[ บทที่ 2 ]
“เรื่องราวของโลก ณ ฟากฝั่ง”
ตอนที่ 2 : กุญแจแห่งลาปลาซ
'ยินดีต้อนรับ'
ป้ายเหล็กเก่าๆ ที่ปากทางเข้าเมืองเขียนไว้อย่างนั้น ใต้ตัวอักษรมีรอยกระสุนเรียงกันเป็นแถว แต่กลับไม่มีใครคิดจะซ่อมมัน
นิว ลิเพตส์ เมืองด่านหน้าที่อยู่ใกล้แนวป้องกันของสหพันธ์ที่สุด อาคารทุกหลังถูกดัดแปลงให้มีรูปทรงคล้ายบังเกอร์ขนาดใหญ่ ผนังคอนกรีตหนาเตอะ หน้าต่างเล็กแคบ หลังคาเสริมด้วยแผ่นเหล็ก เพื่อรับแรงระเบิดและปกป้องผู้คนที่อยู่ภายใน
ท้องถนนเต็มไปด้วยผู้คนที่ใช้ชีวิตกันตามปกติ สงบสุขจนไม่น่าเชื่อว่าเมืองนี้ตกอยู่ภายใต้ภาวะสงครามมากว่าสิบปีแล้ว
เสียงหัวเราะพูดคุยของเด็กๆ และผู้ใหญ่ดังเซ็งแซ่ไปทั่ว แสดงให้เห็นว่าพวกเขายังมีกำลังใจจะใช้ชีวิตอย่างเต็มที่ ภายใต้การปกครองของสหพันธรัฐ ผู้ยึดถือ 'ความมีศีลธรรม เสรีภาพ และความเสมอภาคที่สูงส่ง'
เด็กน้อยคนหนึ่งกำลังเลียไอศกรีมอย่างเอร็ดอร่อยอยู่หน้าร้าน ภาพธรรมดาๆ แบบนั้นกลายเป็นภาพที่หาได้ยาก และเป็นทั้งความหวังและความสุขของเหล่าทหารกล้าในเวลานี้
✦✦✦✦
ห้องสังเกตการณ์
“ศาสตราจารย์ครับ!”
ผู้ช่วยของไคลน์ลุกขึ้นยืน มองสลับระหว่างจอใหญ่กับหน้าจอวัดค่าบนโต๊ะ
“มุมภาพเปลี่ยนไปแล้วครับ มันไม่ใช่สายตาของผู้ทดสอบอีกต่อไป และในฉากนี้… ก็ไม่มีตัวเขาอยู่เลย”
ฮาร์กไลท์ขมวดคิ้ว หันไปมองจอ
ความทรงจำ คือสิ่งที่คนคนหนึ่งเคยเห็น เคยได้ยิน เคยรู้สึก ภาพที่ฉายออกมาจึงไม่ควรมีฉากที่เจ้าของความทรงจำไม่ได้อยู่ตรงนั้น
“บันทึกต่อไป”
ไคลน์พูดแค่นั้น ไม่ได้หันมามองใคร
✦✦✦✦
ที่มุมหนึ่งของร้านคาเฟ่เล็กๆ ในเมือง หญิงสาวผมดำวัยยี่สิบต้นๆ กำลังมองผู้คนที่เดินผ่านไปมานอกหน้าต่าง แววตาของเธอบอกถึงความอิ่มเอมใจ
ใบหน้าของเธองดงามราวกับเทพธิดาในนิทานปรัมปรา ท่าทางสง่างามบวกกับเสื้อกาวน์นักวิจัยสีขาวสะอาดที่สวมอยู่ ทำให้เธอโดดเด่นจนสาวๆ ทั่วไปแทบเทียบไม่ติด
นามของเธอคือ "โซฟี"
หญิงสาวเชื้อสายชาวราชอาณาจักรบริเตน ผู้ฝักใฝ่ในวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ถึงเธอจะไม่เคยออกสนามรบเลยสักครั้ง และไม่มีความจำเป็นต้องออกไปด้วย แต่ผลงานมากมายในฐานะนักวิจัยด้านยุทโธปกรณ์ของสหพันธรัฐ ก็มากพอจะพิสูจน์ว่าเธอเชี่ยวชาญด้านนี้หาตัวจับยาก
เธอละสายตาจากผู้คนข้างนอก แล้วหันกลับมาที่หน้าจอโฮโลแกรมบนโต๊ะ
‘แล้วนี่…?’
เธอพูดขึ้นในใจด้วยสีหน้าสงสัย พลางมองทหารหนุ่มสัญญาบัตรที่เพิ่งมาหยุดยืนตรงหน้า
ทหารหนุ่มคนนั้นวางกระเป๋าไว้บนเก้าอี้ข้างตัว แล้วค่อยๆ นั่งลง
“ขออภัยที่มารบกวนเวลางานนะครับ ผมร้อยโท บิล วิลเลอร์ไมน์ เรียกสั้นๆ ว่าบิลก็ได้ครับ คุณคงเป็น ดร.เซเลน่า โซฟิน่า สินะครับ”
เขาทักทายด้วยท่าทางที่เป็นมิตรเสียจนโซฟีรู้สึกประหม่า
“คะ… ค่ะ เรียกฉันว่าโซฟีก็ได้ค่ะ”
“ผมได้รับคำไหว้วานมาจากร้อยเอกคริสโตเฟอร์ครับ เขาบอกให้นำข้อมูลชิ้นนี้มาให้คุณโซฟีตรวจสอบ”
“เอ๊ะ ข้อมูลจากคริสเหรอคะ? ไม่เห็นเขาส่งรายงานมาแจ้งล่วงหน้าเลย”
สีหน้าของโซฟีเปลี่ยนไปเล็กน้อย นายทหารคนนี้นัดเธอมาคุยธุระด่วน เพื่อส่งข้อมูลที่คนชื่อคริสฝากมา
“เขาบอกว่าเป็นความลับน่ะครับ ยังไงก็ต้องส่งให้ถึงมือ”
‘ห้ะ!??’
โซฟีเหนื่อยใจขึ้นมาทันที
‘คริส นายนี่มัน— ’
เซเลน่า โซฟิน่า
จริงอยู่ที่เธอกับคริสรู้จักกันมานาน แต่ก็ไม่เคยนึกว่าเขาจะพึ่งพาเธอได้ถึงขนาดนี้ ทั้งขอให้ปรับปรุงระบบสื่อสาร ติดตั้งระบบคำนวณวิถีปืนใหญ่ อัปเดตซอฟต์แวร์ยานเกราะ และอีกสารพัดอย่างจนแทบจะนับไม่ถ้วน แถมคราวนี้ยังจะขอความช่วยเหลือโดยไม่ผ่านระบบอีก
อีกทั้งไหนจะเรื่อง—
“พี่คริสติดต่อมาเหรอคะ”
เสียงของเด็กสาวคนหนึ่งดังขึ้นจากเก้าอี้ตัวข้างๆ โซฟี
เจ้าของเสียงคือแครอล เด็กสาวสดใสร่าเริงวัยสิบสี่ปี น้องสาวแท้ๆ ของคริส
“ใช่จ้ะ พอดีพี่คริสมีเรื่องด่วนอยากให้พี่เซเลน่าช่วยหน่อยน่ะ”
บิลตอบแครอลด้วยรอยยิ้ม
โซฟีทำได้แค่ยิ้มเกร็งๆ พลางลูบหัวแครอลเบาๆ
“เดี๋ยวไปหาซื้ออะไรกินก่อนนะ พี่ขอคุยธุระแป๊บนึง”
“เหห… ไม่แฟร์เลย หนูก็อยากฟังเรื่องพี่คริสบ้างนี่นา”
แครอลอ้อนวอน อยากรู้เรื่องของพี่ชายเหมือนกัน
“ไว้สะดวกแล้ว พี่จะเล่าให้ฟังทีหลังนะ”
“งืมม… ก็ได้ค่ะ พี่เซเลน่า”
เด็กสาวยอมเชื่อฟังแต่โดยดี เธอยิ้มแย้ม แล้วเดินไปเลือกของอร่อยๆ ที่เคาน์เตอร์ในร้าน
ตั้งแต่สงครามปะทุขึ้น คริสแทบไม่ได้อยู่ดูแลน้องสาวของเขาเลย เขาจึงฝากแครอลไว้กับโซฟีระหว่างนี้ ไม่สิ ต้องบอกว่าโซฟีเป็นคนเสนอตัวดูแลแครอลเองต่างหาก
ไม่ใช่เพราะอะไรหรอก
ในฐานะคนสนิท มันก็เป็นหน้าที่ของเธออยู่แล้ว
…แค่นั้นแหละ
“เป็นเด็กที่น่ารักดีนะครับ”
บิลมองตามเด็กสาวที่เดินห่างออกไป ก่อนจะหันกลับมาหาโซฟี
“งั้นเข้าเรื่องกันเลยนะครับคุณโซฟี”
เขาเปิดกระเป๋า หยิบของบางอย่างออกมายื่นให้เธอ
มันเป็นวัตถุโลหะสีดำชิ้นเล็กขนาดเท่ายางลบ ปลายด้านหนึ่งพันด้วยเทปสีแดง อีกด้านเป็นหัวสี่เหลี่ยมที่มีช่องไว้เสียบกับอุปกรณ์
แฟลชไดรฟ์สีดำถูกเสียบเข้ากับพอร์ต USB ของเครื่องฉายโฮโลแกรมแบบพกพา 'โฮโลดีไวซ์'
หน้าต่างข้อมูลหลายสิบหน้าเด้งขึ้นมาลอยอยู่เหนือโต๊ะ
“เมื่อไม่กี่วันก่อน เราได้รับข้อมูลนี้มาครับ”
โซฟีใช้เวลาอ่านเนื้อความคร่าวๆ อยู่ครู่หนึ่ง
'ภารกิจพิเศษ ระดับที่ห้า เฉพาะหน่วยรบวอร์แฟงก์—'
หัวข้อรองต่อจากรายชื่อสมาชิกระบุไว้แบบนั้น
“เดี๋ยวสิ?! นี่มันปฏิบัติการพิเศษไม่ใช่เหรอ เอามาให้ฉันดูจะไม่เป็นอะไรแน่นะ”
บิลยักไหล่
“ผมเองก็ไม่รู้เหมือนกันครับ”
โซฟีชะงักไปเลย
‘นี่ถึงขั้นเอาข้อมูลระดับสูงมาให้ฉันดูโดยพลการแบบนี้เนี่ยนะ!? แล้วเจ้าตัวไปอยู่ไหนเนี่ย’
เธอถอนหายใจเบาๆ
“แล้วส่วนที่จะให้ฉันดูอยู่ตรงไหนคะ”
“หน้าที่สิบสอง ย่อหน้าที่สามครับ”
โซฟีเลื่อนหน้าจอไปยังหน้านั้นทันที
“นี่มัน…”
=================
T
H
O
R
=================
ภาพเลือนรางในความทรงจำของโซฟี — ระบบอาวุธวงโคจร "THOR" (ธอร์)
โซฟีหน้าเครียดขึ้นมาทันที
“ธอร์… หมายถึงอาวุธของสหรัฐมาเรียน่าเหรอคะ?”
“ครับ ก็คงอย่างนั้น”
บิลเปลี่ยนท่านั่ง
“ผมขอสรุปคร่าวๆ นะครับ ภารกิจนี้หน่วยรบวอร์แฟงก์จะเป็นทีมหลักที่เข้าไปปฏิบัติการในเขตสงครามของสาธารณรัฐ เมื่อเดือนก่อน หน่วยข่าวกรองถอดรหัสแฮช MD5 จากข้อความของพวกภาคีได้—”
“แฮชถอดรหัสไม่ได้หรอกค่ะ”
โซฟีพูดสวนขึ้นมาโดยอัตโนมัติ
“มันเป็นฟังก์ชันทางเดียว คงหมายความว่าเจอช่องโหว่ในระบบยืนยันข้อความที่พวกนั้นใช้ แล้วดักอ่านข้อความได้มากกว่า”
“…อ่า ครับ ประมาณนั้นแหละครับ”
บิลยิ้มแหยๆ แล้วพูดต่อ
Hash Code (รหัสแฮช) คืออะไร?
Hash Code (รหัสแฮช) คือ ค่าตัวเลขหรือข้อความที่ได้จากการแปลงข้อมูลต้นฉบับ ผ่านกระบวนการทางคณิตศาสตร์หรืออัลกอริทึมที่เรียกว่า Hash Function เพื่อให้กลายเป็นข้อมูลชุดใหม่ที่มีขนาดความยาวคงที่ ซึ่งทำหน้าที่เสมือน "ลายนิ้วมือ" (Fingerprint) ของข้อมูลนั้น ๆ
“ใจความหลักๆ กล่าวถึงบุคคลสำคัญที่กุมกุญแจแห่งลาปลาซ และการตรวจพบอดีตสถานีอวกาศของสหรัฐมาเรียน่—”
“แต่มันถูกทำลายไปแล้วนี่ นั่นมัน…”
เธอพูดขัดขึ้นมาอีกครั้ง แล้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ไม่น่าเป็นไปได้”
✦✦✦✦
ภายใต้ธงสีฟ้าสดของสหพันธรัฐที่ตราไว้ด้วยแผนที่นานาประเทศ
เมื่อสิบสองปีก่อน ชนวนสงครามค่อยๆ ระอุขึ้นทีละน้อย มหาทวีปทั้งเจ็ดของโลกเริ่มสั่นคลอนทางการเมือง อุดมการณ์และแนวคิดที่แตกต่างกันสะสมพอกพูนจนกลายเป็นความขัดแย้งที่ไม่อาจหวนกลับ เริ่มจากทางตะวันออกของทวีปยุโรป ลามไปจนถึงทวีปอเมริกา
สองปีต่อมา สงครามโลกก็เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง และนานาประเทศต่างรวบรวมกำลังพลเตรียมรับมือกับการห่ำหั่นที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ในตอนนั้น มีมหาอำนาจอยู่สามชาติที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้ากว่าชาติไหนๆ — สหรัฐมาเรียน่า ปรัสเซีย และสาธารณรัฐประชาชนตั้งหยวน ทั้งสามต่างสร้างอาวุธทำลายล้างขั้นสูงขึ้นมาเพื่อพลิกเกมของสงคราม
ธงชาติของสหรัฐมาเรียน่า
ธงชาติปรัสเซีย
สาธารณรัฐประชาชนตั้งหยวน
หนึ่งในอาวุธนั้นคือ 'ธอร์'
สถานีอวกาศค้างฟ้าทางการทหารหมายเลขสองของสหรัฐมาเรียน่า มันบรรทุกแท่งทังสเตนหนักกว่าร้อยตันไว้หลายร้อยแท่ง แต่ละแท่งถูกปล่อยลงมาจากวงโคจร พุ่งเข้าสู่เป้าหมายด้วยความเร็วหลายกิโลเมตรต่อวินาที ไม่มีดินปืน ไม่มีหัวรบ มีเพียงพลังงานจลน์ล้วนๆ ที่รุนแรงพอจะลบเมืองทั้งเมืองได้ ถ้ายิงลงไปพร้อมกันมากพอ
มันถูกสร้างขึ้นเพื่อปิดฉากสงครามให้จบในเร็ววัน
แต่น่าเสียดาย พลังอันยิ่งใหญ่ย่อมแลกมาด้วยราคาอันใหญ่ยิ่ง ธอร์ไม่เคยได้ทำตามจุดประสงค์ของมัน สถานีถูกบุกยึดก่อนที่สงครามจะจบ แล้วแท่งทังสเตนทั้งคลังก็ถูกปล่อยลงมาเป็นชุด ใส่เมืองใหญ่ เขื่อน โรงไฟฟ้า และศูนย์บัญชาการ
ของสหรัฐมาเรียน่าเอง
ประเทศที่เคยยิ่งใหญ่ที่สุดในโลกพังทลายลงเป็นทอดๆ จนเกือบสูญสิ้น บางส่วนของยุโรปก็โดนลูกหลงไปด้วย กลายเป็นโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่ที่สุดของมนุษยชาติที่ยังตราตรึงใจผู้คนมาจนถึงทุกวันนี้
ภายหลังธอร์ถูกยิงตกลงสู่ผืนทะเล และด้วยความเสียหายขนาดนั้น การจะสร้างมันขึ้นมาใหม่ด้วยเทคโนโลยีของชาติอื่นแทบเป็นไปไม่ได้
ในหอประชุมใหญ่ ไม่มีใครส่งเสียง
นักประวัติศาสตร์ที่เมื่อชั่วโมงก่อนยังกระโดดดีใจกับการประลองเวทมนตร์ ตอนนี้นั่งตัวแข็ง บางคนลืมแม้กระทั่งจดบันทึก
มีเพียงที่นั่งแขกพิเศษแถวหนึ่ง ที่ชายในชุดสูทตัดเย็บแบบต่างชาติสองสามคนกำลังก้มหน้าจดอะไรบางอย่างลงสมุดอย่างเงียบๆ ไม่หยุดมือ
“ยังไงสถานีนั่นก็ถูกยิงตกไปแล้วแน่ๆ ซากของมันก็ได้รับการพิสูจน์แล้วด้วย”
โซฟียืนยันคำพูดของตัวเอง แล้วเปิดหลักฐานการเก็บกู้ที่ได้รับการรับรองแล้วว่าเป็นข้อมูลจริงให้ดู
“อืม… งั้นหรอกเหรอครับ แสดงว่าคงไม่ได้อยู่บนอวกาศจริงๆ สินะ”
บิลพูดขึ้น สีหน้าของเขาดูโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก
“เอาเถอะค่ะ ยังไงเดี๋ยวฉันจะตรวจสอบเรื่องนี้ให้อีกทีเอง”
พอพิจารณาข้อมูลดีๆ แล้ว โซฟีเองก็ดูผ่อนคลายลงทันที
'ปฏิบัติการขั้นที่หนึ่ง : เก็บกู้กุญแจแห่งลาปลาซ โค้ดเนม สโนว์ไวท์'
‘สโนว์ไวท์? ชื่อแปลกจังแฮะ’
สายตาของโซฟียังจับจ้องอยู่ที่จอโฮโลแกรม
“…ส่วนเรื่องกุญแจแห่งลาปลาซ ไม่ใช่ว่าเป็นแค่ข่าวลือเหรอคะ”
“เป็นเรื่องจริงแน่นอนครับ ถึงธอร์จะไม่อยู่แล้ว แต่การเข้าถึงสถานีอื่นๆ ก็ยังต้องใช้รหัสจากกุญแจอยู่ดี”
บิลส่งชุดเอกสารเก่าของทางการไปให้โซฟีเพิ่ม
“พวกระดับสูงต้องการรหัสของกุญแจมาถ่วงดุลอำนาจระหว่างรัฐ อย่างนี้นี่เอง”
“ครับ”
เมื่อสงครามกินเวลายืดเยื้อ หลายประเทศทั่วโลกต่างตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ทั้งความอดอยาก ความแร้นแค้น ผู้คนไร้ที่พักพิง แต่สงครามก็ยังไม่สิ้นสุด
นานาประเทศที่เป็นพันธมิตรกันจึงตัดสินใจรวมชาติเป็นหนึ่ง เพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจในเครือประเทศของตน กลายเป็นสามขั้วอำนาจในปัจจุบัน — สหพันธรัฐ สาธารณรัฐ และสาธารณรัฐฝั่งตะวันออก
หลังรวมชาติ แต่ละรัฐพยายามกู้คืนเทคโนโลยีอาวุธขั้นสูงของอดีตมหาอำนาจในโลกเก่าที่ล่มสลายไปแล้ว และสิ่งที่ต้องมีเพื่อจะครอบครองอาวุธเหล่านั้นได้ ก็คือสิ่งที่เรียกว่า 'กุญแจแห่งลาปลาซ'
ว่ากันว่ารหัสของลาปลาซเป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดเดาได้ มันอาจเป็นการเข้ารหัสแบบพิเศษ หรืออาจเป็นการถอดรหัสชีวโมเลกุลของบุคคลผู้ที่ไม่ได้อยู่บนโลกนี้อีกต่อไปแล้ว แต่ข้อมูลทั้งหมดของมันถูกทำลายไปพร้อมกับผู้สร้าง กุญแจแห่งลาปลาซจึงยังคงเป็นปริศนาที่ไม่มีใครหาคำตอบได้
ทุกครั้งที่มีข่าวลือเรื่องรหัสของลาปลาซ รัฐจะให้ความสนใจเป็นพิเศษเสมอ ถึงมันจะดูเหมือนการไล่ตามสิ่งที่ไม่มีอยู่จริงก็ตาม
และคราวนี้ ข้อความที่ดักได้จากภาคีนิรนาม — กลุ่มที่มีกำลังทางทหารสูงพอๆ กับรัฐทั้งสาม — ระบุว่าพวกเขาเจอสถานที่เก็บกุญแจแห่งลาปลาซแล้ว
นั่นยิ่งทำให้รัฐร้อนรนเข้าไปใหญ่
‘หากล่องว่ายากแล้ว แต่หากุญแจยิ่งยากกว่าสินะ’
โซฟีอ่านชุดข้อมูลใหม่อีกรอบ เนื้อหาหลักๆ คือแบบแปลนการเข้ารหัสของสถานีอวกาศทางการทหารระดับสูง ซึ่งแม้แต่ตัวเธอเองยังต้องใช้เวลาทำความเข้าใจอยู่พักใหญ่
จริงๆ แล้วโซฟีพอได้ยินเรื่องนี้มาบ้าง แต่ไม่เคยนึกว่าเรื่องราวจะลึกได้ถึงขนาดนี้
ข้อมูลในไฟล์ปฏิบัติการละเอียดมาก ละเอียดจนดูผิดปกติ มีทั้งประวัติความเป็นมาของสถานีและของกุญแจแห่งลาปลาซ ซึ่งไม่มีความจำเป็นต่อการปฏิบัติภารกิจเลยสักนิด
เหมือนกับว่าคนที่เขียนมันขึ้นมา ตั้งความหวังกับครั้งนี้ไว้สูงสุดๆ
และอีกอย่างหนึ่ง
‘องค์กรที่ถล่มกองเรือของสหพันธ์ได้ทั้งกอง กลับยังใช้ระบบยืนยันข้อความที่มีช่องโหว่ซึ่งนักศึกษาปีหนึ่งยังเจาะได้งั้นเหรอ’
ความคิดนั้นแวบเข้ามาในหัวของเธอเพียงชั่วครู่ ใบหน้าสะสวยขมวดคิ้วจนมุ่ย แล้วก็ถูกกลบไปด้วยตัวเลขบนหน้าจอ
ไม่ว่ายังไงก็ตาม พื้นที่ที่จะไปปฏิบัติภารกิจนั้นอันตรายมาก
ชายแดนระหว่างสาธารณรัฐกับสาธารณรัฐฝั่งตะวันออก ถึงจะเป็นสาธารณรัฐเหมือนกัน แต่สภาพขั้วทางสังคมกลับต่างกันราวฟ้ากับเหว
สาธารณรัฐชูเรื่องสังคมนิยมและการอยู่อย่างเท่าเทียม ส่วนสาธารณรัฐฝั่งตะวันออกกลับใช้อำนาจทางทหารในการปกครองและแย่งชิงดินแดน
ถึงตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างสหพันธ์กับสาธารณรัฐจะดีขึ้นแล้ว แต่ก็ต้องยอมรับว่าฝ่ายตะวันออกเองก็มีเทคโนโลยีที่ก้าวล้ำกว่าพวกตนอยู่มาก
การจะไปทำภารกิจตรงนั้น ก็เหมือนเอา 'สงครามนอกแบบ' ไปสู้กับ 'สงครามเต็มรูปแบบ' ซึ่งไม่ต่างอะไรกับเอาตัวเองไปวิ่งอยู่นอกสนามเพลาะในยุคมหาสงคราม
ยุคมหาสงคราม
คำว่า "ยุคมหาสงคราม" หรือ The Great War ในทางประวัติศาสตร์โลกมักถูกใช้เรียก สงครามโลกครั้งที่ 1 (World War I) ซึ่งในยุคนั้นมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า "มหาสงคราม" (The Great War) เนื่องจากเป็นสงครามขนาดใหญ่ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ
ช่วงเวลาที่เกิด: ระหว่างวันที่ 28 กรกฎาคม ค.ศ. 1914 ถึง 11 พฤศจิกายน ค.ศ. 1918 (รวมระยะเวลาประมาณ 4 ปี 3 เดือน)
“ก็พอเข้าใจเรื่องของกุญแจอยู่หรอกค่ะ แต่นี่มันภารกิจฆ่าตัวตายชัดๆเลยไม่ใช่เหรอ แถบนั้นสาธารณรัฐกำลังรบกับฝ่ายตะวันออกอยู่นะคะ”
เธอพูดขึ้นด้วยความเป็นห่วง
ถึงจะรวมชาติกลายเป็นรัฐแล้ว แต่อุดมการณ์ของพวกเขาก็ไม่ได้เปลี่ยนไป ความรุนแรงเองก็ไม่ได้ลดลง แถมกลับทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
สี่พันล้านชีวิตที่สูญสิ้นไปอย่างเสียเปล่า
สามัญสำนึกของมนุษย์ช่างน่าเวทนาเสียจริง
“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ”
บิลตอบด้วยท่าทางใจเย็น
“ฉันเองก็พอมีเส้นสายระดับสูงอยู่บ้างค่ะ เดี๋ยวฉันจะไปคุยให้เอง ภารกิจบ้าๆ แบบนี้ไม่สมเหตุสมผลเลย”
“ไม่เป็นไรครับคุณโซฟี ภารกิจบ้าๆ แบบนี้เราชินแล้ว อีกอย่าง เรามี 'ไซเลนท์รีพเพอร์' เป็นหัวหน้าหน่วยนะครับ ไม่ต้องกังวลหรอก”
“อย่างนั้นยิ่งต้อง—…”
เธอหยุดคำพูดของตัวเองไว้ทัน
บิลเลิกคิ้วขึ้นนิดหนึ่ง แล้วยิ้มอย่างรู้ทัน
“คุณโซฟีดูเป็นห่วงหัวหน้ามากเลยนะครับ”
“ใ— ใครห่วงกันล่ะคะ! ฉันห่วง… ห่วงยุทโธปกรณ์ของกองทัพต่างหาก! อุปกรณ์ทุกชิ้นในหน่วยนั้นฉันเป็นคนอัปเกรดเองกับมือเลยนะคะ!”
“ครับๆ” บิลยิ้มเยาะอย่างแผ่วเบา พลางหลับตาคิดไม่เชื่อในคำพูดของหญิงสาว
ตี้ด ตี้ด ตี้ด
เสียงโทรศัพท์ของบิลดังขึ้น
เขาเลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย แล้วอ่านข้อความที่เพิ่งได้รับทันที
“ดูเหมือนผมต้องขอตัวก่อนนะครับ มีธุระที่ศูนย์บัญชาการ”
เขาค่อยๆ ลุกขึ้น สะพายกระเป๋าขึ้นบ่า
“ขอบคุณที่สละเวลาให้นะครับ”
“คะ… ค่ะ ไว้ฉันตรวจสอบแล้วได้ผลยังไง เดี๋ยวจะติดต่อไปนะคะ”
นายทหารหนุ่มยิ้มให้อย่างเป็นมิตร ก่อนจะเดินจากไป
‘…’
“พี่เซเลน่าคะ หนูซื้อชามาให้ นี่ค่ะ”
เสียงสดใสของแครอลดังขึ้น พร้อมแก้วน้ำปั่นกับชาร้อนในมือทั้งสองข้าง ดึงความสนใจของโซฟีให้หลุดออกจากจอโฮโลแกรม
“เอ๊ะ… ขอบคุณนะ”
โซฟียิ้มตอบ
•
•
•
“เฮ้ออออออออ∼”
เสียงถอนหายใจยาวเหยียดดังมาจากมุมหนึ่งของห้องวิจัยสรรพาวุธขนาดใหญ่
ห้องวิจัยตอนกลางคืนเงียบกว่าตอนกลางวันมาก ไฟเพดานเปิดไว้แค่ครึ่งเดียว แสงจากจอคอมพิวเตอร์นับสิบจอที่ยังรันการคำนวณค้างไว้สะท้อนบนโต๊ะทำงานที่รกไปด้วยแบบแปลน แก้วกาแฟ และชิ้นส่วนกลไกที่ถูกถอดออกมาวางเรียงไว้
ข้างนอกหน้าต่าง ท้องฟ้าที่เคยสว่างไสวตอนเช้าหายไปนานแล้ว เหลือแต่ความมืดกับเกล็ดหิมะที่เริ่มโปรยลงมาบางๆ
“เป็นอะไรของเธอน่ะโซฟี เห็นตั้งแต่เมื่อกี้แล้วนะ”
โซฟีที่กำลังฟุบหน้าอยู่กับโต๊ะทำงาน หันไปตามเสียงข้างหลัง แล้วก็เจอแอนนา เพื่อนร่วมงานของเธอ
“โอ๊ย ตกใจหมดเลย สายัณห์สวัสดิ์แอนนา วันนี้มาเช้าจังนะ ปกติมาค่ำกว่านี้นี่นา”
“สายัณห์สวัสดิ์ ฉันต่างหากที่ต้องถามเธอ นี่ยังไม่กลับอีกเหรอ”
แอนนาถามกลับ พลางยกแก้วกาแฟขึ้นจิบ
“ยังกลับไม่ได้หรอก ต้องเช็กค่าความเที่ยงตรงของปืนใหญ่สกัดกั้นอยู่น่ะ”
“เห งั้นเองเหรอ แสดงว่าทิ้งแครอลไว้ที่บ้านคนเดียวอีกแล้วสินะ”
โซฟีนิ่งไปชั่วขณะ ราวกับถูกมัดไว้ด้วยข้อกล่าวหาที่ปฏิเสธไม่ได้
“ฉันซื้อข้าวกับขนมไว้ให้แล้วน่า อีกเดี๋ยวก็กลับแล้ว”
เธอพูดแก้ตัว
“หิมะเริ่มตกแล้วนะ ถ้ามันตกหนักขึ้นมาเดี๋ยวก็กลับบ้านไม่ได้หรอก”
พอได้ยินแบบนั้น สีหน้าของโซฟีก็ฟ้องว่าเธอหาข้อแก้ตัวอะไรไม่ได้แล้ว แต่เธอก็ไม่ได้พูดอะไรออกไป ได้แต่มองไปที่โฮโลดีไวซ์ที่ยังเปิดทิ้งไว้บนโต๊ะ
“…หน้าแบบนั้น ห่วงใครอยู่ล่ะสิ”
“ไม่ได้ห่วงใครทั้งนั้นแหละ!”
แอนนาหัวเราะคิก แล้วเดินกลับไปที่โต๊ะของตัวเอง
บนจอโฮโลแกรม ยังเปิดหน้าเดิมค้างไว้
ลิสต์รายชื่อผู้ปฏิบัติภารกิจ
Cpt. คริสโตเฟอร์ ไลแอม วิทเทอร์สัน [หัวหน้าหน่วย] SILENTREAPER
Maj. ——— ————
1st Lieutenant ———— ————
1st Lieutenant ———— ————
2nd Lieutenant ——— ——— ————
2nd Lieutenant ————— ————
2nd Lieutenant ———— ————
2nd Lieutenant ———— ————
2nd Lieutenant ———— ————
2nd Lieutenant ———— ————.
.
…
เธอค่อยๆ ไขว้แขน แล้วฟุบหน้าลงไปบนโต๊ะอีกครั้ง
‘ไซเลนท์รีพเพอร์… งั้นเหรอ’

พันตรี ดร.เซเลน่า โซฟิน่า (โซฟี)
นักวิจัยและวิศวกรยุทโธปกรณ์ สังกัดกองทัพแห่งสหพันธรัฐแห่งประชาธิปไตย
“เราอาจมองสภาวะปัจจุบันของเอกภพว่าเป็นผลของอดีต และเป็นเหตุของอนาคต
หากมีปัญญาหนึ่งที่ ณ ชั่วขณะหนึ่ง ที่รู้แรงทั้งหมดที่ขับเคลื่อนธรรมชาติ และรู้ตำแหน่งของทุกสิ่งที่ประกอบขึ้นเป็นธรรมชาติ และหากปัญญานั้นยิ่งใหญ่พอจะนำข้อมูลทั้งหมดนั้นมาวิเคราะห์ มันก็จะรวมการเคลื่อนที่ของวัตถุที่ใหญ่ที่สุดในเอกภพ กับของอะตอมที่เล็กที่สุด ไว้ในสูตรเดียวกัน
สำหรับปัญญาเช่นนั้น ไม่มีสิ่งใดไม่แน่นอน
และอนาคต ก็จะปรากฏต่อหน้าเช่นเดียวกับอดีต”
— ปิแอร์-ซีมง ลาปลาซ, บทความเชิงปรัชญาว่าด้วยความน่าจะเป็น (ค.ศ. 1814)
✦ ✦ ✦ ✦ ✦
0 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบ