[ บทที่ 1 ]
“ปัจจุบันสู่อดีต อดีตของผู้ไม่เลือนลาง”
29 เดือนที่ 3 ปีศักราช 2017
[ —สวัสดียามเช้าค่ะท่านผู้ชมทุกท่าน ตอนนี้ดิฉันกำลังรายงานสดอยู่ที่โรงเรียนประจำรัฐแอลอาล์ไฮน์ค่ะ ]
[ อย่างที่ทุกท่านทราบกัน วันนี้เป็นวันเปิดตัวโครงการทดสอบใหม่จากทางรัฐ ผู้เข้าร่วมการทดสอบทั้งหมดคือนักเรียนที่ผ่านการสอบคัดเลือกพิเศษ และตอนนี้เราก็อยู่กับหนึ่งในผู้ร่วมวิจัยของโครงการนี้ค่ะ ช่วยอธิบายเกี่ยวกับโครงการให้ท่านผู้ชมฟังหน่อยได้ไหมคะ ดอกเตอร์ ]
[ ได้ครับ โครงการของเราในครั้งนี้มีชื่อว่า "โครโนชั่น" เป็นความร่วมมือระหว่างนักวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเวทศาสตร์ โดยมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาแกนที่เชื่อมระหว่างการรับรู้ของมนุษย์กับ 'เวลา' ]
[ ปกติแล้ว ถ้าเราอยากจะย้อนเวลา ตามทฤษฎีเราจำเป็นต้องเดินทางด้วยความเร็วที่เท่ากับหรือมากกว่าความเร็วแสงใช่ไหมครับ แต่เราสามารถข้ามขั้นตอนที่เรียกว่า 'เป็นไปไม่ได้' นั้นได้ ด้วยการนำเวทมนตร์มาใช้ทดแทน ]
[ หลักการของมันถ้าพูดกันง่ายๆ ก็คือ เรานำเวทมนตร์ที่มีความสามารถในการอ่านความทรงจำมาใช้กับผู้ทดสอบ ขยายกำลังของมันขึ้นไปจนถึงขีดสุด แล้วใช้ทฤษฎีทางฟิสิกส์ช่วยหา 'จุดที่เป็นอนันต์' ในเอกภพ จากนั้นก็ส่งพลังเวททะลุผ่านเอนโทรปีของเวลาในช่วงความทรงจำนั้นออกไป— ]
[ เอ่อ… สำหรับท่านผู้ชมทางบ้าน ช่วยอธิบายให้ง่ายกว่านี้อีกนิดได้ไหมคะ ]
[ …พูดง่ายๆ ก็คือ เราจะได้เห็นอดีตชาติของพวกเขาครับ ]
โรงเรียนประจำรัฐแอลอาล์ไฮน์ ตั้งอยู่ในรัฐแอลอาล์ไฮน์ หนึ่งในรัฐสำคัญด้านเศรษฐกิจและเทคโนโลยีของแอลโทเนีย ประเทศทางตะวันออกของทวีปมู ปกติถนนหน้าโรงเรียนจะเงียบสงบ แต่วันนี้กลับเต็มไปด้วยฝูงชนและนักข่าวจนแทบไม่มีที่ให้ยืน
อาคารเรียนแต่ละหลังสร้างด้วยอิฐและปูน ผนังสีขาวควันบุหรี่ รูปทรงเป็นคฤหาสน์คล้ายปราสาทขนาดใหญ่ผสมผสานกับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ภายในมีระบบที่ทันสมัยไม่แพ้ตึกกลางเมือง ทั้งสองอย่างขัดแย้งกันอย่างแปลกประหลาด แต่กลับเข้ากันได้อย่างน่าหลงใหล โคมไฟเหล็กแบบโบราณเรียงรายไปตามแนวพุ่มไม้สีเขียวสด กลายเป็นเสน่ห์ที่หาจากที่ไหนไม่ได้
ณ อาคารที่พักของผู้ร่วมจัดงาน ซึ่งอยู่ตรงข้ามกับหอประชุมใหญ่ของโรงเรียน
เสียงพูดคุยด้วยความตื่นเต้นดังมาจากทุกทิศ ทั้งชายและหญิง ผู้ใหญ่และเด็ก นักข่าวและนักวิชาการ รวมทั้งนักเรียนในโรงเรียนเดียวกันเดินผ่านไปผ่านมาไม่ขาดสาย
ดวงตาสีแดงสดคู่หนึ่งกำลังกวาดสายตามองหาอะไรบางอย่างในฝูงชนเหล่านั้น
เจ้าของดวงตาคู่นั้นคือริน เธอกำลังมองหาพี่ชายของตัวเองด้วยความเป็นห่วง แต่เมื่อไม่เห็นวี่แววของคนเป็นพี่เลยสักนิด ก็ทำได้เพียงถอดใจ แล้วหันหลังกลับไปเตรียมงานต่อ
“นี่ริน เหม่ออะไรของเธอน่ะ ใกล้ถึงเวลาแล้วนะ”
เพื่อนในทีมกรรมการนักเรียนเอ่ยทัก รินในวันนี้ดูไม่ค่อยจดจ่อกับหน้าที่ของตัวเองเท่าไหร่นัก
“อะ… อื้ม นั่นสินะ รีบไปกันเถอะ”
“มีสมาธิหน่อยสิ นี่เวลาสำคัญนะ”
“เข้าใจแล้วน่า”
รินสะบัดความคิดที่อยากเจอพี่ชายก่อนเปิดงานทิ้งไป รวบรวมสติ แล้วมุ่งหน้าไปยังหอประชุม
✦✦✦✦
'ยินดีต้อนรับเข้าสู่ The Project Chronosion'
ข้อความนั้นปรากฏอยู่บนจอมอนิเตอร์เวทมนตร์ทุกจอในหอประชุมใหญ่ พร้อมตัวเลขอารบิกสีขาวที่กำลังนับถอยหลัง
'00:14:48'
อีกราวสิบห้านาทีจะถึงกำหนดการทดสอบ
คารอสละสายตาจากคู่มือในมือ แล้วเหลียวไปมองตัวเลขบนจอ ฟอนต์ของมันดูแปลกตา ไม่เหมือนตัวพิมพ์ที่ใช้กันในหนังสือหรือหนังสือพิมพ์ฉบับไหน แต่กลับรู้สึกคุ้นเคยเป็นอย่างดี
ทำไมกันนะ?
เขามองตัวเลขที่ค่อยๆ ลดลงอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงกลับมาอ่านรายละเอียดในคู่มืออีกรอบ
ตอนนี้เขาอยู่ในห้องรับรองพิเศษสำหรับผู้เข้าร่วมการทดสอบ ห้องนี้อยู่สูงกว่าที่นั่งปกติและที่นั่ง VIP ข้างๆ มาก ผนังด้านหน้าเป็นกระจกบานใหญ่ที่มองเห็นได้ทั่วทั้งหอประชุม เดิมทีมันเป็นห้องสำหรับแขก VVIP หรือบุคคลสำคัญ ตอนนี้มีสตาฟจำนวนมากคอยดูแลผู้เข้าร่วมอยู่ข้างใน
และจากตรงนี้ เขาก็มองเห็นมัน
หอประชุมใหญ่ถูกจัดใหม่จนแทบจำไม่ได้ ที่นั่งห้าพันกว่าที่ไล่ระดับขึ้นไปเป็นชั้นๆ จนเกือบจรดเพดาน กล้องนับสิบตัวตั้งอยู่บนขาตั้งรอบเวที และกลางเวทีรูปสี่เหลี่ยมคางหมู มีเครื่องจักรขนาดมหึมาเท่ารถบัสตั้งอยู่ ตัวเครื่องหุ้มด้วยแผ่นโลหะสีเงินหม่น ด้านข้างมีแผงหน้าปัดเข็มวัดนับสิบหน้าปัดเรียงเป็นแถว หลอดสุญญากาศเรืองแสงสีส้มอยู่หลังกระจก และสลับกับพวกมันก็มีแท่งผลึกสีฟ้าใสขนาดเท่าแขนคนเสียบเรียงอยู่ในช่องที่สลักอักขระเวทไว้รอบๆ
สายเคเบิลหนาเท่าข้อมือหลายสิบเส้นวิ่งจากตัวเครื่องไปรวมกันที่จอแสดงผลขนาดยักษ์ด้านหลัง และสายอีกกลุ่มหนึ่งวิ่งไปหาสิ่งที่อยู่ตรงกลางเวที
ตรงนั้นมีเก้าอี้สีทมิฬตัวเดียว
มันไม่ใช่เก้าอี้ธรรมดา รอบๆ ถูกติดตั้งอุปกรณ์ไว้เต็มไปหมด ทั้งที่รัดแขน ที่ครอบศีรษะ และแว่นครอบตาสีดำที่ห้อยอยู่ตรงพนักพิง ราวกับกำลังรอใครสักคน
“โว้วววว! พอมองจากบนนี้แล้วคนเยอะเอาเรื่องเหมือนกันนะเนี่ย”
เจ้าของเสียงสดใสร่าเริงที่กระโจนเข้ามาข้างตัวคารอสก็คือซินเทีย เธอแนบหน้ากับกระจกด้วยความตื่นเต้นอย่างบอกไม่ถูก
“ก็นะ ห้าพันกว่าคนเลยนี่ จะเยอะขนาดนี้ก็ไม่แปลกหรอก”
“เหหห แล้วนายไม่ตื่นเต้นเลยรึไงกันน่ะ”
“ไม่ใช่ว่าไม่ตื่นเต้นหรอก”
คารอสตอบด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย แต่สายตายังจับจ้องอยู่ที่เก้าอี้ตัวนั้น
“หืมม… เจ้าเครื่องนั่นสินะที่เราจะได้ใช้น่ะ”
“อื้ม ตามคู่มือก็น่าจะตามนั้นแหละ”
คารอสชูคู่มือสีเขียวเข้มขึ้นมาให้ซินเทียดู
“อ้อวว”
“หืม? นั่นอิเนซนี่ ตรงประตูทางเข้าน่ะ”
“จริงด้วย! ตั้งใจมาดูพวกเราหรอกเหรอเนี่ย สงสัยจบงานต้องให้รางวัลซะแล้ว ฟุๆ~”
“พอพูดถึงอิเนซ จะว่าไปยังไม่เห็นเฮเลน่าเลยแฮะ ไปอยู่ไหนล่ะนั่น”
“อ๋อ เฮเลน่าจังก็อยู่ตรงนั้—”
ทันใดนั้นเอง เฮเลน่าก็โผล่มาจากไหนไม่รู้ แล้วมายืนอยู่ระหว่างพวกเขาทั้งสองคนพอดี
เอ๊ะ!?
คารอสกับซินเทียสะดุ้งโหยงพร้อมกัน
“มีอะไรงั้นเหรอจ๊ะ”
“ปะ… เปล่า ไม่มีอะไรหรอก ฉันแค่สงสัยว่าเธออยู่ที่ไหน”
“เหห งั้นหรอกเหรอ”
เฮเลน่าเอียงคอเล็กน้อย ดวงตากลมโตสีฟ้าคู่นั้นสงสัยว่าทั้งสองคนกำลังคุยอะไรกันอยู่
“เฮเลน่า!”
“สวัสดีค่ะรุ่นพี่เฮเลน่า!”
เสียงทักทายดังมาจากด้านหลัง เฮเลน่าหันไปตามเสียงพร้อมๆ กับคารอสและซินเทีย
ชายหญิงคู่หนึ่งกำลังเดินเข้ามา ทั้งสองคนมีลักษณะเด่นที่เหมือนกันมาก ทั้งสีผม แววตา แม้แต่ธีมของชุดที่ใส่ก็ยังเป็นธีมเดียวกัน
คนแรกคือ อีสตัน แอนทาเซีย หัวหน้าชั้นเรียนของตึกนักปราชญ์ และอีกคนคือรุ่นน้องแสนน่ารักอย่าง อาเรนด้า แอนทาเซีย ทั้งสองเป็นพี่น้องกัน และอีสตันยังเป็นเพื่อนร่วมชั้นของเฮเลน่าด้วย ภายนอกพวกเขาอาจดูเป็นพวกถือตัวที่ไม่สุงสิงกับใคร แต่จริงๆ แล้วกลับเป็นมิตรและไม่ถือตัวเลยสักนิด ซึ่งหาได้ยากสำหรับคนในครอบครัวที่มีฐานะอย่างตระกูลแอนทาเซีย ไม่แปลกเลยถ้าในอนาคตทั้งสองจะกลายเป็นคนที่มีชื่อเสียง
“รุ่นพี่เฮเลน่าก็สอบผ่านเหมือนกันเหรอคะ! สุดยอดไปเลย!”
“ก็นะ ระดับจอมเวทแล้ว แค่นี้คงหมูๆ อยู่แล้วล่ะมั้ง ฮ่าๆ”
เฮเลน่าที่โดนชม (และโดนแซวไปนิดหน่อย) จากสองพี่น้องก็เริ่มทำท่าเขินอาย
“หยุดเลยน้า!!”
“ล้อเล่นน่า”
สายตาของอีสตันเหลือบไปเห็นซินเทีย แล้วก็เห็นผู้ชายอีกคนที่ยืนอยู่ด้านหลังเฮเลน่า ในมือของเขามีคู่มือสีเขียวเข้มแบบเดียวกับที่อีสตันถืออยู่
“นั่นเพื่อนเธอเหรอเฮเลน่า”
เขาโน้มตัวไปมองข้างๆ
‘อะ… เอ๋????’
คารอสร้องในใจ
“อื้ม นี่เพื่อนฉันเอง ชื่อคารอสน่ะ”
อีสตันหยุดนิ่ง ทำท่าเหมือนกำลังนึกอะไรบางอย่าง
แล้วเขาก็อุทานออกมาด้วยความตกใจ
“โอ้ว!! คารอส ไลแอม คนนั้นน่ะเหรอ!”
“ชะ… ใช่แล้ว ทำไมงั้นเหรอ”
“คารอส ไลแอม คนที่ได้อันดับหนึ่งในส่วนการสอบวิชาพื้นฐาน! ไม่นึกไม่ฝันเลยว่าจะได้เจอตัวจริงใกล้ขนาดนี้ จริงสิ! ผมชื่ออีสตัน อีสตัน ลาห์ แอนทาเซีย เรียกสั้นๆ ว่าอีสตันก็ได้ แนะนำตัวช้าไปหน่อย แต่ยินดีที่ได้รู้จักนะครับ”
“ห๊าาาาา!?”
ทุกคนร้องออกมาพร้อมกัน
ส่วนคารอส พอเห็นรอยยิ้มและความจริงใจตอนที่อีสตันแนะนำตัว ก็รู้ได้ทันทีว่าคนคนนี้ไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร ถือว่าเป็นเรื่องดีมาก ถึงจะตกใจไปบ้างก็เถอะ
“ยะ… ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ คุณอีสตัน”
“เดี๋ยวก่อนสิ! เรื่องจริงเหรอเนี่ยที่ว่าคารอสได้ที่หนึ่งน่ะ!”
ซินเทียหันไปถามอีสตันพร้อมชี้มือมาที่คารอส
“ก็จริงน่ะสิ นี่ไม่รู้กันหรอกเหรอ” อีสตันตอบกลับ
“ก็ไม่รู้ไงเล่า ถึงได้ถามอยู่นี่ไง!”
ยังไม่ทันได้ถามอะไรต่อ นักวิจัยกลุ่มหนึ่งก็เดินเข้ามาในห้องรับรอง
คนที่เดินนำหน้าเป็นชายวัยกลางคนในเสื้อกาวน์สีดำ เขาเดินช้าๆ ไม่รีบร้อน ผมสีขาวล้วนที่ได้มาจากพันธุกรรมตัดกับแว่นตาสีดำสนิทที่สวมอยู่ จนไม่มีใครมองเห็นดวงตาของเขาเลย ทั้งหมดรวมกันทำให้เขาดูน่ากลัวจนน่าขนลุก ห้องที่เคยมีเสียงคุยกันจอแจเงียบลงทันทีที่เขาก้าวผ่านประตู
“นั่นศาสตราจารย์ไคลน์เหรอ”
“เหลือเชื่อ! เอาจริงดิ ศ.ไคลน์ตัวจริงเสียงจริงเลย”
ศาสตราจารย์ไคลน์ โนรัน นักวิทยาศาสตร์ชื่อดังที่หาตัวจับยากที่สุดคนหนึ่งในวงการ ว่ากันว่าเขามีความรู้มากกว่าคนปกติถึงสิบเท่า บางคนถึงกับลือว่าตัวเขาเองอาจไม่ใช่มนุษย์ด้วยซ้ำ ถึงเรื่องเล่าเหล่านั้นจะไม่ใช่เรื่องจริงก็ตาม แต่วันนี้ เขามาที่นี่เพื่ออธิบายรายละเอียดส่วนเสริมของโครงการให้ผู้เข้าร่วมการทดสอบฟังด้วยตัวเอง
ศ.ไคลน์หยุดยืนอยู่หน้าผู้เข้าร่วมโครงการ เขามองหน้าผู้เข้าร่วมทีละคน ไล่ไปเรื่อยๆ จนมาหยุดที่ 'คารอส' ผู้ทดสอบหมายเลข 0013 คนสุดท้ายของรายชื่อ
เงาของสายตาหลังแว่นดำจ้องมองคารอสอยู่ครู่หนึ่ง
แล้วมุมปากของเขาก็ยกขึ้นเล็กน้อย
“ขอยินดีต้อนรับทุกคน—”
สรุปสิ่งที่ศาสตราจารย์ไคลน์ได้กล่าว
สำหรับผู้เข้าร่วมการทดสอบ- ระหว่างการทดสอบ ผู้เข้าร่วมจะอยู่ในสภาวะจำศีลชั่วคราว
- การทดสอบนี้มีจุดประสงค์เพื่อศึกษาวิจัยเรื่องราวในอดีตชาติ
- การทดสอบใช้เวลาคนละราว 30–45 นาที
- ภาพจากการทดสอบของผู้เข้าร่วมจะถูกเผยแพร่สู่สาธารณะ
- หากผู้เข้าร่วมไม่ยินยอม สามารถสละสิทธิ์ได้ทุกเมื่อ
ขอให้ผู้ทดสอบทุกท่านเพลิดเพลินกับโครงการนี้
✦✦✦✦
'00:02:14'
อีกราวสองนาทีก่อนเริ่มการทดสอบ
ผู้คนเริ่มเข้ามาจับจองที่นั่งจนเต็ม กล้องหลายสิบตัวถูกปรับให้หันไปทางเดียวกัน — เวทีที่ถูกจัดเตรียมไว้อย่างเสร็จสมบูรณ์
พิธีกรกล่าวต้อนรับ และเล่าถึงที่มาที่ไปของ Project Chronosion ระหว่างนั้น ที่ด้านข้างเวทีก็มีหนุ่มสาวมากมายกำลังเตรียมตัวเข้ารับการทดสอบ
“ใกล้ถึงเวลาแล้วสินะ!”
“นั่นสิ! แต่แอบเสียดายนิดๆ นะ ที่ฉันจะไม่ได้เห็นชาติที่แล้วของตัวเองด้วยตาเปล่า”
“เอาเหอะน่า อย่างน้อยเราก็มาดูบันทึกย้อนหลังได้นี่นา”
“ตื่นเต้นจังเลยย!!! ตื่นเต้น! ตื่นเต้น! ตื่นเต้น!! นี่พวกนายไม่ตื่นเต้นกันเลยรึไงน่ะ”
ซินเทียกระโดดไปมาอยู่ข้างเวทีจนสตาฟต้องหันมามอง
“ต้องตื่นเต้นอยู่แล้วสิคะ! ใช่มั้ยคะรุ่นพี่เฮเลน่า”
“อื้ม ต้องตื่นเต้นอยู่แล้วล่ะ”
เฮเลน่าตอบกลับพร้อมรอยยิ้มอ่อนๆ
“เฮเลน่า แต่เธอเป็นคนแรกที่เข้าทดสอบเลยไม่ใช่เหรอ ทำไมดูไม่ตื่นเต้นเลย”
“เหหห ก็บอกไปแล้วไงว่าฉันเองก็ตื่นเต้นน่ะ”
เฮเลน่ายิ้มกลับเหมือนเดิม
“สีหน้าแบบนั้นไม่เห็นจะบอกว่าตื่นเต้นเลยสักกะนิดนะ!!!!”
ส่วนทางคารอสกับอีสตันก็ได้มีโอกาสทำความรู้จักกันอยู่สักพัก พลางยืนดูสาวๆ ทั้งสามคนหยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน
‘ใกล้จะเริ่มแล้วสินะ’
'00:00:00'
การทดสอบเริ่มขึ้น
พิธีกรถอนตัวลงจากเวที เหลือไว้เพียงสตาฟสองสามคนที่สแตนด์บายอยู่ข้างตัวเครื่อง
เมื่อถึงเวลาอันสมควร เฮเลน่าก็ก้าวออกมาบนเวทีด้วยท่าทางสง่างาม มุ่งตรงไปที่เก้าอี้สีทมิฬกลางเวที
[ เฮ้ย นั่นคุณเฮเลน่านี่นา ]
[ เฮเลน่า? คนที่มาจากตระกูลจอมเวทน่ะเหรอ ]
[ แค่คนแรกก็ส่งตัวตึงออกมาโชว์เลยเหรอเนี่ย ชักน่าสนใจแล้ว! ]
เสียงผู้ชมดังขึ้นทั่วหอประชุม
เฮเลน่านั่งลงบนเก้าอี้อย่างช้าๆ สตาฟเข้ามาช่วยเธอสวมอุปกรณ์สำหรับเข้าสู่สภาวะจำศีล แต่ก่อนที่เธอจะหมดสติ เธอหันมาทางกระจกห้องรับรองที่พวกคารอสยืนอยู่ แล้วกะพริบตาข้างซ้ายให้ เป็นการบอกอย่างนัยๆ ว่า 'ฉันโอเค ไม่มีปัญหาอะไร'
สภาวะจำศีลชั่วคราวถูกนำมาใช้ในโครงการนี้เพื่อความปลอดภัยของผู้ทดสอบระหว่างย้อนความทรงจำ และเพื่อป้องกันไม่ให้ความทรงจำอันตรายจากอดีตชาติซ้อนทับกับความทรงจำปัจจุบันจนกระทบกระเทือนจิตใจ
เฮเลน่าเข้าสู่สภาวะจำศีลแล้ว
เครื่องจักรเริ่มทำงาน หลอดสุญญากาศทุกหลอดสว่างขึ้นพร้อมกัน แท่งผลึกสีฟ้าเรืองแสงไล่ไปทีละแท่งจนครบทุกช่อง เสียงฮัมทุ้มต่ำดังไปทั่วหอประชุม จอขนาดใหญ่เริ่มแสดงหน้าต่างประมวลผลออกมา ทุกคนในหอประชุมจับจ้องไปที่จอนั้น
จอสีขาว ค่อยๆ กลายเป็นสีดำ
แล้วก็มืดสนิท
จอแสดงผลสว่างขึ้นอีกครั้ง แต่คราวนี้มันกลายเป็นภาพทิวทัศน์ที่คมชัดจนน่าตกใจ ปราสาทสีฟ้าแสนงดงามตั้งอยู่บนเนินเขา ใต้ท้องฟ้าที่สีครามเข้มกว่าท้องฟ้าในปัจจุบันไปหลายเท่า
ภาพค่อยๆ เคลื่อนเข้าไปข้างในปราสาท เหมือนมีใครสักคนถือกล้องลอยอยู่กลางอากาศแล้วบินตามเข้าไป เป็นมุมมองจากภายนอก มองเห็นทุกคนในฉากได้ครบถ้วน
ผู้ชม นักข่าว นักวิจัย และนักวิชาการ ต่างนิ่งเงียบ ภาพที่ปรากฏนั้นสวยและคมชัดชนิดที่เทคโนโลยีทางวิทยาศาสตร์ในตอนนี้ยังตามไม่ทัน
'นี่น่ะเหรอ ความมหัศจรรย์ของศาสตร์ทั้งสองที่รวมกัน'
ภาพตัดไปที่หญิงสาวคนหนึ่งกลางสนามประลอง
เธอยกมือขึ้น อักขระเวทโบราณนับร้อยตัวก็ปรากฏขึ้นกลางอากาศ เรียงตัวเป็นวงซ้อนกันหลายชั้นราวกับกลไกนาฬิกาที่ทำจากแสง ทุกวงหมุนสวนทางกัน แล้วจากใจกลางวงเหล่านั้น ศาสตราวุธที่ทำจากแสงเล่มแล้วเล่มเล่าก็พุ่งออกมา หอก ดาบ ลูกธนู ปักลงรอบตัวคู่ต่อสู้จนสนามประลองทั้งสนามสว่างวาบ เวทมนตร์ระดับนั้นในปัจจุบันแทบไม่เหลืออยู่แล้ว ไม่มีใครในหอประชุมเคยเห็นอะไรแบบนี้มาก่อน
[ พระเจ้า! นั่นมันเวทมนตร์อะไรกันน่ะ ]
[ อย่าบอกนะว่านี่คือคุณเฮเลน่า สุดยอด! ]
[ ชาติก่อนของคุณเฮเลน่าเจ๋งสุดๆ! ]
[ นี่มันเหนือมนุษย์เกินไปแล้ว! ]
เมื่อสังเกตดีๆ จะเห็นว่าคนที่โดนโจมตีเข้าจังๆ จะถูกแสงสีเขียวห่อหุ้มร่าง แล้วถูกพาออกไปรักษานอกสนามประลองทันที
พวกนักประวัติศาสตร์ตาลุกวาวเป็นประกาย สิ่งที่จอกำลังฉายอยู่คือการแข่งขันประลองของโรงเรียนในสมัย 3,000 ปีก่อนศักราช ไหนจะเวทมนตร์โบราณพร้อมวิธีร่ายอักขระที่ชัดเจนที่สุดนับตั้งแต่มีการค้นพบ ไหนจะการแต่งกาย สภาพสังคม ความเป็นอยู่ ทั้งหมดนี้ทำให้พวกเขาแทบจะกระโดดขึ้นมาเต้นด้วยความดีใจ
การประลองดำเนินไปเรื่อยๆ การแข่งขันสุดตระการตากลายเป็นจุดเริ่มต้นที่น่าสนใจที่สุดของโครงการนี้
.
.
.
'00:38:41'
เสียงแจ้งเตือนดังขึ้น
เวลาหมดลง เฮเลน่าที่อยู่ในสภาวะจำศีลค่อยๆ ลืมตาตื่น การทดสอบของเธอไม่มีผลข้างเคียงใดๆ ไม่เพียงเท่านั้น เธอยังได้เห็นเรื่องราวในอดีตชาติของตัวเองระหว่างจำศีลด้วย เหมือนกำลังดูหนังอยู่ในจิตสำนึกของตัวเอง ซึ่งเหนือความคาดหมายของนักวิจัยมาก ตอนแรกพวกเขากะจะบันทึกวิดีโอไว้ให้ผู้ทดสอบดูย้อนหลัง แต่ในเมื่อเป็นแบบนี้ ก็คงทำได้แค่บันทึกไว้พอเป็นพิธี
[ คุณเฮเลน่าเก่งเวทมนตร์มาตั้งแต่ชาติก่อนเลยเหรอเนี่ย ]
[ สมกับฉายา 'แม่สาวจอมเวท' จริงๆ ]
ผู้ชมต่างแสดงความคิดเห็นกันไปต่างๆ นานา บางคนถึงกับตั้งข้อสันนิษฐานว่าความสามารถในชาตินี้อาจได้รับอิทธิพลมาจากชาติก่อน
“สุดยอดไปเลยเฮเลน่าจังงง”ซินเทียกล่าว
“เป็นอดีตชาติที่เจ๋งสุดๆ ไปเลยล่ะ”
“แหมๆ”
“งั้นต่อไปก็ตาฉันบ้างสินะ รอดูได้เลย!”ิ อีสตันว่า
“จะแค่ไหนกันเชียวน้า ชาติก่อนของพี่น่ะ”
“พี่ใหญ่จะโชว์แล้วแฮะ รอชมเลยค่าา ฟุๆ”
การทดสอบรอบต่อไปเริ่มขึ้น คราวนี้เป็นอีสตัน ดาวเด่นของโรงเรียน
เสียงเฮและเสียงกรี๊ดของสาวๆ ดังขึ้นทั่วหอประชุม อีสตันเองก็ไม่รู้จะตอบรับยังไง ทำได้แค่ยิ้มเขินๆ แบบกระตุกจิตกระชากใจให้เหล่าแฟนคลับ ซึ่งกลับเรียกเสียงกรี๊ดให้ดังขึ้นไปอีก…
อดีตชาติของอีสตันเป็นอีกหนึ่งหน้าประวัติศาสตร์สำคัญ เขาคือหนึ่งในผู้กล้าที่ร่วมรบกับกองทัพปีศาจจากขุมนรกในยุคมหาสงครามศักดิ์สิทธิ์เมื่อ 2,500 ปีก่อน มีคนจำนวนมากเชื่อว่ามหาสงครามเป็นแค่ตำนาน และมีการถกเถียงกันมากว่าร้อยปีว่ามันเกิดขึ้นจริงหรือไม่ แต่เมื่อผลออกมาเป็นแบบนี้ ก็คงเป็นที่ประจักษ์แล้วว่ามหาสงครามไม่ใช่แค่เรื่องเล่า แต่เป็นประวัติศาสตร์อันดำมืดของมนุษย์ที่ถูกรุกรานจากเผ่าพันธุ์อันน่ารังเกียจ
บนจอ ท้องฟ้าถูกฉีกออกเป็นรอยแยกสีดำ กองทัพปีศาจหลั่งไหลลงมาราวกับน้ำหมึกที่หกลงบนกระดาษ ผู้กล้าเอสไซลค์กวัดแกว่งดาบแห่งเทพที่เรืองแสงสีทองเข้าประจัญหน้ากับพวกมัน เคียงบ่าเคียงไหล่กับผู้กล้าในตำนานคนอื่นๆ เขาบุกทะลวงฝ่าวงล้อมเข้าไปถึงตัวแม่ทัพแห่งความมืด ร่างสีดำนั้นพยายามใช้พลังวิญญาณเล่นงานผู้กล้า แต่ก็ไม่ได้ผล ปลายคมดาบศักดิ์สิทธิ์เฉือนผ่านร่างของแม่ทัพจนแน่นิ่งไป
เมื่อกองทัพไร้ผู้นำ ก็ย่อมไร้ผู้ตาม มนุษย์ได้รับชัยชนะในศึกครั้งนั้นอย่างงดงาม
[ กล้าหาญมากเลย ]
[ สมแล้วที่เป็นมาสเตอร์อีสตันของพวกเรา! ]
[ เท่สุดๆ ไปเลยครับคุณอีสตัน! ]
[ เป็นบุคคลที่สุดยอดจริงๆ ]
ส่วนอาเรนด้า น้องสาวของอีสตัน ชาติที่แล้วเธอก็เป็นน้องสาวของผู้กล้าเอสไซลค์เช่นกัน เธอมีบทบาทสำคัญในแนวหลังของสงคราม เป็นทั้งผู้นำแสงสว่างมาสู่มนุษยชาติ และเป็นผู้สร้างขวัญกำลังใจให้กับเหล่าทหาร
สำหรับซินเทีย ชาติก่อนเธอเป็นแม่มด แต่ไม่ใช่แม่มดร้ายอะไร เธอคอยช่วยเหลือนักผจญภัย อัศวิน พ่อค้าแม่ค้า จนได้เข้าร่วมกิลด์นักผจญภัยที่มีชื่อเสียงมาก มากจนทุกวันนี้ยังมีบันทึกของกิลด์นั้นหลงเหลืออยู่ แต่น่าเสียดายที่เธอเสียชีวิตระหว่างปฏิบัติภารกิจ ก่อนมหาสงครามจะเกิดขึ้นเพียงปีเดียว ไม่อย่างนั้น เธอกับอีสตันในชาติก่อนคงได้พบกันที่ไหนสักแห่ง
ผู้เข้าร่วมการทดสอบคนอื่นๆ ก็มีอดีตชาติที่แตกต่างกันไป บางคนเป็นสามัญชนธรรมดา บางคนก็เป็นคนพิเศษที่แตกต่างจากคนทั่วไป และทุกคน ไม่มีข้อยกเว้น ถูกฉายออกมาในมุมกล้องแบบเดียวกัน — มุมมองจากภายนอก ที่มองเห็นตัวเองอยู่ในฉาก
.
.
.
✦✦✦✦
ณ ห้องสังเกตการณ์
นักวิจัยและนักวิชาการจำนวนมากกำลังจดบันทึก วิเคราะห์ และเรียบเรียงข้อมูลที่ได้จากจอแสดงผล ศาสตราจารย์ไคลน์ในเสื้อกาวน์และแว่นตาสีดำนั่งวิเคราะห์ข้อมูลอยู่กับเพื่อนร่วมงานและผู้ช่วยในแผนกเดียวกัน
ข้างๆ เขาคือชายสูงวัยเคราสีเทา ดวงตาใจดีอยู่หลังแว่นกรอบบาง ในมือหมุนปากกาด้ามสีดำที่ปลายด้ามเป็นรูปกริฟฟอนตัวเล็กไปมา — ศาสตราจารย์ฮาร์กไลท์
“ความสัมพันธ์ที่เชื่อมโยงกัน…”
เสียงสุขุมของไคลน์ดังขึ้นขณะกำลังดูอดีตชาติของผู้ทดสอบ พลางไล่อ่านแฟ้มประวัติทีละคน
“หืม? เมื่อกี้นายพูดอะไรเหรอไคลน์”
“ความสามารถที่เป็นจุดเด่นของผู้เข้าร่วมแต่ละคน มันเชื่อมโยงกับอดีตชาติของพวกเขา…”
“นั่นสินะ”
ฮาร์กไลท์ตอบรับ แต่สายตาของเขาเลื่อนลงไปที่รายชื่อผู้เข้าร่วมบนโต๊ะ แล้วหยุดอยู่ที่บรรทัดสุดท้ายนานกว่าบรรทัดอื่น ปลายปากกาในมือหยุดหมุน
ไคลน์ลุกขึ้นจากที่นั่ง วางแฟ้มประวัติลงบนโต๊ะ
“เดี๋ยวฉันกลับมานะ ขอตัวไปห้องน้ำก่อน”
[ ผู้เข้าร่วมรหัส 0012 ขอสละสิทธิ์ ให้คนต่อไปขึ้นได้เลยครับ! ]
[ ผู้เข้าร่วมรหัส 0013 ขึ้นมาได้เลยครับ แหม คนสุดท้ายคงรอนานน่าดูเลยนะครับเนี่ย ]
เสียงพิธีกรดังผ่านลำโพง ไคลน์ที่กำลังจะเดินออกจากห้องหันกลับไปมองที่เวที
ผู้ช่วยคนสนิทของไคลน์สังเกตเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไปของเขา ศาสตราจารย์ให้ความสนใจผู้ทดสอบหมายเลข 0013 เป็นพิเศษมาตั้งแต่เมื่อเช้าแล้ว ด้วยความสงสัย เขาจึงถามออกไป
“เด็กคนนั้นมีอะไรน่าสนใจเหรอครับศาสตราจารย์”
“…นายคิดว่าอะไรคือสิ่งที่มีอยู่ในทุกสรรพสิ่งบนโลกนี้”
“อะ… เอ่อ เวทมนตร์ ไม่ก็มานาสินะครับ”
“ถูกต้อง มันคือเวทมนตร์ ทุกสิ่งบนโลกนี้ล้วนมีพลังเวทเป็นรากฐานอยู่ในตัวของมันเอง ไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ ต้นไม้ หรือแม้แต่ก้อนหิน เพียงแต่ว่า…”
ผู้ช่วยทำหน้างง ไม่เข้าใจว่าศาสตราจารย์ต้องการจะสื่ออะไรกันแน่
ไคลน์หยิบแฟ้มประวัติขึ้นมาอีกครั้ง แล้วอ่านบางอย่างให้ผู้ช่วยฟัง
“คารอส ไลแอม อายุสิบเจ็ดปี เชี่ยวชาญอาวุธระยะไกล คะแนนวิชาพื้นฐานเก้าสิบแปดจุดห้า เวทวิชาสามสิบหก… หมายเหตุ : 'จากประวัติทางการแพทย์และการทดสอบสมรรถนะทางกาย ไม่ตรวจพบพลังเวท'”
เขาเงยหน้าขึ้น สบตากับผู้ช่วยด้วยความจริงจัง
“เอ๊ะ……? เดี๋ยวนะ อย่าบอกนะว่า!!!”
✦✦✦✦
ณ หอประชุมใหญ่
[ เนื่องจากลำดับมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย เราจะขอข้ามจากผู้เข้าร่วมลำดับที่สิบสองไปเป็นลำดับที่สิบสามเลยนะครับ ]
[ เชิญขึ้นมาได้เลยครับ! ]
เสียงปรบมือดังไปทั่วหอประชุม ผู้เข้าร่วมคนสุดท้ายย่อมต้องปิดท้ายด้วยอะไรที่น่าประทับใจแน่ๆ ทุกคนจึงเลือกจะตั้งใจรับชม
“ไวกว่าที่คิดนะเนี่ย”
“ก็ดีแล้วนี่นา เนอะทุกคน”
“อื้ม! ฉันจะตั้งใจดูอดีตของนายเลยล่ะ”
คารอสยิ้มออกมา ตอนนี้เขาเป็นคนสุดท้ายแล้ว สตาฟขอให้คนอื่นๆ กลับขึ้นไปนั่งชมที่ห้องรับรอง ข้างเวทีจึงเหลือเขาอยู่คนเดียว
ความตื่นเต้นปนกับความรู้สึกอื่นๆ อีกมากมายตีกันอยู่ในใจของคารอส
“นี่คารอส”
เสียงที่แสนสดใสร่าเริงเรียกเขาไว้
“อะ… อืม ว่ายังไงเหรอ”
“ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันจะอยู่ข้างนายเสมอนะ”
“หะ… เห๊!? นี่เธอหมายถึ—”
คารอสคิดไปไกลกับคำพูดนั้นของซินเทียเรียบร้อยแล้ว
“ฟุๆ~ น้องสาวนายฝากมาบอกต่างหากเล่า”
“—ซินเทีย รีบมาเร็ว!”
เสียงเรียกของเฮเลน่าดังมาจากไกลๆ
“หว่า ดูเหมือนจะต้องไปแล้วสิ นายมีอะไรอยากฝากบอกน้องสาวก่อนสลบมั้ย ดูเธอกังวลมากเลยนะ”
“เอ่อ… งั้นช่วยบอกทีนะว่าไม่ต้องกังวล”
พอคารอสพูดจบ สาวตัวแสบก็รีบวิ่งกลับไปรวมกับคนอื่นทันที แต่ก็ไม่ลืมหันมาโบกมือขอให้โชคดี
‘เฮ้อ ไปพูดอะไรให้ฟังอีกล่ะเนี่ย ริน…’
คารอสก้าวออกไปบนเวที ผ่านแสงแฟลชนับไม่ถ้วนและเสียงปรบมือของฝูงชน เขานั่งลงบนเก้าอี้สีทมิฬอย่างช้าๆ หนังที่หุ้มเบาะเย็นเฉียบ
สตาฟทุกคนตอนนี้วุ่นกันมาก ผู้ชมไม่มีทีท่าว่าจะลดลงเลย มีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ คารอสจึงต้องสวมอุปกรณ์ด้วยตัวเองคนเดียว
‘เอาล่ะ ชาติที่แล้วของฉัน’
บนระเบียงขนาดใหญ่สำหรับสตาฟ มีเด็กสาวสองคนยืนอยู่
“นี่ริน เธอจะตั้งใจดูอะไรขนาดนั้นกันน่ะ”
“ก็นั่นพี่ชายฉันนะ จะไม่ให้ตั้งใจดูได้ยังไงเล่า” ซินเทียทำหน้ามุ่ยตอบกลับคิ้วขมวด
“ฉันว่าเธอกังวลไปเองมากกว่า ที่ผ่านมาก็ไม่เห็นมีใครเป็นอะไรเลยนี่นา”
รินพยักหน้าตามที่เพื่อนพูด แต่มือทั้งสองข้างยังกำราวระเบียงไว้แน่น
ในขณะเดียวกัน
“บอสครับ แน่ใจเหรอครับว่าจะดูน่ะ…”
“อา… จะไม่ให้ดูได้ยังไงเล่า”
เฮกเตอร์นั่งกอดอกอยู่แถวหลังสุดของที่นั่งผู้ชม สายตาจับจ้องอยู่ที่เวทีไม่วางตา
“อย่างน้อย… ให้ฉันได้รู้ว่าหมอนั่นเคยต้องเจอกับอะไรมาบ้าง ก็ยังดี”
คารอสสวมอุปกรณ์ครบแล้ว เขายกมือให้สัญญาณกับเจ้าหน้าที่เดินเครื่องว่า 'พร้อมแล้ว'
‘เอาล่ะนะ’
เขาเลื่อนแว่นครอบตาลงมา โลกตรงหน้ามืดลง
‘อดีตของฉันน่ะ ก็คือตัวตนของฉันเอง’
‘ไม่ว่ามันจะเป็นยังไง… ฉันก็จะยอมรับมัน—’
‘ซิสเต็มสตาร์ท’
‘0013 : Karos Liam’
☬☬☬
[ พี่คะ รู้มั้ยคะว่าความฝันน่ะ มันคือการเรียบเรียงความทรงจำของสมองล่ะค่ะ ]
“ ¿¿¿”
[ ที่โรงเรียนสอนมาน่ะค่ะ วันนี้ได้ทำการทดลองด้วย สนุกมากเลย! ]
“ ¿¿¿”
[ ก็ต้องแน่อยู่แล้วสิคะ ก็หนูเป็นน้องของพี่นี่นา ]
.
.
.
0 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบ