จะไม่มีใครถูกประณามว่าไร้มนุษยธรรม
เพียงเพราะการเข่นฆ่าจากพิษผลของสงคราม
ฉะนั้น
หากเรานิยามให้ใครสักคนคือศัตรู ผู้ที่คิดต่าง เห็นต่าง
การกดขี่ข่มเหง และสังหารอย่างทารุณกรรม
จึงไม่ถือว่าไร้มนุษยธรรมแต่อย่างใด
'บันทึกความทรงจำ' โดย คริสโตเฟอร์ ไลแอม วิทเทอร์สัน
[ บทที่ 2 ]
“เรื่องราวของโลก ณ ฟากฝั่ง”
ตอนที่ 1 : มุมมองบุคคลที่หนึ่ง
‘ซิสเต็มสตาร์ท — 0013 : Karos Liam’
จอมอนิเตอร์ค่อยๆ แสดงผลออกมาอย่างช้าๆ จากความมืดมิด เริ่มแปรเปลี่ยนเป็นภาพบางอย่าง
ตึก ตึก ตึก
{ เสียงฝีเท้ากำลังเดินไปตามโถงทางเดินที่ทรุดโทรม }
สิ่งที่ปรากฏบนจอทำให้หลายคนงุนงง มันให้ความรู้สึกไม่เหมือนผู้ทดสอบคนอื่นๆ ก่อนหน้านี้เลย ภาพไม่ได้นิ่ง ไม่ได้ลอยอยู่กลางอากาศเหมือนมีใครถือกล้อง แต่กลับส่ายขึ้นลงอยู่ตลอดเวลาตามจังหวะของเสียงเท้า
[ ทำไมภาพมันส่ายแบบนั้นล่ะ ดูยากมากเลย ]
[ เกิดอะไรขึ้น ระบบภาพพังเหรอ? ]
[ นั่น… มุมมองของคนนี่นา ]
[ หมายความว่ายังไงน่ะ ]
[ ก็… มันคือภาพที่มองผ่านสายตาของเขาไงล่ะ ]
ผู้ชมที่ได้ยินอย่างนั้นถึงกับตกใจ เพราะพอดูดีๆ แล้ว มันคือภาพที่มองผ่านสายตาของใครบางคนจริงๆ
'มุมมองบุคคลที่หนึ่ง'
“ซ่า— ซีคเกอร์ทู เรียกซีคเกอร์ลีดเดอร์ ไม่พบร่องรอยการอยู่อาศัยในบริเวณนี้”
เสียงปริศนาดังขึ้น ลักษณะของเสียงแปลกมาก เหมือนถูกรบกวน หรือไม่ก็ถูกสังเคราะห์ขึ้นมา
“ซีคเกอร์ลีดเดอร์รับทราบ อีก 15 นาทีเจอกันที่จุดนัดพบ ฝากแจ้งคนอื่นด้วย”
“ซีคเกอร์ทูรับทราบ เลิกกัน—”
เสียงนั้นถูกตัดจบไป
“ดูเหมือนที่นี่จะไม่มีใครอยู่จริงๆ นั่นแหละครับ”
ไม่นานนัก ก็มีเสียงชายคนหนึ่งพูดขึ้น
“อืม คงกลายเป็นอาคารร้างไปแล้วล่ะ”
เสียงเรียบเฉยตอบกลับไป เจ้าของเสียงนี้คือเจ้าของ "สายตา" ที่จอกำลังฉายอยู่
“จะว่าไป ร้อยเอกได้ยินข่าวที่ยาคุตสค์มั้ยครับ”
“หืม… หมายถึงเอฟโอบีของสาธารณรัฐสินะ”
เอฟโอบี ( FOB ) คืออะไร?
เอฟโอบี (Forward Operating Base) หมายถึงฐานปฏิบัติการแนวหน้า ฐานทางการทหารที่มีหน้าที่สนับสนุนและปฏิบัติภารกิจในเขตการรบ
“ครับ เห็นว่าฐานนั้นถูกทำลายไปแล้ว แล้วดูเหมือนหน่วยเราก็เป็นกำลังเสริมของทางนั้นด้วย”
“อา ก็พอได้ยินมาบ้าง มันทำไมล่ะ”
“คือว่า… จากรายงานที่ผมได้รับมา เมื่อไม่กี่วันก่อนมีกองกำลังไม่ทราบฝ่ายเข้าโจมตีแนวปฏิบัติการทางตอนใต้ของสาธารณรัฐครับ พอสอบปากคำพยานที่รอดมาได้… พวกนั้นอ้างว่าถูกยุทโธปกรณ์มาตรฐานของสหพันธ์โจมตีใส่ด้วยครับ”
“อาวุธของเราน่ะเหรอ?”
ภาพหันกลับไปทางด้านหลัง บรรยากาศที่ดูแปลกประหลาดเมื่อครู่กลายเป็นบรรยากาศที่กดดันขึ้นมาทันที
บนจอปรากฏชายคนหนึ่งที่แต่งตัวประหลาดมาก ชุดของเขาเป็นสีขาวที่มีลวดลายหญ้าปะปนกับสีใบไม้หม่นๆ สวมหมวกรูปทรงแปลกตา และทั่วร่างกายเต็มไปด้วยข้าวของอะไรไม่รู้ห้อยอยู่อย่างพะรุงพะรัง
ถ้ามีชาวบ้านธรรมดาๆ มาดูการทดสอบด้วย คงไม่พ้นจะถูกหาว่าเป็น 'คนเถื่อนไร้อารยธรรม' แน่ๆ
[ นั่นนักเวทเหรอ ทำไมแต่งตัวแปลกจัง ]
[ ชุดโคตรสกปรกเลย ทนใส่เข้าไปได้ยังไง ]
[ นี่เขามาจากยุคไหนกันน่ะ ]
[ ชุดโคตรตลกเลยเว้ย 555 ]
ขณะเดียวกัน ณ ที่นั่งของนักวิชาการ
“แต่งตัวแปลกมาก ไม่เคยเห็นการแต่งกายแบบนี้ในยุคไหนมาก่อนเลย ไหนจะศัพท์แปลกๆ อย่าง 'สาธารณรัฐ' กับ 'สหพันธ์' อีก มันเคยมีอาณาจักรแบบนั้นด้วยเหรอ”
นักโบราณคดีคนหนึ่งพูดขึ้น
“คนสมัยโบราณก็แบบนี้แหละ ส่วนเครื่องแต่งกายนั่นดูเหมือนจะทำจากพืชเขตหนาวสินะ… มีเอกลักษณ์ดีแฮะ”
นักโบราณคดีอีกคนตอบ
“ผมว่าไม่เชิงหรอกครับ”
ทั้งสองคนหยุดนิ่ง แล้วหันไปมองเจ้าของเสียงที่นั่งอยู่แถวหลัง — นักโบราณคดีหนุ่มที่ไม่มีใครรู้จักชื่อ
“หมายความว่ายังไง?”
“ดูดีๆ สิครับ สีใบไม้นั่นไม่ใช่เนื้อผ้า แต่เป็นลายที่พิมพ์ลงบนเสื้อต่างหาก ส่วนเนื้อผ้าจริงๆ น่าจะมีคุณสมบัติกึ่งสะท้อนแสงคล้ายผ้าไนลอน เพราะงั้นชุดนั่นไม่ได้มาจากการถักทอพืชแน่ๆ”
ทั้งสองคนชะงัก เหมือนเพิ่งรู้ตัวว่าพลาดรายละเอียดสำคัญไป มือของแต่ละคนรีบหยิบกล้องส่องทางไกลขึ้นมาส่องเข้าไปที่จอ
เสื้อสีเข้มกำลังเปล่งประกายเป็นจุดเล็กจุดน้อยตามแสงที่ตกกระทบ
“จะ… จริงด้วย! แต่เดี๋ยวสิ มันไม่ควรจะเป็นไปได้ นั่นมันยุคอดีตนะ การผลิตผ้าไนลอนเพิ่งจะมีเมื่อไม่นานมานี้เอง”
“ก็อาจจะไม่แน่ครับ ข้อมูลของเราตอนนี้ยังน้อยมาก คงสรุปอะไรเป็นเรื่องเป็นราวยังไม่ได้ อย่าเพิ่งด่วนตัดสินจะดีกว่านะครับ”
✦✦✦✦
ชายที่แต่งตัวประหลาดคนนั้นหยุดเดิน แล้วพาดแขนลงบนขอบหน้าต่างที่บิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยรูทะลุ คล้ายถูกหอกแหลมพุ่งใส่อย่างเต็มแรงซ้ำแล้วซ้ำเล่า
จากมุมมองตอนนี้ ยังมองไม่ออกว่าข้างนอกอาคารหน้าตาเป็นยังไง เห็นเพียงแสงจางๆ ที่รำไรส่องฝุ่นละอองที่ลอยไปตามลมผ่านช่องหน้าต่างเล็กๆ ก็เท่านั้น
ชายคนนั้นมองออกไปข้างนอกด้วยสีหน้าที่ยากจะคาดเดา มันมีทั้งความโกรธ ความเศร้า ความผิดหวัง และความไม่เข้าใจปนกันอยู่
“ครับ ตอนนี้เห็นว่าเบื้องบนกำลังสอบสวนกันอยู่”
สีหน้าของเขายิ่งอ่านยากเข้าไปอีก
“สงครามจะจบแล้วแท้ๆ… ทำไมมันถึงเป็นแบบนี้ไปได้กันนะ”
ภาพหยุดนิ่ง จับจ้องไปที่ชายคนนั้นอย่างตั้งใจ
นานกว่าที่ควรจะเป็นเล็กน้อย
'…'
“เอาเถอะ อะไรจะเกิดก็คงต้องเกิดแหละนะ”
เจ้าของสายตาพูดออกไปอย่างเรียบเฉย ก่อนจะหันกลับไปทางเดินเดิม
“จะว่าไป นายชื่ออะไรนะ”
เขาพูดขึ้นโดยไม่ได้หันไปมอง
“อะ เอ๊ะ? บิลครับ — บิล วิลเลอร์ไมน์ ผมเพิ่งย้ายเข้าหน่วยมาได้สองสัปดาห์เอง หัวหน้าจำไม่ได้ก็ไม่แปลกหรอกครับ”
เจ้าของสายตาเงียบไปชั่วขณะ
“งั้นหรอกเหรอ”
“มีอะไรเหรอครับ?”
“เปล่า ไม่มีอะไรหรอก แค่ถามไว้ พอดีผมเป็นคนขี้ลืมน่ะนะ”
น้ำเสียงเรียบเฉยไร้ความรู้สึกตอบกลับไป
เขาออกเดินสำรวจพื้นที่ต่อ ผ่านห้องต่างๆ ที่ครั้งหนึ่งเคยมีชีวิตชีวา แต่ไม่ใช่ตอนนี้
จอฉายภาพสถานที่ปริศนาที่รกร้างไปทั้งหลัง กำแพงและเพดานพังถล่มลงมาเหมือนถูกจอมเวทผู้ทรงพลังถล่มใส่ สีผนังที่เคยตกแต่งอย่างสวยงามตอนนี้ลอกหลุดรุ่ย คละคลุ้งไปด้วยฝุ่นธุลี โต๊ะทำงานโลหะล้มคว่ำระเกะระกะ บนโต๊ะตัวหนึ่งยังมีแก้วกาแฟใบเดียวตั้งอยู่ ราวเจ้าของนั้น แค่ลุกไปเข้าห้องน้ำแล้วไม่ได้กลับมาอีกเลย
เศษซากอิฐปูนและคราบเลือดที่แห้งสนิทติดอยู่บนพื้นกระเบื้อง ชวนรู้สึกให้น่าขนลุก แต่ก็กลับชวนให้ฉงนใจอย่างประหลาด
ไม่นานนัก ภาพก็พามาถึงสิ่งที่ดูเหมือนทางออกของตึก
ประตูกระจกบานใหญ่ที่เก่าคร่ำครึเปราะเปื้อนไปด้วยคราบดินโคลน บนบานกระจกนั้นมีลวดลายตัวอักษรของภาษาที่ไม่มีใครในหอประชุมอ่านออก อักษรที่ไม่ทราบภาษา บ่งบอกถึงร่องรอยของอารยธรรมที่เคยอยู่ที่นี่มาก่อน
ครืดด~
{ มือของเจ้าของสายตากำลังออกแรงเปิดประตู }
ประตูค่อยๆ เลื่อนออกทีละนิด แสงสว่างจากภายนอกเริ่มสาดเข้ามาข้างใน
ไอเย็นของอากาศพัดเข้ามาพร้อมเกล็ดหิมะสะท้อนแสงขาวแวววับที่ตกลงบนมือของเขา
[ นั่นมัน!? ]
ด้านนอกประตู บนลานกว้าง มียานพาหนะสีเงินเขรอะโคลนจอดเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบ
รถยนต์ไม่ใช่ของแปลกสำหรับคนในหอประชุม ถนนหน้าโรงเรียนเองก็มีให้เห็นทุกวัน แอลโทเนียเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศของทวีปมูที่ผลิตมันได้เอง
แต่รถของแอลโทเนียมีรูปทรงโค้งมน ตัวถังบาง เครื่องยนต์ส่งเสียงดังโครมคราม และวิ่งได้เร็วกว่ารถม้าไม่เท่าไหร่
ส่วนสิ่งที่อยู่บนจอ…
ตัวถังของมันเหลี่ยมคม เตี้ย กว้าง ราวกับทำจากโลหะทั้งคัน ล้อทั้งหกล้อใหญ่เกือบเท่าความสูงของคน ด้านข้างมีแผ่นเกราะซ้อนกันหนา บนหลังคาบางคันมีอาวุธลำกล้องยาวติดตั้งอยู่ ถึงจะดูแปลกตาแค่ไหน แต่ทุกคนก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือรถยนต์ไม่ผิดเพี้ยน
มันคือรถยนต์ที่ก้าวหน้ากว่าของพวกเขาไปหลายสิบปี
[ ระ… รถยนต์ เป็นไปได้ยังไง ]
เสียงกระซิบเริ่มดังขึ้นทั่วหอประชุม
อดีตชาติ ควรจะเป็นอดีต
คนในยุคโบราณจะสร้างรถยนต์แบบนี้ได้ยังไงกัน หรือบางทีมันอาจจะเป็นแค่อะไรที่คล้ายกัน หรือบางที อดีตชาติของคารอส ไลแอม อาจจะเป็นอดีตที่เพิ่งผ่านไปไม่นาน
แต่ว่า… ประเทศไหนกันที่สร้างรถยนต์แบบนี้ได้
✦✦✦✦
“ฟู่ว…”
ความหนาวข้างนอกทำให้ลมหายใจควบแน่นเป็นไอขุ่นมัวลอยหายไปในอากาศ
เจ้าของสายตามองไปรอบๆ จากตรงนี้มองเห็นทุกอย่างข้างนอกได้ชัดเจน
ลานกว้างที่ลาดด้วยยางมะตอยถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวนวล เกล็ดน้ำแข็งยังร่วงโรยลงมาไม่หยุด มี 'คนชุดขาว' จำนวนหนึ่งกำลังทำอะไรบางอย่างอยู่ ดูคล้ายการตั้งแคมป์เล็กๆ แต่ครึกครื้นและขึงขังกว่ากันมาก
“ฮูอ่า!!”
เสียงตะโกนเรียกขวัญกำลังใจของกลุ่มคนชุดขาวที่กำลังวิ่งเป็นแถวดังกึกก้องไปทั่วลาน ชวนให้นึกถึงทหาร
พื้นที่ทั้งหมดกว้างพอจะเทียบได้กับโรงเรียนแอลอาล์ไฮน์ทั้งโรงเรียน อาคารต่างๆ เรียงรายล้อมลานกว้างไว้ ตึกแต่ละหลังมีรูปทรงล้ำสมัยแบบที่ไม่มีใครเคยเห็น แต่ทั้งหมดถูกทิ้งร้างและพังทลายลงไปแล้ว ซากอาคารบางหลังถูกดัดแปลงเป็นที่พักชั่วคราว ข้างในเต็มไปด้วยอุปกรณ์หน้าตาแปลกๆ มากมาย
ภาพหยุดอยู่ที่ซากอาคารหลังหนึ่งที่ยอดแหลมสูงโดดเด่นกว่าหลังอื่น ไม่กี่วินาทีต่อมา เจ้าของสายตาก็เดินเข้าไปข้างใน
พรึ่บ—
ผ้าใบสีเข้มที่ขึงเป็นประตูถูกมือปัดออกไปด้านข้าง
“สรุปผลการลาดตระเวนที่เคยขอไปเป็นยังไงบ้างครับ”
เจ้าของสายตาถามขึ้น แล้วเดินตรงเข้าไป
ข้างในเต็มไปด้วยคนชุดขาวจำนวนมาก ทุกคนกำลังจ้องมองหรือไม่ก็กดอะไรบางอย่างอยู่กับ 'จอโลหะที่ส่องแสง' เรียงกันเป็นแถว สายไฟระโยงระยางพาดไปมาบนเพดาน แต่พื้นที่ควรเป็นอิฐเป็นปูน กลับถูกปูทับด้วยพรมแดงหรูหราผืนใหญ่ ราวกับอยู่ในงานเต้นรำของชนชั้นสูง มันขัดกับทุกอย่างในห้องอย่างแปลกประหลาด แต่ก็ดูดีอย่างบอกไม่ถูก
บรรยากาศหนาวเหน็บข้างนอกเมื่อครู่ ช่างต่างจากข้างในนี้ลิบลับ
[ —จากการรบที่แนวคาบสมุทรแปซิฟิกทางตะวันออกของสหพันธรัฐเมื่อวานนี้ แนวตั้งรับของสหพันธ์ไม่สามารถต้านทานการบุกของ 'ภาคีนิรนาม' ได้ มีผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตกว่า 1,000 นาย และสูญเสียเรือรบไปทั้งสิ้น 11 ลำ ขณะนี้ยังไม่มีรายงานความสูญเสียของฝ่ายภาคี— ]
เสียงวิทยุดาวเทียมกำลังรายงานข่าวการรบอยู่ที่ไหนสักแห่งในห้อง
“เฮ้ย!!! แกอีกแล้วเหรอคริส! บอกไปกี่รอบแล้วว่าให้ถอดรองเท้าบูทก่อนเหยียบพรม! แกนี่มัน—!”
ชายวัยกลางคนคนหนึ่งเดินพรวดเข้ามาด้วยสีหน้าเกรี้ยวกราด เขาเป็นทหารยศพันโท อายุราวสี่สิบห้า สวมเสื้อหนังสีน้ำตาลเข้ม ผมสีดำแซมขาว และสวมแว่นดำทรงวินเทจอันเป็นเอกลักษณ์
พันโทอาเทอร์ ผู้ได้รับหน้าที่ควบคุมการลาดตระเวนตามแนวเขตแดน สำหรับ 'คริส' แล้ว คนคนนี้คือหนึ่งในนายทหารอาวุโสที่ประสบการณ์สูงที่สุด เขาเป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตจากปฏิบัติการรบครั้งใหญ่เมื่อแปดปีก่อน
“ผลการลาดตระเวนที่เคยขอไปเป็นยังไงบ้างครับ พอดีผมรีบน่ะ”
คริสถามขึ้นด้วยน้ำเสียงใจเย็น
“คริส นี่แกไม่ได้อ่านผลลาดตระเวนของทั้งสามหน่วยที่ฉันส่งไปก่อนหน้านี้รึไงวะ!?”
“พันโทก็รู้ว่าโทรศัพท์ดาวเทียมของผมโดนยิงพังไปแล้วนี่ครับ”
เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยเหมือนเดิม
[ โทรศัพท์… ดาวเทียม? ]
ในหอประชุม มีคนทวนคำนั้นซ้ำ แล้วก็ไม่มีใครตอบได้ว่ามันคืออะไร
“โว้ยย! ฉันล่ะเหนื่อยกับแกจริงๆ”
พันโทอาเทอร์เอามือกุมหน้า ท่าทางเหนื่อยใจเต็มที
“ขอโทษครับ”
“คำขอโทษมันช่วยให้พรมฉันกลับมาสะอาดได้รึไง!? ฉันไม่ได้ต้องการคำขอโทษ ฉันต้องการให้แกปรับปรุงตัวโว้ย!”
เขามองคริสอยู่ครู่หนึ่ง แล้วคิ้วก็ขมวดเข้าหากัน
“เฮ้อ…”
เขาถอนหายใจออกมา
“เอาเถอะ นี่สรุปผลลาดตระเวนของอาทิตย์ก่อน… อ้อ แล้วก็—”
เขาหยิบแฟ้มเล่มหนึ่งกับวัตถุโลหะสีดำชิ้นเล็กขนาดเท่ายางลบขึ้นมา แล้วโยนให้คริส
มือทั้งสองข้างรับของพวกนั้นไว้ได้พอดี
“ทางศูนย์หลักเรียกตัวแก เหมือนจะให้ไปร่วมปฏิบัติการพิเศษเร็วๆ นี้”
เขาพูดพลางหรี่ตาลงหลังแว่นดำ ราวกับต้องการจะสื่ออะไรบางอย่างที่พูดออกมาตรงๆ ไม่ได้
“ขอบคุณครับ”
คริสกล่าวแค่นั้น
ยังไม่ทันที่พันโทจะได้พูดอะไรต่อ เขาก็เดินออกจากห้องไปเรียบร้อยแล้ว ทิ้งรอยรองเท้าเปื้อนฝุ่นและโคลนไว้บนพรมแดงเป็นทางยาว
“ไอ้บ้านี่…”
พันโทอาเทอร์บ่นพึมพำ เมื่อเห็นว่าคริสไม่ได้รับผิดชอบอะไรกับพรมของเขาเลยสักนิด
“ผู้พันครับ จะไม่เป็นไรจริงๆ เหรอครับ”
คนชุดขาวคนหนึ่งถามขึ้น
“อืม ก็หวังว่าอย่างนั้นแหละ”
เขาตอบกลับไปแบบนั้น สายตายังมองไปที่ภาพจากกล้องวงจรปิด ที่กำลังฉายแผ่นหลังของคริสเดินจากไปท่ามกลางหิมะ
ทั้งที่สีหน้าของเขา บอกความกังวลออกมาจนทะลุแว่นดำ
'ปฏิบัติการสโนว์ไวท์'
หน้าปกแฟ้มระบุไว้อย่างนั้น
{ **ซ่า— }
ภาพบนจอกระตุก
แล้วตัดไปที่ที่หนึ่งชั่ววูบ
ภาพของทุ่งหิมะยามอัสดง ซากเครื่องจักรสีทรายทรงประหลาด และดอกป๊อปปี้สีแดงบานบนสนามรบได้ปรากฎขึ้นอย่างกระทันหันบนจอ
มันปรากฏเพียงเสี้ยววิ เพียงไม่กี่เฟรม เร็วเกินกว่าจะมองเห็นรายละเอียดต่างๆของภาพได้อย่างชัดเจน
จอกระตุกอีกครั้ง
แล้วภาพก็กลับมาที่แผ่นหลังของคริส ที่กำลังเดินฝ่าหิมะไปข้างหน้า ราวกับเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
✦✦✦✦
ห้องสังเกตการณ์
“ศาสตราจารย์ครับ เมื่อกี้…”
ผู้ช่วยของไคลน์หันขวับมาทางโต๊ะ ปากกาในมือหยุดค้างอยู่กลางกระดาษ
“ลำดับเวลามันไม่ต่อกันครับ ฉากเมื่อกี้ไม่ใช่เหตุการณ์ต่อจากฉากก่อนหน้า มันเหมือน… เครื่องข้ามไปอ่านความทรงจำในอนาคตของเขา แล้วก็กลับมา”
“อาจเป็นแค่สัญญาณรบกวน” ศาสตราจารย์ฮาร์กไลท์ว่า แต่น้ำเสียงของเขาไม่ได้มั่นใจอย่างที่พูด
ไคลน์ไม่ตอบอะไร
เขาแค่ยกมือขึ้นดันแว่นดำให้แนบกับใบหน้ามากขึ้น แล้วจดอะไรบางอย่างลงบนกระดาษด้วยลายมือที่ไม่มีใครในห้องอ่านออก
.
.
.
ณ ทุ่งหิมะสีขาวโพลนซึ่งอาบย้อมไปด้วยแสงอาทิตย์อัสดง ทุกแห่งหนมีควันไฟลอยคละคลุ้งไปทั่วด้วยฝุ่นธุลี เหล่าเครื่องจักรสีทรายบัดนี้ถูกเผาไหม้ทำลายไร้ซึ่งภาพของเค้าโครงเดิม ทั้งศัตรูและสหายร่วมรบต่างสูญสลายหายจากไปอย่างน่าสังเวช
ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิต ไม่ว่าที่ใด แม้นไกลออกไปเพียงไหนก็จักพบแต่เพียงซากศพและวิญญาณของผู้ล่วงลับเท่านั้น
ภายในโลกซึ่งอาบย้อมไปด้วยแสงสีแดง หรืออาจฉาบฉายไปด้วยเสียงของเงามืด มีเพียงศาสตราวุธและตัวของเขาเท่านั้นที่ยังหลงเหลือพลังเพื่อขับเคลื่อนโลกไปสู่วันข้างหน้า
ชายร่างบุคคลหายใจหนึ่งเฮือก พิงตัวกับเกราะหุ้มของเครื่องจักรซึ่งเริ่มเย็นเยือกด้วยสายลมหนาวยามสนธยา ก่อนที่จะแหงนมองท้องฟ้าอันมอดไหม้กลายเป็นสีแดงจ้าจนน่ากลัว
ณ ประเทศในเครือรัฐทางตอนเหนือแสนห่างไกล ดอกไม้ซึ่งถือกำเนิดจากหยาดเลือดที่หญิงอันเป็นที่รักของผู้ปกครองแผ่นดินได้ปลิดชีพตน
กาลครั้งหนึ่ง เหล่าอัศวินกล้าถูกสังหารหมู่อย่างไร้ทางสู้โดยอารยชนที่เข้ารุกราน ดอกไม้บานสะพรั่งบนลานนองเลือดของพวกเขา ท่ามกลางความหลงมัวเมาของผู้ปกครองแผ่นดิน
ใต้อาทิตย์อัสดงซึ่งแผดเผาผืนฟ้าจนหมดสิ้น ดอกม็อกส์ป๊อปปี้ของหญิงอันเป็นที่รักได้แบ่งบานบนสมรภูมิรบ สีแดงฉานของมันช่างงดงามแลดูคลุ้มคลั่ง ตลกร้ายสิ้นดี
☬☬☬
0 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบ