-๘-
ตำหนักเย็นเพราะแอร์คอนดิชั่น
หลังจากจบภารกิจปราบผีพราย ชื่อของ “เนตรมณี” ก็เริ่มดังไปทั่วทั้งหมู่บ้านอย่างรวดเร็ว จากตำหนักเรือนไทยที่เคยเงียบเหงา กลับกลายเป็นสถานที่ที่ผู้คนแวะเวียนเข้ามาไม่ขาดสาย บางคนเอาไข่มาให้ บางคนหอบข้าวสาร บางคนเอาผลไม้ สมุนไพร หรือแม้แต่ไก่เป็นๆ มาฝาก ทุกคนต่างพูดเหมือนกันว่า
“ขอฝากตัวกับลูกศิษย์อาจารย์คง ให้ขอให้ช่วยคุ้มครอง"
แน่นอนว่า เนตรมณีชอบมาก
“เห็นไหม เงินไหลเข้ามาเองโดยไม่ต้องวิ่งหา”
หญิงสาวนั่งไขว่ห้างอยู่บนแคร่ไม้ พลางนับของที่ชาวบ้านเอามาให้ด้วยสีหน้าพึงพอใจ
เจ้าจุกกับเจ้าแก้วนั่งข้างๆ มองพี่สาวอย่างเลื่อมใสสุดหัวใจ
ส่วนเงินแต้มจากระบบที่ได้มาจำนวนมหาศาล เนตรมณีไม่ได้เก็บไว้เฉยๆ
หล่อนเริ่ม “รีโนเวตตำหนัก” ทันทีแต้มระบบจำนวนมหาศาลถูกเปลี่ยนเป็นวัตถุประหลาดที่เจ้าจุกกับเจ้าแก้วไม่เคยพบเห็น
คืนหนึ่ง เสียงตอกไม้และแสงไฟประหลาดดัง กึก กัก อยู่ใต้ถุนบ้านตลอดคืน พอรุ่งสาง เจ้าจุกที่เดินงัวเงียลงมาดูถึงกับอ้าปากค้าง ใต้ถุนเรือนไทยที่เคยโล่งเตียน บัดนี้ถูกกั้นเป็นห้องหับมิดชิดด้วยผนังไม้ขัดมัน มีหน้าต่างกระจกบานเกล็ด และโคมไฟแก้วติดผนังที่ดูหรูหราเกินยุคสมัย
“นี่คือห้องนอนของพวกเธอ” เนตรมณีเอ่ยเรียบๆ ขณะยืนกอดอกพิงเสาเรือน
เจ้าแก้วค่อยๆ เอื้อมมือไปสัมผัสที่นอนหนานุ่มบนเตียงไม้สองชั้น “นุ่ม... นุ่มเหมือนปุยเมฆเลยพี่มณี!” เด็กหญิงทิ้งตัวลงกระโดดโลดเต้นอย่างลืมตัว ส่วนเจ้าจุกรีบปีนขึ้นชั้นบนพลางอุทานด้วยความตื่นเต้นว่าวิชาของอาจารย์ปู่นี่ช่างอัศจรรย์แท้ เปลี่ยนไม้เก่าให้กลายเป็นสวรรค์ได้ในคืนเดียว
แต่สิ่งที่ทำให้เด็กทั้งสองแทบหยุดหายใจ คือห้องเล็กๆ ที่อยู่ถัดไป เนตรมณีเปิดประตูโชว์ฝักบัวโลหะและอ่างเซรามิกสีขาววาววับ
“เก้าอี้ขาวๆ นี่เอาไว้นั่งถ่ายธุระ ไม่ต้องไปนั่งยองให้เมื่อยขา”
“ในห้องนอนเลยเหรอพี่! ผีไม่หลอกตายรึ!” เจ้าจุกหน้าซีดเผือด
“ผีที่ไหนจะอยากมาดูแกขี้” เนตรมณีตอบพลางกลอกตา ก่อนจะเปิดก๊อกน้ำโชว์ สายน้ำไหลซ่าออกมาจากกำแพงราวกับน้ำตกจำลอง
“น้ำตกจากกำแพง!!!”
เจ้าแก้วรีบยกมือไหว้แทบไม่ทัน
“ขะ…ขอขมาวิญญาณเจ้าที่ด้วยนะเจ้าคะ”
เนตรมณีหัวเราะจนปวดท้อง
แน่นอนว่า เธอไม่ได้ไว้ใจใครในโลกนี้มากพอจะเปิดเผยทุกอย่าง หลังจากพาชมห้องทั้งหมดแล้ว หญิงสาวก็เปลี่ยนสีหน้าจริงจังทันที
“ฟังนะ”
เจ้าจุกกับเจ้าแก้วนั่งตัวตรงทันที
“ของพวกนี้…”
เนตรมณีกวาดตามองรอบห้อง
“เป็นของต้องห้าม ห้ามเอาไปเล่าให้ใครฟังเด็ดขาด โดยเฉพาะเรื่องห้องนอน ห้ามคนนอกเข้ามา”
น้ำเสียงเธอจริงจังจนทั้งคู่กลืนน้ำลาย
“ถ้ามีแขกมา ให้รับอยู่แค่โถงตำหนักด้านนอก เข้าใจไหม”
“เข้าใจ!”
ความจริงแล้ว เนตรมณีพูดดักไว้ก่อน เพราะเทคโนโลยีพวกนี้… ไม่ควรมีใครเห็น
อย่างน้อยก็ยังไม่ใช่ตอนนี้ ถ้าคนรู้ว่าหล่อนสามารถสร้างของเหนือยุคสมัยได้ เรื่องจะวุ่นวายกว่าผีแน่นอน
และแน่นอนว่า ห้องน้ำหรูๆ ทั้งหมดนั้นมีไว้สำหรับ “คนในบ้านเท่านั้น” ส่วนห้องน้ำด้านนอกตำหนัก…
ยังคงเป็น “ส้วมหลุม” แบบเดิม
สองวันต่อมา ชาวบ้านทั้งหมู่บ้านต่างพากันหยุดยืนจ้องมองหลังคาตำหนักอาจารย์คงด้วยสายตาหวาดหวั่น บนยอดจั่วมีแผ่นสีดำมันวาวนับสิบแผ่นติดตั้งเรียงราย สะท้อนแสงแดดยามบ่ายจนระยิบระยับ
“นั่นมันยันต์ดูดพลังฟ้าแน่ๆ... ข้าว่าหลานอาจารย์คงสำเร็จวิชาขั้นสูงแล้ว” ชาวบ้านซุบซิบกันไปต่างๆ นาๆ โดยไม่รู้เลยว่านั่นคือ ‘แผงโซล่าเซลล์’ ที่เนตรมณีใช้แต้มแลกมาเพื่อรองรับโปรเจกต์ใหญ่
ภายในห้องโถงกลางตำหนัก ลมเย็นฉ่ำพัดออกมาจากเครื่องปรับอากาศแบบตั้งพื้น เนตรมณีนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้พนักพิง ในมือถือแตงโมแช่เย็นเจี๊ยบกินอย่างสำราญใจ
“เทคโนโลยีชนะทุกสิ่งจริงๆ” เธอพึมพำกับตัวเองขณะมองเจ้าจุกที่นอนแผ่หราอยู่บนพื้นไม้พลางบ่นว่าสวรรค์ชัดๆ
ทว่าความรื่นรมย์ก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงไอแห้งๆ ยายใจ ยืนเก้ๆ กังๆ อยู่หน้าประตู สายตาสอดส่ายมองไปทั่วบ้านด้วยความอิจฉาระคนหวาดกลัว ลมเย็นจากแอร์พัดเข้าปะทะหน้าจนผมหงอกของแกปลิวว่อน
“อ...อะไรกัน ทำไมบ้านถึงเย็นเช่นนี้”
“มีอะไรยาย”เนตรมณีถาม ดวงตาของหล่อน จ้องหญิงชรานิ่ง คนคนโดนมองทำตัวไม่ถูก ยายใจรีบตีหน้าเศร้า
“ข้ามาเยี่ยมเอ็งไง…”
“โกหก” หญิงสาวตอบกลับทันที “ยายมาสอดแนมมากกว่า”
ยายใจหน้าแข็ง ก่อนรีบเปลี่ยนเรื่อง
“ถึงยังไง…ถ้าวันนั้นข้าไม่เอาข้าวสารมาให้ เอ็งก็คงไม่มีแรงปราบเปรตหรอกนะ…”
เจ้าจุกเบิกตาทันที เจ้าแก้วเม้มปากอย่างไม่พอใจ
เนตรมณีหัวเราะหึอย่างไม่สะทกสะท้าน ยังคงเคี้ยวแตงโมในปากอย่างเพลิดเพลิน
“ยายยยยยย จะมาลำเลิกบุญคุณเอาอะไร ข้าวสารพวกนั้น แลกกับคัมภีร์หนังดำ ช่างเป็นการแลกเปลี่ยนที่ไม่คุ้มค่าเอาเสียเลยนะ”
ยายใจหน้าชาไปทันที
หญิงสาวเอนหลังพิงเก้าอี้อย่างสบายใจ ก่อนยิ้มบางๆ
“ไม่ต้องห่วงหรอกยาย” เนตรมณีเอ่ย สายตาคมกริบของหล่อน มองไปที่ใบหน้าคนแก่ตรงหน้าอย่างมีเลศนัย
“ฉันน่ะ…ยังไม่ลืมเรื่องคัมภีร์ที่ยายเอาไปหรอกนะ อีกไม่นาน…ฉันจะเอาคืนมาเอง”
รอยยิ้มของเนตรมณีเย็นวาบขึ้นมา
ยายใจขนลุกทันที ดวงตาของเด็กสาวตรงหน้า เริ่มเหมือน “อาจารย์คง” มากขึ้นทุกวัน
สุดท้ายแกก็รีบเดินออกจากตำหนักแทบจะวิ่ง ในใจคลั่งแค้น จนอกแทบระเบิด
“นังเด็กห่านี่ มันต้องเจอของจริง!!” แกได้แต่กัดฟันกรอดอย่างโมโห
ภายในโรงพักไม้ที่ดูคร่ำครึ ผู้กองธีร์ นั่งตระหง่านอยู่หลังโต๊ะทำงานไม้สักที่เขาจัดวางทุกอย่างไว้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยผิดกับตำรวจคนอื่น
แสงแดดยามบ่ายสาดกระทบใบหน้าคมเข้มที่ดูดีราวกับนายแบบในนิตยสารเมืองนอก
เขาคือภาพลักษณ์ของคนรุ่นใหม่ในพ.ศ. 2489
ธีร์มีใบหน้าหล่อเหลาที่ผสมผสานความดุดันเข้ากับความเฉลียวฉลาด จมูกโด่งคมเป็นสันรับกับดวงตาเรียวรีที่นิ่งสนิทและทรงพลัง เขาอยู่ในเครื่องแบบสีกากีที่สั่งตัดด้วยเนื้อผ้าอย่างดีเข้ารูปเน้นช่วงไหล่กว้างและแผงอกตึงแน่น ลำคอแกร่งที่โผล่พ้นปกเสื้อที่ปลดกระดุมเม็ดบนออกดูทระนงองอาจ ขับให้เครื่องแบบตำรวจที่เขาสวมใส่ยิ่งมีสง่า
บนโต๊ะของเขาไม่มีพระเครื่องหรือผ้ายันต์เหมือนตำรวจคนก่อนๆ จะมีก็แต่เครื่องพิมพ์ดีดนำเข้า ปากกาหมึกซึมราคาแพง และแผนที่ที่ถูกขีดเขียนด้วยเครื่องหมายทางยุทธวิธีสืบสวนตามแบบฉบับที่เขาไปร่ำเรียนมาจากต่างแดน
“เด็กสาวปราบผี?” ธีร์เลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่ง สายตาจับจ้องที่ปลายบุหรี่ในมือด้วยท่าทีเหยียดหยัน
“อายุ19 ไม่เด็กแล้วนะครับ เห็นว่าหล่อนสวยมาก แต่ดู…เพี้ยนไปนิด” จ่าเตียน จ่าวัย40กว่า เอ่ยขึ้นกับผู้กองคนใหม่
ผู้กองเลิกคิ้ว
“ยังไง”
“ก็แบบว่า แต่งตัวประหลาดน่ะสิครับ นุ่งกางเกงแบบพวกแหม่ม แต่ใส่เสื้อผ้าไทยสีนี่ฉูดฉาดแสบตาทีเดียว แต่ชาวบ้านลือกันหนาหูเลยครับ ว่าหล่อนชุบชีวิตเด็กที่ไม่หายใจให้ฟื้นได้เลยนะครับ” ลูกน้องเอ่ย แม้ว่ายังไม่ได้เห็นหล่อนกับตา แต่ที่ฟังคนอื่นเล่าๆมา หล่อนก็ดูน่าสนใจไม่น้อย
ผู้กองนิ่งฟัง เขาคือ “หัวกะทิ” ที่เพิ่งย้ายมาประจำการได้ไม่กี่วัน ธีร์เชื่อมั่นในพยานหลักฐาน ลายนิ้วมือ และหลักการทางนิติวิทยาศาสตร์ที่เขาเพิ่งนำเข้ามาใช้ในท้องที่แห่งนี้
สำหรับเขา... ไสยศาสตร์คือยาพิษที่มอมเมาชาวบ้านให้หลงเชื่อในสิ่งที่มองไม่เห็น
ธีร์แค่นหัวเราะ เสียงทุ้มต่ำของเขาก้องกังวานและมีเสน่ห์อย่างเหลือร้าย
“วิชาชุบชีวิตคนตาย? ผมว่าไร้สาระ... ก็แค่เรื่องบังเอิญที่คนต้มตุ๋นใช้แหกตาชาวบ้านเท่านั้นแหละ”
เขาเอนตัวพิงพนักเก้าอี้ด้วยท่าทางที่ดูดีทุกองศา ธีร์ไม่ใช่แค่หล่อแต่เขายัง "ฉลาดและอันตราย" ทักษะการยิงปืนของเขาแม่นยำระดับเหรียญทอง และเขามักจะใช้สมองวิเคราะห์คดีจนคนร้ายจนมุมมานักต่อนักโดยไม่ต้องพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ใดๆ
“ในฐานะที่ผมเพิ่งย้ายมา ผมคงต้องขอพิสูจน์ความจริงสักหน่อย...”
เขาพ่นควันบุหรี่ออกมาเป็นสายยาว แววตามุ่งมั่นและท้าทายอย่างคนที่ไม่เคยแพ้ใคร
“คดีเด็กหายที่พวกคุณว่ายากนักหนาจนต้องไปกราบไหว้ผีสาง ถ้าแม่เนตรมณีอะไรนั่นเก่งจริงเหมือนที่พวกคุณยกย่อง... ก็ลองหาตัวเด็กให้เจอสิ”
ธีร์ยิ้มมุมปาก เป็นรอยยิ้มที่เปี่ยมไปด้วยความมั่นใจในตรรกะของตนเองอย่างที่สุด
“ถ้าหล่อนทำได้จริงด้วยอาคมบ้าบอนั่น... ผมจะยอมก้มกราบขอโทษที่ปรามาสไว้ และจะขอหล่อนเป็นเมียมาประดับบารมีให้คุณดู!”
ธีร์หารู้ไม่ว่าคำพูดพล่อยๆ ที่เอ่ยออกมาเพราะความยโสในวิชาความรู้แบบคนหัวนอกนั้น กำลังจะกลายเป็นบ่วงที่รัดตัวเขาเอง และพื้นที่แห่งนี้ยังมีอะไรอีกมากมายที่ตำราจากต่างประเทศของเขาไม่ได้บันทึกไว้... รวมถึงความร้ายกาจของหญิงสาวที่ชื่อเนตรมณีด้วย!
0 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบ