ณ ท่ามกลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ เหนือน่านฟ้ายามดึกดื่นเวลานี้เต็มไปด้วยความขมุกขมัวจากสภาพอากาศที่แปรปรวน จนผลิตพายุลูกใหญ่ขึ้นมา พร้อมหยดน้ำฝนตกกระหน่ำใส่เรือสำเภาโคลงเคลงลำหนึ่ง ซึ่งมีผู้คนถึงเก้าชีวิตอยู่บนเรือ พวกเขาต่างพยายามออกแรงคุมชักใบเรือให้มั่นคงที่สุดไว้ เพื่อหวังให้เรือแล่นผ่านมรสุมนี้ไปให้ได้ แต่เพราะความโชคร้ายที่คาดการณ์สภาพอากาศผิดพลาด ส่งผลให้เกิดความล่าช้าและรับมือยากขึ้นหลายพันเท่า ไหนจะสภาพร่างกายของพวกเขาที่เริ่มล้าขึ้นเรื่อยๆ
“พายุแรงมาก ขืนเป็นแบบนี้เรือล่มแน่” ชายผู้นำกลุ่มเดินทางยังคอยจับพวงมาลัย บังคับเรือให้ทรงตัวคงที่ท่ามกลางคลื่นถาถม ไฟจากคบเพลิงและตะเกียงได้ดับมอด เสมือนแสงความหวังในใจที่มืดหม่นทันที พอคลื่นน้ำข้างใต้ถูกมวลกระแสลมหนักพัดเข้าให้อีกรอบ ก็เกิดเป็นคลื่นลูกใหญ่ที่ซัดเรือทั้งลำให้พลิกคว่ำ ส่งร่างของพวกเขาทั้งหมดตกลงไปสู่ผืนน้ำ
“ทุกคน!!! หาอะไรเกาะไว้เร็วเข้า” ผู้นำรีบตะโกนหลังลอยโผล่หัวขึ้นมาบนผิวน้ำ เหล่าสมาชิกที่เหลือจึงพยายามแหวกว่ายควานหาแผ่นไม้หรือข้าวของสัมภาระที่ตนพอจะจับยึดให้ลอยบนผิวน้ำ แต่ความเปียกปอนนี้ส่งผลให้อุณหภูมิหนาวเย็นแทรกทะลุผ่านเนื้อหนังไปถึงกระดูก จนพวกเขาแทบขยับตัวไม่ไหว ยิ่งความรู้สึกที่ไม่มีพื้นแข็งให้เท้าเหยียบนั้นก็ช่างทรมานเหลือล้น ขณะที่พายุร้ายยังพัดกระหน่ำต่อเนื่อง และไม่มีทีท่าจะสงบลงได้เลยในตอนนี้
“ใครก็ได้…..ช่วยพวกเราที” ทุกคนเอ่ยร้องสุดเสียง สลับกับเสียงฟ้าร้องอันครึกครื้นจากฟากฟ้า
“ข้าไม่ไหวแล้ว…พวกเราตายหมดแน่” ลูกเรือบางส่วนรู้สึกว่าตัวเองจวนจะหมดแรงยื้อชีวิตเสียแล้ว กับบางคนที่เพิ่งเดินทางห่างไกลครั้งแรก พอต้องมาประสบภัยจากมหันตภัยรุนแรงขนาดนี้ก็ชักคุมสติไม่อยู่ พลางเห็นภาพสิ้นหวังล่วงหน้า นึกไปถึงครอบครัวและพวกพ้องของตนบนฝั่งที่จะต้องโศกเศร้าใจแน่ เมื่อทราบข่าวเรือเดินทางของพวกเขาอับปางกลางมหาสมุทรจากพายุใหญ่
ผู้นำกลุ่มการเดินทางเข้าสู่ห้วงอารมณ์หดหู่มากขึ้น เมื่อเห็นเหล่าเพื่อนพ้องที่ร่วมทางมากับตน กำลังถูกน้ำพัดปลิวห่างหายไปจากสายตา ความโดดเดี่ยวนี้เริ่มสร้างความทุรนทุรายมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งหมดต่างคิดเห็นเป็นภาพเดียวกันถึงจุดจบของการมีชีวิต ทั้งที่แต่ละคนยังมีความต้องการที่จะอยากใช้ชีวิตต่อไป สิ่งเดียวที่ถือเป็นความหวังเดียวของทั้งเก้าได้ในยามนี้ คือการร่ำร้องขอให้เกิดปาฏิหาริย์
“ท่านเมขลา ได้โปรดบันดาลมาช่วยพวกเราที” นามหนึ่งอันระบุถึงเทพีผู้เลื่องลือตนนั้น ได้หลุดจากปากของท่านผู้นำ ก่อนที่เขาจะรู้สึกเหมือนเห็นทุกอย่างตรงหน้าเป็นสีดำสนิทไปหมดแล้ว
ทันใดนั้น มีบางอย่างเกิดขึ้นแบบเหนือความคาดหมาย เมื่อพวกเขาทั้งหมดพบว่าคลื่นทะเลเริ่มเคลื่อนไหลช้าลง เป็นผลให้ความรุนแรงของคลื่นน้ำทุเลาลง รวมถึงสายฝนที่ค่อยๆโปรยปราย จนมองเห็นละอองฝนที่ตกลงมาอย่างช้าๆ ทุกอย่างตอนนี้กลายเป็นความสงบแบบผิดธรรมชาติไปมาก
“อ๊ะ แสงอะไรนะ…..”
ทั้งเก้าต้องประหลาดใจกับอีกหนึ่งเรื่อง เมื่อเหนือน่านฟ้าปรากฏแสงสว่างรุ่งโชติขึ้นมา จนดับภาพมืดมิดเมื่อครู่ไปหมดสิ้น ก่อนที่แสงจะลอยเข้ามาหาทุกคนกลางมหาสมุทร ทำให้พวกเขาเริ่มแสบตากับความเจิดจ้านี้
เมื่อเข้าใกล้มากขึ้น แสงนั้นได้อ่อนลง จนทั้งหมดสามารถเปิดดวงตามองมาพบกับสตรีผู้งดงามนางหนึ่ง ผิวขาวเนียนสว่าง ใบหน้าเรียวมน พร้อมอยู่ในชุดพาดผ้าสไบลายวิจิตรทรงเครื่อง ที่สำคัญคือร่างของเธอยังลอยเหนืออากาศ เป็นภาพน่าตกตะลึงเท่าที่เหล่าเก้าชีวิตจะเคยประสบพบเจอกับตา
“ไม่ต้องกลัวหรอกค่ะ ฉันคือเมขลา เทพีจากสรวงสวรรค์ ฉันจะช่วยพาพวกคุณทั้งหมดขึ้นฝั่งอย่างปลอดภัยเอง” น้ำเสียงเทพีนั้นอ่อนหวาน จนสร้างความไว้วางใจตั้งแต่แรกเห็นทันที วินาทีนั้น ตัวผู้นำกับพรรคพวกอีกแปดคนทึ่งกันถ้วนหน้า เมื่อสิ่งที่เคยได้ฟังจากผู้ประสบภัยก่อนหน้านี้ที่เล่าเล่ากันมาจะเกิดขึ้นจริงสมใจ
เทพีพนมมืออย่างอ่อนช้อย บังเกิดเป็นพลังศักดิ์สิทธิ์ที่นำพาร่างชายทั้งเก้าที่กระจัดกระจายให้กลับมาเกาะกลุ่มอีกครั้ง ก่อนจะเคลื่อนย้ายทุกคนให้ไปทางเดียวกัน มุ่งเข้าสู่ฝั่งพื้นบกทันที ด้วยอิทธิฤทธิ์วิเศษของเทพีที่เสมือนเกราะหนาชั้นยอดนี้ แม้จะอยู่ในกลางพายุฟ้าคะนองที่ยังดำเนินต่อไปอย่างปั่นป่วน พวกเขาก็ไม่รู้สึกได้รับแรงกระทบใดๆเลย เหตุการณ์นี้เหมาะสมควรกับคำว่า ปฏิหาริย์ จริงๆ
การกู้ภัยแบบมหัศจรรย์นี้ใช้เวลาเพียงนิดเดียว เมขลาสามารถพาพวกเขามาถึงชายฝั่งที่ใกล้แถบนี้ที่สุด คือเขตป่าที่ห่างไปถึงหกกิโลเมตร อย่างไรก็ตามฝนข้างนอกยังตกหนัก เหล่าชายหนุ่มที่ขึ้นฝั่งจึงช่วยเหลือพยุงตัวเข้าไปหลบในถ้ำใหญ่แถวนั้น พร้อมจุดไฟเพิ่มความอบอุ่น และตรวจสอบผู้มีบาดแผลแล้วทำการรักษา นับว่าเป็นโชคคุ้มภัยมากที่โดยรวมไม่ได้รับอาการสาหัสนัก
“ถ้าเดินลัดผ่านป่าทางทิศตะวันตก ก็จะพบเมืองมนุษย์อยู่แถวนั้น ไว้พายุข้างนอกสงบลงเมื่อไหร่ พวกคุณค่อยออกเดินทางไปละกันนะ” เทพีบอกแนะเส้นทางถัดไปด้วยความหวังดี สร้างความตรึงใจแก่ทั้งเก้าคนอย่างมากที่ได้รับความช่วยเหลือสุดอัศจรรย์ในคืนนี้
“โอ….ข้าขอบคุณท่านเมขลามาก ที่ลงมาช่วยพวกเราไว้ ทั้งที่คิดว่าจะไม่รอดกันหมดแล้วแท้ๆ” ผู้นำพูดพร้อมพนมมือไหว้ รวมถึงสมาชิกทุกคนที่เต็มไปด้วยความรู้สึกโล่งใจ จนกล่าวขอบคุณอย่างสุดซึ้ง
“นั่นเป็นหน้าที่ของฉันอยู่แล้ว น่าดีใจจริงๆที่ชีวิตพวกคุณทุกคนยังไม่ดับสูญไป”
“แหม นึกว่าเรื่องที่คนรอดตายแล้วเล่าว่าได้รับความช่วยเหลือจากเทพีงดงามจะเป็นเรื่องหลอกเด็กเสียอีก ไม่เจอกับตัวคงไม่เชื่อตาตัวเองแน่ ท่านเมขลานี่สุดยอดจริงๆ” ลูกเรือกล่าว
“ข้าว่าต่อจากนี้ เราคงได้เอาเรื่องนี้ไปเล่าให้คนอื่นฟังเหมือนกับพวกนั้นแน่ และคงมีคนไม่เชื่อที่เราพูดอีก ฮ่าๆๆ” ความขบขันของผู้รอดตายหลังผ่านพ้นภัยวิกฤตนี้ ทำให้รอยยิ้มอันแสนสุขของเมขลาปรากฏขึ้น กลายเป็นภาพโฉมงามมีเสน่ห์ที่น่าจดจำของทุกคนภายในถ้ำ
“หน้าที่ของฉันจบแล้ว หวังว่าพวกคุณจะใช้ชีวิตต่อจากนี้อย่างคุ้มค่า แล้วทำเป้าหมายของตนเองให้สำเร็จ ขอให้โชคดีนะ” คำอวยพรส่งท้ายอันหวังดีกับน้ำเสียงละมุนหู ถือเป็นกำลังใจส่งท้ายต่อการพบเจอระหว่างคนกับเทพีได้อย่างตราตรึง ก่อนที่แสงรวีจากตัวเมขลาจะเปล่งจรัสอีกครั้ง แล้วค่อยๆลอยลับออกจากถ้ำ กลับขึ้นสู่บนท้องฟ้ายามวิกาล ขณะที่พวกเขาออกมามองแถวปากถ้ำด้วยความสุข เพื่อจดจำวินาทีล้ำค่าสุดท้ายนี้เอาไว้ให้ขึ้นใจ
“สิ่งที่ท่านช่วยไว้….เราจะไม่ลืมแน่” พวกเขาเอ่ยคำขอบคุณอีกครั้ง และเตรียมพักผ่อนเพื่อตื่นมาพบกับรุ่งอรุณของการมีชีวิตต่ออีกครั้งในวันถัดมา
0 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบ