เครื่องจักรไม่มีวิญญาณ มันจึงไม่เคยลังเล
เราจึงสอนมนุษย์ให้ไม่ลังเลเหมือนเครื่องจักร
แล้วก็เรียกสิ่งนั้นว่า "การฝึก"
'บันทึกการทดลอง' โดย เซเลน่า โซฟิน่า
[ บทที่ 3 ]
“สมรภูมิสีขาว”
ตอนที่ 1 : ห้องประชุม
12.12.2036
: พื้นที่หน่วยบัญชาการกองทหารสมทบ กองร้อยเบาพิเศษที่ 15
ปึง!!! ปึง!!! ปึง!!!
กำปั้นที่ทุบลงบนโต๊ะเหล็กส่งเสียงลั่นไปทั่วห้องประชุมใหญ่
เสียงพูดคุยเซ็งแซ่ของเหล่านายทหารชายหญิงเงียบลงทันที
ห้องประชุมนั้นเป็นห้องสีขาวนวลสว่าง ไฟนีออนบนเพดานส่งเสียงหึ่งเบาๆ ตลอดเวลา กระดานวางแผนกลยุทธ์ถูกตั้งเรียงรายอยู่รอบห้อง ไวท์บอร์ดแต่ละแผ่นเปื้อนหมึกสีเงินเข้มที่ถูกบรรจงเขียนแล้วก็ํลบ ลบแล้วก็เขียนใหม่จนผิวกระดานขึ้นเงาเป็นรอยวน ข้อมูลยุทธวิธี จำนวนกำลังพล และแนวตั้งรับที่เหลืออยู่ของพันธมิตรที่แสนดีอย่าง 'สาธารณรัฐ' ถูกจดไว้เต็มทุกแผ่น
เนิ่นนานมาแล้วกว่าทศวรรษ ก่อนที่สงครามโลกอันแสนยาวนานนี้จะเริ่มขึ้น อุดมการณ์สองขั้วอย่าง 'เสรีนิยม' กับ 'สังคมนิยม' ได้บาดหมางกันจนกลายเป็นแผลเก่าที่ยังติดตรึงมาถึงคนรุ่นหลัง
ชุดความคิด ความเชื่อ และวัฒนธรรมที่ต่างกัน — ใครจะเชื่อว่าแค่นี้ ก็ทำให้มนุษย์เข่นฆ่ากันได้มากมายขนาดนี้
ในอดีต มหาอำนาจอย่างสหรัฐมาเรียน่าเคยเป็นตัวแทนของเสรีนิยม และปรัสเซียเคยเป็นตัวแทนของสังคมนิยม แม้ทั้งสองจะล่มสลายไปตั้งแต่ช่วงต้นของสงครามแล้ว แต่อิทธิพลของพวกมันก็ยังไม่หายไปไหน
ประเทศที่ยังเหลือรอดจากความสูญเสียครั้งใหญ่ จากเศษซากของความรุ่งเรือง และจากหลุมไหม้ของการระเบิด ต่างรับเอาเจตนารมณ์ของมหาอำนาจในโลกเก่าที่ไม่มีอยู่อีกแล้วมาถือไว้
'ความมีศีลธรรม เสรีภาพ และความเสมอภาคที่สูงส่ง' — สหพันธรัฐแห่งประชาธิปไตย (สหพันธ์ / สหพันธรัฐ)

ธงประจำชาติสหพันธรัฐแห่งประชาธิปไตย ธงสีฟ้าสดตราแผนที่นานาประเทศ
แด่ 'ความเท่าเทียม ไร้ความเหลื่อมล้ำ ไร้การแบ่งแยก และมีเกียรติศักดิ์ในตนเอง' — สาธารณรัฐตะวันตก (สาธารณรัฐ)

ธงประจำชาติสาธารณรัฐตะวันตก
ถึง 'การมีอำนาจ มีบารมี มีศักดิ์ศรี และความอยู่รอด' — สาธารณรัฐตะวันออก

ธงประจำชาติสาธารณรัฐตะวันออก
‘มนุษย์ ไม่มีทางหลุดพ้นจากสงคราม’
✩✩✩✩✩✩✩
ลึกเข้าไปที่มุมหนึ่งของห้องประชุม มีชายหนุ่มร่างเพรียวคนหนึ่งกำลังนั่งอ่านหนังสืออยู่ ใบหน้าของเขาเรียบเฉย ขัดกับบรรยากาศของคนอื่นๆ ในห้องที่กำลังเคร่งเครียดกับการวางแผนส่งกำลังพลไปช่วยเหลือ
อีกไม่นานก่อนจะถึงเวลานัดรวมพล เพื่อส่งกองร้อยผสมเข้าไปเสริมแนวตั้งรับของสาธารณรัฐในเขตเมืองยาคุตสค์
“ร้อยเอกวิทเทอร์สัน”
เสียงทุ้มต่ำดังมาจากหัวโต๊ะ เจ้าของกำปั้นที่เพิ่งทุบลงไปเมื่อครู่ยังไม่ยอมยกมือขึ้นจากผิวโลหะ
พันตรีดักลาส เรย์มอนด์ ผู้บังคับกองร้อยผสมที่จะถูกส่งขึ้นเหนือไปยังยาคุตสค์ในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้า เป็นชายร่างหนาวัยห้าสิบต้นๆ ผมสั้นเกรียนสีดอกเลา ใบหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยที่สงครามกว่าสิบปีกรีดทิ้งไว้ สายตาที่เขาส่งข้ามโต๊ะไปยังมุมห้องนั้นเย็นยิ่งกว่าลมหนาวที่หวีดหวิวอยู่นอกหน้าต่าง
ทุกสายตาในห้องหันตามไป
ชายหนุ่มที่มุมห้องพลิกหน้ากระดาษไปอีกหนึ่งหน้า
“ร้อยเอก คริสโตเฟอร์ ไลแอม วิทเทอร์สัน!”
“ครับ”
คริสเงยหน้าขึ้นช้าๆ ปิดหนังสือในมือลงอย่างไม่รีบร้อน สอดนิ้วคั่นหน้าที่อ่านค้างไว้ ราวกับอีกเดี๋ยวก็จะกลับมาอ่านต่อ
หน้าปกของมันซีดจาง มุมกระดาษยับย่นจนแทบหลุดออกจากสัน ภาพวาดสีน้ำบนปกเป็นรูปเด็กหญิงผมดำขลับนอนหลับตาพริ้มอยู่ในโลงแก้ว รายล้อมด้วยคนแคระตัวเล็กๆ ทั้งเจ็ดที่กำลังร่ำไห้
'สโนว์ไวท์กับคนแคระทั้งเจ็ด'
เสียงหัวเราะคิกคักหลุดออกมาจากที่ไหนสักแห่งในห้อง ก่อนจะเงียบกริบลงทันทีที่พันตรีเรย์มอนด์ปรายตาไปทางนั้น
“ผมไม่รู้ว่าหน่วยของคุณเขาฝึกกันมายังไงนะ ร้อยเอก แต่ที่นี่คือห้องวางแผนการรบ ไม่ใช่มุมนิทานของโรงเรียนอนุบาล”
“ทราบครับ”
“แล้วคุณกำลังทำอะไรอยู่”
“ศึกษาข้อมูลครับ”
คำตอบนั้นเรียบเฉยเสียจนไม่มีใครในห้องแน่ใจว่าเขาพูดจริงหรือกวนประสาท
และมีเพียงตัวเขาคนเดียวเท่านั้นที่รู้ว่ามันไม่ใช่คำโกหก
พันตรีเรย์มอนด์สูดลมหายใจเข้าลึก เขาไม่ได้ขึ้นเสียงอีก แต่เดินอ้อมโต๊ะไปหยุดอยู่หน้ากระดานแผ่นที่ใหญ่ที่สุด บนนั้นคือแผนผังแนวตั้งรับด้านใต้ของยาคุตสค์ แม่น้ำเลนาที่แข็งตัวเป็นถนนน้ำแข็งพาดผ่านกลางแผนที่ ลูกศรสีแดงของข้าศึกที่คาดการณ์ไว้ ตำแหน่งของแต่ละหมวด และรายชื่อหน่วยที่เขียนเรียงเป็นแถวด้วยลายมือยุ่งเหยิงของนายทหารยุทธการ
นิ้วหนาๆ ของเขาไล่ลงไปตามรายชื่อ ทีละบรรทัด ทีละบรรทัด
แล้วหยุดลงที่บรรทัดสุดท้าย
'หน่วยสมทบพิเศษ — 23 นาย'
ไม่มีชื่อหน่วย ไม่มีรหัสเรียกขาน ไม่มีตำแหน่งบนแผนผัง
“กองร้อยผสมของเรามีหกหมวด ทุกหมวดมีที่ยืน มีหน้าที่ มีชื่ออยู่บนกระดานนี้” เขาเคาะนิ้วลงบนบรรทัดนั้นสองครั้ง “ยกเว้นหน่วยของคุณ”
“…”
“ยี่สิบสามนาย ไม่มีประวัติปฏิบัติการ ไม่มีแฟ้มกำลังพล คำสั่งที่ผมได้รับจากกองบัญชาการเกี่ยวกับพวกคุณมีอยู่แค่บรรทัดเดียว 'ให้อำนวยความสะดวกตามที่ร้องขอ และไม่ต้องสอบถาม'”
เขาหันกลับมา
“ผมเกลียดคำสั่งที่บอกให้ผมไม่ต้องสอบถาม ร้อยเอก”
“ผมเข้าใจครับ”
“ถ้าเข้าใจก็ตอบมา หน่วยของคุณจะไปทำอะไรที่ยาคุตสค์”
“ติดเครื่องไปกับกองร้อยของท่านครับ”
“แล้วหลังจากนั้น”
คริสนิ่งไปครู่หนึ่ง ราวกับกำลังเลือกคำที่สั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้
“ลงจากเครื่องครับ”
ใครสักคนในห้องสำลักกาแฟ เส้นเลือดตรงขมับของพันตรีเรย์มอนด์ปูดขึ้นมาให้เห็นชัด แต่ก่อนที่เขาจะได้อ้าปาก ก็มีอีกเสียงหนึ่งแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“พันตรีครับ ผมว่าเราอย่าเพิ่งเสียเวลากับเรื่องนั้นเลยดีกว่า”
ทั้งห้องหันไปทางต้นเสียง
ชายในเครื่องแบบสีเทาเขียวหม่นของสาธารณรัฐ ซึ่งดูแปลกแยกอยู่ท่ามกลางเครื่องแบบของสหพันธ์ทั้งห้อง ค่อยๆ ลุกขึ้นยืน ที่อกเสื้อของเขามีเข็มกลัดรูปอินทรีทองสองหัวเล็กๆ ติดอยู่
ร้อยเอกมิคาอิล ซาโวลอฟ นายทหารประสานงานเพียงคนเดียวของสาธารณรัฐที่นั่งอยู่ในห้องนี้ เขาเป็นชายผอมสูง ผิวซีดแบบคนที่เกิดและโตมากับฤดูหนาวที่ยาวกว่าครึ่งปี ตลอดการประชุมที่ผ่านมา เขาแทบไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไรเลยสักคำ
“สิ่งที่ฝั่งเราอยากรู้ มากกว่าว่าหน่วยไร้ชื่อหน่วยไหนจะไปทำอะไร คือเรื่องนี้ครับ”
เขาวางแฟ้มบางๆ ลงบนโต๊ะ แล้วเลื่อนมันไปไว้กลางวง
“ผู้รอดชีวิตจากเอฟโอบีทางใต้ของยาคุตสค์ให้การตรงกันสิบเจ็ดปาก ว่าในคืนนั้นพวกเขาเห็นอากาศยานลำหนึ่งลอยอยู่เหนือฐาน หัวของมันเหมือนเฮลิคอปเตอร์จู่โจม แต่ใช้เครื่องยนต์ไอพ่นหกเครื่องแทนใบพัด ติดปืนกลขนาดสี่สิบมิลลิเมตร”
ไม่มีใครพูดอะไร
ทุกคนในห้องรู้ดีว่าอากาศยานแบบนั้นมีอยู่เพียงแบบเดียวในโลก
“Death Eagle” ซาโวลอฟเอ่ยชื่อนั้นออกมาช้าๆ ชัดถ้อยชัดคำ “ของสหพันธ์”
ห้องที่เงียบอยู่แล้วยิ่งเงียบลงไปอีก จนได้ยินเสียงเกล็ดหิมะปะทะบานกระจก
“นี่คุณกำลังกล่าวหาว่ากองทัพสหพันธ์—”
ร้อยโทนายหนึ่งผุดลุกขึ้นจนเก้าอี้ครูดกับพื้นเสียงดังเอี๊ยด
“ผมไม่ได้กล่าวหาครับ ผมแค่ถาม” ซาโวลอฟตอบโดยไม่แม้แต่จะหันไปมอง “เพราะหน่วยไมเนอร์ทรีของเราที่อยู่ใกล้มันที่สุด ไม่มีใครรอดกลับมาตอบเองได้สักคน”
“มันต้องเป็นฝีมือพวกตะวันออกแน่ๆ! ชายแดนอยู่ห่างไปไม่ถึงสองร้อยกิโล พวกนั้นขโมยแบบเครื่องไปสร้างเองก็ได้ ไม่ก็พวกภาคี—”
“หรือไม่ก็ มีใครบางคนในสหพันธ์ที่อยากให้สงครามมันยืดยาวออกไปอีกสักหน่อย”
“แก—!”
ปึง!!!
กำปั้นของพันตรีเรย์มอนด์กระแทกลงบนโต๊ะอีกครั้ง แก้วกาแฟที่วางอยู่ใกล้ๆ กระเด้งขึ้น น้ำสีดำกระฉอกออกมาเปื้อนแผนที่ตรงแม่น้ำเลนาพอดี
“พอได้แล้ว!”
ร้อยโทคนนั้นทรุดตัวกลับลงไปนั่ง ใบหน้ายังแดงก่ำ ส่วนซาโวลอฟแค่ยักไหล่เล็กน้อย ราวกับได้คำตอบที่ต้องการแล้ว ไม่ใช่จากคำพูด แต่จากปฏิกิริยาของทุกคนในห้อง
พันธมิตรที่แสนดี
ใครบางคนคงพูดคำนี้ออกมาได้โดยไม่รู้สึกขมคอ แต่ไม่ใช่ใครในห้องนี้แน่ๆ
“ถ้าเป็นฝีมือสหพันธ์จริง ก็คงไม่เหลือพยานไว้ให้สอบปากคำถึงสิบเจ็ดคนหรอกครับ”
เสียงเรียบๆ ดังมาจากมุมห้องอีกครั้ง
คริสยังนั่งอยู่ที่เดิม หนังสือนิทานยังวางอยู่บนตัก แต่สายตาของเขาไม่ได้มองมันอีกแล้ว
“…หมายความว่ายังไง ร้อยเอก”
ซาโวลอฟหันมาเป็นครั้งแรก
“Death Eagle ไม่เคยถูกส่งขึ้นบินในเขตหิมะครับ ทุกครั้งที่มันลอยตัวต่ำ เครื่องยนต์ไอพ่นยกตัวจะดูดหิมะกับเกล็ดน้ำแข็งเข้าไปเต็มปาก จนเครื่องดับกลางอากาศ เป็นข้อจำกัดที่แม้แต่ฝ่ายผลิตเองก็ยังแก้ไม่ตก”
เขาพูดเหมือนกำลังอ่านรายงานที่ท่องจำมาแล้วทุกตัวอักษร
“ถ้ามันไปลอยอยู่เหนือยาคุตสค์ได้จริงๆ ก็แปลว่ามีใครบางคนทำให้มันบินได้ ในที่ที่แม้แต่คนสร้างมันขึ้นมาเองยังทำไม่ได้”
ไม่มีใครตอบ
“และใครก็ตามที่ทำแบบนั้นได้” คริสพูดต่อ “ไม่ได้ทำพลาดจนปล่อยให้คนสิบเจ็ดคนเห็นหรอกครับ”
“…คุณกำลังจะบอกว่า พวกมันจงใจให้เห็น”
คริสไม่ได้ตอบคำถามนั้น
ซาโวลอฟจ้องเขาอยู่นาน นานพอที่ทุกคนในห้องจะเริ่มรู้สึกอึดอัดแทน
“แล้วคุณคิดว่าเป็นใคร”
“ไม่ทราบครับ”
“ไม่ทราบ?”
“ไม่ทราบครับ”
คริสลุกขึ้นยืน หนีบหนังสือนิทานไว้ใต้แขน
“แต่ไม่ว่าใครจะเป็นคนลั่นไก คนที่ตายไปแล้วก็ไม่ได้ฟื้นขึ้นมาเพราะพวกเรารู้คำตอบหรอกครับ”
เขามองไปที่แผนผังบนกระดาน ตรงที่ลูกศรสีแดงสามเส้นพุ่งตรงเข้าหาแนวตั้งรับที่บางเฉียบราวกับเส้นด้าย
“สิ่งเดียวที่พวกเราทำได้ตอนนี้ คือทำยังไงไม่ให้มีศพเพิ่ม”
ความเงียบปกคลุมทั้งห้องอยู่ครู่หนึ่ง
แล้วพันตรีเรย์มอนด์ก็กระแอม
“…เลิกประชุม อีกหนึ่งชั่วโมงสี่สิบนาทีรวมพลที่ลานบิน ทุกคนออกไปเตรียมตัวได้”
เสียงเก้าอี้ครูดพื้นและเสียงฝีเท้าดังขึ้นพร้อมกัน
“ยกเว้นคุณ ร้อยเอก”
✦✦✦✦
ห้องประชุมว่างลง เหลือแค่เสียงฮีตเตอร์ที่ครางหึ่งๆ อยู่ใต้หน้าต่าง กับกลิ่นกาแฟที่หกเลอะแผนที่
พันตรีเรย์มอนด์ทรุดตัวลงนั่งบนขอบโต๊ะ ท่าทางแข็งกร้าวเมื่อครู่หายไปหมด เหลือไว้แต่ชายวัยกลางคนที่เหนื่อยล้าคนหนึ่ง
“ไซเลนท์รีพเพอร์”
เขาพึมพำ
“ผมเคยคิดว่ามันเป็นแค่เรื่องเล่าในวงเหล้าของพวกพลทหาร”
คริสไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ
“อายุเท่าไหร่”
“สิบแปดครับ”
“แล้วลูกน้องของคุณล่ะ”
ความเงียบครั้งนี้ยาวกว่าทุกครั้ง
“…โตพอจะถือปืนได้ครับ”
พันตรีเรย์มอนด์หัวเราะออกมาสั้นๆ แต่ไม่มีความขบขันอยู่ในนั้นเลยแม้แต่น้อย เขาล้วงกระเป๋าเสื้อ หยิบรูปถ่ายใบเล็กที่มุมยับยู่ยี่ขึ้นมามอง ในรูปเป็นเด็กหนุ่มในชุดนักเรียนกำลังยิ้มกว้างอยู่หน้าประตูโรงเรียน
“ลูกชายผม ปีนี้สิบแปด” เขาพูดโดยไม่เงยหน้า “ถ้าวันไหนผมเห็นเขาถือปืนอยู่ในสนามเพลาะ ผมคงไม่รู้จะมองหน้าแม่ของเขายังไง”
“…”
“ผมไม่ชอบเห็นเด็กอยู่ในสนามรบ ร้อยเอก”
“ผมก็ไม่ชอบครับ”
คำตอบนั้นทำให้พันตรีเงยหน้าขึ้นมอง แต่ใบหน้าของคริสยังคงเรียบเฉยเหมือนเดิม ไม่มีอะไรให้อ่านออกเลย
“แต่สนามรบไม่เคยถามความชอบของใครครับ”
พันตรีเรย์มอนด์เก็บรูปถ่ายกลับเข้ากระเป๋าเสื้อ ตบมันเบาๆ สองครั้ง ราวกับต้องการให้แน่ใจว่ามันยังอยู่ตรงนั้น
“ฟังนะ ผมไม่รู้ว่าพวกคุณจะไปทำอะไร และผมก็จะไม่ถามอีกแล้ว” เขาพูดเสียงต่ำ “แต่อย่าทำให้ผมต้องนั่งเขียนจดหมายแจ้งข่าวร้ายถึงพ่อแม่ของใครเพิ่มอีกแม้แต่ฉบับเดียว เข้าใจไหม”
คริสยืดตัวตรง แล้วทำความเคารพอย่างถูกต้องเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ก้าวเข้ามาในห้องนี้
“ไม่ต้องห่วงครับท่าน”
เขาหันหลังเดินไปที่ประตู มือจับลูกบิดไว้แล้ว แต่ก็หยุดอยู่ตรงนั้นครู่หนึ่ง
“ส่วนใหญ่ พวกเขาไม่มีพ่อแม่ให้ท่านส่งจดหมายไปหาแล้วล่ะครับ”
ประตูปิดลงเบาๆ
ทิ้งให้พันตรีเรย์มอนด์นั่งอยู่ในห้องสีขาวนวลที่ว่างเปล่าเพียงลำพัง
✦✦✦✦
หอประชุมใหญ่ โรงเรียนประจำรัฐแอลอาล์ไฮน์
[ สิบแปด…? ]
เสียงกระซิบดังขึ้นที่ไหนสักแห่งในแถวที่นั่งผู้ชม แล้วก็ลามต่อไปเหมือนไฟลามทุ่ง
[ หัวหน้าหน่วยอายุสิบแปด… แก่กว่าคนที่หลับอยู่บนเวทีแค่ปีเดียวเองนะ ]
[ แล้วลูกน้องของเขาล่ะ ที่บอกว่า 'โตพอจะถือปืนได้' น่ะ… หมายความว่าไง ]
[ ไม่มีพ่อแม่…? ]
ตลอดการทดสอบที่ผ่านมา คนในหอประชุมได้เห็นจอมเวทผู้ยิ่งใหญ่ ได้เห็นผู้กล้าในตำนาน ได้เห็นแม่มดใจดีกับกิลด์นักผจญภัย ทุกเรื่องราวล้วนอยู่ไกลออกไปหลายพันปี ไกลพอที่จะดูได้อย่างสบายใจ
แต่ทหารบนจอนี้ อายุไล่เลี่ยกับนักเรียนที่นั่งอยู่ในหอประชุมนี้เอง
บนระเบียงของสตาฟ รินยกมือขึ้นปิดปาก
ส่วนที่แถวหลังสุดของที่นั่งผู้ชม เฮกเตอร์ที่นั่งกอดอกมาตลอด ค่อยๆ คลายแขนลง แล้วโน้มตัวไปข้างหน้า
✦✦✦✦
ลมหนาวเดือนธันวาคมตีเข้าหน้าทันทีที่ก้าวพ้นประตูอาคาร
คริสดึงคอเสื้อขึ้นมาปิดคาง ลมหายใจของเขากลายเป็นไอขาวลอยหายไปกับอากาศ ลานกว้างหน้าอาคารบัญชาการเต็มไปด้วยรอยล้อรถบรรทุกที่ถูกหิมะใหม่ถมทับจนเกือบเรียบ เสียงเครื่องยนต์ของเครื่องบินลำเลียงที่กำลังอุ่นเครื่องอยู่ที่ลานบินดังกระหึ่มมาตามลม
เขาเปิดหนังสือนิทานออกอีกครั้ง พลิกไปยังหน้าที่ใช้นิ้วคั่นเอาไว้
'…และเจ้าหญิงก็หลับใหลอยู่ในโลงแก้วนั้นนานแสนนาน ไม่แก่ลง ไม่ร่วงโรย ราวกับเพียงแค่กำลังรอคอยใครสักคน…'
“หัวหน้า!”
เสียงใสๆ ที่คุ้นหูดังมาจากข้างหลัง พร้อมเสียงฝีเท้าที่วิ่งย่ำหิมะเข้ามาใกล้
“ช้าชะมัดเลยนะ! พวกเรารอกันจนจะกลายเป็นมนุษย์หิมะอยู่แล้ว”
คริสปิดหนังสือลง
“โดนพันตรีเรียกคุยต่ออีกนิดหน่อยน่ะ”
“โดนดุอีกแล้วล่ะสิท่า” เจ้าของเสียงหัวเราะคิก “ช่างมันเถอะ! แล้วนี่หัวหน้ารู้มั้ยว่าวันนี้วันอะไร”
คริสก้มมองนาฬิกาข้อมือ ตัวเลขดิจิทัลสีเขียวจางๆ เรืองแสงอยู่ใต้กระจกที่มีรอยร้าวพาดผ่าน
12.12.2036
“…วันที่สิบสอง”
“ไม่ใช่แบบนั้นสิ!!”
คริสมองตัวเลขบนหน้าปัดอยู่อีกครู่หนึ่ง แล้วมุมปากของเขาก็ขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย
เป็นครั้งแรกของวันนี้
“หกปีแล้วสินะ”
☬☬☬
0 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบ