?? . ??? . ????
สถานที่ : ไม่ทราบ
ท่ามกลางหิมะที่ตกโปรยปรายลงมา บนทุ่งโล่งสีขาวโพลนทอดยาวไปจนสุดสายตา กลางทุ่งนั้นมีฐานทัพแห่งหนึ่งตั้งอยู่ ทั้งอาคาร ยานพาหนะ และแนวสนามเพลาะกินพื้นที่ไปกว่าหนึ่งตารางกิโลเมตร เหนือทั้งหมดนั้นคือธงผืนใหญ่รูปอินทรีทองสองหัวไขว้กับอักษร "NADF"
วันนั้นไม่มีลมเลยแม้แต่น้อย เกล็ดหิมะร่วงลงมาตรงๆ ช้าๆ ทีละเกล็ด ราวกับเถ้าถ่านที่ลอยลงมาจากกองไฟขนาดมหึมาที่ไหนสักแห่งบนฟ้า ธงผืนนั้นจึงห้อยนิ่งอยู่บนเสา อินทรีทั้งสองหัวดูราวกับกำลังหลับ
ตอนนั้นเป็นเวลาเย็น ทุกอย่างดำเนินไปตามปกติ
แต่ทว่า…
ซ่าา— ซ่าา—
[นี่เอ็กโค เรียกทาเทียนา ทิศใต้ศัตรูบุกเข้ามาแล้ว ขอกำลังเสริมด้วย เปลี่ยน]
ซ่าา— ซ่า—
[เอ็กโค เรียกทาเทียนา! ทิศใต้ศัตรูบุกเข้ามาแล้ว! ขอกำลังเสริม เปลี่ยน!]
ซ่า— ซ่—
[นี่เอ็กโค! เราต้องการกำลังเสริมเดี๋ยวนี้!! เปลี่ยน!!!]
—
เงียบ
“บ้าชิบ! วิทยุดันมาเสียตอนนี้ได้ยังไงวะ!”
ผู้บังคับหมวดสื่อสารของกองร้อยเอ็กโคสบถลั่น กระแทกหูฟังลงกับโต๊ะ
“น่าจะเป็นลูก EMP ที่พวกนั้นเพิ่งยิงเข้ามาครับ”
เจ้าหน้าที่คนหนึ่งตอบ มือยังหมุนปุ่มเปลี่ยนคลื่นวิทยุเครื่องอื่นไปมาอย่างร้อนรน
“นี่มันวิทยุดาวเทียมรุ่นใหม่เลยนะเว้ย! แล้วหน่วยไมเนอร์ทรีล่ะ ติดต่อได้หรือยัง!”
“ยังครับ! คลื่นแรงมาก วิทยุในหมวดเองก็ใช้ไม่ได้สักเครื่อง!”
✦✦✦✦
ณ ฐานปฏิบัติการแนวหน้า ทางทิศใต้
ทหารที่แนวหน้ากำลังจัดแนวตั้งรับกันอย่างโกลาหล ในทีแรกทุกคนนึกว่าระบบสื่อสารผ่านดาวเทียมแค่ขัดข้อง จนกระทั่งมีคนเห็นวัตถุทรงกระบอกชิ้นหนึ่งพุ่งตกลงมาไม่ไกลจากแนวตั้งรับ ไม่กี่วินาทีต่อมา มันก็ระเบิดคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสีฟ้าใสออกมาเป็นวงกว้าง
พอรู้ตัวว่ากำลังถูกโจมตี มันก็สายไปเสียแล้ว
กระสุนปืนใหญ่จำนวนมหาศาลตกลงมาราวกับห่าฝน อาคาร สนามเพลาะ เต็นท์บัญชาการ รถถัง รถหุ้มเกราะ เกินครึ่งหนึ่งถูกกระสุนระเบิดแรงสูงบดขยี้ไปในชั่วอึดใจ
ภาพตรงหน้าราวกับเวลาเดินช้าลง ทั้งแสง สี เสียง และอำนาจทำลายล้างของกระสุนปืนใหญ่ไม่ทราบชนิด เกล็ดหิมะที่ยังร่วงลงมาไม่หยุดสะท้อนแสงระเบิดเป็นประกายสีทองระยิบระยับ ช่างแลดูสวยงามแต่กลับน่าสยดสยอง อาคารอิฐและเหล็กทั้งหลายถูกแรงระเบิดฉีกจนแทบไม่เหลือภาพของเค้าโครงเดิม
ร่างของเพื่อนร่วมชาติ คนในหน่วย และเจ้าหน้าที่อีกหลายนาย ถูกเศษซากที่กระเด็นจากแรงระเบิดฉีกกระชากจนอวัยวะขาดวิ่น บ้างเสียชีวิตคาที่ บ้างถูกแรงระเบิดอัดปลิวกระจายไปตามแรง เหล่าพลขับบนรถถังและยานเกราะก็ไม่ต่างกัน เมื่อกระสุนปืนใหญ่เจาะทะลุเกราะด้านบนเข้าไปแล้วระเบิดข้างใน โลงศพเหล็กเคลื่อนที่เหล่านั้นก็ฉีกออกเหมือนเศษกระป๋อง ส่วนคนที่อยู่ข้างใน คงไม่ต่างอะไรกับถูกฌาปนกิจทั้งเป็น
“แพทย์สนาม!!! ทางนี้มีคนเจ็บสาหัส!”
“หมอ ช่วยผมที!!”
“ไม่นะ… ไม่ ไม่ ไม่! ขาฉัน… ช่วยด้วย!! อ๊าาาาา—”
ผู้ที่ยังรอดต่างวิ่งไปประจำตำแหน่งของตัวเอง ทั้งที่ล้มลุกคลุกคลานและวิ่งชนกันเอง ทุกคนรู้ดีว่า ถ้ายังติดต่อหน่วยอื่นไม่ได้ ที่นี่แหละ จะเป็นหลุมศพของพวกเขา
✦✦✦✦
หน่วยทำลายและเก็บกู้วัตถุระเบิด : ไมเนอร์ทรี
“ไอ้ลูก EMP นั่นมันตกไปอยู่ตรงไหนกันแน่วะ! มาตามพิกัดที่รายงานแล้วนะเว้ย ถ้ายังหาไม่เจอก็ตัวใครตัวมันละกัน!”
ลูกทีมคนหนึ่งตะโกนแข่งกับเสียงระเบิด หน่วยของพวกเขาได้รับคำสั่งให้ทำลายแกนพลังงานของ EMP ให้เร็วที่สุด แล้วขอความช่วยเหลือออกไปทันทีที่วิทยุกลับมาใช้ได้
“รายงานครับ! พบวัตถุต้องสงสัย ระยะสามร้อยเมตร ทิศสามนาฬิกา!”
ทั้งหน่วยหันไปทางเดียวกันแล้วรีบรุดเข้าไป ท่ามกลางหิมะที่ถูกแรงระเบิดตีจนกลายเป็นโคลน มีบางอย่างกำลังส่องแสงสะท้อนออกมา
แกนพลังงาน ตามที่คาดไว้
“เอาล่ะ ไหนดูซิ”
จ่าเลฟ โวรอนอฟ หัวหน้าหน่วยไมเนอร์ทรี คุกเข่าลงข้างวัตถุชิ้นนั้น แล้วเปิดฝาครอบนิรภัยออก
ทุกคนเหงื่อแตก
ปกติแล้ว ระเบิด EMP เป็นอาวุธที่โครงสร้างไม่ซับซ้อน ข้างในควรเป็นขดลวดสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้ากับแผงวงจร ทำลายหรือเก็บกู้ได้ไม่ยาก
แต่สิ่งที่อยู่ตรงหน้าไม่ใช่อย่างนั้น
มันเป็นก้อนทรงกลมขนาดเท่ากำปั้น เรืองแสงเป็นสีฟ้าอมม่วงแบบที่ไม่มีอยู่ในธรรมชาติ ประจุไฟฟ้าเส้นเล็กๆ คลานไปมาบนผิวของมันเหมือนเส้นเลือดที่ยังเต้นอยู่ และเสียงฮัมต่ำๆ ที่มันปล่อยออกมาไม่ได้ดังเข้าหู แต่สั่นอยู่ในฟัน
“พระเจ้า… นี่มันอะไรกันวะเนี่ย”
ความรู้ ประสบการณ์ และความเข้าใจทั้งหมดที่จ่าเลฟสะสมมาตลอดสิบปีในสงคราม ไม่มีอะไรบอกเขาได้เลยว่าจะปิดมันยังไง
‘ฉันควรจะทำยังไงดี’
เวลาเหลือไม่มาก เสียงปืนใหญ่ยังไม่หยุด อีกไม่นานข้าศึกคงบุกเข้ามา ยิ่งตัดสินใจช้าเท่าไหร่ ความเสียหายก็ยิ่งมากขึ้น แต่ถ้าทำอะไรลงไปโดยไม่เข้าใจมัน ทั้งหน่วยอาจต้องตายไปพร้อมกัน
“จ่าครับ!”
พลวิทยุคนหนึ่งตะโกนขึ้น
“พบอากาศยานของสหพันธ์กำลังเคลื่อนที่มาทางนี้ครับ! อีกราวห้านาทีจะเข้าระยะ!”
“ของสหพันธ์?” ลูกทีมอีกคนหันขวับ “พันธมิตรส่งกำลังเสริมมาเหรอครับ”
จ่าเลฟไม่ตอบ
‘วิทยุของเรายังใช้ไม่ได้สักเครื่อง ไม่มีใครได้ขอความช่วยเหลือจากใครทั้งนั้น แล้วพวกนั้นรู้ได้ยังไงว่าต้องมาที่นี่’
“ขอเวลาฉันคิดแป๊บนึง”
เขาหันกลับไปที่ทรงกลมเรืองแสงตรงหน้า บางครั้ง การเล่นกับความเสี่ยงก็เป็นทางออกเดียวที่เหลืออยู่
เขาชักปืนพกออกมา
“รายงานครับ รูปร่างของเครื่องบินรบ… ไม่สิ อากาศยานลำนั้นมัน—”
ปัง!!!
ทรงกลมเรืองแสงเกิดรูขนาดใหญ่ แสงของมันกะพริบ ค่อยๆ หรี่ลง แล้วดับสนิท
จ่าเลฟวิ่งไปที่วิทยุทันที
ซ่า————
[ไมเนอร์ทรี เรียกทาเทียนา! ไมเนอร์ทรี เรียกทาเทียนา! ได้ยินไหม เปลี่ยน!]
[[ไมเนอร์ทรี นี่ทาเทียนา โปรดแจ้งสถานะ เปลี่ยน]]
[ไมเนอร์ทรีถึงทาเทียนา ฐานทิศใต้ถูกข้าศึกโจมตี พบอากาศยานไม่ทราบเจตนาจำนวนหนึ่งกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้ เราต้องการกำลังสนับสนุนทางอากาศ ย้ำ ต้องการกำลังสนับสนุนทางอากาศ เปลี่ยน]
[[ทาเทียนารับทราบ กำลังส่งเครื่องสนับสนุนไปให้ อีกเก้านาทีถึงที่หมาย เปลี่ยน]]
[ไมเนอร์ทรีรับทราบ เลิกกัน]
เขาวางหูฟังลง แล้วหันมาหาลูกทีม
“เอาล่ะหนุ่มๆ ภารกิจสำเร็จ ไปรวมกับกองร้อยเอ็กโคที่จุดรวมพลที่สอง ก่อนที่ไอ้เครื่องบินนั่นจะ—”
ยังไม่ทันขาดคำ คลื่นลมก็โถมเข้าใส่ทั้งหน่วย
แรงลมนั้นมหาศาลจนทหารในชุดเกราะเต็มยศยังเซถลาล้มลงกับพื้น หิมะทั้งทุ่งถูกเป่าฟุ้งขึ้นเป็นม่านสีขาว
ต้นตอของมันไม่ได้อยู่ไกลเลย
มันลอยอยู่กลางอากาศ เหนือศีรษะของพวกเขาไปเพียงไม่กี่สิบเมตร
‘ไม่จริงน่ะ… นี่ฉันไม่ได้ฝันไปใช่มั้ย…’
ไม่มีใครขยับ
เบื้องหน้าของพวกเขาคืออากาศยานขนาดใหญ่ลำหนึ่ง ส่วนหัวเรียวแหลมเหมือนเฮลิคอปเตอร์จู่โจม ห้องนักบินสองที่นั่งเรียงหน้า-หลังอยู่ใต้ฝาครอบกระจกสีชา ใต้คางมีป้อมปืนทรงกลมห้อยอยู่คู่กับลูกตาเซนเซอร์สีดำมัน ปีกสั้นทั้งสองข้างไม่ได้มีไว้บิน แต่มีไว้แขวนกระเปาะจรวด และแทนที่จะมีใบพัด มันกลับลอยอยู่ด้วยเครื่องยนต์ไอพ่นหกเครื่องที่จับคู่กันอยู่ในฝักปรับมุมได้สามฝัก ปากท่อเรืองแสงสีส้มสุก ความร้อนทำให้เกล็ดหิมะใต้ท้องของมันละลายกลายเป็นเม็ดฝนก่อนจะทันแตะพื้น
ถ้าจะพูดให้ง่าย ก็คือเอาเฮลิคอปเตอร์มาสร้างเป็นเครื่องบินรบ แล้วถอดทุกอย่างที่ไม่ได้มีไว้ฆ่าคนทิ้งไป
แค่มองด้วยตาก็รู้ว่าอาวุธทั้งหมดบนตัวมันถูกเตรียมมาเพื่อลบฐานทัพหนึ่งแห่งให้หายไปจากแผนที่ เคยมีข่าวลือหลุดออกมาในโลกอินเทอร์เน็ตว่า เครื่องแบบนี้แค่ฝูงเดียวก็ถล่มกองร้อยของสาธารณรัฐตะวันออกจนสิ้นซากมาแล้ว
อากาศยานที่สหพันธรัฐเป็นผู้ผลิตและเป็นเจ้าของ
อากาศยานของ "พันธมิตร"
ตอนนี้ เซนเซอร์ใต้ท้องของมันกำลังกวาดสำรวจพื้นที่รอบๆ อย่างใจเย็น
{เสียงสายลำเลียงกระสุนเริ่มหมุน}
ปืนกลอัตโนมัติขนาดสี่สิบมิลลิเมตรใต้หัวของมัน หันมาหยุดอยู่ที่หน่วยไมเนอร์ทรี
‘ของแบบนี้ไม่ควรจะมาอยู่ที่นี่สิ—’
ใช่แล้ว อากาศยานลำนี้มีฉายาว่า Death Eagle ตามรายงานทุกฉบับที่ผ่านมา มันใช้งานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพในสภาพหิมะ กองทัพสหพันธ์ไม่เคยส่งมันขึ้นบินในเขตแบบนี้
แต่ไม่ใช่วันนี้
สิ่งที่ไม่ควรอยู่ที่นี่ กลับโผล่มาแบบไม่มีปี่ไม่มีขลุ่ย และพุ่งเป้ามาที่คนที่มันควรจะมาช่วย
จ่าเลฟเงยหน้าขึ้นมองข้ามไหล่ของอากาศยานลำนั้น ไปยังฐานทัพที่ยังลุกไหม้อยู่ไกลๆ
ธงอินทรีสองหัวที่ห้อยนิ่งมาทั้งวัน ตอนนี้กำลังสะบัดอยู่ในลมจากไอพ่น ผืนธงกางออกเต็มที่เป็นครั้งแรกของวัน และอินทรีทั้งสองหัวก็ราวกับลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกัน
ทหารในหน่วยชอบเล่นมุกกันว่า อินทรีหัวหนึ่งมีไว้เฝ้าศัตรูทางตะวันออก ส่วนอีกหัวมีไว้คอยระวังพันธมิตรทางตะวันตก
‘หัวที่สองนั่น… มีไว้ระวังพวกมันจริงๆ ด้วยสินะ’
{ Brttttttttttttttttttttttttttttttt!!!!!!!!! }
……….
…..
..
.
หิมะยังคงตกลงมาอย่างเงียบเชียบ
ราวกับว่าไม่เคยมีอะไรเกิดขึ้นเลย
[ อารัมภบท ]
โลกที่แสนคุ้นเคย I
28 เดือนที่ 3 ปีศักราช 2017
“พี่คะ!!!”
“…เอ๋”
“จะสายแล้วนะ! ตื่นเดี๋ยวนี้เลย!”
เด็กหนุ่มบนเตียงลืมตาขึ้นได้ครึ่งเดียว เพดานห้องสีครีมที่คุ้นตา แสงแดดยามเช้าลอดม่านเข้ามาเป็นเส้น ไม่มีหิมะ ไม่มีเสียงปืน
“ทา… เทียนา…”
เขาพึมพำออกมาโดยไม่รู้ตัว
“ห้ะ? ทาเทียนาไหน”
เสียงนั้นเงียบไปครู่หนึ่ง แล้วดังขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่อันตรายกว่าเดิม
“…แฟนพี่เหรอ”
“ไม่รู้สิ ใครล่ะ”
“หนูต่างหากที่ต้องถาม!”
‘ฝันงั้นเหรอ…’
เขาเอามือป้องตาจากแสงแดด ภาพของหิมะ ธงอินทรีสองหัว และเครื่องบินที่ไม่มีใบพัด ยังติดอยู่ที่ขอบความคิด ชัดเจนเกินกว่าจะเป็นแค่ความฝัน ปลายนิ้วของเขายังเย็นเฉียบ ราวกับเพิ่งจับหิมะมาจริงๆ
“เป็นฝันที่แปลกจริงๆ…”
“เอาล่ะ ในเมื่อพูดดีๆ ไม่ฟัง”
เสียงน้ำกระฉอกในขันดังขึ้นข้างเตียง
แล้วก็—
ซ่า!
“เห้ยยย! ทำอะไรของเธอเนี่ยริน เปียกหมดแล้ว!”
เด็กสาวที่ยืนถือขันเปล่าอยู่ข้างเตียงคือ ริน ไลแอม น้องสาวของเขา อายุสิบห้า ดวงตาสีแดงสดเหมือนพี่ชายไม่มีผิด แขนเสื้อนักเรียนติดปลอกแขนกรรมการนักเรียนไว้อย่างภาคภูมิใจ
“ก็พี่นั่นแหละ มัวแต่เพ้ออะไรก็ไม่รู้ จัดการตัวเองเสร็จแล้วอย่าลืมเอากับข้าวที่แม่ทำไว้ไปด้วยนะคะ แม่เข้าเวรดึกยังไม่กลับเลย หนูไปก่อนละ กรรมการนักเรียนต้องไปช่วยเตรียมงานเปิดตัวโครงการของทางการ”
“เข้าใจแล้ว… แต่พี่ไม่ได้เพ้อนะ พี่แค่ฝันแปลกๆ”
“พี่ก็ฝันแปลกไปหมดทุกเรื่องนั่นแหละ รีบไปอาบน้ำได้แล้ว แล้วอย่าลืมนะคะว่าวันนี้พี่มีสอบสัมภาษณ์น่ะ!”
“จ้าาา ไว้เจอกันที่โรงเรียนนะ”
ประตูห้องปิดลงพร้อมเสียงฝีเท้าที่วิ่งลงบันไดไป
คารอส ไลแอม นั่งหยดน้ำติ๋งๆ อยู่บนเตียงอีกพักหนึ่ง
‘เครื่องบินที่ไม่มีใบพัดงั้นเหรอ… นี่เราคงดูหนังมากไปละมั้งเนี่ย’
✦✦✦✦
ผ่านไปสักพัก
“กล่องข้าว… เช็ค กระเป๋า… เช็ค ปากกา ดินสอ… เช็ค ไม้คทา…? ไม่สิ ต้องเรียกว่าไม้กายสิทธิ์สินะ… ที่ไม่เคยร่ายอะไรออกมาได้สักครั้ง… เช็ค”
เขายัดไม้กายสิทธิ์ลงกระเป๋าด้วยความเคยชิน มันเป็นอุปกรณ์บังคับของนักเรียนทุกคน ถึงเจ้าของจะใช้มันไม่ได้ก็ตาม
ก่อนออกจากห้อง สายตาของเขาหยุดอยู่ที่ชั้นวางข้างประตู
รูปถ่ายใบหนึ่งในกรอบไม้ที่ฝุ่นเริ่มเกาะ ชายในเสื้อกาวน์สีขาวกำลังยิ้มกว้าง มือข้างหนึ่งโอบเด็กชายตัวเล็กไว้ อีกข้างอุ้มเด็กหญิงที่ยังไม่ทันเข้าโรงเรียน ฉากหลังของรูปเป็นรั้วลวดหนามกับป้ายแผ่นหนึ่งที่ตัวอักษรถูกแสงแดดลบจนอ่านไม่ออกแล้ว
“ไปก่อนนะครับพ่อ”
เขาพูดเบาๆ เหมือนทุกวัน แล้วเดินออกจากห้องไป
เตรียมของเรียบร้อย ก็ถึงเวลาไปโรงเรียนตามปกติ
ช่างเป็นวันธรรมดาที่น่าเบื่อเสียจริง
วันธรรมดา ที่เหมือนกับทุกวัน
แต่บางที สิ่งที่อยู่เหนือความธรรมดา ก็อาจจะเป็นอนันต์…
-------------------- ∞ --------------------
0 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบ