[ บทที่ 3 ]
“สมรภูมิสีขาว”
ตอนที่ 2 : หกปีของเขี้ยวเล็บ
“ใช่!! หกปี! หก! ปี! ถ้าหัวหน้าตอบว่า 'วันที่สิบสอง' อีกคำเดียวนะ ฉันจะเอาหิมะยัดคอเสื้อจริงๆ ด้วย”
เจ้าของเสียงใสๆ เดินนำหน้าไปพลางเตะหิมะกระจายเป็นฝอย
ชาร์ล็อต พลแม่นปืนประจำหน่วย และสมาชิกที่ตัวเล็กที่สุดในวอร์แฟงก์ เสื้อพาร์กาสีขาวที่เบิกมาเป็นไซซ์เล็กที่สุดในคลังแล้วก็ยังใหญ่เกินตัวเธอไปหลายเบอร์ ชายเสื้อยาวลงมาเกือบถึงเข่า แขนเสื้อยาวเลยปลายนิ้วไปอีกคืบ ทุกครั้งที่เธอโบกมือ แขนเสื้อก็สะบัดไปมาเหมือนหุ่นไล่กาโดนลม
ถ้ามีใครบอกว่าเด็กคนนี้คือคนที่ยิงปืนกระบอกใหญ่ที่สุดในหน่วย คงไม่มีใครเชื่อ
แต่มันก็เป็นอย่างนั้นจริงๆ
“ทุกคนไปรอที่โรงเก็บเครื่องหมดแล้วนะ ขาดหัวหน้าคนเดียว เค้กก็ทำเสร็จแล้วด้วย—”
“เค้ก?”
“—เดี๋ยวก็รู้เองแหละน่า!”
ตี้ด ตี้ด
อุปกรณ์สื่อสารที่ข้อมือของคริสสั่นขึ้นมา
ชาร์ล็อตชะโงกหน้ามาดูตามสัญชาตญาณ แล้วก็หยุดเดินกึก
ชื่อที่ขึ้นบนหน้าจอเล็กๆ นั้นมีอยู่แค่สามคำ
'Dr. S. Sophina'
“อุ๊ย~”
“…”
“อุ๊ยยยยยย~~~”
“ไปรอก่อน” คริสพูดขัดขึ้น
“ไม่เอาหรอก ของดีแบบนี้ใครจะไปพลาด”
คริสถอนหายใจออกมาเป็นไอขาว แล้วกดรับสาย
ภาพโฮโลแกรมขนาดฝ่ามือลอยขึ้นมาเหนือข้อมือ
หญิงสาวผมดำในเสื้อกาวน์ที่ยับยู่ยี่ ผมที่ปกติจะเกล้าไว้อย่างเรียบร้อย ตอนนี้ชี้โด่เด่ไปคนละทิศ ใต้ตามีรอยคล้ำจางๆ ข้างหลังเธอคือห้องวิจัยสรรพาวุธที่รกพอๆ กับเมื่อคืน
ไม่สิ น่าจะรกกว่า
“…ได้รับของรึยัง”
ไม่มีคำทักทาย ไม่มีอรุณสวัสดิ์
“ได้แล้ว”
“ติดตั้งรึยัง”
“เมื่อเช้า”
“ตั้งศูนย์รึยัง”
“ยิงไปสามนัด”
“ผลเป็นไง”
“ดี”
“…'ดี' นี่มันคืออะไร ขอเป็นตัวเลข”
“สามนัด กลุ่มกระสุนกว้างไม่ถึงสองเซนติเมตร ที่ร้อยเมตร”
โซฟีเงียบไปครู่หนึ่ง มุมปากของเธอกระตุกขึ้นนิดหนึ่ง แล้วก็ถูกกดกลับลงไปอย่างรวดเร็ว
“ก็… พอใช้ได้”
ข้างหลังคริส ชาร์ล็อตเอามือปิดปากตัวเองไว้แน่น
“ฟังนะ” โซฟีสูดหายใจเข้าลึก แล้วเปลี่ยนเข้าสู่โหมดอาจารย์มหาวิทยาลัยทันที “ที่ยาคุตสค์ตอนนี้ลบสามสิบห้าองศา อากาศที่เย็นขนาดนั้นหนาแน่นกว่าอากาศในวันปกติราวยี่สิบเปอร์เซ็นต์ กระสุนต้องแหวกอากาศที่หนักกว่าเดิม มันเลยเสียความเร็วเร็วกว่า แล้วก็ตกเร็วกว่า”
“อืม”
“ส่วนดินปืนที่เย็นจัดก็เผาไหม้ช้าลง แรงดันในรังเพลิงลดลง ความเร็วปากลำกล้องหายไปอีกหลายเปอร์เซ็นต์ รวมกันสองอย่าง ถ้านายเล็งตามความเคยชินที่ระยะแปดร้อยเมตรละก็ กระสุนจะตกต่ำกว่าเป้าไปเกือบเมตร เล็งหัว ไปโดนเอว”
“อืม”
“ฉันเลยใส่เซนเซอร์วัดอุณหภูมิกับความกดอากาศไว้ในตัวกล้อง ให้มันคำนวณชดเชยเองทุกวินาที นายแค่เล็งตามจุดที่มันขึ้นให้ก็พอ ห้ามไปปรับมือเองเด็ดขาด”
“อืม”
“อ้อ แล้วบอกลีอาด้วยนะ แพตช์ระบบควบคุมการยิงของวาร์กฉันส่งไปให้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ค่าชดเชยอุณหภูมิของปืนสามสิบมิลลิเมตรที่เคยเพี้ยน ตอนนี้แก้ให้แล้ว”
“อืม”
“แล้วก็— ข้อนี้สำคัญที่สุด”
เธอยกนิ้วชี้ขึ้นมาจ่อกล้อง
“เลนส์หน้ากับเลนส์ตาของมันเคลือบฟิล์มนำไฟฟ้าแบบโปร่งใส บางกว่าเส้นผมเป็นพันเท่า เวลาปล่อยกระแสไฟผ่าน มันจะอุ่นขึ้นนิดหน่อย หลักการเดียวกับกระจกหน้าห้องนักบินของเครื่องบินโดยสาร”
“…”
“นายเคยบ่นไม่ใช่เหรอ ว่าเวลาวิ่งมาเหนื่อยๆ แล้วหายใจรดกล้อง มันจะฝ้าจนมองอะไรไม่เห็น นั่นเพราะไอน้ำในลมหายใจไปเจอเลนส์ที่เย็นเฉียบ แล้วกลายเป็นเกล็ดน้ำแข็งทันที ฟิล์มนี่จะคุมผิวเลนส์ให้อุ่นกว่าจุดน้ำค้างอยู่ตลอด ไอน้ำเลยเกาะไม่ได้ ต่อให้นายหอบเป็นหมาก็ตาม”
คริสก้มมองกล้องเล็งที่ติดอยู่บนไรเฟิลซึ่งสะพายอยู่บนบ่า ลองแตะเลนส์หน้าดูด้วยปลายนิ้ว
อุ่นจริงๆ ด้วย
“ทำมาให้ผมโดยเฉพาะเลยเหรอ”
คำถามนั้นทำให้คนในโฮโลแกรมสะดุ้งโหยง
“ห๊ะ!? ใครทำให้นายกัน! ไม่ได้ทำให้นายหรอกนะ! ต้นแบบมันต้องการข้อมูลภาคสนามต่างหาก! ฉันแค่ต้องการหนูทดลองที่ยิงแม่นพอจะไม่ทำให้ข้อมูลมันเพี้ยน แค่นั้นเอง!”
“หนูทดลอง”
“ใช่! หนูทดลอง! อย่ามาคิดอะไรเกินเลยนะ!”
ข้างหลังคริส ไหล่ของชาร์ล็อตสั่นระริกจนต้องหันหน้าหนีไปทางอื่น
โซฟีกระแอมสองครั้ง แล้วน้ำเสียงของเธอก็เปลี่ยนไป
“…อีกเรื่องหนึ่ง ฉันอ่านแฟ้มที่ร้อยโทวิลเลอร์ไมน์เอามาให้แล้ว”
“ว่าไง”
“โครงสร้างรหัสของกุญแจนั่นแปลกมาก มันไม่ได้สุ่ม แต่ก็ไม่มีรูปแบบซ้ำ ทุกครั้งที่ฉันคิดว่าจับทางได้ มันก็ไหลไปเป็นอีกแบบ แต่ไม่เคยหลุดออกนอกกรอบเดิมเลยสักครั้ง” เธอขมวดคิ้ว “นักคณิตศาสตร์เรียกพฤติกรรมแบบนี้ว่า 'ความโกลาหล' — มันแบบว่ายังไงดี ทำนายไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้มั่ว”
พฤติกรรมความโกลาหลทางคณิตศาสตร์ (Mathematical Chaos) คืออะไร?
พฤติกรรมความโกลาหลทางคณิตศาสตร์ (Mathematical Chaos) หรือที่รู้จักกันในชื่อ ทฤษฎีความอลวน คือ ลักษณะพฤติกรรมของระบบพลวัต (Dynamical System) เชิงกำหนดที่มีความซับซ้อน ปั่นป่วน และดูคล้ายกับเหตุการณ์สุ่มไร้ระเบียบ แต่แท้จริงแล้วเป็นไปตามกฎเกณฑ์ตายตัว
ลักษณะสำคัญของพฤติกรรมความโกลาหล
• ไวต่อเงื่อนไขเริ่มต้น (Sensitivity to Initial Conditions): หรือที่เรียกว่า ปรากฏการณ์ผีเสื้อขยับปีก (Butterfly Effect) ความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยในจุดเริ่มต้นสามารถทำให้ผลลัพธ์ในอนาคตเปลี่ยนแปลงไปอย่างมหาศาลจนคาดเดาไม่ได้
• เป็นระบบเชิงกำหนด (Deterministic): แม้ผลลัพธ์จะดูเหมือนสุ่ม แต่อยู่ภายใต้สมการหรือกฎทางคณิตศาสตร์ที่ไม่มีความสุ่มซ่อนอยู่เลย
• ไม่เป็นเส้นตรง (Non-linear): ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรไม่เป็นสัดส่วนโดยตรง ทำให้เกิดความซับซ้อนที่ไม่สามารถนำผลรวมของส่วนย่อยมาบวกกันเพื่อหาคำตอบของระบบทั้งหมดได้
• มีตัวดึงดูดประหลาด (Strange Attractor): รูปแบบการเคลื่อนที่ของระบบจะถูกดึงดูดให้อยู่ในขอบเขตจำกัดและมีรูปทรงเรขาคณิตที่ซับซ้อนแบบแฟรกทัล (Fractal)
“…”
“และที่แปลกที่สุดคือ มันไม่ครบน่ะ”
“ไม่ครบ?”
“อืม ทุกส่วนของรหัสเหมือนถูกออกแบบมาให้ไปประกบกับอะไรอีกอย่างหนึ่ง เหมือนกุญแจที่มีอยู่แค่ครึ่งดอก” โซฟีเงียบไปนิดหนึ่ง “มันแปลกเกินกว่าจะเป็นแค่ข้อมูลน่ะ คริส”
คริสไม่ตอบ เขาก้มมองหนังสือนิทานที่หนีบอยู่ใต้แขน
“แล้วก็ ร้อยโทคนนั้นน่ะ… เอ่อม ชื่อเล่นเขาชื่อว่าอะไรนะ” เธอทำท่าวุ่นคิดเขินอายเล็กน้อย
“บิล”
“นั่นแหละ เขาถามเรื่องสถานีอวกาศเยอะผิดปกตินะ ถามละเอียดยิบเลย ตั้งแต่วงโคจร ระบบป้องกัน ไปจนถึงว่าสถานีไหนยังมีพลังงานเหลืออยู่บ้าง ทั้งที่เรื่องพวกนั้นไม่เกี่ยวกับภารกิจของพวกนายเลยสักนิด”
“งั้นเหรอ”
“…ทำไมหน้านายดูไม่แปลกใจเลยล่ะ”
“หน้าผมก็เป็นแบบนี้ทุกวันนี่”
“นั่นก็จริง”
ยังไม่ทันที่โซฟีจะได้พูดอะไรต่อ ภาพโฮโลแกรมก็ส่ายวูบ แล้วใบหน้าของเด็กสาวอีกคนก็โผล่แทรกเข้ามาเต็มจอ
“พี่ชาย!!”
แครอล น้องสาวแท้ๆ คนเดียวของคริส ที่ตอนนี้อาศัยอยู่กับโซฟีระหว่างที่พี่ชายออกไปรบ ดวงตาของเธอสดใสกว่าพี่ชายเป็นร้อยเท่า และเสียงก็ดังกว่าอีกพันเท่า
“สุขสันต์วันครบรอบหกปีนะ! ฝากบอกพี่ลีอากับพี่ชาร์ล็อตด้วยว่าหนูคิดถึง— แล้วก็— อ้อ! หนังสือนิทานสโนว์ไวท์ของหนูหายไปจากชั้น พี่เอาไปใช่มั้ย!”
คริสเหลือบมองหนังสือใต้แขนตัวเอง
“ยืมน่ะ”
“ยืมไปรบเนี่ยนะ!? ไปรบเอานิทานไปทำไม!”
“ศึกษาข้อมูล”
“พี่!!”
ชาร์ล็อตทนไม่ไหวอีกต่อไป เสียงหัวเราะพรวดของเธอดังลั่นไปทั้งลาน จนทหารสองสามคนที่เดินผ่านหันมามอง
“พี่ชาร์ล็อต! อยู่ด้วยเหรอ!”
“หวัดดีแครอล! ไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวพี่ช่วยเฝ้าหนังสือให้ ไม่ให้พี่ชายเธอเอาไปรองขาโต๊ะแน่นอน”
“ขอบคุณค่ะ! แล้วพี่ชาร์ล็อตช่วยฟ้องพี่ชายให้หน่อยนะ ว่าพี่เซเลน่าน่ะ ก่อนโทรหาพี่ชายส่องกระจกจัดผมตั้งสามรอบ สุดท้ายก็ยอมแพ้—”
“แครอลลลล!!”
ภาพโฮโลแกรมโยกเยกไปมาอย่างรุนแรง พร้อมเสียงกุกกักของการแย่งอุปกรณ์กัน แล้วใบหน้าแดงก่ำของโซฟีก็กลับมาครองจออีกครั้ง
“เด็กนั่นพูดเพ้อเจ้อ! นอนไม่พอ! ไม่ต้องไปฟัง!”
“ครับ”
“…”
“…”
“…แครอลมีอะไรจะพูดอีก”
โซฟีเบี่ยงกล้องไปทางข้างๆ แครอลที่โดนแย่งเครื่องไปเมื่อครู่ ยืนอยู่ตรงนั้น ครั้งนี้เธอไม่ได้ตะโกน
“พี่ชาย… กลับมาให้ครบนะ”
“อืม”
“'อืม' ไม่ได้! ต้องสัญญา!”
คริสนิ่งไปครู่หนึ่ง
“…สัญญา”
แครอลยิ้มกว้าง แล้วโบกมือหายออกไปจากกรอบภาพ
เหลือโซฟีคนเดียวที่ยังมองอยู่ เธอเปิดปากเหมือนจะพูดอะไร แล้วก็ปิดลง แล้วก็เปิดอีกครั้ง
“…คริส”
“หืม”
“อย่าทำของของฉันพังล่ะ”
“หมายถึงกล้อง?”
“ก็ต้องกล้องสิ! จะหมายถึงอะไรอีกล่ะ! ไอ้บ้า!”
ปี๊บ
โฮโลแกรมดับวูบลงไป
ลานหิมะเงียบลงครู่หนึ่ง ก่อนที่ชาร์ล็อตจะเดินมากระทุ้งศอกใส่สีข้างของคริสเบาๆ
“หมายถึงกล้องน้า~”
“เดินไปเถอะน่า”
✦✦✦✦
โรงเก็บอากาศยานหมายเลขสี่ ตั้งอยู่ที่ปลายสุดของลานบิน
มันเป็นโรงเหล็กหลังคาโค้งขนาดใหญ่ ผนังด้านในบุฉนวนกันความร้อนที่เก่าจนหลุดล่อนเป็นแผ่นๆ ฮีตเตอร์น้ำมันก๊าดสี่ตัวตั้งอยู่สี่มุม คำรามเสียงทุ้มต่ำ พ่นลมร้อนออกมาไม่หยุด เปลวไฟสีส้มเรืองแสงอยู่หลังตะแกรง ถึงอย่างนั้นอุณหภูมิในโรงก็ยังอยู่แค่ราวศูนย์องศา แต่เมื่อเทียบกับลบสามสิบกว่าองศาข้างนอก ที่นี่ก็ไม่ต่างอะไรกับสวรรค์
และกลางโรงเก็บเครื่อง คือสิ่งที่ทำให้ใครก็ตามที่เดินเข้ามาครั้งแรกต้องหยุดมอง
อัลบาทรอส อากาศยานลำเลียงแบบใบพัดปรับมุมสี่ใบพัด

V-52 Albatross
ลำตัวอ้วนป้อมสีเทาหม่นยาวเกือบสามสิบเมตร มีปีกสองคู่ ที่ปลายปีกแต่ละข้างมีใบพัดยักษ์สามแฉก ตอนขึ้นลงมันตั้งใบพัดชี้ฟ้าเหมือนเฮลิคอปเตอร์ พอขึ้นไปถึงฟ้าก็พับไปข้างหน้ากลายเป็นเครื่องบิน ขึ้นลงได้ทุกที่ บินเร็วกว่าเฮลิคอปเตอร์เกือบเท่าตัว และแบกน้ำหนักได้ยี่สิบตัน
ประตูท้ายของมันเปิดลงมาเป็นทางลาด และในห้องสัมภาระที่ส่องไฟสีส้มสลัว มีบางอย่างที่ถูกห่อด้วยผ้าห่มไฟฟ้าสีเงินทั้งตัว วางพับเก็บอยู่บนแท่นลำเลียงเหมือนสัตว์ขนาดใหญ่ที่กำลังหมอบนอน
M5A2 'วาร์ก'
หุ่นรบสองขาขนาดกลาง ตอนยืนเต็มตัวสูงเจ็ดเมตร หนักสิบสี่ตัน แต่ตอนนี้ขาทั้งสองข้างของมันพับซ้อนเข้าไปใต้ลำตัวเหมือนหมาป่าหมอบ ลำตัวก้มต่ำ หัวเซนเซอร์หดลงไปในร่องระหว่างไหล่ แขนขวาที่ติดปืนใหญ่อัตโนมัติขนาดสามสิบมิลลิเมตรพับแนบลำตัว กระเปาะจรวดต่อสู้รถถังสี่ลูกบนไหล่ซ้ายถูกคลุมผ้าใบไว้ ทั้งตัวเหลือความสูงไม่ถึงสามเมตรครึ่ง พอดีกับห้องสัมภาระของอัลบาทรอสแบบเบียดๆ
เกราะลายพรางหิมะขาวเทาของมันเต็มไปด้วยรอยกระสุนที่ถูกพ่นสีทับซ้ำแล้วซ้ำเล่า ส่วนผ้าห่มไฟฟ้ามีไว้กันแบตเตอรี่หนาวตาย เพราะที่ลบสามสิบห้าองศา แบตเตอรี่ลิเทียมจะเก็บไฟได้ไม่ถึงครึ่งของปกติ
“หุ่นยังได้ห่มผ้าห่มไฟฟ้า ฉันยังไม่ได้เลยนะ”
ชาร์ล็อตบ่นทันทีที่เดินเข้ามา

M5A2 Vark Terrain Type-I : สีมาตรฐานโรงงาน
และที่เชิงทางลาด มีกล่องปืนสีดำยาวเกือบสามเมตรวางพิงอยู่
ข้างในคือปืนไรเฟิลต่อต้านยุทโธปกรณ์ขนาดสี่สิบห้ามิลลิเมตร ยิงกระสุนเจาะเกราะแบบลูกดอกด้วยความเร็วเกือบห้าเท่าของเสียง หนักเกือบเจ็ดสิบกิโลกรัม และยาวกว่าคนยิงของมันเกือบสองเท่า
ชื่อเรียกของมันในหน่วยคือ 'เจ้าตัวเล็ก'
ไม่มีใครรู้ว่าชาร์ล็อตตั้งชื่อนี้ให้ปืน หรือตั้งให้ตัวเอง
ลังกระสุนนับสิบใบถูกลากมาเรียงเป็นวงกลมหน้าทางลาดของอัลบาทรอส และบนลังเหล่านั้นก็มีวัยรุ่นในชุดพรางหิมะนั่งเบียดกันอยู่ราวยี่สิบคน บางคนกำลังซ่อมสายสะพายปืน บางคนนั่งแปะบัตรคำศัพท์ภาษาของสาธารณรัฐไว้บนหลังมือ บางคนหลับพิงไหล่เพื่อนอยู่
นี่คือวอร์แฟงก์
หน่วยรบที่ไม่มีชื่ออยู่ในฐานข้อมูลใด ไม่มีบันทึกการรบ ไม่มีเหรียญกล้าหาญ และไม่มีใครในนี้อายุเกินยี่สิบ
ที่นั่งอยู่ตรงนี้คือแกนหลักทั้งยี่สิบสามคน ส่วนกำลังสนับสนุนอีกร้อยนายของหน่วย ทั้งหมวดลาดตระเวน หมวดช่าง และหมวดอากาศยานไร้คนขับ ออกเดินทางล่วงหน้าไปตั้งแต่เมื่อวานด้วยรถบรรทุกที่ไม่มีตราหน่วยใดๆ ไปรออยู่ที่จุดนัดพบอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่มีอยู่บนแผนที่ของพันตรีเรย์มอนด์
ที่ผนังด้านหลังมีผ้าปูที่นอนสีขาวผืนหนึ่งขึงไว้ ตัวอักษรที่เขียนด้วยปากกาเมจิกสีแดงใหญ่ยักษ์เขียนว่า
'สุขสันต์วันครบรอบ 6 ปี หน่วย ████████'
ชื่อหน่วยถูกระบายสีดำทับจนมิด
“เซ็นเซอร์เองแหละ” ชาร์ล็อตอธิบายด้วยความภูมิใจ “เขียนชื่อจริงไว้เดี๋ยวโดนลบทั้งผืน เห้อ--”
“มาแล้ว! หัวหน้ามาแล้ว!”
ใครคนหนึ่งตะโกนขึ้น แล้วทั้งวงก็หันมา
เด็กหนุ่มผมตั้งชี้ที่มีรอยแผลเป็นพาดผ่านคิ้วซ้ายผุดลุกขึ้นจากลังกระสุนเป็นคนแรก ในมือของเขาถือพลุสัญญาณสีแดงอยู่หนึ่งแท่ง
“ช้าชะมัดเลยหัวหน้า! เทียนวันเกิดผมเตรียมไว้แล้วนะ!”
โนอา หนุ่มเลือดร้อนประจำหน่วย ใจกล้า บ้าบิ่น และเป็นคนแรกที่พุ่งเข้าใส่ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นข้าศึก รถถัง หรือประตูที่เขียนว่า 'ห้ามเข้า'
“นั่นพลุสัญญาณนะคะโนอา ไม่ใช่เทียน”
เสียงนุ่มๆ ดังขึ้นพร้อมกับมือเรียวที่ยื่นมาคว้าพลุแท่งนั้นไปจากมือโนอาอย่างนิ่มนวล ก่อนที่เจ้าตัวจะทันได้รู้ตัว
ลีอา หญิงสาวผมยาวที่รวบไว้เรียบร้อยด้วยยางรัดผมเส้นเดียว เธอดูสงบนิ่งราวกับครูอนุบาลมากกว่าทหาร ทั้งที่ความจริงแล้ว เธอคือนักขับหุ่นรบที่เก่งที่สุดในหน่วย และอาจจะเก่งที่สุดในกองทัพสหพันธ์ทั้งกองทัพด้วยซ้ำ
“ถ้าจุดในโรงเก็บเครื่อง ไฟแดงมันจะเผาหลังคาไหม้ แล้วเราทุกคนก็จะได้ฉลองวันครบรอบกันในห้องขังค่ะ”
“ชิ…”
ลีอาหันมาทางคริส แล้วก้มศีรษะเล็กน้อย
“ยินดีต้อนรับค่ะหัวหน้า เราใช้นี่แทนนะคะ”
เธอยื่นแท่งไฟเคมีเรืองแสงสีเขียวมาให้หนึ่งแท่ง
และตรงกลางวง บนลังกระสุนที่ปูด้วยผ้าเช็ดหน้าสีขาว คือเค้กก้อนนั้น
เค้กปอนด์จากเสบียงสนามสามห่อ ถูกแกะออกมาวางซ้อนกันเป็นสามชั้น ทาหน้าด้วยเนยถั่วจากห่อเสบียงอีกสองห่อ ราดด้วยน้ำเชื่อมจากกระป๋องพีช และบนยอดสุดมีชิ้นพีชสีส้มฉ่ำเรียงเป็นรูปเขี้ยวสัตว์อย่างตั้งใจ
มันเป็นเค้กที่น่าเกลียดที่สุดเท่าที่คริสเคยเห็น
“…”
“ไม่ต้องชมก็ได้ค่ะ” ลีอายิ้ม
คริสปักแท่งไฟเคมีลงตรงกลางเค้ก หักมันดังเป๊าะ แสงสีเขียวสว่างวาบขึ้นมา
“เป่าเลยหัวหน้า!”
คริสก้มลงเป่า
แสงสีเขียวยังสว่างอยู่เหมือนเดิม
เป่าอีกครั้ง
ยังสว่างอยู่
“…มันเป่าไม่ดับ”
“ก็มันแท่งเคมีไงหัวหน้า!!”
ทั้งวงระเบิดเสียงหัวเราะออกมาพร้อมกัน
“ว่าแต่ พีชพวกนี้ได้มาจากไหน” คริสถามขึ้นหลังจากเสียงหัวเราะซาลง
กระป๋องพีชเปล่าห้ากระป๋องวางเรียงอยู่ข้างลัง และยังมีอีกสามกระป๋องที่ยังไม่ได้เปิด เสบียงสนามของสหพันธ์ไม่มีพีชกระป๋อง คริสรู้ดีเพราะเขาจำรายการเสบียงได้ทุกบรรทัด
“ของขวัญจากพันธมิตร” ชาร์ล็อตตอบหน้าตาย
“ขโมยมาค่ะ” ลีอาแปล
“ยืม! ยืมแบบไม่คืน จากคลังเสบียงของกองร้อยพันตรีเรย์มอนด์ เขามีเยอะแยะ ไม่เป็นไรหรอกน่า”
คริสนึกถึงพันตรีเรย์มอนด์ที่เพิ่งทุบโต๊ะใส่หน้าเขาไปเมื่อชั่วโมงก่อน
“…เอาไปคืน”
“กินไปแล้วครึ่งนึง”
“เอาครึ่งที่เหลือไปคืน”
“หัวหน้าใจร้าย!!”
“ร้อยเอกครับ”
เสียงทักสุภาพดังขึ้นจากข้างหลัง ชายหนุ่มร่างสูงที่นั่งห่างออกไปจากวงเล็กน้อยลุกขึ้นยืน พร้อมยื่นกระป๋องกาแฟร้อนที่เพิ่งอุ่นบนฮีตเตอร์มาให้
บิล วิลเลอร์ไมน์ สมาชิกที่ใหม่ที่สุดของหน่วย เพิ่งย้ายเข้ามาได้ไม่ถึงเดือน หน้าตาดี สุภาพ ยิ้มง่าย และยังเป็นคนเดียวในหน่วยที่เรียกคริสว่า 'ร้อยเอก'
“ขอบใจ”
“เรียกหัวหน้าสิบิล!” โนอาตะโกนข้ามวงมา “ที่นี่ไม่มีใครเรียกยศกันหรอก ฟังแล้วขนลุก”
“เอ่อ… ครับ หัวหน้า” บิลหัวเราะแห้งๆ แล้วเกาท้ายทอย “ยังไม่ชินเลยครับ หน่วยเก่าของผม ใครเรียกผู้บังคับบัญชาแบบนี้คงโดนวิ่งรอบสนามจนตาย”
“หน่วยเก่านายคงไม่มีพีชกระป๋องด้วยล่ะสิ” ชาร์ล็อตว่า
“ไม่มีครับ”
“น่าสงสาร”
✦✦✦✦
“แล้วตกลงหัวหน้าอ่านนิทานเด็กไปทำไมอะ”
โนอาถามขึ้นระหว่างที่ทั้งวงกำลังแบ่งเค้กกันคนละชิ้นเล็กๆ เขาชี้ส้อมพลาสติกไปที่หนังสือนิทานที่วางอยู่บนตักของคริส
“ชื่อปฏิบัติการ”
“ปฏิบัติการ… สโนว์ไวท์?”
“อืม”
“โห ชื่อน่ารักอะ” ชาร์ล็อตว่า
“ชื่อแบบนี้ ของที่เราต้องไปเก็บต้องเป็นเจ้าหญิงแน่ๆ” โนอาหัวเราะลั่น “นอนรออยู่ในโลงแก้ว รอเจ้าชายรูปหล่ออย่างฉันไปจุ๊บปลุก”
ไม่มีใครหัวเราะตาม
คริสก็ไม่ได้หัวเราะ เขาแค่มองหน้าโนอาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก้มลงกินเค้กต่อ
“ตามนิทาน เจ้าหญิงหลับอยู่ในโลงแก้ว จนเจ้าชายมาจุมพิตเธอถึงได้ตื่น ใช่มั้ยคะ” ลีอาว่า
“ฉบับของพี่น้องกริมม์ไม่มีจูบ”
“ห๊ะ?”
ทั้งวงหันมาทางคริสพร้อมกัน
“ในฉบับที่พิมพ์ครั้งหลังๆ เจ้าชายขอโลงแก้วไปจากคนแคระ แล้วให้คนรับใช้แบกกลับไปที่ปราสาท” คริสเล่าด้วยน้ำเสียงเรียบๆ เหมือนกำลังอ่านรายงานข่าวกรอง “ระหว่างทาง คนแบกโลงสะดุดพุ่มไม้ โลงกระเทือน ชิ้นแอปเปิ้ลพิษที่ติดคอเธออยู่ก็หลุดออกมา เจ้าหญิงก็ตื่น”
“…สะดุดพุ่มไม้?”
“ในฉบับพิมพ์ครั้งแรกยิ่งกว่านั้น คนรับใช้เบื่อที่ต้องแบกโลงศพไปไหนมาไหนตลอด เลยเปิดโลง ยกตัวเจ้าหญิงขึ้นมา แล้วตบหลังเธอด้วยความหงุดหงิด”
ความเงียบปกคลุมวง
“แล้วราชินีใจร้ายก็ถูกบังคับให้สวมรองเท้าเหล็กที่เผาไฟจนแดง แล้วเต้นรำไปจนกว่าจะตาย ในงานแต่งงานของสโนว์ไวท์”
“นี่มันนิทานเด็กจริงๆ เหรอวะเนี่ย” โนอาวางส้อมลง
“โหดกว่าพวกเราอีก” ชาร์ล็อตพึมพำ
“สมัยก่อนนิทานไม่ได้มีไว้กล่อมเด็กนอนหรอกครับ” บิลหัวเราะเบาๆ “มีไว้ขู่ให้เด็กกลัวต่างหาก”
ชาร์ล็อตเอานิ้วเคาะคางตัวเองอย่างครุ่นคิด แล้วก็ดีดนิ้วดังเป๊าะ
“งั้นภารกิจของเราคือไปทำโลงหล่นสินะ”
“หรือไปตบหลังเจ้าหญิง” โนอาเสริม
“ไม่ใช่ทั้งสองอย่างค่ะ” ลีอาว่า
ชาร์ล็อตหันไปหาคริสด้วยสายตาเป็นประกาย
“หัวหน้า ขอเป็นคนแบกโลงนะ ฉันจะสะดุดให้สวยเลย”
“ไม่”
“แต่ส่วนที่ฉันชอบที่สุดในเรื่องนี้ คือกระจกวิเศษนะคะ”
ลีอาพูดขึ้น ขณะใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดน้ำเชื่อมออกจากมือ
“กระจกที่รู้ทุกอย่างในโลก ถามอะไรก็ตอบได้ แล้วก็ไม่เคยโกหกเลยสักครั้ง”
“ถ้ามีจริงก็ดีสิ” โนอาเอนหลังพิงหุ่นรบ “ฉันจะถามมันว่าสงครามบ้าๆ นี่จะจบเมื่อไหร่”
“เคยมีคนคิดเรื่องแบบนั้นจริงๆ นะ”
คริสพูดขึ้นโดยไม่ได้เงยหน้าจากหนังสือ
“นักคณิตศาสตร์ชื่อลาปลาซ เมื่อสองร้อยกว่าปีก่อน เขาบอกว่าถ้ามีปัญญาอะไรสักอย่างที่รู้ทุกอย่างในจักรวาล ณ ชั่วขณะหนึ่ง มันจะมองเห็นอนาคตได้ทั้งหมด”
เขาพลิกหน้าหนังสือไปที่ภาพราชินีกับกระจกวิเศษ
“คนรุ่นหลังเรียกมันว่า ปีศาจของลาปลาซ”
แกร๊ง!
กระป๋องพีชที่เพิ่งเปิดใหม่หล่นลงกระแทกพื้นคอนกรีต น้ำเชื่อมสีส้มกระฉอกออกมาเป็นวง
“อ๊ะ— ขอโทษครับ”
บิลก้มลงเก็บกระป๋องอย่างลนลาน
“มือมันชาน่ะครับ หนาวจริงๆ เลย”
คริสเงยหน้าขึ้นมามอง
มองนานกว่าที่ควรจะเป็นเล็กน้อย
“พีชฉัน!!!!” เสียงกรีดร้องของชาร์ล็อตดังขึ้น “พีชที่ฉันเสี่ยงชีวิตขโมยมา!!”
“ยืมมา” ลีอาแก้
“ยืมมา!!”
ทั้งวงหัวเราะกันอีกครั้ง
✦✦✦✦
เมื่อเค้กหมดไปและกาแฟเริ่มเย็น วงสนทนาก็ค่อยๆ เงียบลง บางคนแยกไปเช็กอุปกรณ์ บางคนกลับไปหลับต่อ
โนอากำลังถอดลูกเลื่อนปืนไรเฟิลของตัวเองออกมาทาน้ำมันอย่างขะมักเขม้น
“โนอา” ลีอาเรียก “เช็ดน้ำมันส่วนเกินออกด้วยนะคะ ที่ลบสามสิบห้าองศา น้ำมันหล่อลื่นจะข้นเหมือนน้ำผึ้ง ปืนจะขัด”
“รู้แล้วน่า”
เขาไม่ได้เช็ด
ชาร์ล็อตที่นั่งเอนหลังพิงกล่องปืนของตัวเองอยู่ นั่งมองโนอาประกอบปืนกลับเข้าที่ เขาตบลำกล้องเบาๆ เหมือนตบหัวสุนัข
“วันนี้ฉันจะเก็บรถถังให้ได้สักคัน” โนอาประกาศ
“ด้วยอะไร ด้วยปากเหรอ”
“ด้วยนี่ไงเล่า!”
เขาตบเครื่องยิงจรวดต่อสู้รถถังที่วางอยู่ข้างตัว
“ฉันจะยิงพวกตะวันออกให้กระจุยไปทีละคัน ไม่ให้เหลือสักคันเดียว”
“อ้อ” ชาร์ล็อตพยักหน้าช้าๆ แล้วถามขึ้นด้วยน้ำเสียงสบายๆ เหมือนถามว่าวันนี้กินอะไรมา
“ว่าแต่โนอา นายมาเป็นทหารทำไมเหรอ”
“ก็ฆ่าพวกตะวันออกให้หมดไง”
คำตอบของโนอาเร็วและแข็งจนแทบไม่ต้องคิด
ทุกคนในหน่วยรู้ดีว่าทำไม หมู่บ้านริมทะเลที่โนอาเกิด ไม่มีอยู่บนแผนที่อีกแล้วตั้งแต่สี่ปีก่อน และคนที่ทำให้มันหายไป ใส่เครื่องแบบของสาธารณรัฐตะวันออก
ชาร์ล็อตตักพีชชิ้นสุดท้ายเข้าปาก เคี้ยวช้าๆ
“แล้วพอฆ่าหมดแล้วไงต่อ”
“ก็…”
โนอาอ้าปาก แล้วก็ค้างอยู่อย่างนั้น
“…ก็สงครามก็จบไง”
“จบแล้วนายจะทำอะไร”
“…”
โนอาเงียบไป เขามองชาร์ล็อต แล้วมองพื้น แล้วมองปืนในมือตัวเอง ราวกับคำตอบน่าจะซ่อนอยู่ที่ไหนสักแห่งในนั้น
แต่มันไม่มี
“แล้วเธอล่ะ!” เขาโพล่งออกมาในที่สุด “เธอมาเป็นทหารทำไม!”
“ฉันเหรอ”
ชาร์ล็อตชูนิ้วขึ้นมานับทีละนิ้ว
“ที่นี่มีข้าวกินครบสามมื้อ มีที่นอนอุ่นๆ มีรองเท้าบู๊ตที่ไม่ขาด แล้วก็มีพีชกระป๋องให้ขโมย”
เธอหัวเราะ
แต่คราวนี้ไม่มีใครในวงหัวเราะตาม
เพราะทุกคนที่นั่งอยู่ตรงนั้น รู้ดีว่าเธอไม่ได้พูดเล่น และอีกครึ่งหนึ่งของวง ก็มาที่นี่ด้วยเหตุผลเดียวกัน
“…แล้วหัวหน้าล่ะ”
โนอาหันมาทางคริส และสายตาทุกคู่ก็หันตามมา
.
.
.
.
เสียงหวีดแหลมที่ดังลงมาจากฟ้า
หลังคาบ้านที่หายไปในพริบตาเดียว
มือของแม่ที่ยังอุ่นอยู่ แต่ไม่ขยับอีกแล้ว
และปืนไรเฟิลที่ยาวกว่าความสูงของตัวเอง ถูกยัดใส่มือเด็กชายวัยเก้าขวบ โดยทหารผู้ใหญ่ที่ใบหน้าเปื้อนเขม่าจนมองไม่เห็นเค้าเดิม
“ถือไว้ ไอ้หนู ประเทศเราไม่เหลือใครแล้ว”
ตอนนั้น เด็กชายคนนั้นไม่มีพลังพอจะหยุดอะไรได้เลยสักอย่าง
ไม่ว่าจะเป็นกระสุนปืนใหญ่ที่ร่วงลงมาจากฟ้า หรือมือของแม่ที่ค่อยๆ เย็นลง
และตั้งแต่วันนั้น สิ่งที่เขาต้องการก็ไม่เคยเปลี่ยนไป
ไม่ใช่การฆ่า
แต่เป็นพลัง ที่มากพอจะหยุดมันได้
“ข้าวสามมื้อ”
คริสตอบ
ทั้งวงหัวเราะลั่นออกมา โนอาโวยวายว่าหัวหน้าลอกคำตอบ ชาร์ล็อตตบเข่าตัวเองฉาดๆ บรรยากาศที่เกือบจะหนักอึ้งเมื่อครู่ปลิวหายไปกับเสียงหัวเราะ
มีเพียงลีอาคนเดียวที่ไม่ได้หัวเราะ
เธอมองมือข้างหนึ่งของคริส ที่กำปกหนังสือนิทานไว้แน่น จนข้อนิ้วซีดขาว
✦✦✦✦
ณ หอประชุมใหญ่ โรงเรียนประจำรัฐแอลอาล์ไฮน์
ภาพบนจอวูบไปแค่ไม่กี่วินาที
เด็กชายตัวเล็กๆ ท่ามกลางซากบ้าน กับปืนที่ยาวกว่าตัวเขาเอง
แล้วภาพก็กลับมาที่โรงเหล็กที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเหมือนเดิม ราวกับเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น
แต่ไม่กี่วินาทีนั้น ก็นานพอ
[ เมื่อกี้… เด็กเหรอ ]
[ ตัวเท่านั้นเองนะ ไม่น่าจะถึงสิบขวบด้วยซ้ำ ]
[ เขาให้เด็กแค่นั้นถือปืนเนี่ยนะ… ]
บนระเบียงของสตาฟ มือของรินที่กำราวระเบียงอยู่ค่อยๆ คลายออก
ตัวแค่นั้น
ไม่น่าจะเกินเก้าขวบ
‘เก้าขวบ…’
ปีที่พ่อจากไป พี่ชายของเธอก็อายุเท่านั้น
รินจำได้ดี เพราะตอนนั้นเธอร้องไห้ทุกคืนจนแม่ต้องมานอนกอด แต่พี่ชายของเธอไม่ร้องเลยสักครั้ง ไม่ว่าจะในงานศพ หรือหลังจากนั้น เขาแค่ทำอาหารเช้า พาเธอไปโรงเรียน แล้วก็ตั้งใจเรียนมากขึ้นกว่าเดิม
เหมือนเด็กชายบนจอนั่น ที่ตอบเพื่อนด้วยมุกตลก ทั้งที่มือกำหนังสือไว้แน่น
“ริน…? เป็นอะไรรึเปล่า”
เพื่อนในทีมกรรมการนักเรียนแตะไหล่เธอเบาๆ
“…ไม่เป็นไร”
รินตอบ แล้วกลับไปจ้องจอต่อ
✦✦✦✦
“ได้เวลาแล้วค่ะ”
ลีอาพูดขึ้นเมื่อเข็มนาฬิกาบนผนังโรงเก็บเครื่องชี้บอกว่าเหลืออีกยี่สิบนาทีก่อนกำหนดขึ้นบิน
แต่ก่อนที่ทุกคนจะแยกย้าย ยังมีอีกอย่างหนึ่งที่วอร์แฟงก์ทำทุกปี
ไม่มีใครสั่ง ไม่มีใครต้องบอก
ลังกระสุนใบหนึ่งถูกลากมาวางไว้ตรงกลาง บนนั้นมีถ้วยกาแฟสังกะสีเปล่าตั้งเรียงเป็นแถว
เก้าใบ
หกปีก่อน มีเด็กสิบเจ็ดคนยืนอยู่ในโรงเก็บเครื่องเก่าๆ ที่ไหนสักแห่ง หกปีต่อมา หน่วยนี้มีสมาชิกยี่สิบสามคน มีคนเข้ามาใหม่ และมีคนที่ไม่ได้กลับมา
ถ้วยแต่ละใบ คือหนึ่งชื่อ
คริสเปิดกระป๋องพีชใบสุดท้าย แล้วรินน้ำเชื่อมลงในถ้วยทีละใบ ทีละใบ จนครบเก้าใบ ไม่มีใครพูดอะไร แม้แต่ชาร์ล็อตที่หวงพีชยิ่งกว่าชีวิต ก็แค่ยืนมองเงียบๆ
แล้วทุกคนก็ยกถ้วยกาแฟของตัวเองขึ้น
“กลับบ้านให้ครบ”
คริสพูด
“กลับบ้านให้ครบ!”
ยี่สิบสองเสียงตอบรับ ดังก้องไปทั้งโรงเหล็ก
บิลยกถ้วยขึ้นช้ากว่าคนอื่นเพียงจังหวะเดียว
ลีอาไล่สายตานับหัวทุกคนในวงตามความเคยชิน ริมฝีปากขยับเงียบๆ
‘…ยี่สิบสาม ครบ !’
✦✦✦✦
พึ่บ— พึ่บ— พึ่บ— พึ่บ—
ข้างนอก ลานบินกลายเป็นทะเลของเสียงเครื่องยนต์
เฮลิคอปเตอร์ลำเลียงหนักแบบใบพัดคู่สี่ลำจอดเรียงเป็นแถว ใบพัดหน้าและหลังของแต่ละลำค่อยๆ หมุนเร็วขึ้น ตีหิมะบนพื้นให้ฟุ้งขึ้นเป็นม่านขาว ทหารจากกองร้อยผสมของพันตรีเรย์มอนด์ต่อแถวยาวรอขึ้นเครื่อง แต่ละคนแบกเป้หนักอึ้ง หมวกเหล็กเต็มไปด้วยเกล็ดน้ำแข็ง
ดวงอาทิตย์เพิ่งโผล่พ้นขอบฟ้ามาได้แค่สองชั่วโมง แต่ก็ยังลอยต่ำเตี้ยติดแนวยอดสน แสงสีส้มจางๆ ของมันทอดเงาของทุกสิ่งให้ยาวเหยียดไปบนหิมะ เหมือนเป็นเวลาเย็นตลอดทั้งวัน
คริสเดินผ่านแถวทหารไปเงียบๆ เขาดึงฮู้ดพาร์กาลงมาปิดเกือบครึ่งหน้า เครื่องหมายยศที่ปกเสื้อถูกฮู้ดบังไว้มิด
และตรงนั้นเอง ที่ข้างล้อของเฮลิคอปเตอร์ลำที่สาม มีทหารหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่บนลังไม้ ถอดถุงมือข้างหนึ่งออก แล้วกำลังเขียนอะไรบางอย่างลงบนกระดาษที่วางทาบกับเข่า
มือของเขาแดงก่ำเพราะความเย็น ปลายปากกาสั่นจนตัวหนังสือเบี้ยว
“จะเป็นเนื้อตายเอานะ”
คริสพูดขึ้นเมื่อเดินผ่าน
ทหารหนุ่มสะดุ้ง เงยหน้าขึ้นมอง
เขาอายุไม่น่าจะเกินยี่สิบ หน้าตาธรรมดา จมูกแดงเพราะความหนาว ดวงตาสีน้ำตาลอ่อนยังมีความใสซื่อแบบที่สนามรบยังไม่ได้ขูดออกไป
“อ้ะ ครับ… เอ่อ แป๊บเดียวน่ะ ใกล้เสร็จแล้ว”
เขาใส่ถุงมือกลับเข้าไปอย่างเชื่อฟัง แล้วมองคริสอย่างสนใจ
“นายเป็นคนจากหน่วยนั้นใช่มั้ย หน่วยที่ไม่มีชื่อบนกระดานน่ะ ได้ยินพวกจ่าเขาพูดกันทั้งค่ายเลย”
“อืม”
“ผมไมโล ไมโล ฮาร์เปอร์ กองร้อยของพันตรีเรย์มอนด์” เขายื่นมือที่ใส่ถุงมือหนาเตอะมาให้จับ “นายดูอายุพอๆ กับผมเลยนะ สิบเก้า?”
“สิบแปด”
“โห! เด็กกว่าผมอีก”
ไมโลหัวเราะ เป็นเสียงหัวเราะที่ไม่มีอะไรซ่อนอยู่ข้างในเลย
“นี่เป็นครั้งแรกของผมที่ได้ไปแนวหน้าจริงๆ เลยนะ ฝึกมาสิบสองสัปดาห์ ยิงเป้ากระดาษมาเป็นพันนัด แต่ยังไม่เคยยิงใส่… อะไรที่ยิงกลับมาได้เลย”
เขามองคริสอีกครั้ง คราวนี้ด้วยความอยากรู้ที่ปิดไม่มิด
“นายเคยแล้วใช่มั้ย”
“…”
“ครั้งแรกที่ยิงคน มันรู้สึกยังไงเหรอ”
ลมหนาวพัดผ่านระหว่างคนทั้งสอง หอบเอาเกล็ดหิมะจากใบพัดเฮลิคอปเตอร์มาตีใส่หน้า
“จำไม่ได้”
คริสโกหก
“งั้นเหรอ…” ไมโลพยักหน้าช้าๆ เหมือนพยายามทำความเข้าใจ แล้วก็ยกกระดาษในมือขึ้นมาโบก “นี่จดหมายถึงแม่ผมน่ะ แม่เปิดร้านขนมปังเล็กๆ อยู่ที่บ้าน ทุกฉบับที่ส่งมาแม่จะถามเรื่องเดียว ว่ากินอิ่มรึเปล่า”
เขาหัวเราะ
“ผมกะว่าจะเขียนให้จบตอนถึงยาคุตสค์ จะได้เล่าให้แม่ฟังว่าได้นั่งเครื่องบินครั้งแรกแล้ว เป็นยังไงบ้าง”
“ทำไมไม่เขียนให้จบตอนนี้”
“ไม่เอาหรอก” ไมโลส่ายหน้า แล้วพับจดหมายใส่กระเป๋าเสื้อด้านใน ตบมันเบาๆ สองครั้ง “ถ้าเขียนจบตอนนี้ มันจะกลายเป็นจดหมายลาตายไง ไม่เอาหรอก ลางไม่ดี”
คริสมองกระเป๋าเสื้อตรงนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
ท่าทางตบกระเป๋าเสื้อสองครั้งแบบนั้น เหมือนกับที่พันตรีเรย์มอนด์ทำกับรูปถ่ายลูกชายไม่มีผิด
“งั้นก็อย่าตาย จนกว่าจะเขียนจบ”
“ฮ่าๆ แน่นอนอยู่แล้ว!”
ไมโลล้วงกระเป๋าข้างเป้ แล้วหยิบช็อกโกแลตแท่งหนึ่งออกมา หักครึ่ง ยื่นส่วนที่ใหญ่กว่ามาให้คริส
“เอ้า ของขวัญวันเจอกันครั้งแรก แม่ผมส่งมา อร่อยกว่าของในเสบียงเป็นร้อยเท่า”
คริสรับมันมา
“ขอบใจ”
“ไว้เจอกันที่ยาคุตสค์นะ เอ่อ… นายชื่ออะไรนะ”
ลมพัดฮู้ดพาร์กาของคริสเปิดออกพอดี เผยให้เห็นเครื่องหมายยศที่ปกเสื้อ
ไมโลมองมันอยู่สองวินาที
แล้วหน้าซีดเผือดลงไปทั้งหน้า
“ร— ร้อยเอก!?”
เขาผุดลุกขึ้นยืนตัวตรงแหน็ว ยกมือขึ้นทำความเคารพทั้งที่ปากกายังคาอยู่ในมือ หมึกสีน้ำเงินเลอะหมวกเหล็กเป็นทาง
“ขอ— ขอโทษครับ! ผมไม่ทราบ! ผมพูดจาไม่—”
“คริส”
“…ครับ?”
“ชื่อ คริส”
คริสตอบแค่นั้น แล้วเดินจากไป ทิ้งให้พลทหารไมโล ฮาร์เปอร์ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ข้างเฮลิคอปเตอร์ลำที่สาม มือยังค้างอยู่ที่ขอบหมวก
ช็อกโกแลตครึ่งแท่งอยู่ในกระเป๋าเสื้อของคริส
เขายังไม่ได้แกะมัน
✦✦✦✦
อัลบาทรอสถูกลากออกมาจอดที่ลานบินแล้ว และที่ทางลาดท้ายของมัน มีกลุ่มทหารจากกองร้อยผสมยืนมุงกันอยู่เกือบสิบคน
ทุกสายตาจับจ้องเข้าไปในห้องสัมภาระที่ประตูท้ายยังเปิดอ้าอยู่ สิ่งที่หมอบอยู่ข้างในถูกห่อด้วยผ้าห่มไฟฟ้าสีเงินทั้งตัว แต่รูปร่างที่นูนขึ้นมาใต้ผ้าก็ปิดไม่มิด
“นั่นอะไรวะ”
“ขา…? นั่นมันขาใช่มั้ย”
“หุ่น…?”
“บ้าน่า หุ่นรบมีจริงที่ไหน นั่นมันโฆษณาชวนเชื่อในหนังเว้ย”
แล้วกล่องปืนสีดำยาวเกือบสามเมตรก็ถูกแบกผ่านหน้าพวกเขาขึ้นไปบนเครื่อง โดยสมาชิกวอร์แฟงก์สองคนที่เดินหน้าแดงก่ำ
“แล้วนั่นล่ะ ปืนใหญ่ต่อสู้รถถังเหรอ”
“ไม่มีล้อนี่หว่า”
“หรือว่าคนแบกยิงวะ”
“จะบ้าเหรอ แรงถีบขนาดนั้นไหล่หลุดตั้งแต่นัดแรก”
“ตกลงมันของหน่วยไหนวะ เชี่ย”
ไม่มีใครตอบ
เพราะไม่มีใครรู้
ทุกคนได้แต่มองตามด้วยความงุนงงและหวั่นใจ จนกระทั่งเด็กสาวตัวเล็กในชุดพาร์กาสีขาวเดินผ่านหน้าพวกเขาไป เธอสวมหน้ากากออกซิเจนแนบหน้ามาตั้งแต่ยังไม่ขึ้นเครื่อง สายยางของมันต่ออยู่กับถังออกซิเจนเล็กๆ ที่หนีบไว้ข้างเอว ข้างๆ เธอคือหญิงสาวผมยาวที่สวมหน้ากากแบบเดียวกัน
“ทำไมสองคนนั้นใส่หน้ากากออกซิเจนตั้งแต่บนพื้นล่ะ”
“จะไปดำน้ำเหรอนั่นน่ะ…”
ชาร์ล็อตหยุดเดิน หันมามองกลุ่มทหารที่ยืนมุงอยู่
แล้วดึงหน้ากากลงนิดหนึ่ง แลบลิ้นใส่พวกเขาแผล็บ
“ชาร์ล็อต” เสียงของลีอาดังลอดหน้ากากออกมาเรียบๆ “หน้ากาก”
“แค่แลบลิ้นเองน่า!”
“การหายใจออกซิเจนบริสุทธิ์ก่อนกระโดดจากที่สูงคือการไล่ไนโตรเจนออกจากเลือด ถ้าหายใจอากาศปกติเข้าไปแม้แต่ครั้งเดียว ไนโตรเจนก็จะกลับเข้าไปในเลือดใหม่ แล้วพอขึ้นไปถึงที่สูง ไนโตรเจนพวกนั้นจะกลายเป็นฟองอากาศในเส้นเลือด เหมือนตอนเปิดขวดน้ำอัดลมค่ะ”
“…”
“เริ่มนับใหม่ค่ะ”
“ไม่นะะะะะ!!”
เสียงโวยวายของชาร์ล็อตค่อยๆ เงียบลงเมื่อเธอถูกลากขึ้นเครื่องไป ทิ้งไว้แต่ทหารกลุ่มนั้นที่ยืนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
'โดด…จากที่สูง?'
ไม่ไกลออกไป ที่หน้าประตูอาคารบัญชาการ พันตรีเรย์มอนด์ยืนมองภาพนั้นอยู่เงียบๆ บุหรี่ในมือของเขาดับไปนานแล้วเพราะความเย็น แต่เขายังคงคีบมันไว้อย่างนั้น
สายตาของเขาสบกับคริสที่กำลังเดินขึ้นทางลาดพอดี
ไม่มีใครพูดอะไร มีเพียงการพยักหน้าเล็กน้อยจากทั้งสองฝ่าย
ส่วนร้อยเอกซาโวลอฟที่ยืนอยู่ห่างออกไปอีกหน่อย กำลังจดอะไรบางอย่างลงในสมุดเล่มเล็กปกหนังสีดำ สายตาของเขาไม่ได้มองที่คริส
แต่มองที่หุ่นรบใต้ผ้าใบนั่น
11:52 น.
ประตูท้ายของอัลบาทรอสค่อยๆ ยกตัวปิดลง
ใบพัดยักษ์ทั้งสี่ชุดหมุนเร็วขึ้นจนกลายเป็นวงกลมพร่ามัว เสียงเครื่องยนต์คำรามจนพื้นลานบินสั่นสะเทือน หิมะรอบตัวเครื่องฟุ้งขึ้นเป็นพายุสีขาว แล้วอากาศยานสีเทาหม่นลำนั้นก็ค่อยๆ ยกตัวขึ้นจากพื้นตรงๆ ตามด้วยเฮลิคอปเตอร์อีกสี่ลำ และอัลบาทรอสอีกหนึ่งลำที่บรรทุกกองบังคับการของพันตรีเรย์มอนด์
รูปขบวนหกลำหันหัวขึ้นเหนือ
มุ่งหน้าสู่ยาคุตสค์
สู่สมรภูมิสีขาว ที่ซึ่งดวงอาทิตย์ไม่เคยลอยสูงกว่าแนวยอดสน
☬☬☬
0 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบ