
READING SET · A5
ตอนที่ 1-5
Element City | เมืองอลวน ธาตุอลเวง
โดย Admin
เทสๆ
TABLE OF CONTENTS
สารบัญ
- 1วันที่ 1Admin
- 2วันที่ 1 (2)Admin
- 3เหตุบังเอิญAdmin
- 4วางแผนเที่ยวAdmin
- 5รถไฟสุขสันต์Admin
CHAPTER 1
วันที่ 1
"Is this the real life? Is this just fantasy?
Caught in a landslide, no escape from reality"
เสียงเพลงวง Queens ที่ผมตั้งเป็นนาฬิกาปลุกดังขึ้นเพื่อปลุกให้ผมตื่น
ผมนอนจ้องเพดานอยู่สองสามวินาที แล้วหลับตาลงอีกครั้ง
"งืมมมมมมม..."
แน่นอนว่าคำนี้เคยถูกพูดไปแล้วตอนนาฬิกาดังรอบแรก และน่าจะรอบที่สองด้วย ก่อนจะมาเป็นเพลงนี้ ซึ่งเป็นสัญญาณสุดท้ายว่า จะเหลือเวลาออกจากห้องในอีก 5 นาที
"เอ้า ฮึบ!!!"
สุดท้ายผมก็ลากสังขารตัวเองออกจากเตียง ลุกเดินเข้าห้องน้ำด้วยสภาพที่สมองยังตามร่างกายมาไม่ทัน พอเดินมาที่กระจกมือซ้ายของผมก็เกาพุง ส่วนมือขวาเกาหลังหัว ส่วนแปรงสีฟันที่วางอยู่ในแก้วข้างอ่างล้างหน้าค่อย ๆ ขยับขึ้นเอง
มันลอยมาอยู่ตรงหน้าผม
แล้วผมอ้าปากรับอย่างเคยชิน
แปรงสีฟันขยับไปมาเอง ขณะที่เจ้าของปากยืนพิงอ่าง ตาปรือจนแทบปิดสนิท
การใช้ลมเพื่อขยับแปรงฟันอาจฟังดูสิ้นเปลืองสำหรับบางคน แต่สำหรับผม ถ้าพลังที่มีช่วยให้เช้าวันหนึ่งขยับมือน้อยลงได้สักสองนาที มันก็คุ้มแหละนะ ว่าแล้วผมก็ไม่ลืมที่จะจู้ด ๆ ในยามเช้า
หลังล้างหน้า เปลี่ยนเสื้อผ้า และตรวจดูจนแน่ใจว่าไม่ได้ใส่เสื้อกลับด้าน และตะเข็บเสื้อไม่ได้อยู่ข้างนอก ผมก็ออกจากห้องผ่านหน้าต่างชั้น 4 ที่อยู่ใต้หลังคาของอาคาร
พอจอดลงที่หน้าหอ ผมเห็นป้าเจ้าของหอกำลังยืนรดน้ำต้นไม้อยู่เหมือนทุกเช้า สายน้ำเส้นเล็ก ๆ จากปลายนิ้วของแกไปยังบรรดากระถางที่เรียงเต็มกำแพง
“โย่วป้า แอ๊ เส้นเล็กเหมือนฉี่ผมเมื่อกี้เลย”
“โย่วบ้า โย่วบออะไร กี่โมงกี่ยามแล้ว ยังขยันทักได้อุบาทว์ไม่ซ้ำกันอีกนะ” ป้าดา หรือ คุณสุดา แสงสุวรรณ (มั้ง...เห็นจากสลิปโอนเงิน) เจ้าของหอที่น่าเคารพที่ให้ผมจ่ายค่าเช่าได้แสนถูกในย่านนี้ เพราะหอป้าไม่มีลิฟต์ คนจะเช่าชั้น 4 มันก็เลยหายากมากๆ ถ้าไม่จน หรือประหยัดจริง ๆ ก็คงไม่อยากมาอยู่ที่ชั้นนี้แน่ ๆ
ผมสวนกลับทันที “ธรรมดาน่าคุณสุดา แล้วก็เวลายังเหลืออยู่ถมเถ”
“ถมเถของเอ็งนี่กี่นาที”
“ถ้าไม่ดูนาฬิกาก็ได้ทั้งวันครับ” ผมพูดพลางทำท่ายกนิ้วโป้ง และขยิบตาให้ป้าสุดา
"เฮ้อ..." ป้าส่ายหน้าแล้วหันกลับไปสนใจต้นไม้
ผมเดินผ่านไปสองก้าว ก่อนหันกลับมาเห็นแกกำลังเติมน้ำให้กระถางเดิมอีกรอบ
“ป้า ระวังน้ำเยอะไปนะ เดี๋ยวรากเน่า”
“นี่เอ็งจะมาสอนคนปลูกต้นไม้มาสามสิบปีหรือไง ถ้าน้ำมันล้นป้าก็ดูดออกไปให้ค้นอื่นก็จบแล้ว”
“อ๋อ เอ้อลืมไปเลย ป้าทำแบบนี้ได้ด้วยเนาะ”
“ไปทำงานเถอะ ถ้าแกตกงานมาจะแย่เอา ข้าไม่อยากทวงเงินใคร”
“รับทราบครับ... ว่าแต่ต้นนี้ดูเฉา ๆ แฮะ.... อย่าลืมเอาเอ็มร้อยให้ต้นนี้ด้วยนะป้า” พูดเสร็จผมก็ทำลูกบอลลมเล็กๆไว้ใต้ส้นรองเท้าเพื่อทำให้วิ่งพุ่งตัวได้เร็ว แล้วก็มุ่งหน้าสู่จุดหมายต่อไป...
ร้านข้าวเจ้าประจำอยู่ห่างจากหอไม่กี่นาที ลุงเจ้าของร้านเห็นหน้าผมก็หันไปหยิบกล่องโดยไม่ต้องถาม
“เหมือนเดิม?” ผู้ชายวัย 50 ปลาย ๆ กำลังยืนขายกับข้าวกล่องอยู่
“เยส” ผมยิ้มแล้วพยักหน้า
“กินเหมือนเดิมทุกวันไม่เบื่อหรือไง”
“เบื่อครับ”
ลุงชะงัก “แล้วทำไมยังกิน”
“ก็ร้านอื่นมันบ่แซบ”
“พูดแบบนี้ก็ไม่ลดราคาให้หรอกนะ”
"แหม ถูกขนาดนี้ใครมันจะไปต่อราคาลงมาอีก...(หรือมันมีวะ)"
พูดเสร็จผมรับถุงข้าวกล่องมาแล้วเดินต่อ
พอออกตัวไปได้สักพัก ทันใดนั้นเองเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากอีกฝั่งของถนน
ตูม!
แรงสะเทือนมาถึงตัวผมนิดหน่อย สิ่งที่ผมทำต่อคือ เพิ่มแรงถีบของลมใต้เท้า เพื่อหนีออกจากที่นี่ให้ไวที่สุด
ผมได้ยินใครสักคนตะโกนแว่ว ๆ ว่า "เตาแตก ๆ " เท่านั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับข้อมูลที่ผมต้องรู้
พอถึงที่ทำงาน ผมก็นึกได้ว่าตัวเองถือข้าวเช้าอยู่ตลอดทาง
ผมวางถุงลงบนโต๊ะแล้วค่อย ๆ ดึงกล่องออกมา
กับข้าวทั้งหมดไหลไปกองอยู่ด้านเดียว เหมือนแบ่งครึ่งระหว่างความว่างเปล่า กับข้าวผสมน้ำแกง น้ำแกงซึมออกมาตรงขอบฝากล่องเล็กน้อย
ผมมองมันเงียบ ๆ แล้วยิ้มเล็กน้อย
“...ยังรอด” ผมโพล่งคำนี้ออกมาด้วยความโล่งอก
“อะไรยังรอด?”
สุกรโผล่หน้ามาจากโต๊ะข้าง ๆ
“ข้าว” ผมตอบกลับ
“นึกว่าชีวิต”
“ถ้าชีวิตไม่รอด พวกแกจะเห็นฉันมานั่งง่าวในที่ทำงานวันนี้เรอะ”
อนิตาที่นั่งข้างสุกรทักถาม “เมื่อกี้นายวิ่งมาหรือเปล่า เหงื่อซกเชียว”
“ก็มันมีอะไรระเบิดข้างทาง ก็เลยวิ่งมา”
สุกรเลิกคิ้ว “เป็นผู้ใช้ลมทั้งทีไม่พุ่งหนีมาเลยล่ะ”
“เออ ลืม”
สองคนนั้นหัวเราะพร้อมกัน
ผมไม่เถียง เพราะมันจริง ผมลืมไปว่าสามารถใช้ลมดันหลังกับเท้าตัวเองเพื่อที่ผมจะได้ไม่ต้องวิ่ง แต่ผมก็มีเหตุผลที่วิ่งนะ เพื่อสุขภาพยังไงล่ะ อย่างที่กระทรวงสาธารณสุขว่า ยิ่งขยับยิ่งสุขภาพดี เป็นไงล่ะ เหตุผลดีใช่มั้ยล่ะ
"ได้กลิ่นเหล็ก ๆ ป่ะ" อนิตาทำท่าดมกลิ่นแล้วลุกขึ้นเดินมาทางผม
"อืม จริงแฮะ มาจากไหนหว่า" ผมพูดพลางสำรวจดูเสื้อผ้าของตัวเอง
"นี่ไง ต้นตออยู่ที่หลังแก" อนิตาเดินมาดูพร้อมหยิบเศษที่น่าสงสัยมาให้ผมดู
"อืม สุกร อันนี้คืออะไรอ่ะ" ผมหันไปถามสุกร เพราะเขาเป็นผู้ใช้ดิน น่าจะพอระบุชนิดของวัตถุแข็ง ๆ ชิ้นนี้ได้
"ไหน อะไร" สุกรหยิบไปดู ดม แล้วก็เอาลิ้นแตะวัตถุชิ้นนั้น "ดินปืนนี่ แต่มีกลิ่นอะไรไม่รู้แทงจมูกนอกจากดินปืนนะ แกลองดมเองดู"
ผมก็หยิบมาดมตามคำแนะนำของสุกร "มีเทน..." ผมพูดให้เพื่อนทั้งสองฟัง พอสิ้นสงสัยแล้ว เราทั้ง 3 คนก็กลับไปทำงานของตัวเองต่อ
CHAPTER 2
วันที่ 1 (2)
ช่วงเช้าผ่านไปกับงานตามปกติ เอกสารสองชุด งานแก้สามรอบ และข้อความจากสุกร ที่ส่งมาถามในทีมพร้อมแท็กผมทั้งที่นั่งห่างกันไม่ถึงสองเมตรว่าเที่ยงนี้กินอะไร
ผมตอบกลับไปว่า “ข้าว”
ไม่ถึงห้าวินาที ข้อความใหม่ก็เด้งขึ้นมา
“รู้แล้วว่าข้าว กับอะไร?”
ผมเปิดฝากล่องที่ผ่านศึกเมื่อเช้าขึ้นมาดู
“ไม่รู้ว่ะ หันมาดูดิ”
สุกรหันมามองกล่องของผม ก่อนพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“อาหารแนวใหม่” สุกรพูดปนขำพอเห็นข้าวแบ่งครึ่ง
“เรียกว่าข้าวครึ่งกล่อง” ผมตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง พร้อมทำท่าเก๊กเหมือนพระเอกหนังอินเด
อนิตาจากโต๊ะข้าง ๆ สุกรพอเห็นข้าวครึ่งกล่องผมไปก็ขำไหล่โยกเบา ๆ
ระหว่างกิน ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไถตามนิสัย ข่าวท้องถิ่นขึ้นคลิปเหตุการณ์เมื่อเช้าพอดี
ภาพสั่น ๆ จากกล้องวงจรปิดแสดงร้านริมทาง ผู้คนยืนมุงอยู่หลังแนวกั้น และเศษเตาอั้งโล่กระจายอยู่บนพื้น
พาดหัวเขียนประมาณว่า ‘เตาอั้งโล่ระเบิดปริศนา เจ้าหน้าที่เร่งหาสาเหตุ’
ผมอ่านผ่าน ๆ แล้วเลื่อนลงไปข่าวต่อไป
หลังกินข้าวเสร็จแล้วผมก็กลับมาที่โต๊ะทำงานของตัวเองแล้วนึกในใจว่า
(เตาอั้งโล่ระเบิดเองได้ด้วยเหรอ?)
ผมเปิด กลู-กลู้ เสิร์ชเอนจิน พิมพ์คำถามลงไปสองสามแบบ อ่านอยู่ครู่หนึ่งก็ไม่ได้คำตอบที่ทำให้รู้สึกว่า ‘อ๋อ อย่างนี้นี่เอง’ ทำให้รู้สึกหงุดหงิดในใจ
“หาอะไร?” อนิตาถาม
“เรื่องเตาเมื่อเช้า”
“ยังสนใจอยู่อีก?”
“แค่สงสัยว่ามันระเบิดได้ยังไง”
สุกรพูดทั้งที่ยังเคี้ยวข้าว “ของมันเก่าแล้วมั้ง”
“ก็อาจจะ แล้วดินปืนมันมาจากไหน” พอพูดจบ เพื่อนทั้ง 2 คนก็นั่งเครียดจนผมต้องพูดตัดอารมณ์ "ไปทำงานไป๊"
พอไล่เพื่อนเสร็จผมก็ปิดหน้าจอ
ช่วงบ่ายพวกเรากลับไปคุยเรื่องอื่น ตั้งแต่ระบบใหม่ที่บริษัทกำลังจะใช้ ไปจนถึงร้านอาหารเปิดใหม่ตรงหัวมุมถนน
“เย็นนี้ไปลองไหม?” สุกรถาม
“No”
“ตอบเร็วมาก”
“ยังไม่มีอารมณ์น่ะ” ผมอธิบายเพราะวันนี้รู้สึกว่าใช้พลังงานไปเยอะจริง ๆ อยากกินเสร็จแล้วนอนเลย
อนิตาหันมาถาม “แล้วพรุ่งนี้?”
“พรุ่งนี้ค่อยถามใหม่ก่อนเลิกงานละกัน”
“ชีวิตนายไม่มีแผนเลยหรือไง”
“มีสิ” ผมตอบ “แผนคืออยากทำตอนไหนก็ทำตอนนั้น”
สุกรเงียบไปสองวินาที
“นั่นเรียกว่าไม่มีแผน”
“สุดจะแล้วแต่”ผมยักไหล่
พอถึงเวลาเลิกงาน ผมเดินกลับทางเดิมตามปกติ
ร้านที่เกิดเหตุเมื่อเช้ายังเปิดไม่ได้ มีเชือกกั้นบางส่วนเอาไว้ แต่บริเวณรอบนอกเริ่มมีคนเดินผ่านตามปกติแล้ว
ผมเดินเลยไป
ห้าก้าว
สิบก้าว
จากนั้นก็หยุด
“...”
ผมหันกลับไปมองร้าน
ผมยืนชั่งใจอยู่พักหนึ่ง
“เอาวะ อยากรู้วุ้ย” ผมถอนหายใจยอมแพ้ให้กับความอยากรู้ของตัวเอง แล้วเดินไปที่ร้านหม้อไฟ
เจ้าของร้านกำลังกวาดเศษเล็ก ๆ อยู่ข้างร้าน ผมเดินเข้าไปทัก
“ลุงครับ เมื่อเช้าลุงอยู่ตอนมันระเบิดไหมครับ?”
แกเงยหน้าขึ้น “อยู่สิ ลุงเป็นเจ้าของร้านนะ เกือบได้ไปนอนโรงพยาบาลแล้ว”
“เอ้ยยย โชคดีเกิน แล้วมันระเบิดขึ้นมาเฉย ๆ เลยเหรอครับ?”
“เออ อยู่ดี ๆ ก็ตูม ข้าก็ยังงงอยู่เลย”
“ก่อนหน้านั้นมีอะไรแปลกไหม?”
ลุงนิ่งคิด
“เหมือนจะมีกลิ่นแปลก ๆ”
“กลิ่นอะไรครับ?”
“บอกไม่ถูก คล้าย ๆ เหล็กมั้ง” อยู่ ๆ เสียงเจ้าสุกรก็ผุดขึ้นมาในหัวผมว่ามันก็พูดแบบเดียวกับลุง แสดงว่าเศษนั่นก็กระเด็นมาติดที่เสื้อผมด้วยเหมือนกัน
ผมมองไปทางซากเตา
“กลิ่นกระทะหรือเปล่า?” ผมถามเพื่อความมั่นใจ
“ไม่ใช่ ตอนนั้นยังไม่ได้วางกระทะเลย เตาหินเตาปูนเปล่า ๆ เอง”
ผมเงียบ
เตาเปล่า
แต่ได้กลิ่นเหมือนโลหะร้อน
“อ๋อ...”
ผมพยักหน้าเหมือนเข้าใจ ทั้งที่จริงไม่ได้เข้าใจอะไรเพิ่มเลย
“ขอบคุณครับลุง”
ผมกำลังจะกลับ แต่สายตาเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างอยู่ข้างกำแพง เป็นเศษก้อนสีคล้ำขนาดไม่ใหญ่ประมาณครึ่งนิ้วโป้ง ผิวด้านหนึ่งแตกออกจนเห็นเนื้อข้างในต่างจากเศษเตารอบ ๆ
ผมก้มลงหยิบขึ้นมาดู
มันไม่ได้ดูน่าสนใจเป็นพิเศษ ถ้าไม่ใช่เพราะมันอยู่ตรงนี้
ผมลองยื่นให้ลุง
“ลุง กลิ่นที่ว่า...ประมาณนี้ไหม?”
ลุงรับไปดมเพียงครู่เดียว ก่อนขมวดคิ้ว
“เออ คล้าย ๆ นี่แหละ”
“แน่ใจ?”
“ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก ตอนนั้นมันทั้งควันทั้งฝุ่น แต่คล้าย”
ผมรับก้อนนั้นกลับมา ผมแน่ใจแล้วว่ามันคือดินปืนตามที่สุกรว่าจริง ๆ ด้วย แต่ถึงจะรู้ไปก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี ทำได้แต่บ่นในใจแต่ดันมีเสียงออกมาว่า “แปลกดีแฮะ” ผมพึมพำ แล้วโยนมันลงถังขยะข้างร้าน
“กลับก่อนนะครับลุง”
“เออ เดินดี ๆ ล่ะ”
ผมโบกมือแล้วเดินกลับหอ
ที่หน้าหอ ป้าเจ้าของหอยังนั่งอยู่ตรงโต๊ะหน้าทางเข้า
“วันนี้กลับช้านะ”
“แวะดูอะไรนิดหน่อยครับ”
“กินข้าวหรือยัง?”
“ยังครับ”
“แล้วจะกินอะไร?”
ผมคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“เดี๋ยวหิวแล้วค่อยคิด ยังมีบะหมี่กึ่งอยู่ในตู้เย็น”
ป้าส่ายหน้า “ชีวิตเอ็งนี่นะ...”
ผมหัวเราะ แล้วเงยหน้ามองขึ้นไปยังห้องตัวเอง
ผมมองหน้าต่างห้อง แล้วก็ทำให้ลมเริ่มหมุนรอบข้อเท้า ก่อนแรงยกจะค่อย ๆ พาตัวผมลอยขึ้นจากพื้น ผมประคองทิศทางอย่างคุ้นเคย ลอยขึ้นไปตามผนังหอจนถึงหน้าประตูระเบียงห้องตัวเอง
ผมทิ้งตัวลงบนเตียง หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างไม่มีจุดหมาย
ข่าวเหตุระเบิดเมื่อเช้ายังอยู่บนหน้าฟีด
นิ้วผมหยุดเหนือหน้าจอชั่วครู่
ภาพก้อนสีคล้ำเมื่อเย็นผุดกลับขึ้นมาในหัว พร้อมคำพูดของลุง
‘คล้าย ๆ นี่แหละ’
เสียงของสุกร
'ดินปืนนี่'
และเสียงของผมเอง
'มีเทน'
ผมมองข่าวอีกสองวินาที ก่อนเลื่อนผ่านมันไปดูอย่างอื่น
ถ้ามันมีอะไรแปลกจริง เดี๋ยวตำรวจก็คงหาเจอเองแหละน่า
ส่วนผมขอนอนก่อน
CHAPTER 3
เหตุบังเอิญ
หลังจากเหตุเตาอั้งโล่เจ้ากรรมระเบิดผ่านไปได้ไม่นาน ผมก็คิดว่าเรื่องมันคงจบแค่นั้น
อย่างน้อยก็ควรจะจบแค่นั้น
เช้าวันหนึ่ง ระหว่างเดินผ่านร้านที่เกิดเหตุ ผมเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจยังอยู่แถวนั้นสองสามคน ร้านยังปิดเหมือนเดิม มีแผงกั้นวางอยู่ด้านหน้า ส่วนเศษของที่แตกกระจายก็ถูกเก็บออกไปเกือบหมดแล้ว
ผมไม่ได้ตั้งใจจะแวะหรอก
แค่เดินช้าลงนิดหน่อยเท่านั้น
“จารย์บอย ผลจากห้องตรวจวัตถุประหลาดออกแล้วนะครับ”
เสียงตำรวจคนหนึ่งดังมาจากอีกฝั่งของแผงกั้น
ผมชะลอฝีเท้า
“ฉันเดาไว้ก่อนเลยว่าตอนแกรับข้อมูลมาไอ้เจมส์คงจะบ่นพึมพำว่าตรงกันเหมือนเดิมสินะ?”
“ใช่ครับพี่บอย สมกับเป็นแฟนกัน วัสดุเป็นดินปืนและมีเทน ลักษณะเป็นก้อนกลมกลวงตรงกลางเพื่ออัดแก๊สมีเทนเหมือนกันด้วย”
"แน่นอน ฮ่าฮ่าฮ่า... เฮ้ย! แฟนบ้านแกสิไอ่กร๊วก ใครจะไปอยากคบกับคนนอนไม่เป็นเวลาแบบนั้นกัน" ตำรวจที่ชื่อบอยหน้าแดงเล็กน้อย จนทำให้หน่วยพิสูจน์หลักฐานที่มาด้วยประมาณ 2-3 คนจ้องไปที่นายตำรวจบอย ก่อนจะทำท่ากระแอมดัง ๆ เพื่อไล่ให้ทุกคนไปทำงานของตัวเอง
"งั้นก็เป็นคดีที่หนึ่งร้อยยี่สิบหกแล้วสิพี่บอย ทำไมเจ้านั่นมันถึงได้ขยันขนาดนี้กันนะ"
ผมหันควับ 'ร้อยยี่สิบหก?' ส่วน 'เจ้านั่น' คงจะหมายถึงคนทำล่ะนะ
ตำรวจอีกคนถอนหายใจ
“ในครึ่งปีที่ผ่านมานี้ดูท่าเจ้านั่นตะลอนไปทั่วประเทศเลยนะ บางที่เสียหายนิดเดียว บางที่ร้านพังจนต้องปิด บางคดีก็มีคนตาย นี่ฉันก็เพิ่งมาจากเขตที่ 8 มา แทบไม่ได้พักเลยเนี่ย”
“จะว่าไปพวกกิจการที่ใช้ไฟหรือความร้อนเป็นหลักเหมือนจะเป็นกลุ่มเป้าหมายของมันล่ะนะ”
“ร้านอาหาร โรงงาน เตาเผา...”
“อาจจะเป็นกลุ่มคนที่มีความแค้นอะไรกับพวกผู้ใช้ไฟแหละ เหตุถึงเกิดถี่ ๆ พร้อม ๆ กันอย่างนี้”
เสียงสนทนายังดำเนินต่อ แต่ผมไม่ได้ยืนฟังจนจบ
เดี๋ยวจะกลายเป็นยืนแอบฟังตำรวจจริง ๆ และอีกอย่างข้อมูลที่ได้รับมาก็น่าจะเพียงพอสำหรับวันนี้แล้ว
ผมเดินต่อไปตามทาง พลางคิดถึงตัวเลขเมื่อครู่
ร้อยยี่สิบหกคดี
ทั่วประเทศ
เกิดถี่ ๆ พร้อม ๆ กัน
ถ้าเป็นครั้งสองครั้งก็คงเรียกว่าบังเอิญได้ แต่ร้อยกว่าครั้งนี่มันออกจะเยอะไปหน่อย
ส่วนเรื่องแค้นผู้ใช้ไฟ...
ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้หรอก
แต่ผมยังรู้สึกแปลก ๆ อยู่ดี
พอถึงที่ทำงาน ผมวางกระเป๋าลงบนโต๊ะ เปิดคอม แล้วทำงานตามปกติไปได้พักใหญ่
จนกระทั่งช่วงสาย งานที่ต้องทำเริ่มซาลง
ผมเปิดกลู-กลู้เสิร์ชเอนจิ้นขึ้นมา
“เหตุระเบิด ร้านอาหาร ไฟ”
ผลลัพธ์เด้งขึ้นมาเต็มหน้าจอ
ผมเติมชื่อจังหวัดที่จำได้จากข่าว ก่อนจะไล่เปิดทีละหน้า
ร้านหม้อไฟ
ร้านปิ้งย่าง
ร้านอาหารริมทาง
โรงงานขนาดเล็ก
โกดังที่มีเตาเผา
บางข่าวเกิดเมื่อไม่กี่เดือนก่อน บางข่าวก็เป็นข่าวปีที่แล้ว แต่ยังอยู่ในกรอบครึ่งปี ภาพหลายภาพดูแทบไม่เกี่ยวข้องกันเลย ถ้าไม่มีข้อมูลจากตำรวจเมื่อเช้า ผมก็คงไม่คิดด้วยซ้ำว่ามันเป็นเรื่องเดียวกัน
“อะจ๊ะเอ๋ มึงทำอะไรวะ”
สุกรจับบ่าผมทั้งสองข้าง แล้วเสียงจากด้านหลังทำผมสะดุ้ง
“ดูข่าวเก่าน่ะ”
“ตั้งใจทำงานดีนี่” สุกรชมผมทั้งที่ยังไม่เห็นสิ่งที่อยู่ในหน้าจอ
“ขอบใจ” ผมรับคำชมด้วยความยินดี
สุกรก้มลงมองจอ
“ข่าวร้านระเบิด?” สุกรถาม
“แม่น” ผมตอบอย่างทันควัน
“อันเมื่อวันก่อน?”
“ก็ด้วย”
“ก็ด้วยอย่างนั้นหรอ?” สุกรเริ่มตาโต คงจะคิดว่าผมคงไปเจออะไรใหญ่ ๆ เข้าแล้ว
ผมเลื่อนหน้าจอลง
“เมื่อเช้าได้ยินตำรวจคุยกัน เขาว่าของที่เจอจากร้านนั้นตรงกับคดีอื่นอีกเป็นร้อย”
“ร้อย?”
“ร้อยยี่สิบหกคดี ถ้าอยากได้ตัวเลขเป๊ะ ๆ นะ”
“หา!?”
เสียงดังมาจากโต๊ะกินข้าวด้านหลังผม
ผมหันไปดูเจ้าของเสียงแหลมแสบหู
อนิตาเงยหน้าขึ้นจากจอของตัวเอง
“ได้ยินด้วยเหรอ” ผมถามอนิตา
“เจ้าสุกรเสียงดังขนาดนั้น ฉันไม่ได้ยินก็แปลกแล้ว ไม่สิ ถามคนที่นั่งโต๊ะกินข้าวตัวสุดท้ายก่อนจะถึงทางเดิน ยังได้ยินเลย” อนิตาตำหนิที่สุกรเสียงดัง แล้วหันไปทางโต๊ะที่พูดถึงถามว่า "ได้ยินไหมคะ" เพื่อนร่วมงานกลุ่มที่นั่งโต๊ะนั้นหันมามองอนิตาแล้วพยักหน้ารัว ๆ พร้อมพูดว่า "ได้ยิน ๆ "
“กูว่า กูยังไม่ได้พูดอะไรเสียงดังเลยนะ” สุกรไม่รู้ตัวว่าเสียงตัวเองนั้นดังมาก
“เมื่อกี้คำว่า ‘ร้อย?’ ก็ดังไปครึ่งห้องแล้ว” อนิตาเดินมาจากโต๊ะกินข้าวมาเคาะหัวสุกรด้วยช้อนตักข้าวแบบพูดหนึ่งคำเคาะหัวหนึ่งที
สุกรหันไปมองรอบ ๆ ก่อนจะลดเสียงลงเอง พร้อมกับเดินออกไปที่ห้องน้ำเพื่อล้างเศษอาหารจากช้อนของอนิตา
“แล้วตำรวจว่าไง?”
อนิตาเดินมายืนแทนที่สุกรแล้วถามเรื่องคดีต่อ
“เขาสงสัยว่าคนทำอาจจะแค้นพวกผู้ใช้ไฟ เพราะสถานที่เกิดเหตุส่วนใหญ่เป็นกิจการที่ใช้ไฟหรือความร้อน”
สุกรเดินกลับมาพอดี พร้อมกับทำหน้าเห็นด้วย
“ก็ดูสมเหตุสมผลนี่”
ผมเอนหลังพิงเก้าอี้
“มันดูผิดสังเกตนี่นา ที่เหตุมันเกิดกระจายไปทั่วประเทศ ใครมันจะบ้านั่งรถทัวร์ตะลอนป่วนไปทั่วแบบนี้กัน ถ้าเป็นงั้นจริง ก็เป็นความแค้นที่ต้องลงทุนสูงน่าดู ฮ่าฮ่าฮ่า”
สุกรมองหน้าผม
“มึงขำอะไร” สุกรไม่ทันมุขตลกแห้งของผมเลยสักนิด
“น่าสนใจว่าค่ารถมันจะสักเท่าไหร่กันนะ” อนิตาคิ้วขมวด
“ประเด็นมันใช่ค่ารถไหมวะ” สุกรรู้สึกสับสนไม่รู้ว่าควรจะโฟกัสกับอะไรก่อนดี
“เอ้า ก็เป็นต้นทุนนี่ เราทำงานสายการเงิน พอเห็นอะไรที่แตะตัวเลขนิดหน่อยมันก็อดคิดไม่ได้นี่หว่า”
อนิตาดันกรอบแว่นขึ้น ก่อนจะกอดอกมองหน้าจอ
“แต่มันก็จริงนะ ถ้ากระจายขนาดนี้ อย่างน้อยก็น่าจะมีเหตุผลว่าทำไมต้องเลือกร้านพวกนี้”
“นั่นแหละ”
ผมหันกลับไปมองข่าว
“ถ้าจะให้เดา แค้นเจ้าของโรงงานถ่านหรือโรงงานทำเตายังฟังดูง่ายกว่าแค้นผู้ใช้ไฟทั้งประเทศอีก”
“แล้วทุกร้านใช้ประเภทเตาเหมือนกันหรือเปล่า?” สุกรถาม
“ไม่”
ผมเปิดอีกข่าวให้ดู
“บางที่เป็นเตาอิฐ บางที่ใช้เตาปิ้งย่างจากถังสังกะสี หรือไม่ก็เตาแบบอื่น ๆ ไปเลย”
“ถ่านล่ะ?”
“ไม่รู้สิ แต่คิดว่าจุดร่วมพวกนี้ก็คือการใช้ถ่านล่ะนะ”
ผมเลื่อนดูภาพต่อ
ในร้านหนึ่งมีกระสอบกับถุงถ่านกองอยู่หลังร้านหลายยี่ห้อ
อีกแห่งเห็นเพียงถุงสีเข้มวางปะปนกับลังเครื่องดื่ม
บางภาพเบลอจนอ่านอะไรไม่ได้
ผมเปิดอีกสามสี่ข่าว
มีถ่านอยู่บ้าง ไม่มีบ้าง หรือบางทีก็อาจมีแต่ภาพถ่ายไม่ติด
ไม่มีอะไรเด่นพอจะเรียกว่าเบาะแส
“เยอะเกิน” สุกรว่า “ร้อยยี่สิบหกคดี จะเปิดดูหมดนี่เลิกงานพอดี”
“ก็ไม่ได้จะดูหมด”
“แล้วจะดูถึงกี่อัน”
ผมมองจำนวนแท็บที่เปิดค้างอยู่ด้านบน
“ก็นั่นน่ะสิ” ผมพูดปนยิ้มมุมปาก
"โว้ย ฮ่าฮ่าฮ่า" อนิตาหัวเราะ
“ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่นายสนใจข่าวบ้านเมืองขนาดนี้”
“ไม่ได้สนใจข่าว”
“แล้วนี่เรียกว่าอะไร”
“ขี้เสือก” ผมขยิบตาข้างหนึ่งแล้วยกนิ้วโป้งให้อนิตากับสุกร
“ต่างกันตรงไหน?”
ผมคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ไม่รู้เหมือนกัน”
สุดท้ายพอหมดเวลาพักพวกเราก็เลิกสนใจมันแล้วกลับไปทำงานต่อ
ผมไม่ได้เจออะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
ยิ่งดูยิ่งเหมือนสถานที่แต่ละแห่งไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลยด้วยซ้ำ
CHAPTER 4
วางแผนเที่ยว
ตกเย็นผมปิดคอม เก็บของ แล้วเดินออกจากบริษัทพร้อมสุกรกับอนิตา
“พรุ่งนี้กินอะไร” สุกรถามระหว่างรอลิฟต์
“ถามตั้งแต่วันนี้เลย?”
“จะได้เตรียมใจ”
“ข้าว”
“รู้ว่าข้าว”
“เก่งมาก ถ้ารู้แล้วถามทำไม” สุกรทำหน้าไม่สบอารมณ์ ส่วนอนิตาหัวเราะเบา ๆ
พอลงมาถึงชั้นล่าง เราก็แยกกันตรงหน้าบริษัท
ผมเดินกลับทางเดิมตามปกติ
อากาศช่วงเย็นไม่ร้อนเท่ากลางวัน ด้วยบริเวณนั้นเป็นการออกแบบผังเมืองให้เป็นช่องลมขนาดใหญ่ ทำให้มีลมพัดเย็นสบาย ผมเลยไม่ได้ใช้พลังลมช่วยคลายร้อนอะไร
ก่อนถึงหอ ผมแวะร้านขายของชำข้างทาง
ผมเดินตรงไปยังชั้นขนม หยิบเยลลี่รสองุ่นขึ้นมาหนึ่งถุง แล้วลังเลอยู่สองวินาทีก่อนหยิบรสโคล่าตามมาอีกถุง
ไหน ๆ ก็แวะแล้ว
“ป้าครับ อันนี้สองถุง”
ผมกำลังจะเดินไปที่เคาน์เตอร์ แต่สายตาเหลือบไปเห็นของดำ ๆ ที่กองอยู่ข้างกำแพงร้าน
มันคือถุงถ่านหลายถุงวางซ้อนกันหลายยี่ห้อ แต่มียี่ห้อหนึ่งที่มีจำนวนถุงมากกว่ายี่ห้ออื่น
“ป้า”
“อะไร?”
“ถ่านนี่ขายดีไหม?” ผมถามด้วยความสงสัย
ป้าเจ้าของร้านหันไปมองตาม
“ก็เรื่อย ๆ ทำไม จะซื้อเหรอ?”
“เปล่า ผมอยู่หอ เขาห้ามเผา”
“เอ้า แล้วจะถามทำไม”
ผมย่อตัวลงเล็กน้อย มองถุงที่วางอยู่ด้านหน้า
มันเป็นยี่ห้อที่ผมเคยเห็นอยู่บ่อย ๆ ตามร้านขายของชำหรือซูเปอร์มาร์เก็ต
“ยี่ห้อนี้เห็นขายหลายที่จัง”
“ก็ยี่ห้อใหญ่ ยี่ห้อดัง มีใครไม่รู้จักยี่ห้อช้างชนกำแพงบ้างล่ะ”
ป้าตอบเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา
“มีขายทั่วประเทศนั่นแหละ ร้านไหน ๆ ก็รับมาขาย”
ผมหยุดนิ่ง
ทั่วประเทศ
คำธรรมดาสามพยางค์ทำให้ภาพข่าวที่เปิดดูตอนกลางวันย้อนกลับเข้ามาในหัว
ถุงถ่านหลังร้านหม้อไฟ
กองกระสอบข้างกำแพง
ถุงสีเข้มที่โผล่อยู่หลังลัง
แต่ละร้านมีถ่านไม่เหมือนกัน
บางร้านมีสองยี่ห้อ
บางร้านมีสาม
บางภาพอ่านชื่อได้ บางภาพอ่านไม่ได้เลย
ผมหยิบโทรศัพท์ออกมา เปิดภาพข่าวที่เซฟไว้
ภาพแรก
ขยาย
เบลอ
ภาพที่สอง
ตรงมุมร้านมีถ่านอยู่หลายถุง แต่เป็นยี่ห้อท้องถิ่นที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน
ผมเปิดภาพที่สาม
อีกจังหวัดหนึ่ง
อีกยี่ห้อหนึ่ง
ภาพที่สี่
ผมหยุดนิ้ว
ตรงหลังร้านมีถุงสีเดียวกับที่อยู่ตรงหน้าผมปะปนอยู่กับถ่านยี่ห้ออื่น
ผมย้อนกลับไปภาพแรกอีกครั้ง
ซูมตรงมุม
เห็นไม่ชัด
แต่ลายบนถุงคล้ายกัน
ผมเปิดข่าวอีกจังหวัด
มีอีก
ไม่ได้มีทุกร้าน
ไม่ได้กองเด่นอยู่หน้ากล้อง
บางแห่งมีแค่ถุงเดียวเสียด้วยซ้ำ
ถ้าไม่ได้ตั้งใจมองก็คงไม่มีใครสนใจ
เพราะร้านอาหารที่ใช้ถ่านจะมีถุงถ่านอยู่หลังร้าน มันก็เป็นเรื่องปกติที่สุดในโลก
แต่...
ผมหันไปมองถุงตรงหน้าอีกครั้ง
ถ่านส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่แต่ละพื้นที่มีผู้ผลิตของตัวเองอยู่แล้ว
ร้านต่างจังหวัดบางร้านใช้ยี่ห้อที่ผมไม่เคยเห็นในเมืองนี้ด้วยซ้ำ
ถ้าร้านหนึ่งอยู่เหนือ อีกร้านอยู่ใต้ อีกร้านอยู่ตะวันออก แล้วอีกแห่งอยู่คนละฟากประเทศ ถ่านที่ใช้จะคนละยี่ห้อกันก็ไม่แปลก
กลับกัน ถ้ามียี่ห้อไหนสามารถโผล่อยู่ในร้านเหล่านั้นได้พร้อมกัน...
มันก็ควรเป็นยี่ห้อที่มีเครือข่ายกระจายสินค้าใหญ่พอ
ผมมองตัวหนังสือบนถุง
“ช้างชนกำแพง...”
“ใช่แล้ว แล้วจะทวนคำป้าทำไมเนี่ย” ป้าถาม
ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง แล้วลองค้นชื่อยี่ห้อ
ผลลัพธ์ขึ้นมาหลายหน้า มีตัวแทนจำหน่ายหลายจังหวัด ร้านค้าหลายภูมิภาค
สินค้าไปไกลกว่าที่ผมคิด
ผมยังไม่รู้ว่ามันเกี่ยวกันจริงหรือเปล่า
แค่เพราะถ่านยี่ห้อหนึ่งมีขายทั่วประเทศ ไม่ได้แปลว่ามันจะเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดร้อยกว่าครั้ง
ถ้าเป็นยี่ห้อใหญ่ การที่มันโผล่อยู่หลายร้านก็อาจเป็นเรื่องธรรมดามาก ๆ ก็ได้
แต่ถ้าไม่ใช่ล่ะ?
“ป้า”
“อะไรอีก?”
“เยลลี่เอาสองถุง”
ป้ามองของในมือผม
“เอ็งก็ถืออยู่สองถุงแล้วนี่”
ผมก้มมอง
“อ้าว”
“ยืนจ้องถ่านจนลืมเยลลี่หรือไง”
“ไม่ใช่ อันนี้ของผมเอามาจากที่ทำงาน” ผมตลกกลบเกลื่อน
"มั่วแล้วไอ้หนุ่ม มาดูกล้องวงจรปิดไหมล่ะ คาหนังคาเขาแน่" ป้าทำท่าหันหลังจะเปิดภาพกล้องให้ดูสด ๆ
"อะจึ๊ย กลัวแล้วคร้าบ" ผมรีบจ่ายเงิน รับเงินทอน แล้วเดินออกจากร้าน
ระหว่างทางกลับหอ ผมเปิดดูปฏิทินในโทรศัพท์
อีกไม่กี่วันก็เป็นวันหยุดเทศกาล
หยุดยาวถึง 5 วันเสียด้วย
ผมลองค้นชื่อบริษัทผู้ผลิตถ่านช้างชนกำแพงต่อ ก่อนกดดูที่ตั้งโรงงานบนแผนที่
ไกลอยู่แฮะ
แต่ก็ไม่ได้ไกลจนไปไม่ได้
แถวนั้นเหมือนจะมีที่เที่ยวอยู่หลายแห่งด้วย
ผมหยิบเยลลี่เข้าปาก พลางเลื่อนดูเส้นทาง
ผมไม่ได้กำลังจะไปสืบอะไรหรอก
ก็แค่วันหยุดยาวทั้งที อยู่ห้องเฉย ๆ ก็คงน่าเบื่อแย่
แล้วโรงงานนั่นก็ดันอยู่แถวที่เที่ยวพอดี
แหม่ ช่างบังเอิญจริง ๆ เลยนะ
ผมเก็บโทรศัพท์ลงกระเป๋า
“ไปเที่ยวสักหน่อยก็ดีเหมือนกันแฮะ”
ผมเดินกลับหอด้วยความรู้สึกเบิกบานใจอย่างบอกไม่ถูก
CHAPTER 5
รถไฟสุขสันต์
5 วันต่อมา ในช่วงเวลาเช้ามืด
ผมเตรียมตัวออกจากหอพัก
อะไรนะ ทำไมต้องเป็นช่วงนี้น่ะเหรอ
ก็เพราะว่าอากาศในช่วงนี้มันเย็นสบายสุด ๆ ไปเลยยังไงล่ะ
หลังจากแวะถามตัวเองแทนผู้อ่านเสร็จ ผมก็ออกตัวพุ่งออกจากระเบียงห้อง ยกตัวขึ้นสูงเหนืออาคารบ้านช่องให้สมกับเป็นผู้ใช้ลม แล้วเปิด GPS ดูสักครู่ว่าสถานีรถไฟอยู่ทิศไหน
"เจอแล้ว เอาล่ะ" พูดกับตัวเองจบ ผมก็พุ่งไปยังจุดหมายด้วยความเร็วที่มากกว่าตอนวิ่งสักหน่อย
พอ GPS แจ้งเตือนว่าใกล้ถึงแล้วผมก็มองไปยังประตูทางเข้า แล้วลงจอด
ที่นี่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ทั้งที่เพิ่งมาถึง และที่กำลังจะออกไป ผมเห็นครอบครัวหนึ่งที่เพิ่งลงรถ มี พ่อ แม่ และเด็กน้อยคนหนึ่ง ผมยิ้มเล็กน้อยเพราะนี่ทำให้ผมนึกถึงช่วงเวลาสมัยเด็กที่ครอบครัวผมเพิ่งมาถึงที่เมืองนี้ครั้งแรก
ผมไม่เคยนั่งรถไฟไกลขนาดนี้มาสักสิบปีได้ นับตั้งแต่ครอบครัวของผมได้ย้ายมายังเมืองแห่งนี้
ตามปกติของผม ถ้าการเดินทางคนเดียวหนไหนกินเวลานานกว่าครึ่งวัน ผมจะเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าจุดหมายปลายทางนั้นคุ้มค่าจริงหรือเปล่า แต่ก็อย่างที่เห็นกัน ความสงสัยใคร่รู้ในตัวผมก็สามารถเอาชนะความคุ้มค่าไปได้ง่าย ๆ
ผมซื้อตั๋วออนไลน์มาแล้ว และตอนนี้มาหยุดยืนที่หน้าขบวนรถไฟพลางตรวจหมายเลขตู้กับตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ในสมาร์ทโฟนอีกรอบ จากนั้นจึงเดินขึ้นรถไฟ
ของที่เอามามีไม่มาก เสื้อผ้าสองสามชุด ของใช้จำเป็น สมุดเล่มเล็ก และปากกาสองด้าม ทั้งหมดนี้ถูกบรรจุไว้ในกระเป๋าสะพายขนาดกลางใบหนึ่ง
ผมไม่ลืมที่จะหยิบเยลลี่สามถุงที่เหลืออยู่ในห้องมาด้วยสำหรับกรณีฉุกเฉิน ( เบื่อ )
ภายในตู้โดยสารเป็นตู้นอนสองชั้น ทางเดินแคบทอดยาวอยู่ด้านหนึ่ง ส่วนอีกด้านเรียงด้วยเตียงบนกับเตียงล่างที่พับเปลี่ยนจากที่นั่งได้ ผ้าม่านสีเข้มแต่ละผืนช่วยแบ่งพื้นที่ส่วนตัวให้คนแปลกหน้าได้พอประมาณ
ผมก้มดูหมายเลข 85 บนตั๋ว แล้วเงยดูป้ายข้างเตียง
เตียงบน
ตอนกดจอง ผมคิดเพียงว่าผมไม่อยากโดนคนที่ขึ้นบันไดผายลมสวรรค์ใส่หน้าเท่านั้นเอง
ผมลองโยกบันได รู้สึกถึงการคลายตัวของน็อต ผมจึงปีนขึ้นอย่างระมัดระวัง พอจัดของเข้าที่เสร็จจึงนอนหลังพิงแผงกัน เพราะถ้านั่งตรงนี้ เกรงว่าศีรษะคงได้ทำความรู้จักกับเพดานเป็นแน่
รถไฟเคลื่อนออกจากชานชาลาช้า ๆ พร้อมเสียงล้อกระทบรางเป็นจังหวะ ภาพเมืองด้านนอกหน้าต่างถอยห่างออกไปทีละน้อย
ผมรูดม่านเปิดไว้ครึ่งหนึ่ง นอนตะแคงมองวิวผ่านหน้าต่างฝั่งตรงข้ามทางเดิน
ทั้งหมดนี้เริ่มจากผมอยากซื้อเยลลี่หลังเลิกงาน
ถ้าวันนั้นผมหันหน้าไปอีกทาง บางทีตอนนี้ผมอาจกำลังนอนเล่นอยู่ที่หอ ไม่ใช่มุ่งหน้าไปยังพื้นที่ตั้งโรงงานถ่านอะไรนั่น ซึ่งอยู่ไกลจนต้องนั่งรถไฟข้ามคืนถึงสองรอบ
ผมแค่มาเที่ยว ส่วนการที่เมืองนั้นบังเอิญอยู่ใกล้โรงงานถ่านที่อาจเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดนับร้อยคดีทั่วประเทศ ก็เป็นเพียงรายละเอียดในหนังสือแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวเท่านั้น
วันแรกผ่านไปอย่างเชื่องช้า แต่ไม่ได้แย่นัก
ผมลงจากเตียงมากินข้าวกล่องที่พนักงานเข็นมาขาย เดินไปยืดเส้นตรงรอยต่อระหว่างตู้
ช่วงบ่าย รถไฟจอดตามสถานีใหญ่หลายแห่ง ผู้โดยสารบางส่วนลงไปซื้อของกิน บางส่วนยืนรับลมอยู่ข้างขบวน ผมลงไปด้วยตอนสถานีหนึ่ง ตั้งใจเพียงจะเดินให้ขาหายชา แต่กลับขึ้นมาพร้อมขนมปังหนึ่งชิ้น ไข่ต้มสองฟอง และน้ำอีกขวด
พอตกเย็น พนักงานเปลี่ยนที่นั่งให้กลายเป็นเตียง คนในตู้ทยอยปิดม่าน เสียงคุยค่อย ๆ เบาลง เหลือเพียงเสียงล้อสม่ำเสมอกับเสียงประกาศตามสถานีเป็นระยะ
ผมปีนขึ้นเตียงบน ดึงผ้าห่มมาคลุมถึงอก และหลับไปพร้อมเสียงรถไฟที่สั่นครืดคราดอยู่เนือง ๆ
เช้าวันที่สองมาถึงโดยผมไม่รู้ตัว
ผมตื่นเพราะได้กลิ่นกาแฟจากคนเตียงใกล้ ๆ ลืมตามองเพดานอยู่ครู่หนึ่งพลางเดาว่ากาแฟแก้วนี้ผสมนมหรือเปล่า
หลังจากลงไปล้างหน้า ผมซื้อโจ๊กถ้วยมานั่งกินตรงที่นั่งพับริมหน้าต่าง ด้านนอกเป็นเนินเขาต่อกันยาว หมอกบางยังเกาะอยู่ตามยอดไม้ แสงเช้าส่องผ่านกิ่งไม้เข้ามาเป็นช่วง ๆ ตามจังหวะรถ
วิวสวยดีนี่ ผมนึกในใจ แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายสามรูปทั้งแนวนอน แนวตั้ง ตามอารมณ์
รูปแรกติดเงาตัวเองเต็มกระจก
รูปที่สองเบลอ
รูปที่สามมีเสาไฟพาดกลางภาพพอดี
เฮ้อ... พอทีกับการถ่ายรูป ผมเก็บโทรศัพท์ แล้วตัดสินใจใช้ตาดูแทน
ผมกลับขึ้นเตียงหลังมื้อกลางวัน ตั้งนาฬิกาปลุกไว้เผื่อหลับยาวเกินไป แล้วพยายามอ่านข้อมูลที่บันทึกไว้ในโทรศัพท์
เหตุเกิดกระจายอยู่ทั่วประเทศ
ส่วนใหญ่เป็นร้านหรือโรงงานที่ใช้ไฟและความร้อน
ในรูปจากหลายพื้นที่ มีถุงถ่านช้างชนกำแพงปะปนอยู่กับถ่านท้องถิ่นยี่ห้ออื่น
มันยังไม่ใช่หลักฐานว่าโรงงานเกี่ยวข้องโดยตรง ต่อให้ถ่านยี่ห้อนี้อยู่ในที่เกิดเหตุจริง สาเหตุก็อาจมาจากคนส่งสินค้า ผู้กระจายสินค้า วัตถุดิบ หรือใครสักคนที่อาศัยมันบังหน้า
ความเป็นไปได้มีเยอะเกินไป
ส่วนเปลือกตาผมมีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว
มันกำลังจะปิด
ผมวางโทรศัพท์ไว้ข้างหมอน ตั้งใจว่าจะงีบสักครึ่งชั่วโมง แล้วค่อยคิดต่อหลังตื่น
เสียงล้อรถไฟกลายเป็นจังหวะกล่อมอยู่ใต้ตัว
กึก...กัก...
กึก...กัก...
กึก...
ครืดดดด!
แรงสั่นสะเทือนฉับพลันกระชากผมออกจากความฝัน ร่างทั้งร่างไถลไปชิดผนัง กระเป๋าที่วางตรงปลายเตียงล้มตะแคง เสียงโลหะเสียดสีกันดังยาวมาจากใต้ขบวน ก่อนรถไฟจะชะลอแล้วหยุดนิ่ง
ผมลืมตาโพลง
รอบข้างมีเสียงคนร้องตกใจ ตามด้วยเสียงถามกันวุ่นวายว่ามีใครเป็นอะไรหรือไม่
ผมนอนนิ่งอยู่สองวินาทีเพื่อตรวจจำนวนแขนขา
ยังครบ
หัวไม่ชนอะไร
ถือว่าความเสียหายส่วนตัวเป็นศูนย์
ผมเปิดม่านออก เห็นผู้โดยสารหลายคนชะโงกหน้าจากเตียง บางคนยืนเกาะขอบที่นั่ง ขบวนเอียงเพียงเล็กน้อยจนแทบไม่รู้สึกถ้าไม่สังเกต แต่กลิ่นโลหะร้อนจาง ๆ ลอยเข้ามาทางช่องระบายอากาศ
“เกิดอะไรขึ้นครับ?” ใครสักคนถาม
พนักงานประจำตู้เดินตรวจมาตามทาง เขายกมือเป็นเชิงให้ทุกคนใจเย็น
“ล้อช่วงท้ายไถลออกจากแนวรางเล็กน้อยครับ ตอนนี้ขอให้ทุกท่านอยู่กับที่ก่อน ไม่มีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บครับ”
ออกจากแนวรางเล็กน้อย หึ ช่างเล่นคำเสียจริง
บางทีมันก็น่าจะเป็นญาติกันกับคำว่าตกรางนะ
ผมปีนลงจากเตียง หยิบรองเท้ามาสวม แล้วเดินตามคนอื่นไปดูตรงประตูเชื่อมตู้ ระหว่างทางมีเด็กคนหนึ่งกำลังร้องไห้ แม่ของเขากอดปลอบอยู่ พนักงานอีกคนช่วยตรวจผู้โดยสารทีละแถว
ไม่มีใครบาดเจ็บจริง ๆ อย่างมากก็มีคนทำแก้วน้ำล้มกับกระเป๋าหล่นจากชั้นวาง
พอได้รับอนุญาต ผู้โดยสารบางส่วนจึงลงไปยืนข้างทางรถไฟ อากาศด้านนอกร้อนกว่าที่คิด แสงบ่ายส่องลงบนแนวรางที่ทอดผ่านพื้นที่โล่ง ตู้ช่วงท้ายเอียงออกจากแนวไปเพียงนิดเดียว ล้อบางส่วนค้างอยู่ข้างราง ไม่ได้พลิกหรือหลุดไปไกลอย่างภาพข่าวอุบัติเหตุที่ผมเคยเห็น
เจ้าหน้าที่หลายคนกำลังตรวจใต้ตู้ อีกกลุ่มยืนล้อมจุดที่ล้อไถลออกไป เสียงคุยกันดังพอให้คนที่อยู่ใกล้ได้ยิน
“รางไม่แตกครับ แค่ล้อหลุดแนว” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งรายงาน
“ใช้เวลานานไหม?” พนักงานประจำขบวนถาม
ชายในเสื้อสะท้อนแสงก้มมองตำแหน่งล้ออีกครั้ง ก่อนตอบอย่างสบาย ๆ
“ประมาณห้านาทีครับ เดี๋ยวช่วยกันยกแล้วผลักกลับเข้ารางก็เรียบร้อย”
น้ำเสียงของเขาธรรมดาราวกับกำลังพูดถึงรถเข็นติดหลุม ไม่ใช่ตู้รถไฟทั้งตู้ ก็นะ พวกผู้ใช้ดินนี่คือฮีโร่ในสถานการณ์นี้จริง ๆ
คนรอบข้างพอได้ยินก็ถอนหายใจโล่งอก หลายคนเริ่มหันกลับขึ้นขบวน บางคนยังยืนดูด้วยความสนใจ แต่เมื่อไม่มีไฟ ไม่มีควัน และไม่มีใครเจ็บ ความตื่นตกใจก็ลดลงไปอย่างรวดเร็ว
ผมยืนดูเจ้าหน้าที่เตรียมอุปกรณ์ ( ถกแขนเสื้อ ) อยู่ครู่หนึ่ง แล้วจู่ ๆ ก็มีเครนดินยักษ์ขึ้นมาจากพื้นดิน แล้วหย่อนปากคีบลงมาหนีบกับตู้เจ้าปัญหา แล้วขยับให้ลงรางได้อย่างนุ่มนวลที่สุด พอเสร็จแล้วเครนนั่นก็กลายเป็นทราย
5 นาทีนั่นแค่มายาให้รู้สึกว่าใช้เวลานิดเดียวเท่านั้น ทั้งที่จริงแล้วใช้เวลาจริงอยู่ประมาณสองถึงสามนาที
ผมถอดรองเท้า ปีนกลับขึ้นเตียง และตรวจดูนาฬิกาปลุก
ยังไม่ถึงเวลาที่ตั้งไว้ด้วยซ้ำ
การงีบครั้งนี้คุ้มเกินราคาไปหน่อย
จากนั้นขบวนยังจอดรอเพื่อตรวจความเรียบร้อยอีกพักใหญ่ แต่เมื่อพนักงานประกาศยืนยันว่าไม่มีอันตราย ผู้คนก็ทยอยกลับไปทำสิ่งที่ค้างไว้
คนอ่านหนังสือก็อ่านต่อ
คนกินขนมก็กินต่อ
ส่วนคนที่เพิ่งถูกปลุกจากการหลับก็กลับไปนอนต่อ
ผมดึงม่านปิด เอนตัวลงบนฟูก แล้วหลับตา
ใต้เตียงของผมมีเสียงผู้หญิงสองคนคุยกันเบา ๆ ตอนแรกผมไม่ได้สนใจนัก คิดว่าเป็นบทสนทนาเรื่องเหตุเมื่อครู่
“โชคดีนะที่ไม่เป็นอะไร เสียเวลาไปนิดเดียวเอง”
“ก็ดีแล้ว ฉันมีนัดพรุ่งนี้เช้าด้วย”
“จะไปแถวโรงงานใช่ไหม?”
“อือ ญาติฉันทำงานอยู่ละแวกนั้น”
ผมพลิกตัวเข้าหาผนัง ดึงผ้าห่มขึ้นถึงไหล่
“แล้วช่วงนี้ การงานของญาติเธอเป็นยังไงบ้างล่ะ”
“ว๊าย เจอกันครั้งแรกถามแบบนี้ได้ด้วยเหรอ... ก็เรื่อย ๆ นะ แต่แถวนั้นคนพูดถึงโรงงานถ่านกันเยอะ”
เปลือกตาของผมเริ่มหนักขึ้น
“โรงงานถ่านนั่นน่ะเหรอ?”
“ใช่ มีข่าวไม่ค่อยดีมาพักใหญ่แล้ว ตั้งแต่ผู้บริหารรุ่นที่สองล้มป่วยหนัก”
ผมพยายามฝืนยกเปลือกตาตัวเอง แต่ได้แค่วิสองวิก่อนจะกลับไปหลับตาอีกรอบ
“นานหรือยังนั่น?”
“เจ็ดแปดเดือนได้มั้ง หลังจากนั้นพวกทายาทก็เริ่มออกหน้าสื่อกันบ่อยขึ้น จากเมื่อก่อนนี่แทบไม่เห็นใครโผล่มาเลย”
ผมพยายามฝืนลืมตาแข่งกับอาการง่วงงัน
“แต่ได้ยินว่าที่จริงแล้วยังมีท...เป็น........”
ผมตั้งใจฟัง แต่ความง่วงก็ไม่เคยปราณีใคร
แล้วทุกอย่างก็ดับวูบไป
อ่านเรื่องราวต่อได้ที่ Usniverse
ติดตามตอนใหม่และกลับเข้าสู่จักรวาลฉบับเต็มได้จากลิงก์ด้านล่าง
https://www.usniverse.com/universe/cmsqfx8u3000ar6uu2g1g3rqkGenerated 15 ก.ย. 2569 · A5 reading set