ตอนที่10
นักแม่นปืน
จังหวะวิกฤตเมื่อครู่ทำให้ผู้กองธีร์ใช้ร่างหนาโอบกอดเธอเอาไว้แน่นเพื่อกำบังภัยโดยไม่ทันตั้งใจ ใบหน้าของคนทั้งคู่ขยับเข้ามาใกล้ชิดกันในระยะประชิด... ใกล้จนเธอได้กลิ่นไอเหงื่อจางๆ ผสมกลิ่นดินปืนระเหยจากเสื้อเครื่องแบบของเขา ส่วนผู้กองธีร์เองก็นิ่งงันไปเมื่อได้จ้องลึกเข้าไปในดวงตาคู่สวยคมปลาบของแม่หมอผีปากดีตรงหน้าเป็นครั้งแรก
ในระยะเต้นของหัวใจ ทั้งคู่ชะงักไปแวบหนึ่ง…
ก่อนจะรีบผละออกจากกันแทบจะพร้อมกัน เนตรมณีรีบเชิดหน้า ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ขอบใจ... แต่ทีหลังไม่ต้อง ฉันหลบเองได้”
เนตรมณีสะบัดหน้าหนี เชิดคางขึ้นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งที่รู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวแปลกๆ
ผู้กองธีร์แค่นหัวเราะหึในลำคอ แววตาคมกริบตวัดมองคนอวดดีด้วยความหมั่นไส้
“งั้นหรือครับ? แล้วเมื่อกี้ใครกันที่ยืนเอ๋อเป็นเป้านิ่งจนเกือบโดนสอยร่วงไปเฝ้ายมบาล”
“ฉันไม่ได้ยืนเอ๋อ… ฉันกำลังใช้สมองวิเคราะห์สถานการณ์อยู่ต่างหากเล่า” เธอหันขวับมาถลึงตาใส่อย่างไม่ยอมแพ้
“ครับ... ยอมรับเลยครับว่าคุณเก่งมากทีเดียว…” น้ำเสียงทุ้มที่จงใจลากยาวประชดประชันนั่น ทำเอาเนตรมณีหงุดหงิดจนเส้นเลือดตรงขมับ
ผู้ชายอะไร ชอบทำหน้าตายคุมโทนเสียงนิ่ง ราวกับตัวเองเท่อยู่ตลอดเวลา น่าหมั่นไส้ชะมัด!
ในขณะที่ธีร์เองก็เบนสายตากลับไปจับจ้องแนวป่า ทว่าในใจยังคงมีธงตั้งมั่นอยู่เช่นเดิม...
ยัยเด็กสาวคนนี้แปลกประหลาดเกินไป ทั้งรู้เส้นทางลับ รู้เรื่องอาถรรพ์ รู้กระทั่งจุดพิกัดเด็กหาย ในฐานะตำรวจที่อยู่กับโลกความเป็นจริงมาตลอด ชายหนุ่มยังคงปักใจเชื่อว่าหล่อนอาจจะเป็นมิจฉาชีพชั้นครูที่กุมเบาะแสคดีนี้ไว้ แล้วจัดฉากต้มตุ๋นเล่นละครตบตาเพื่อเงินรางวัลและชื่อเสียงมากกว่า
ทว่าความขัดแย้งของทั้งคู่ก็ต้องถูกขัดจังหวะลง เมื่อจ่าตำรวจด้านหลังคลานหน้าตื่นเข้ามาขัดขึ้นเสียงสั่น
“ผู้กองครับ ฝั่งโน้นมีร่องรอยคนอยู่จริงครับ”
ผู้กองขมวดคิ้ว
“พวกมันยิงสกัด แปลว่าต้องมีอะไรซ่อนอยู่ข้างบนแน่”
เนตรมณีหรี่ลง พลางทอดสายตาฝ่าม่านหมอกหนาทึบขึ้นไปบนยอดเขา ทันใดนั้น ดวงตากูเกิ้ลของหล่อนก็ส่งคลื่นภาพนิมิตสยองขวัญแวบเข้ามาฉายซ้ำในหัวสมองของเธออย่างรุนแรงจนเธอมึนศีรษะไปหลายวินาที
ภาพของกระท่อมไม้เก่าผุพังตั้งโดดเดี่ยวอยู่กลางป่าละเมาะ เด็กน้อยหลายคนถูกเชือกมนต์ดำมัดตรึง ลิ่มเลือดสดๆ ไหลนองตามพื้น และยันต์อักขระอัปมงคลสีดำสนิทที่แผ่รังสีชั่วร้ายออกมาปกคลุมไปทั่วอาณาบริเวณ... ทว่าสิ่งสำคัญที่ทำให้เธอต้องชะงัก จนกระแสความเย็นเยียบแล่นพล่านไปถึงปลายมือ... คือร่างของตัวการใหญ่
ยายใจ ยายเฒ่าเจ้าเล่ห์ขี้ขโมยคนนั้น!
หญิงสาวกำหมัดแน่นจนเล็บแทบจิกเข้าเนื้อ แววตาที่เคยนึกสนุกแปรเปลี่ยนเป็นวาวโรจน์ไปด้วยความโกรธเดือดดาลในพริบตา คนที่กำลังยิงหน้าไม้สกัดทางทีมเราอยู่ตอนนี้ก็คือ ยายใจ
“เด็กอยู่ข้างบนจริงๆ”เนตรมณีโพล่งขึ้นมาเสียงหนักแน่น
ธีร์หันมองทันที
“รู้อีกแล้ว”
“ใช่”
“หรือเดามั่ว”
เนตรมณีตวัดสายตาคู่คมกริบประดุจใบมีดโกนสวนกลับใส่เขาทันที
“คุณจะเอายังไงกันแน่ จะช่วยเด็กหรือจะมาจับผิดฉัน”
ผู้กองธีร์สวนกลับทันที
“หน้าที่ตำรวจคือช่วยเด็ก ไม่ใช่เชื่อหมอดูข้างทาง”
“หมอดูบ้านนายสิ ฉันเป็นนักปราบผี”
เจ้าจุกกับเจ้าแก้วได้แต่นั่งกอดกันกลมมองตาปริบๆ ทั้งคู่เริ่มปรับตัวชินชากับภาพตรงหน้าแล้ว เวลาที่พี่มณีต่อปากต่อคำกับผู้กองธีร์ มันไม่ต่างจากสุนัขกับแมวที่พร้อมจะฟัดกันให้จมเขี้ยวไม่มีผิด
ทว่าความขัดแย้งของทั้งคู่ก็ต้องถูกขัดจังหวะลงเมื่อมีเสียงเตือนภัยระลอกใหม่เด็ดขาด
ฟึ่บ!
ลูกหน้าไม้อีกดอกพุ่งทะยานลงมาจากแนวหน้าผา ปักฉีกผืนดินตรงเบื้องหน้าคนทั้งคู่จนเศษดินกระจาย ทุกคนรีบก้มหัวหลบภัยเข้าหลังโขดหินใหญ่ทันควัน เนตรมณีชะโงกหน้ามองผ่านโขดหิน แววตาของเธอดิ่งลึกนิ่งสนิทลงจนเย็นเยือก
“ยายใจ...มันจับเด็กทั้งหมดขึ้นไปเพื่อทำพิธี” เธอพึมพำเสียงต่ำ
ดวงตากูเกิ้ลของหล่อนทำงาน ยายใจหลังจากขโมยคัมภีร์หนังดำไปจากเรือนอาจารย์คง หล่อนก็เร้นกายเข้าสู่กระท่อมกลางป่าเพื่อรวบรวมเด็กมาประกอบพิธี “มนต์ดำกักขังวิญญาณ” วิชาต้องห้ามร้ายกาจที่สุด
เพื่อให้ได้ไสยเวทย์วิชาที่แข็งแกร่ง คงกระพัน ต้องใช้เด็กผู้บริสุทธิ์ถึงหกคนมาเซ่นสังเวยชีวิตในคืนพระจันทร์เต็มดวง ซึ่งดวงจันทร์กำลังจะกลมโตเต็มใบในค่ำคืนนี้พอดี!
ธีร์เห็นสีหน้าจริงจังฉับพลันของหล่อนก็เริ่มหน้าเครียดตาม
เนตรมณีหันขวับไปหาเด็กแฝดด้านหลัง “จุก โยนย่ามของอาจารย์ปู่มาให้พี่!”
“จ๊ะพี่มณี” เจ้าจุกโยนย่ามตามคำสั่งทันที
“แล้วพวกเธอสองคนแอบอยู่ตรงนี้ ห้ามขยับไปไหนเด็ดขาด”
เด็กทั้งสองพยักหน้าแทบจะพร้อมกัน
“พี่มณีจะบุกขึ้นไปคนเดียวเหรอจ๊ะ” เจ้าแก้วถาม ดวงตาเด็กน้อยเหมือนจะมีน้ำตาคลอหน่วย หล่อนห่วงพี่สาวจนอยากจะร้องไห้
“ใช่.. แต่พี่จะไม่เป็นไรไม่ต้องห่วง” เธอหันไปบอกเจ้าแก้ว ด้วยน้ำเสียงที่เข้มแข็งแต่แฝงไปด้วยความอ่อนโยน
หล่อนรับย่ามมาคล้องบ่า แววตาคมปลาบดุดันฉายแววเด็ดเดี่ยว
“ถ้าข้างบนนั่นมันเล่นมนต์ดำไสยเวทย์ของจริง คนธรรมดาที่ไม่มีอาคมขืนทะเล่อล่าเข้าไป มีแต่จะไปนอนเป็นศพเฝ้าป่าเปล่าๆ”
ทว่าก่อนที่เรียวขาบางจะทันก้าวพ้นเหลี่ยมหิน ฝ่ามือหนาอันทรงพลังของผู้กองธีร์ก็ตวัดคว้าข้อมือของเธอเอาไว้แน่น
“เดี๋ยว”
เนตรมณีหันขวับกลับมาตวาดใส่
“อะไรของคุณอีกเล่า”
“นี่มันคือหน้าที่ของตำรวจ” น้ำเสียงและแววตาของธีร์เปลี่ยนเป็นจริงจังและเคร่งขรึมขั้นสุดอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “เธอเป็นประชาชนธรรมดา ไม่มีความจำเป็นต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงรับกระสุน”
เนตรมณีหัวเราะหึในลำคออย่างนึกสมเพช
“ฉันเป็นประชาชนธรรมดา ที่เดินนำทางพวกคุณลุยป่าขึ้นมาจนเจอต้นตอ แล้วยายใจนี่ มันไม่ใช่คนธรรมดา มันเกือบจะกลายเป็นครึ่งคนครึ่งผีไปแล้ว คุณสู้กับมันไม่ไหวหรอก ยกเว้นว่าคุณจะมีอาคม!” เนตรมณีพยายามอธิบาย แต่เหมือนว่านายตำรวจนั่นจะไม่เข้าใจ เขายังกำข้อมือหล่อนไว้ไม่ปล่อย
“ไร้สาระ ผมฝึกมา ไม่ว่าผีหน้าไหนก็ไม่ชนะลูกตะกั่วหรอก ผมบอกแล้วไงว่าผมไม่เชื่อเรื่องคุณไสยผีสาง”
คำตอบโง่ๆ ที่เต็มไปด้วยอีโก้นั่นทำเอาเนตรดาวในร่างเนตรมณีแทบจะระเบิดอารมณ์
“เรื่องของคุณแล้วกัน แต่ฉันช้าไม่ได้ เพราะถ้าเด็กข้างบนนั่นไม่รอด ฉันก็ไม่ผ่านด่านนี้!!”
“ด่านอะไร”
“โอ๊ยยยยยยยยยย!” เนตรมณีหัวเสียจนเส้นเลือดตรงขมับเต้นตุบๆ หล่อนหมดความอดทนกับความหัวรั้นของไอ้ผู้กองคนนี้เต็มทน มือบางตวัดควานลึกลงไปในย่ามผ้าดิบโบราณทันที
“ได้! งั้นก็ดูนี่ซะ”
ธีร์ขมวดคิ้ว พลางมองตามมือหล่อน ทว่าในวินาทีต่อมา ดวงตาคู่คมของผู้กองหนุ่มกลับเบิกกว้างขยับค้างด้วยความตกตะลึงลาน
เพราะสิ่งที่เด็กสาวหยิบวัตถุบางอย่างออกมาจากย่ามผ้าถัก... มันคือ “ปืนพกอัตโนมัติ” สีดำสนิท!
“...เดี๋ยวนะ”
ธีร์อุทานเสียงหลง สมองชาหนึบไปชั่วครู่ ตำรวจลูกน้องอีกสองนาย ถึงกับอ้าปากค้างตาค้างจ้องเขม็ง เนตรมณีสะบัดข้อมือตรวจสอบน้ำหนักปืนในฝ่ามืออย่างคล่องแคล่วชำนาญ ก่อนจะใช้นิ้วเรียวรั้งไกปืนขึ้นลำ เสียงดังหนักแน่น
แกร๊ก!
เธอเชิดใบหน้าเก๋ไก๋นั่นขึ้นอย่างผู้ถือไพ่เหนือกว่า “นี่ของดูต่างหน้าของอาจารย์ปู่ฉันเอง”
ธีร์นิ่งสนิทไปแล้ว ทว่าในหัวสมองของเขาตอนนี้กลับเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำถามอันมหึมาวิ่งวนอยู่เต็มไปหมด...
อาจารย์ปู่จอมขมังเวทย์ยุคโบราณบ้านไหนกันวะ... ถึงจะมีปืนพกโมเดิร์นล้ำยุคขนาดนี้ติดตัวไว้ในย่ามยันต์
ผู้กองหนุ่มนิ่งค้าง สายตาจดจ้องปืนในมือหญิงสาวอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา ตัวปืนเป็นผิวสีดำด้าน ไร้เงาสะท้อน เฉียบคมและใช้วัสดุที่ดูจะน้ำหนักเบามือเล็กๆของผู้หญิงถือได้อย่างสบาย ไม่เหมือนปืนพกของเขาแม้จะเป็นรุ่นใหม่แต่ก็ยังดูเทอะทะ
“อาจารย์ปู่ของเธอเป็นใครกันแน่ ถึงได้มีอาวุธปืนหน้าตาพิลึกแบบนี้ครอบครองไว้” ธีร์ขมวดคิ้วแน่น จ้องเขม็งไปที่ของในมือหล่อน
เนตรมณีกะพริบตาปริบๆ เมื่อรู้ตัวว่าเพลี่ยงพล้ำ คายไอเทมโกงของระบบออกมาเด่นชัดเกินไป เธอรีบปรับสีหน้า ตีหน้าซื่อตาใสทันควัน
“ก็... แกคงแลกจากพวกพ่อค้าต่างชาติต่างเมืองมั้ง”
“ฟังขึ้นที่ไหนกันเล่า…” ธีร์ยกมือขึ้นนวดขมับ เริ่มรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้ากับยัยเด็กตรงหน้าขึ้นมาตงิดๆ
ทว่าเนตรมณีกลับเหยียดยิ้มที่มุมปากเบาๆ ทันทีที่น้ำหนักที่คุ้นเคยของด้ามปืนประทับเข้ากับร่องฝ่ามือ ความทรงจำและทักษะดั้งเดิมไหลย้อนกลับคืนสู่ร่างกายแทบจะในวินาทีนั้น
สมัยที่เธออยู่ในโลกเดิม ในฐานะประธานบริษัทเกมระดับร้อยล้าน นอกจากทำรายได้ฟันกำไรแล้ว งานอดิเรกอันดับหนึ่งที่เธอหลงใหลที่สุดคือ “การยิงปืน” เนตรดาวเคยเป็นถึงสมาชิกสนามยิงปืนยุทธวิธีระดับ VIP เธอลงแข่งขันแม่นปืนระบบสากลมานับครั้งไม่ถ้วน กวาดโล่รางวัลเกียรติยศจากสมาคมมาประดับบารมีเต็มบ้าน
ตอนแรกก็แค่อยยิงเพื่อคลายความเครียด แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นว่าฝีมือการลั่นไกของเธอเฉียบคมและแม่นยำราวจับวาง และในเวลานี้ พอได้หวนกลับมาสัมผัสอาวุธอีกครั้ง จิตวิญญาณของเสือร้ายในร่างแมวก็ตื่นขึ้น
“เข้ามือชะมัด...” หญิงสาวพึมพำเบาๆ พลางหมุนควงปืนด้วยนิ้วชี้อย่างคล่องแคล่วและงดงามน่ามอง
ผู้กองธีร์เฝ้ามองภาพนั้นแล้วเริ่มรู้สึกแปลกประหลาดในอก ท่าทางการจัดกรอบปืน การยืนคุมศอกขนาน การจัดตำแหน่งวางข้อนิ้ว... รวมถึงแววตานิ่งสงบ ดุดัน และเปี่ยมไปด้วยรังสีสังหารของหล่อนในยามนี้ มันไม่ใช่ท่าทางของเด็กสาวที่ ‘เพิ่งเคยจับปืน’ เป็นครั้งแรกในชีวิตอย่างแน่นอน
ตรงกันข้าม... หล่อนดูเหมือนเพชฌฆาตที่ชำนาญการใช้อาวุธสังหารชิ้นนี้มานานจนเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย
แขนเรียวยกเล็งไกปืนไปด้านหน้า หรี่ตาหนึ่งข้าง มุมปากยกยิ้มอย่างพอใจ
“แอบอยู่นั่นเองเหรอ ยายใจ!”
0 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบ