่เคริเกนพลางหันหลังกลับ

"หึ....มันจะมากไปแล้วนะ" เคริเกนหยิบเอาปืนพลเรลกันของเขาออกมา ทหารรอบๆจึงเหนี่ยวไกปืนยิงใส่เคริเกนทันที เสียงปืนกลเลเซอร์ดังสนั่นตึกแพนตากอน แต่ความเร็วของเขาทำให้กระสุนปืนของทหารที่ล้อมเขาพุ่งเลยข้ามไปถูกทหารที่ยืนยิงอยู่ฝั่งตรงข้ามกันตายหมด แล้วสัญญาณเตือนฉุกเฉินก็ดังขึ้น นีโอลิกคว้าปืนพก Hex-Rail (เฮกซ์ เรล) ออกมาหลบอยู่หลังเสากลางห้องนั่น "โอ๊...นายมันไม่ธรรมดานิพวก"

"แกยอมรับฉันเป็นพวกแล้วหรอ หึๆ..." เคริเกนลุกขึ้นวิ่งออกจากอาคาร 5 ไปยังอาคาร 4 โดยที่ท่านดิโคเวอร์ยังนั่งอยู่บนเก้าอี้สีดำสุดหรูในอาคาร 5 อย่างใจเย็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นที่นี่

"ใครยอมรับไม่ทราบ?" ว่าแล้วนายพลก็วิ่งก้มหลบกลับไปแจ้งท่านประธานาธิบดีทันที

"ท่านไม่หนีไปไหนหรอท่าน??" นายพลถามท่านดิโคเวอร์

"แกก็จัดการให้ได้ละกัน!" ท่านดิสโคเวอร์พูดด้วยน้ำเสียงแข็งและเย็นยะเยือก

ว่าแล้วนีโอลิคก็วิ่งตามเคริเกนไปยังตึกสี่ทันที
 

ทางด้านไลร่า เมื่อได้ยินเสียงปืนดังขึ้น ก็สั่งให้หน่วยซุ่มโจมตีไปเตรียมตัวดักรอยิงท่านประธานาธิบดีไว้ ส่วนเธอก็บิดมอเตอร์ไซค์ออกไปพร้อมกราดปืนกลมือใส่ทหารที่เฝ้าอยู่ข้างนอกอาคารทันที

จากนั้นก็ดริฟต์มอเตอร์ไซค์พุ่งเข้าไปยังแพนตากอนก่อนที่จะเบรก เมื่อทหารอีกชุดถือโล่ออกมาตั้งกำแพงกันเอาไว้พร้อมเล็งปืนใส่ไลร่าเตรียมที่จะยิงทันทีที่ไลร่าบุกเข้ามา
 

ไลร่า ไม่สนใจกองทหารที่มาตั้งกำแพงหน้าแพนตากอน เธอคอลส่งสัญญาณไปยังฟอร์ดให้เตรียมโจมตีหนักทันที ซึ่งไม่นานนัก ยานกาลาเดียเอเตอร์ที่ผ่านการซ่อมบำรุงจากกองกำลังอวกาศแอนโดรเมดา บนดาวควอร่า ก็โผล่มาบนอากาศพร้อมกราดปืนกลไฟที่ติดตั้งมาใหม่ใส่กองทหารด้านหน้าจนเนื้อพวกเขาพรุนกระเด็นเละกระจายคาวเลือดไปทั่ว จากนั้นไลร่าก็กราดยิงปืนกลจากมอเตอร์ไซค์ใส่ประตูอีกครั้งก่อนจะพุ่งเข้ากระแทกประตูนิรภัยเข้าไปภายในแพนตากอน
 

ทันทีที่เคริเกนวิ่งไปยังอาคาร 4 ทหาร UGD ก็ไล่ยิงเขาอยู่ตลอด ระหว่างที่ถูกยิง เคริเกนก็จะใช้ทักษะพิเศษในการหลบหลีกกระสุน และยิงตอบโต้อย่างรวดเร็วราวแม็กทริกซ์

 

ไรล่า ได้ขี่มอเตอร์ไซค์พุ่งตรงเข้ามายังท่านประธานาธิบดีที่นั่งอยู่ตรงนั้น แต่ก็เกิดเหตุบางอย่างขึ้น เมื่อรถของเธอที่พุ่งเข้าเฉียดท่านประธานาธิบดีนั้น ล้อหน้าของรถถูกเบรกกะทันหันกลางอากาศ และรถก็ยุบตัวและบิดงอ จนส่วนที่เป็นโครงนั้นหักยุบอย่างรวดเร็ว ไลร่ากระเด็นพุ่งลอยบนอากาศจากแรงฉุดของน้ำหนักตัวเธอ แต่กระนั้น เธอก็คว้าปืนกลมือที่เหน็บไว้ที่สะโพกออกมายิงใส่ท่านประธานาธิบดีอย่างไม่ลังเล

กระสุนพุ่งตรงไปยังศีรษะของเขา แต่ปรากฏว่า ท่านประทานาธิบดีกลับสามารถหยิบเอาไม้บรรทัดโลหะเหวี่ยงปาใส่กระสุนจนแฉลบออกไปได้
 

ส่วนไลร่า ขณะที่เธอลอยอยู่กลางอากาศ อีกมือก็ยิงปืนสลิงยึดเสาเพื่อเบรกตัวไม่ให้เธอพุ่งไปกระแทกกำแพงตึกที่อยู่เหนือศีรษะเธอ และจากนั้นเธอก็ตกลงสู่พื้นตามแรงโน้มถ่วง

ไม่ช้า ท่านประธานาธิบดีก็คว้าปากกาปาใส่เธออย่างรวดเร็ว ปากกานั้นพุ่งแหวกอากาศเข้ามาหาไลร่าจนปักเข้าที่อกขวาอย่างรุนแรง "โอ๊ย......" เลือดของเธอก็ไหลออกมาอย่างหนัก แล้วท่านประธานาธิบดีก็เดินเข้ามามองเธอด้วยท่าทางที่น่ายำเกรง พร้อมพูดว่าด้วยน้ำเสียงที่น่าหวาดกลัวว่า "เธอยังอ่อนหัด!"

แต่เคริเกนก็วิ่งกลับมาพร้อมดาบล่องหน เมื่อประธานาธิบดีเห็นดังนั้นก็เอะใจทันที "ให้ตายสิ มันมีอาวุธพิฆาตจักรวาล"
 

"ไงท่าน สนใจลองแยกร่างดูไหม" เคริเกนพูดด้วยความเจ้าเล่ห์

"หึ.... มาลองดูกัน" ท่านประทานาธิบดียิ้มแสยะแล้วหยิบปากาที่เหน็บอยู่บนสูทรออกมา

"ไลร่า… หลบไป! เดี๋ยวฉันจัดการเอง"

"อะอืม... แต่ตอนนี้ฉันบาดเจ็บ" ไลร่าลุกขึ้นเดินหนีออกจากตรงนั้นอย่างเจ็บปวดและล้มลง เคริเกนจึงรี่วิ่งเข้าไปรับ "นี่เธอไม่เป็นอะไรใช่ไหม?"

"ฉันเจ็บ..." ไรล่าโอดครวญล้มลงกลางอกของเคริเกน ก่อนที่เขาคอลไปยังลูกมือของเขาให้มารับตัวไลร่ากลับไป และจากนั้น เคริเกนก็กำดาบของเขาขึ้นมาแล้วปล่อยลำแสงทะลุเพดานอาคารแพนตากอนจนเป็นรูโหว่ขนาดใหญ่ "แกทำร้ายคนของฉัน....... หึ!!"
 

ฟ่าเพดานเริ่มแดงฉาด และไม่ช้าเขาก็ฟาดดาบตรงไปหาดิสโคเวอร์อย่างรวดเร็ว ดาบของเขาได้ผ่าเพดานเคลื่อนเข้าหาท่านประธานาธิบดี ซึ่งทางท่านประธานาธิบดีก็เริ่มกดปากกาออกแล้วหมุนตัวหลบแนวดาบของเคริเกนไปด้านข้างพร้อมยิงเลเซอร์จากปากกาเข้าหาเคริเกน ซึ่งเขาหลบไม่ทันจึงโดนเลเซอร์เฉี่ยวหลังเป็นรอยไหม้ยาว ทำให้เขาต้องคอยเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วตลอดเวลา

"โถ่ ให้ตายซิ..!"

"นายมันก็ยังอ่อนหัดเกินกว่าจะมารับตำแหน่งที่นี่"

แต่ท่านประธานาธิบดียังคนเฉยกับการต่อสู้ของเคริเกน และกดยิงเลเซอร์ใส่เคริเกนอีกหลายครั้ง เคริเกนบิดดาบสะท้อนเลเซอร์กลับไป แต่ก็ไม่สามารถทำอะไรท่านได้ในตอนนั้น

ทำให้เคริเกนเริ่มไม่พอใจอย่างหนักแล้วเอ่ยว่า "ท่านหนีผมไม่พ้นหรอก" แล้วเขาก็หมุนดาบเป็นกงจักรขยายรัศมีกวาดล้างเกือบครึ่งกิโลเมตรปั้นตึกและอาคารโดยรอบอย่างรุนแรง อาคารมากมายในรัศมีครึ่งกิโลถูกอะไรบางอย่างเฉือนผ่าอย่างรุนแรงจนระเบิดไฟลุกท่วม และอาคารแพนตากอนถูกดาบของเคริเกนปั่นจนถล่มลงมาทับท่านประทานาธิบดีอย่างไม่ทันตั้งตัว อาคารอื่นไก็ล้มลงจนฝุ่นคลุ้งกระจายไปทั่ว ส่วนเคริเกนนั้นได้หมุนดาบขึ้นเพื่อสร้างบาเรียรังสีเพื่อกันเศษหิน ปูนและซากอาคารที่จะหล่นทับตัวเองให้แตกกลายเป็นผงแป้งปลิวว่อนไปหมด และเมื่อทุกอย่างสงบลง เคริเกนจึงหันหลังเดินออกจากซากตึกพร้อมลากดาบของเขากรีดพื้นไปเป็นรอยแดงฉาดยาว 

"หึ ท่านยังไม่เคยเจอของจริงจากฉันเลยซักครั้ง" หลังจากพูดจบเขาก็เก็บดาบและขึ้นยานแบสต์กาลาเดียเตอร์ล่องหนหายไป
 

……..แต่กระนั้น ท่านประทานาธิบดีก็ยังคงมีชีวิตอยู่ใต้ซากตึก โดยหลบเขามุมหนึ่ง ซึ่งถูกหินทับอยู่และได้รับบาดเจ็บจากเศษหินเล็กน้อยเท่านั้น

"โถ่ ไอบ้าเอ้ย ......" เขาก็ใช้เลเซอร์ตัดหินและผลักเศษซากออกจากศีรษะเขาและมองไปรอบๆ ...."ฉันรู้ แกมาที่นี่เพื่อโค่นฉันลงจากทำเนียบ W-UN หึ.... ฉันจะปล่อยแกไปแน่" ดิสโคเวอร์พูดด้วยท่าทีโมโหจนเลือดเขาขึ้นหน้า


 

ว่าแล้วท่านก็ได้เรียกนายพลนีโอลิก ที่ติดอยู่อีกมุมของตึก และได้รับบาดเจ็บให้เข้ามาหาเขา ส่วนตัวเขาก็เดินออกจากซากตึกอย่างทุลักทุเลมาหานายพลนีโอลิก

"แกไปเอารถมา ฉันจะหายไปจากที่นี่ซักพัก ให้มันคิดว่าฉันตายไปแล้ว"

"ครับท่าน" ว่าแล้วนีโอลิกก็ได้หยิบเครื่องมือสื่อสารในกระเป๋าอย่างทุลักทุเลออกมา เขาโทรเรียกรถให้มารับท่านประทานาธิบดี เมื่อรถมาถึง พวกเขาก็ก้าวเดินตรงไปยังรถลีมูซีนสีดำคันนั้น และท่านประธานาธิบดีก็โยนเครื่องมือสื่อสารของเขาใส่ซากตึกนั่นไว้

พอท่านก้าวขึ้นรถเรียบร้อยแล้ว นายพลกับดิสโคเวอร์ ต่างก็แยกกันไปคนละทาง โดยท่านนายพลหายไปทางตะวันตก ส่วนท่านดิสโครเวอร์ ขึ้นเหนือข้ามชายแดนอเมริกาไป


 

27 กันยายน คริสตศักราช 2240

หลังจากที่ยานเพิลล์รอร์ดเข้าประจำการแล้ว เคริเกนก็ทราบข่าวเรื่องยานรบใหม่นี้ เขาจึงได้ออกอุบายประกาศตนเป็นนายพล และป่าวประกาศออกสู่สาธารณะชนอีกครั้งกับใบเซ็นปรับปรุงรูปแบบการปกครองใบเดิม แต่เปลี่ยนปีที่ลงนาม เขาตั้งกระทรวงกลาโหมใหม่ขึ้นที่เก่า และที่เดิม นั่นคือนรอท แคโรไลน่า และประกาศสงครามกับสหพันธรัฐโซติเวสทันที
 

"วันนี้ การปกครองในปัจจุบันไม่สารมารป้องกันการรุกรานจากรัสเซีย ที่พยายามจะยึดพื้นที่ยูเครนและไครเมีย แต่กระนั้นยังไม่พอ ยังมีแผนจะสร้างยานรบขนาดยักษ์ที่ใหญ่กว่าโลกมายิงเราอีก บัดนี้ เราขอประกาศเพื่อโจมตีท่านหากท่านยึดยูเครนไปเรียบร้อยแล้ว" ซึ่งอันที่จริงแล้ว เขามีข้อมูลเรื่องยานรบรุ่นนี้มาจากอนาคต แต่ก็ไม่คิดว่าจะมีแผนการก่อสร้างที่เร็วขึ้น ซึ่งทางเคริเกนเอง ก็พยายามจะหาปัญหาที่เกี่ยวกับยานยักษ์ลำนี้มาสร้างเรื่องให้ทั้งสองประเทศตีกันให้ได้
 

ว่าแล้วเขาก็เปิดโกดังยานรบขนาดใหญ่ 2 ลำที่ติดตั้งอาวุธที่ทันสมัยที่สุดในตอนนั้น นั้นคือยานกาลาเดียเอเตอร์รุ่นปรับปรุง Netrion 5 Caura (เนททรีออนไฟวท์ ควอร่า)

และยานเพิลล์รอร์ดของแมกซ์เอนเฟอร์เดส ที่อยู่ในเครือของ W-UN

ประชาชนต่างพากันทึ่งกับภาพบนจอที่ฉายออกสู่สายตาประชาชน เมื่อยานลำแรกที่มีขนาดใหญ่โตมากๆ โผล่ขึ้นจากทะเลแอตแลนติก และอีกลำออกจากโกดังใต้ดินฐานทัพเนวดา ที่ใหญ่เกือบเท่า 20 สนามฟุตบอล


 

"ยานสองลำนี้ ได้มีการติดตั้งอาวุธที่ล้ำสมัยที่สุดในโลก และสามารถโจมตีได้เกือบหมื่นตารางกิโลเมตรภายใน 1 วัน และนี่จะเป็นการท้าทาย หากพวกท่านไม่หยุด พวกเราจะโจมตีทันที"

ทางจักรพรรดิโซติเวสที่ยังคงอยู่ในพระราชวังเคลมลินน์ ก็ยังคงเฉยเมยต่อคำพูดของเคริเกน และยังพยายามทำสงครามยึดพื้นที่โรงประกอบรถถังของยูเครนต่อไปโดยไม่ได้สนใจที่เคริเกนประกาศ


 

……แต่ระหว่างนั้น เทสเลอร์ได้ออกแบบยานรบไว้ลำหนึ่งไว้ตามข้อมูลที่เคริเกนได้มาก อย่างที่ว่ามันมีขนาดใหญ่กว่าดาวโลกหลายเท่า และค่อยๆประดิษฐ์ประดอยต่อเติมชิ้นส่วนทั้งหมดนานหลายเดือน จนได้โมเดลยานที่ดูยาวและใหญ่มากๆ มันเต็มไปด้วยอาวุธชิ้นเล็กชิ้นน้อยนับพันชิ้น

 

"อิสรอสคิรัฟต์ ยานรบพิฆาตจักราล ได้เวลาทำสงครามอวกาศแล้ว...." เทสเลอร์มองดูมันอย่างภาคภูมิ และได้ส่งแบบเข้าสู่งกองพัน MOD พิจารณาสร้างขึ้นด้วยระบบโครงสร้างแบบ Instruction (อินสตรัคชั่น) และรวบรวมผู้คนขึ้นไปยังท่าอวกาศยานแซร์วอนเซติกที่ถูกสั่งประกอบท่านี่มาจากเครือสหพันธ์อวกาศแห่งทางช้างเผือก กาแล็กติกเฟเดอเรชั่น เพื่อเตรียมสร้างยานที่ใหญ่สุดยอดยิ่งกว่าอาวุธใดในโลกนี้


 

"ทำไมพวกมันเงียบและยังคงดำเนินการโจมตียูเครนอีก..." เมื่อเคริเกนรู้สึกว่าพวกโซติเวสไม่ตอบสนองต่อคำสั่ง จึงส่งกองยานคอร์ดาร์คมาร์คทรีไปพร้อมยานกาลาเดียเอเตอร์ดิเอนไฟทว์ ที่ทันสมัยมากกว่าปัจจุบันนับสิบปี รวมถึงยานเพิลล์รอร์ด พร้อมฝูงบินฮัวร่าเคนกับออร์คาไปเป็นชุดโจมตีเร็วอีกด้วย


 

……เมื่อเวลาผ่านไป เรดาร์ระยะไกลของกองทัพ MOD ได้ตรวจพบกลุ่มยานเข้ามากองบัญชาการทางทะเลนอร์เวย์ ก็สั่งเตรียมการรบทางน้ำและอากาศอย่างรวดเร็ว

เรือดำน้ำคอนวอยด์เตรียมออกจากท่าเรือนับสิบลำ กองเรือขีปนาวุธ เรือต่อสู้อากาศยาน เครื่องบินประจัญบาน A10-F5 ยานไทรเดนท์ และยานเอกซ์เพอลิเมนท์ เข้าปะทะกลางทะเลเหนือ ประเทศไอร์แลนด์


 

ฝูงบินจาก UGD ถูกมิสไซน์จากกองเรือต่อสู้อากาศยานโซติเวสโจมตีอย่างหนักจนร่วงระเนระนาด

"ทุกกองบินๆ บินต่ำเลียบน้ำ!" เสียงบัญชาการจากนีครอส

"รับทราบ วาฬเพชรฆาติทุกลำ บินต่ำเลียบน้ำ" กองยานออร์คารับคำสั่งต่อ

"ฝูงบินเจ้าพายุ บินต่ำแล้ว" กองยานฮัวร่าเคนก็ตอบรับคำสั่งเขาเช่นกัน เครื่องบินของพวกเขาบินไล่คลื่นทะเลเลียบน้ำเข้าหากองเรือโซติเวสอย่างรวดเร็วราวกับพายุทอร์นาโด และเมื่อเขาใกล้รัศมีโจมตี นีครอสจึงสั่งโจมตีทันทีหลังจากทุกหน่วยพร้อมในระยะยิง

"โจมตีกองเรือ!"

 

ฝูงบินออร์คาและฝูงบินฮัวร่าเคนได้บนเลียบผิวน้ำสลับกันไปมาแบบวงดีเอ็นเอและยิงจรวดหลายหลายชนิดเข้าใส่กาบเรืออย่างรุนแรง จนลูกเรือของกองเรือโซติเวสนั้นกระเด็นลอยตกน้ำไปหลายราย

แต่กระนั้นทางกองเรือดำน้ำของโซติเวสได้เปิดช่องยิงตอร์ปิโดผิวน้ำแล้วสั่งยิงพุ่งขึ้นไปกระแทกเครื่องบินจากกองทัพ UGD จนระเบิดหมู่ตกทะเลกันไป


 

"กองยานลาดตระเวร..... เตรียมอาวุธโจมตีระยะไกล" เสียงบัญชาการจากเคริเกน

กองยานคอร์ดาร์กของทางฝั่ง UGD ได้เตรียมจัดกระบวนทัพเพื่อยิงปืนใหญ่ Yourmar Canon (ยัวร์มาร์แคนนอน) ซึ่งเป็นปืนใหญ่เลเซอร์ความร้อนสูงใส่กองเรือโซติเวสอีกครั้ง

แต่ทางกองเรือของคาคอฟ ได้ติดต่อเรียกเรือบรรทุกฝูงบิน A10-F5 Carazana (คาราซาน่า) ซึ่งติดมิสซายน์ลำละหลายสิบลูกเข้าถล่มกองยานคอร์ดาร์คจนเสียงระเบิดดังสนั่น พลประจำการยานเหล่านั้นต่างวิ่งหนีตายภายในยานไปจังจุดดีดตัวฉุกเฉิน แต่ก็ไม่ทันการ

ระหว่างที่ฝูงบินลาดตระเวรจะยิงปืนใหญ่ยัวร์มาเข้ามา กองทัพเทสซ่าก็โจมตีปืนใหญ่บนยานเหล่านั้นจนระเบิดก่อนที่พวกเขาจะบินถอยหลังเข้าชนยานคอร์ดาร์คเพื่อติดตั้งระเบิดเทสล่าบอมบ์แล้วกระโดดออกจากห้องบังคับเครื่องและบินโจมตีด้วยเจ็ทแพคต่ออย่างรวดเร็ว

การตะรุมบอลเกิดขึ้นเมื่อหลากหลายฝูงบินแยกตัวกันโจมตีอย่างกระจัดกระจาย แสงสีกลุ่มควันและไฟจากการลุกไหม้ของระเบิดต่างเกิดขึ้นบนเรือและยานหลายร้อยลำ ดวงอาทิตย์สาดแสงส่องทามการสมรภูมิรบกลางทะเลอันดุเดือด


 

[ตู้มๆๆ….] เรือหลายลำถูกปืนใหญ่ยัวร์มาร์กวาดลากไปทีละลำๆ ส่วนยานคอร์ดาร์คก็ถูกยิงหักครึ่งบ้าง ระเบิดกระจายบ้างและร่วงลงน้ำระเบิดกระเด็นกระดอนปลิวไปตามความเร็วต้นของพวกเขา หลายลำบินต่อสู้ทั้งที่มีความเสียหาย หลายลำไล่ล่ากันราวกับจรวดติดตาม
 

การปะทะเริ่มนานเข้า ทางเคริเกน ผู้บัญชาการยานกลาเดียเอเตอร์ได้สั่งชาร์ตยิงปืนใหญ่จัคโครนอร์ธลงไปพร้อมๆ กับยานเพิลล์รอร์ดระหว่างที่ดูลาดเลาสงครามมมาซักพักหนึ่งแล้ว ไม่นานนักกระสุนความร้อนสูงจากปืนใหญ่จัคโครนรอทก็พุ่งข้ามฟากฟ้าทะลุลำเรือพิฆาตลงน้ำไปกระแทกกองเรือดำน้ำซ้ำจนระเบิดพร้อมกันทั้งสองลำและจมคลื่นทะเลหายไป กองเรือของโซติเวสเริ่มถูกยิงยับจากปืนใหญ่จัคโครนอร์ธที่มีอัตรากันยิงสูงถึง 36 นัดต่อนนาที พวกเขาเริ่มจะพ่ายแพ้ ทำให้จำต้องร่นถอยมาอยู่ที่นอร์เวย์ นั่นทำให้องค์จักพรรดิเทสเลอร์รอไม่ไหวจนได้ให้คาตารอฟ ผู้ควบคุมฐานทัพเครื่องจักรสังหารมอสโกนำยานรบลาดตระเวรปืนใหญ่น้ำแข็ง Ifarituz Cruiser (ไอแฟริทัซ) 2 ลำบินขึ้นสู่ท้องฟ้า และให้รถถังรุ่นใหม่อย่าง Apocalipz II(อโพค์ลิฟซ์ ทู) ขึ้นเรือบรรทุกเครื่องบินล่องไปยังนอร์เวย์ รวมถึงยานรบที่มีคลาสหนักขึ้นอย่างไกโรแซลสเตอร์ ซึ่งมีอานุภาพกวาดล้างด้วยอาวุธเทสล่าจาก ยูคาเน (UKane) ในยูเครน


 

ระหว่างรอการส่งกองยานมาสมทบ กองยานไทรเดนท์และกองยานเอกซ์เพอลิเมนท์ก็จัดขบวนทัพยิงสวนกลับไปยังกองยานคอร์ดาร์ค ด้วยระยะยิงที่ได้เปรียบของปืนใหญ่ Sharnopel (ชาร์โนเพล) ฝ่าย MOD ทำให้กองยานคอร์ดาร์คถูกยิงร่วงลงสู่ทะเลเกือบหมด เสียงระเบิดจากการกระทบของกระสุนเลเซอร์และปืนใหญ่ได้ดังสนั่นลั่นฟ้า

และนั้นทำให้ผู้บัญชาการกองยาน UGD ต้องคอลเรียกกองยานเอนเดฟเวอร์มาสมทบร่วมกับยานแคริวอร์ ซึ่งการรบทั้งสองฝ่ายเริ่มยืดเยื้อออกไป แต่ด้วยความได้เปรียบด้านเสบียงรบสมทบของฝ่าย MOD ที่มากกว่าเพราะอยู่ติดแผ่นดินมากกว่า จึงสามารรุกไล่ขึ้นไปยังไอร์แลนด์ได้ และในที่สุด เคริเกนจำต้องสั่งถอยทัพกลับเพระกองยานคุ้มกันได้ถูกทำลายลงจนเกือบหมดแล้ว

 

……..เมื่อ UGD ถอนกำลัง ทางกองกำลังของรัฐ W-UN แคนดาจึงออกมาตัดสินการกระทำของ UGD ที่ทำอะไรโดยพละการ แต่กองกำลังของ W-UN ต้องอาศัยกำลังเสริมในการต่อสู้กับ UGD ซึ่งทางฝ่ายกองกำลังแมสซิส เนททรีออน 7 ร่วมด้วย และเครนได้เป็นหัวหน้าในหน่วยนี้ ทำให้ W-UN สนับสนุนยานรบลาดตระเวนประจัญบานไฮปอร์เรียลให้กับเครน ซึ่งมันเป็นยานรบที่มาพร้อมชุดเสริมการต่อสู้ที่ใหญ่มากๆ จากชุดบรรทุกยานรบขนาดเล็กและโดรนอีกมากมาย ทัั้งนี้มันยังติดปืนใหญ่ X-6 เทมพาร์ทด้วย ทำให้พวกเขาสามารถกดดัน UGD ไว้ด้วยได้ระบบสหพันธรัฐของโลก ที่หากพวกเขาทำสงครามขึ้น จะสามารถระดมกองทัพรุมโจมตีได้เลย และนั่นทำให้กองทัพเนททรีออน 7 ของเครน หลุดพ้นจากอำนาจทางทหารของ UGD ไป และรัฐบาลโลก (W-UN) ก็ได้ให้พวกเขาย้ายถิ่นฐานไปยังประเทศทางแถบแอฟริกา พร้อมด้วยกองทหารส่วนหนึ่งไปตั้งมั่นปักค่ายรบที่นั่น และยกสิทธิให้ในการพัฒนากองทัพเอง โดยรัฐบาลโลก จะสนับสนุนทรัพยากรและระบบเทคโนโลยีให้แก่พวกเขา


 

ก่อนหน้าที่เครนกำลังจะย้ายทัพไปยังไคโร เขาได้ถูกทดลองถูกฉีดสารสกัด Frostiblood (ฟรอสติบลัด) เข้าสู่กระแสเลือดจากพ่อของเขา นั้นทำให้เขาสามารถรักษาแผลได้เร็วมากและสามารถสร้างเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมาแทนของเดิมที่เสียหายได้อย่างกะทันหัน หรือทำให้เขาไม่มีวันตาย ไม่มีโรคภัย และไม่ต้องมีอายุไขของเซลล์ เรียกสั้นๆว่าเป็นอมตะไร้วันตายนั่นเอง


 

ปีคริสตศักราช 2250

ฟยอร์ดได้นำยานโนอาห์ของเขาย้อนเวลากลับมายังวันที 11 กรกฎาคม ของปีนี้ ฟยอร์ดจอดยานเทียบสนามบินปารีส ซึ่งผู้คนต่างฉนงงงงวยกับยานประหลาดขนาดยักษ์ที่อยู่ๆ ก็มาโผล่กลางสนามบิน

"เอาล่ะทุกคนถึงละ .... ลงมาจากยานก่อน" เมื่อฟยอร์ดปล่อยคนลงจากยานไปแล้ว จึงเดินเข้าไปหาพ่อกับแม่เขาที่ชรามากแล้วพร้อมกับยิ้ม และพูดว่า "เราปลอดภัยแล้ว ตอนนี้ผมย้อนเวลามาราวๆ 30 ปี เดี๋ยวผมไปส่งพ่อกับแม่ที่บ้านก่อนนะ และเดี๋ยวผมต้องไปช่วยเพื่อนผมก่อน"

"จ๊ะลูก..." ว่าแล้วแม่ของเขาก็หอมแก้มลูกชายของเธอหนึ่งที ก่อนที่ฟยอร์ดจะส่งพวกเขาขึ้นยานโดยสารออกจากสนามบินไป


 

"เฮ้อ นายอยู่ไหนนะ" ฟยอร์ด หมุนนาฬิกาข้อมือเขาแล้วกดค้นหาสัญญาณชีพจรจากรายชื่อของกองสำมโนประชากรของสหรัฐอเมริกา

"เอ้...... เร็วสิเพื่อน...อ่อเจอแล้ว อยู่ที่เดิมเลยนะ เอาหละ ฉันจะรีบไปหานาย รอก่อนนะ" ว่าแล้ว ฟยอร์ดก็ใช้นาฬิกาของเขาตั้งค่าวาร์ปไปหาเครนที่ไคโร


 

มหานครไพร์ม ไคโร อียิปต์ 

ฟยอร์ดได้วาร์ปเข้าสู่เขตฐานทัพไพร์ม กองกำลังเนททรีออนออฟเดสซาร์ท ซึ่งมีการเฝ้าระวังจากกองทหารของ NOD อยู่อย่างเต็มพิกัด...

กองทหารส่วนหนึ่งสังเกตเห็นเหมือนมีพลังงานบางอย่างผุดขึ้นตรงถนนทางเข้ามหานคร ต่างพากันเล็งปืนใส่จุดกำเนิดพลังนั้นอย่างใจจดใจจ่อ


 

[ฟรุ๊บ...!!!] ชายคนหนึ่งปรากฏขึ้นท่ามกลางการรายล้อมของทหาร

ชายคนนั้นยืนขึ้นมองรอบๆ อย่างงงๆ....... "คุกเข่า..!!"

"เดี๋ยวๆ ใจเย็นๆ.... ฉันมาดีๆ" ฟยอร์ดยกมือขึ้นเหนือหัวแล้วค่อยๆคุกเข่าลง

"เงียบไปซะ....." ผู้บังคับกองร้อยได้เอ่ยปากขึ้นมาพร้อมเอาปืนกระแทกหลังเขา

ระหว่างนั้นเครนซึ่งเดินตรวจตรารอบๆอยู่ก็พบกับฟยอร์ดที่กำลังถูกทหารของเขาจับกุมอยู่พอดี "อ่าวเครน นายจำฉันได้ไหม" ฟยอร์ดเร่งเรียกเครนอย่างหน้าตาตื่น ก่อนที่เครนจะเอะใจและเดินเข้ามาหา

"อ่าวเดี๋ยวนี่นาย..." ชี้นิ้วใส่ฟยอร์ดและฟยอร์ดก็ชี้นิ้วใส่เครนตาม "เอ๊ย....!"

"ปล่อยเขา ...... ฟยอร์ด ทำไมนายแก่ลงหละ ....?" เครนจับมือพยอร์ดแล้วดึงมือเขาขึ้นมา

"นี่นายว่าฉันหน้าแก่หรอเนี่ย" ฟยอร์ดตอบพลางปัดเสื้อผ้าที่เปื้อนฝุนของเขา

"เอ๊าก็แก่จริงๆนี่หน่า" เครนเอ่ยอย่างขำขัน

"นี่คนเราก็เสื่อมไปเป็นธรรมดา ไม่ใช่นาย โดนไรมาไม่รู้ ไม่เห็นจะหน้าแก่แบบเขาบ้างเลย" ฟยอร์ดเอ่ยพร้อมทำตาขวางใส่เครนเบาๆ

"แล้วไปไงมาไงถึงเป็นแบบนี้หละ?"

"เรื่องมันยาวมาก เดี่ยวเล่าให้ฟังละกัน"

"งั้นเดี๋ยวเข้าไปข้างในก่อน แล้วเดี๋ยวคุยกัน"เครนจึงได้พาฟยอร์ด เดินตรงกลับเข้าไปยังวิหารไพร์ม ซึ่งฟยอร์ดก็เดินตามไป "โอเคร"

ว่าแล้วทั้งคู่ก็เดินตรงไปยังอาคารไพร์ม มหานครไคโร พร้อมกับทหารส่วนหนึ่งเดินตามหลังเข้าไปในอาคารที่รายล้อมด้วยปาการลำแสงโอเบดาร์คเกอร์ที่ประดับด้วยไพลินระยิบระยับ

ความคิดเห็น

0 คอมเมนต์

เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้

ไปหน้าเข้าสู่ระบบ
ยังไม่มีคอมเมนต์ เป็นคนแรกที่เริ่มคุยได้เลย