เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น บรรยากาศ ณ ท่าอากาศยานกลางเมืองหลวงเต็มไปด้วยความพลุกพล่าน บรรดาว่าที่โซลเฮย่าผู้ผ่านการคัดเลือกกว่าร้อยชีวิตต่างมารวมตัวกันเพื่อเตรียมออกเดินทาง ยานขนส่งลำนี้จะมุ่งหน้าไปยังสถานีอวกาศเนบิวล่า เพื่อต่อยานโดยสารขนาดใหญ่สำหรับการเดินทางยาวไกลข้ามอวกาศไปยังกานิมีด
เสียงประกาศจากระบบดังก้องไปทั่วโถงผู้โดยสาร
“ท่านที่จะเดินทางไปยังสถานีเนบิวล่า จะออกเดินทางในอีก 10 นาที...นาที โปรดรายงานตัวขึ้นเครื่อง ที่ชานชาลา 16…”
เจคอบสวมเสื้อชุดโปรดสีดำสะพายเป้สีขาวใบโปรดที่เคยเป็นของแม่กระชับแนบ เขาเดินล่วงเข้ามาในโถงรอพัก โดยมีโจนนี่และฮาลมาส่งเขา
“ทริเวียสติดงานน่ะ ฝากขอโทษที่มาส่งไม่ได้” ฮาลว่า
“ไม่เป็นไร แค่มีพวกเธอมาส่ง ฉันก็ดีใจแล้ว ฮาล โจนนี่ เธอทั้งสองคนเป็นเหมือนครอบครัวของฉัน เสมอ” เจคอบว่า
ฮาลยิ้มเจื่อนรับคำนั้น แม้ลึกๆ ในใจจะมีความเจ็บปวดซ่อนอยู่ แต่เขาก็ยอมรับมัน ชายหนุ่มเพิ่งจะหักใจจากหญิงสาวที่ตนแอบรัก เพื่อหลีกทางให้กับเพื่อนรักที่สุดของเขา... นาทีนี้นอกจากความยินดีแล้ว เขาก็พอจะทำใจยอมรับความจริงได้บ้างแล้ว
เจคอบสบตากับโจนนี่ ทั้งคู่อมยิ้มให้กันด้วยความรู้สึกที่ลึกซึ้งเกินกว่าจะอธิบายเป็นคำพูด
โจนนี่ขยับตัวเข้าหาเด็กหนุ่ม เธอหลับตาพริ้ม บรรจงประทับริมฝีปากจูบเขาอย่างดูดดื่ม ท่ามกลางสายตาของผู้โดยสารนับร้อยที่เดินผ่านไปมาและหันมามองเป็นตาเดียว ทำเอาเจคอบถึงกับหน้าแดงซ่านด้วยความเขินอาย ส่วนฮาลก็แสร้งทำเป็นเบือนหน้าหนีเล็กน้อย
“อะแฮ่ม!” ฮาลกระแอมไอเสียงดังขัดจังหวะ เหมือนจะเตือนสติว่า 'ฉันยังยืนอยู่ตรงนี้นะ'
พอทั้งคู่ผละออกจากกัน ฮาลก็ล้วงมือเข้าไปในกระเป๋าเสื้อ “เซอร์บราน ฝากตลับอันนี้มาให้น่ะ” ฮาลบอก พลางยื่นตลับโลหะทรงกระบอกแบนๆ ที่มีปุ่มสีแดงตรงกลางให้
เจคอบรับมันมาพลิกดูด้วยความสงสัย
‘เซอร์บราน ส่งอะไรมาให้เรากันนะ?’ เจคอบนึกสงสัยในใจ แต่ก็ตัดสินใจเก็บตลับโลหะนั้นล้วงลึกลงไปในกระเป๋ากางเกง “ฝากขอบคุณ เซอร์บราน ด้วยนะ”
“ท่านที่จะเดินทางไปสถานีเนบิวล่า เพื่อขึ้นยานขนส่งต่อไปยังกานิมีด จะออกเดินทางในอีก 10 นาที นาที โปรดรายงานตัวขึ้นเครื่อง ที่ชานชาลา 16…ในเวลานี้ด้วยครับ…” เสียงระบบประกาศเตือนครั้งสุดท้ายดังแทรกขึ้น
“ได้เวลาแล้วล่ะ” เจคอบเงยหน้าขึ้นมองลำโพง โจนนี่และฮาลพยักหน้าพร้อมกัน
“ท่านที่จะเดินทางไปสถานีเนบิวล่า เพื่อขึ้นยานขนส่งต่อไปยังกานิมีด จะออกเดินทางในอีก 10 นาที นาที โปรดรายงานตัวขึ้นเครื่อง ที่ชานชาลา 16…ในเวลานี้ด้วยครับ” เสียงระบบประกาศเตือนครั้งสุดท้ายดังแทรกขึ้น
“อีกห้าปีเจอกันนะ” ฮาลเอ่ยขึ้น เป็นครั้งแรกที่ชายหนุ่มทั้งสองยื่นมือมาจับกันและบีบแน่นเพื่อส่งผ่านมิตรภาพ
เจคอบส่ายหน้าเบาๆ พลางยิ้มมุมปาก “ไม่ใช่เพื่อน… หกปีต่างหาก”
ฟังพูดจบ ฮาลก็ดึงเพื่อนรักเข้ามาสวมกอดเอาไว้แน่น
“นายคือคนสำคัญของฉันนะ”
“พอได้แล้วน่า...” เจคอบค่อยๆ แกะแขนของฮาลออกด้วยความเขินอาย แม้ในใจจะรู้สึกตื้นตันกับคำพูดนั้นไม่น้อย
“โชคดีนะ” โจนนี่กล่าวอวยพร แววตาของเธอสะท้อนความอาวรณ์อย่างลึกซึ้ง หญิงสาวเอื้อมมือมากุมมือของเจคอบเอาไว้แน่น... เป็นการสัมผัสกันครั้งสุดท้าย
“อีกหกปีนะ” เจคอบย้ำคำสัญญานั้นอีกครั้ง
เขาค่อยๆ ปล่อยมือจากหญิงสาว โบกมือลาบุคคลอันเป็นที่รักทั้งสองเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะหันหลังเดินมุ่งหน้าไปยังจุดตรวจเช็กอิน หนุ่มสาวผมทองทั้งคู่ยืนมอง ปล่อยให้แผ่นหลังของเจคอบค่อยๆ กลืนหายเข้าไปในฝูงชน
หลังจากร่ำลาโจนนี่กับฮาลแล้ว เขาก็เดินเข้าแถวเพื่อลงทะเบียนขึ้นยาน
“ขอมือ” เจ้าหน้าที่บอก เจคอบยื่นมือซ้ายให้ เจ้าหน้าที่คนนั้นก็เอาแท่งแก้วกดลงบนกลางผ่ามือ และข้อมูลของเขาก็ปรากฎลงบนแผ่นกระจกที่วางบนโต๊ะ
“ชื่อ” เจ้าหน้าที่ถาม
“เจคอบเบลล่า ฟาลูเนตต์” เจคอบบอก เจ้าหน้าที่มองรูปในแผ่นกระจกแล้วมองหน้าเจคอบ
“ผ่าน…. ” เจ้าหน้าที่บอก แล้วเขาก็เรียกคนถัดไป ระหว่างที่เจคอบกำลังเดินเข้าแถวตามลำดับเพื่อเข้าสู่ห้องโดยสาร มีเจ้าหน้าที่ยืนคอยใช้เครื่องสแกนตรวจเช็กหมายเลขที่นั่งตรงข้อมือของผู้โดยสารทีละคน พร้อมกับเสียงประกาศจากระบบอัตโนมัติที่ดังก้อง
“ท่านที่จะเดินทางไปสถานีอวกาศเนบิวล่า เพื่อขึ้นยานขนส่งต่อไปยังกานิมีด จะออกเดินทางในอีก 10 นาที ยานลำเลียงรอบต่อไปเวลา 10 นาฬิกา 30 นาที โปรดรายงานตัวขึ้นเครื่อง ที่ชานชาลา 16…”
เจคอบก้าวเข้ามาในห้องโดยสาร เขาโยนกระเป๋าเป้ใบเดียวที่มีขึ้นเก็บไว้บนช่องเหนือศีรษะ แล้วทิ้งตัวลงนั่งที่เบาะริมหน้าต่าง ที่หมายเลข 130
เพียงครู่ต่อมา ก็มีคนเดินมาหยุดยืนอยู่ข้างๆ “เอ่อ... นี่คือที่นั่ง 131 ปะครับ?”
เจคอบเงยหน้ามอง เด็กหนุ่มรุ่นราวคราวเดียวกัน ผิวขาวจัด รูปร่างเล็กเพรียว มีเรือนผมสีแดงโดดเด่นและสวมแว่นตา กำลังยืนส่งยิ้มแหยๆ มาให้ เจคอบทำเพียงแค่มองหน้า แววตาขุ่นมัวเล็กน้อย และไม่ยอมตอบอะไร
“อ้อ ใช่! ใช่ๆ ที่นั่งของฉันเอง” เด็กหนุ่มผมแดงหันไปมองตัวเลขเรืองแสงที่พนักพิง แล้วรีบแทรกตัวเข้ามานั่งข้างๆ อย่างกระตือรือร้น
“ผมชื่อฟารอลนะ...” เด็กหนุ่มยิ้มแย้มแนะนำตัว
“เจคอบ” เขาตอบกลับสั้นๆ ห้วนๆ
“นายเคยเดินทางไปสถานีอวกาศไหม” ฟารอลเริ่มชวนคุย
“ไม่อะ” เจคอบตอบตัดบท
“ฉันน่ะ เดินทางแบบนี้มาสามครั้งแล้วนะ! เคยไปเทียแมทตั้งสองครั้ง แล้วก็เคยมาสถานีเนบิวล่าครั้งนึงด้วย แต่นั่นมันก็นานมาแล้วล่ะนะ เวลาจะเดินทางไปดาวไกลๆ อย่างเทียแมท มาร์ส หรือกานิมีดแบบพวกเราเนี่ย เราต้องนั่งยานลำเลียงแบบนี้ไปต่อยานลำใหญ่ที่สร้างมาเพื่อเดินทางข้ามดาวโดยเฉพาะ...” ฟารอลร่ายยาวเป็นชุดด้วยความตื่นเต้น
‘เบื่อพวกพูดมากชะมัด...’ เจคอบบ่นอุบในใจ เขากอดอกแน่นขึ้น
“ที่เรานั่งอยู่เนี่ยเรียกว่ายานลำเลียงขนาดสองร้อยที่นั่ง แต่ก็อย่างว่านะ คนที่เดินทางไปสถานีเนบิวล่า ก็ไม่ใช่ทุกคนที่จะไปกานิมีดแบบเรา แต่วันนี้ โชคดีที่ยานของเราน่าจะจอดรออยู่ที่สถานีเนบิวล่าแล้ว”
“แล้วนี่... เราจะเดินทางไปถึงเนบิวล่าใช้เวลาแค่ไหน” เจคอบแกล้งถามขัดจังหวะ หวังจะให้บทสนทนาจบลง
“สักสามนาทีได้... ไม่ใช่สิ สามชั่วโมงต่างหาก… แหม เวลาของแต่ละดาวก็มีมาตรวัดไม่เท่ากันนี่นา” ฟารอลตอบพลางยักไหล่โชว์ภูมิความรู้
พอได้ยินคำตอบ เจคอบก็ไม่รอช้า เขาล้วงเอาผ้าปิดตาออกมาสวมทับทันที แกล้งทำเป็นเอนหลังหลับเพื่อหนีความรำคาญ
ยานอวกาศค่อยแล่นออกจากรันเวย์และปรับความสูงเข้าสู่ชั้นบรรยากาศเรื่อยๆ มีแรงกดจากแรงจีที่เพิ่มขึ้นที่ทำให้ผู้โดยสารรู้สึกอึดอัดในอก
“เฮ้ๆ นายต้องดูตอนที่เรากำลังออกนอกบรรยากาศนะ! ดูสิเพื่อน แค่ไม่กี่วินาทีเอง...”
เจคอบถอนหายใจ ยอมแง้มผ้าปิดตาขึ้นมามองอย่างเสียไม่ได้ ภาพนอกกระจกคือทัศนียภาพของเมืองหลวงที่กำลังหดเล็กลงอย่างรวดเร็ว ยานพุ่งทะยานฝ่าชั้นเมฆหนาทึบ หนีแรงโน้มถ่วงของโซลันขึ้นสู่ท้องฟ้าเบื้องบน
“เดี๋ยวจะมีสักสามสิบวินาทีนะ ที่เราจะตกอยู่ในสภาวะไร้น้ำหนัก ก่อนที่ยานจะพ้นแรงดึงดูดของดาว และออกสู่อวกาศ แล้วก็...” ฟารอลยังคงทำหน้าที่มัคคุเทศก์ต่อไป
ทันใดนั้น อาการหูอื้อและอาการวูบโหวงในช่องท้องก็จู่โจม แรงกดทับที่เคยมีมลายหายไปชั่วขณะ ก่อนที่ระบบแรงโน้มถ่วงเทียมของยานจะทำงาน
เจคอบลืมเรื่องรำคาญไปจนหมดสิ้น เด็กหนุ่มเบิกตากว้าง ตกตะลึงกับภาพเบื้องหน้า
... อวกาศสีดำมืดมิดอันเป็นอนันต์ที่ไร้จุดสิ้นสุด ทอดตัวอยู่เบื้องนอกกระจกใส และที่โดดเด่นตระหง่านอยู่ท่ามกลางความเวิ้งว้างนั้น คือเงาของมหาประดิษฐกรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
"ยานแม่" (The Center) ยานอวกาศขนาดมโหฬารเท่าเมืองทั้งเมือง ลอยตระหง่านอยู่ห่างออกไป แสงไฟจากตัวยานทอประกายระยิบระยับล้อกับความมืด เจคอบผู้เติบโตมาในหอคอย เคยเห็นยานแม่เป็นเพียงเงาทะมึนห่างไกลอยู่เหนือศีรษะ บัดนี้ได้เห็นมันในระดับสายตาเป็นครั้งแรก ฉากหลังที่เป็นแสงดาวพราวระยับ
“เกิดมา... เพิ่งจะรู้ว่า มันสวยขนาดนี้” เจคอบพึมพำออกมาอย่างลืมตัว แววตาสะท้อนประกายแสงของยานระยิบระยับรับแสงหมู่ดาว และแสงจากดาวฤกษ์ยักษ์
“ใช่ไหมล่ะ...” ฟารอลอมยิ้มอย่างภูมิใจ ราวกับเป็นคนสร้างมันขึ้นมาเอง
ขณะที่เจคอบยังคงตื่นตาตื่นใจ ทอดสายตาสำรวจความยิ่งใหญ่ของยานแม่ไม่วางตา... “นี่จะถึงแล้วเหรอ” เจคอบหันมาสะกิดฟารอล
แต่กลายเป็นว่า คราวนี้เด็กหนุ่มผมแดงกลับเป็นฝ่ายสวมผ้าปิดตาไปเรียบร้อยแล้ว
“ยังหรอกเพื่อน... ที่เห็นนั่นน่ะแค่ยานแม่ สถานีอวกาศเนบิวล่าอยู่ห่างออกไปอีกตั้งหมื่นกิโลเมตร นายหลับรอได้เลย ยานลำนี้พอพ้นชั้นบรรยากาศมาได้ก็ใช้แรงเฉื่อยขับเคลื่อนแล้ว... อีกสักสามชั่วโมงนู่นแหละ กว่าจะถึง”
ได้ยินดังนั้น เจคอบจึงดึงผ้าปิดตาลงมาสวมอีกครั้ง ปล่อยให้ภาพความยิ่งใหญ่ของจักรวาลประทับอยู่ในความทรงจำ ขณะที่ยานลำน้อยแล่นทะยานเข้าสู่ความเวิ้งว้างอย่างเงียบงัน
สามชั่วโมงต่อมา...
เจคอบเผลอหลับไปตอนไหนก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ มา รู้สึกตัวอีกทีเมื่อสัมผัสได้ว่าแรงสั่น
สะเทือนของเครื่องยนต์สงบลง ผู้โดยสารคนอื่นๆ ทยอยลุกเดินลงจากยานกันไปเกือบหมดแล้ว เขาตื่นเต็มตาเพราะเสียงประกาศจากระบบกระจายเสียงของสถานีที่ดังก้องกังวาน
“ว่าที่โซลเฮย่าทุกท่าน ที่จะเดินทางไปยังกานิมีด ขอเชิญเข้าแถวเพื่อรายงานตัวขึ้นยานภายในเวลา 17 นาฬิกา... ประกาศย้ำ ว่าที่โซลเฮย่าทุกท่าน ที่จะเดินทางไปยัง
กานิมีด ขอเชิญเข้าแถวเพื่อรายงานตัวขึ้นยานภายในเวลา 17 นาฬิกา”
เด็กหนุ่มขยี้ตาไล่ความง่วง หันซ้ายหันขวาก็ไม่พบเด็กหนุ่มผมแดงที่ชื่อฟารอลเสียแล้ว เขาจึงคว้ากระเป๋าเป้ใบเก่ง ก้าวเดินลงจากยานลำเลียง มุ่งหน้าไปตามป้ายสัญลักษณ์เพื่อสับเปลี่ยนไปขึ้นยานอวกาศโดยสารข้ามดวงดาวลำมโหฬาร
เมื่อก้าวผ่านประตูเทียบยานเข้ามา สิ่งแรกที่ปะทะสายตาคือห้องโถงเตรียมการขนาดมหึมาที่กว้างขวางจนน่าทึ่ง มีป้ายตัวเลขดิจิทัลเรืองแสงลอยเด่นอยู่กลางอากาศ ขณะที่เจ้าหน้าที่ในเครื่องแบบยืนกระจายกำลังพร้อมตะโกนจัดระเบียบ
“เข้าแถวตามหมายเลขประจำตัวเลยครับ!”
บรรดาว่าที่โซลเฮย่าต่างทยอยเดินเข้ามาต่อแถวอย่างเป็นระเบียบ ใช้เวลาเพียงไม่ถึงห้านาที ทุกคนก็เข้าประจำที่จนครบ ประตูเหล็กบานยักษ์ของห้องโถงค่อยๆ เลื่อนปิดลง ปิดตายการเชื่อมต่อจากสถานีอวกาศเนบิวลา สัญญาณการปฐมนิเทศจึงเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการ
ที่ด้านหน้าสุดของโถง มีระเบียงชั้นลอยยื่นออกมา โซลฮิลเดรทสามคนในชุดเครื่อง
แบบเต็มยศก้าวออกมายืนเรียงแถวหน้ากระดาน ตามด้วยชายวัยกลางคนผมสีชมพูเข้ม ผู้มีท่วงท่าสง่างามและทรงอำนาจ
... 'โซลมาสเตอร์'
จุดที่เจคอบยืนอยู่ตรงกับระเบียงนั้นพอดิบพอดี ทำให้เขาสามารถมองเห็นภาพผู้นำแห่งศูนย์ฝึกได้อย่างชัดเจนเต็มสองตา
“กระผม โซลมาสเตอร์ไทบิเรียส ขอต้อนรับว่าที่โซลเฮย่าทุกท่าน” ชายบนระเบียงกล่าวเปิดด้วยน้ำเสียงกังวานและทรงอำนาจ “ในปีนี้มีพวกท่านเป็นผู้ได้รับคัดเลือกให้เป็นบุคคลสำคัญแห่งโซลันจำนวน 314 คน ไม่ว่าพวกท่านจะเป็นชาวโซลัน ชาวดิซ หรือ บุคคลที่ถูกคัดเลือกมาจากมาร์สและเทียแมท... จงภูมิใจไว้เถิด เพราะหนึ่งในพวกท่าน อาจจะเป็นผู้ที่ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งสูงสุด นั่นคือการเป็น ‘โซลมาสเตอร์’ ในอนาคต!”
เสียงฮือฮาด้วยความตื่นเต้นดังขึ้นเบาๆ ในหมู่ผู้ฟัง
“ฉะนั้น ขอให้ทุกท่านตั้งใจรับการฝึกฝนและเรียนรู้... เราจะใช้เวลาเดินทางสองปีเต็ม เพื่อไปถึงกานิมีด ทำไมต้องไปไกลถึงกานิมีด? เพราะที่นั่นมีท่าอากาศยานขนาดใหญ่สำหรับการเดินทางออกนอกระบบสุริยะ มีอากาศยานฝึกขับที่ใหญ่ที่สุด และเป็นฐานบัญชาการร่วมระหว่างโซลัน มาร์ส และเทียแมท ซึ่งถูกเรียกว่า 'ฐานบัญชาการแห่งระบบสุริยะ'”
ไทบิเรียสกวาดสายตามองว่าที่โซลเฮย่าทุกคน
“หลังจากการปฐมนิเทศ พวกท่านจะถูกนำไปยังห้องพักส่วนตัว เพื่อเข้าสู่กระบวนการ 'หลับยาว' และเมื่อใกล้เข้าสู่วงโคจรของดาวจูปิเตอร์ พวกท่านจะถูกปลุกเพื่อเตรียมตัวลงสู่กานิมีด... กระผมขอประกาศว่าบัดนี้พวกท่านคือ “ว่าที่” โซลเฮย่าแล้ว ขอต้อนรับทุกท่านสู่การเดินทางอันยาวนาน แล้วพบกันใหม่ในอีกสองปีข้างหน้าครับ!”
โซลมาสเตอร์ไทบิเรียสกล่าวจบก็โค้งคำนับให้ทุกคน ก่อนจะหมุนตัวเดินหายเข้าไปด้านใน
หลังจากนั้น ชายร่างสูงใหญ่ ผิวเข้มผมดำ ในชุดเครื่องแบบสีกรมท่าก็ก้าวออกมายืนแทนที่ “ผมชื่อ ฮาโซ เป็นกัปตันของยานลำนี้... ผมขอทำหน้าที่แนะนำยานพาหนะที่จะพาพวกคุณข้ามจักรวาลให้ทุกท่านได้รู้จัก ยานอวกาศเดินทางไกลขนาด XXLลำนี้เพิ่งออกจากอู่ต่อผ่านการทดสอบทุกอย่างและนี่คือการเดินทางไกลครั้งแรกของเรากับแม่สาวน้อยร่างยักษ์ผู้นี้ เธอมี ชื่อว่า ‘โจนนี่’”
ทันทีที่ได้ยินชื่อนั้น... เจคอบถึงกับสะดุ้ง ขนลุกซู่ไปทั้งร่าง หัวใจของเขาเต้นกระหน่ำรัวอย่างบ้าคลั่ง หายใจขัดคิดถึงหญิงที่รักทันที
“ยานลำนี้... ตั้งชื่อตามเจ้าหญิงแห่งมาร์ส หรือเจ้าหญิงโจอันเบลล่า เพื่อเป็นการให้เกียรติถึงพระกรุณาธิคุณของพระองค์…ที่ประทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์เพื่อสนับสนุนในการสร้างยานอวกาศลำนี้” กัปตันฮาโซกล่าวอธิบายด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ “ยานลำนี้เมื่อเร่งความเร็วสูงสุดจะอยู่ที่ห้าหมื่นกิโลเมตรต่อชั่วโมง ได้แค่นี้สำหรับยานขนาดใหญ่ เมื่อถึงจุดหนึ่ง เราจะใช้แรงเฉี่อยในการเดินทางต่อเพื่อประหยัดเชื้อเพลิง และเพื่อความเป็นส่วนตัว โซลเฮย่าทุกคนจะมีห้องพักเป็นของตนเองไม่ปะปนกัน มีอยู่ทั้งหมด 528ห้อง ภายในห้องจะมีสิ่งอำนวยความสะดวก รวมถึงไครโอทูป แนวนอน (Cryotube) แบบโซลันที่มีน้ำยาชีวารีอันเจนติ ซึ่งจะอำนวยความสะดวกให้ทุกท่านในการหลับยาวตลอดเส้นทาง...”
ทว่าเสียงอธิบายรายละเอียดของกัปตัน กลับกลายเป็นเพียงเสียงอื้ออึงในหูของเจคอบ เด็กหนุ่มก้มหน้าลง ซ่อนรอยยิ้มบางๆ ที่มุมปาก “โจนนี่...” เจคอบบ่นพึมพำกับตัวเองเสียงแผ่วเบา ราวกับกำลังเรียกหาคนรักที่เพิ่งจากลากันมาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ความบังเอิญอันตลกร้ายนี้ ทำให้เขารู้สึกเหมือนมีเธอคอยโอบกอดและเดินทางเคียงข้างเขาไปตลอดเส้นทางอันมืดมิดของอวกาศ
กัปตันกวาดสายตามองว่าที่โซลเฮย่าทุกคนที่ตั้งใจฟัง
“ยานโจนนี่ลำนี้ ประกอบด้วยโครงสร้างสามส่วนหลัก ส่วนแรกคือ 'สะพานเรือ' เป็นพื้นที่ปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่และห้องเครื่องยนต์ ถือเป็นเขตหวงห้ามเด็ดขาด ส่วนที่สองคือ 'เขตห้องพักผู้โดยสาร' ประกอบด้วยพื้นที่ห้าชั้น และส่วนที่สามคือ 'เขตสาธารณูปโภค' ซึ่งประกอบด้วยโรงอาหาร ห้องเย็นเก็บเสบียง พื้นที่สันทนาการ และอื่นๆ”
กัปตันฮาโซยืดตัวขึ้นด้วยความภาคภูมิใจ จากนั้น ก็มีชายหญิงจำนวนสามสิบคนเดินเรียงแถวหน้ากระดานออกมา
“เจ้าหน้าที่ประจำยานทั้งห้าสิบชีวิตนี้ ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ 30 คน แพทย์ประจำยานสามคน ลูกเรือเจ็ดคน พ่อครัว ภารโรง และช่างเครื่องอีกเก้าคน... รวมทั้งตัวกระผมเอง พวกเราจะปฏิบัติหน้าที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันตลอดเวลา เพื่อดูแลทุกท่านให้เดินทางถึงที่หมายอย่างปลอดภัยตลอดเส้นทางครับ”
หลังจากกัปตันฮาโซกล่าวจบ ประตูบานยักษ์ทั้งห้าบานที่อยู่สุดปลายห้องโถงก็เลื่อนเปิดออกพร้อมกัน เป็นสัญญาณให้บรรดาว่าที่โซลเฮย่าแยกย้ายไปยังเขตห้องพักของตน
เจคอบก้าวเดินไปทางประตูบานที่สาม เขาก้มลงมองตัวเลขเรืองแสงบนฝ่ามือซ้ายของตนอีกครั้ง มันคือหมายเลขห้องพักที่เขาต้องใช้ชีวิตอยู่
“ว่าที่โซลเฮย่าทุกท่าน โปรดเข้าประจำห้องพักของตน และปฏิบัติตามคำแนะนำที่ปรากฏบนกระจกเงา จะมีเจ้าหน้าที่เข้าไปช่วยดูแลความเรียบร้อย เพื่อนำพวกท่านเข้าสู่กระบวนการหลับยาวในลำดับต่อไป”
เสียงประกาศจากระบบอัตโนมัติดังสะท้อนไปตามโถงทางเดิน เข้าสู่โซนห้องพักเป็นแถวทางเดินสองเส้นโซน Alpha ฝั่งซ้าย กับ Beta ฝั่งขวา ชั้นหนึ่งมี 88ห้องพัก ตลอดทางยาวสองแถวมีสองฝั่งห้องพักของเจคอบอยู่บนชั้นที่สามโซน ห้องหมายเลข 62
ทันทีที่ประตูเลื่อนเปิดออก เจคอบพบกับห้องพักส่วนตัวขนาดกะทัดรัดเพียงสามคูณสามเมตร ไม่มีหน้าต่าง โครงสร้างทุกอย่างถูกออกแบบมาให้ใช้สอยพื้นที่อย่างประหยัดที่สุด สิ่งแรกที่ปะทะสายตาและตั้งตระหง่านอยู่ด้านในสุดของห้อง คือ ‘ที่นอนแบบไครโอทูป’ (Cryotube) มันถูกวางในแนวนอนราบขนานไปกับพื้น รูปร่างของมันดูคล้ายกับโลงศพล้ำยุคที่ชวนให้รู้สึกหวิวๆ ในใจ ขนาบข้างซ้ายขวาของห้องเป็นตู้เก็บของบิลต์อินและตู้แช่เย็นสำหรับเก็บอาหารเหลว
ส่วนบริเวณข้างประตู ชิดไปทางขวามือ คือห้องน้ำขนาดเล็กกะทัดรัด ภายในมีโถส้วม ระบบฝักบัวอาบน้ำ กระจกเงา และอ่างล้างหน้าใบเล็กติดตั้งไว้อย่างครบครัน
ที่หน้าบานเลื่อนของตู้เก็บของ มีกรอบกระจกใสติดตั้งอยู่ ที่มุมกระจกปรากฏข้อความกะพริบเตือนว่า ‘ข้อควรปฏิบัติ’ เจคอบยกมือขึ้นแตะลงบนผิวกระจกเบาๆ ทันใดนั้น หน้าจออัจฉริยะก็สว่างวาบขึ้น ตัวหนังสือเรืองแสงปรากฏขึ้นเป็นคำแนะนำ
“ขอต้อนรับสู่การหลับยาว... เพื่อเดินทางไปยังกานิมีด” เจคอบอ่านออกเสียงตามข้อความที่ปรากฏ
ข้อความบนกระจกอัจฉริยะค่อยๆ เลื่อนเปลี่ยนเป็นบรรทัดใหม่ “ขอให้ท่านอาบน้ำชำระร่างกายให้สะอาด แปรงฟัน ฉีดสเปรย์แห้งสำหรับสระผม... และสวมเสื้อคลุมที่เตรียมไว้ให้”
เจคอบทำตามอย่างว่าง่าย เขาปลดกระเป๋าเป้ส่วนตัวเก็บเข้าตู้ หยิบเสื้อคลุมสีขาวออกมา แล้วเดินเข้าห้องน้ำเพื่อจัดการชำระล้างร่างกายตามคำสั่ง
เมื่ออาบน้ำและสวมเสื้อคลุมเรียบร้อย เจคอบก็กลับมาสัมผัสแผ่นกระจกเพื่ออ่านคำแนะนำข้อต่อไป
“โปรดเปิดตู้แช่เย็นด้านล่าง ภายในจะมีน้ำดื่มสองขวด อาหารเหลวหนึ่งขวด และยาน้ำสีชมพูหนึ่งขวด... หากท่านรู้สึกหิว ให้ท่านดื่มอาหารเหลวตามด้วยน้ำ อาหารเหลวนี้จะถูกดูดซึมเข้าร่างกายทันทีที่ถึงกระเพาะอาหาร จากนั้นให้ดื่มน้ำยาสีชมพู ซึ่งเป็นยาระบาย มันจะช่วยขับของเสียที่ตกค้างในลำไส้ออกมา เพื่อให้การเดินทางหลับยาวของท่านราบรื่นและปลอดภัย”
เจคอบก้มลงเปิดตู้แช่เย็นด้านล่าง ภายในมีขวดน้ำ อาหารเหลวแบบซอง และขวดยาสีชมพูวางเรียงกันอยู่อย่างเป็นระเบียบ เด็กหนุ่มยังไม่รู้สึกหิว เขาจึงเมินขวดอาหารเหลว แล้วหยิบเพียงขวดยาระบายสีชมพูขึ้นมากระดกดื่มรวดเดียวจนหมด
เขาทิ้งตัวลงนั่งที่เก้าอี้พับข้างตู้... ไม่ถึงสามนาที ฤทธิ์ยาก็ทำงานอย่างเฉียบขาด! เจคอบปวดมวนท้องจนต้องรีบวิ่งเข้าห้องน้ำไปปลดทุกข์
“เฮ้อ...”
เจคอบถอนหายใจเฮือกใหญ่พลางกดชักโครก เมื่อเสร็จธุระ เขาก็เดินกลับมาที่หน้าตู้เพื่ออ่านคำแนะนำข้อสุดท้าย
“เมื่อท่านปฏิบัติครบทุกขั้นตอนแล้ว โปรดกดยืนยันตรงนี้... และโปรดรอ เจ้าหน้าที่จะเข้ามาดูแลท่านในลำดับต่อไป”
“อะไรวะ...” เจคอบอุทานเบาๆ อย่างงุนงง
ด้วยความสงสัย เขาจึงกดปุ่มยืนยันลงไปบนหน้าจอ ทว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ขยับตัวไปไหน ประตูห้องพักก็ถูกเปิดพรวดเข้ามาอย่างรวดเร็วจนเขาตั้งตัวไม่ติด!
เจ้าหน้าที่สองคนในชุดบอดี้สูทสีขาว มีหน้ากากบังตา มิดชิด ซึ่งเป็นผู้หญิงทั้งคู่ ก้าวเข้ามาในห้องพร้อมกับกระเป๋าอุปกรณ์บางอย่าง แต่สิ่งที่ทำให้เจคอบรู้สึกทำตัวไม่ถูกคือ... พวกเธอเปิดประตูอ้าซ่าทิ้งไว้ เผยให้เห็นโถงทางเดินด้านนอกที่มีเจ้าหน้าที่คนอื่นๆ เดินขวักไขว่ทำงานกันอย่างพลุกพล่าน ไร้ซึ่งความเป็นส่วนตัวโดยสิ้นเชิง
เจ้าหน้าที่ที่ดูแลว่าที่โซลเฮย่า 30 คนที่เป็นผู้หญิง รูปร่างสูงโปร่งประมาณ 170 เซนติเมตรและหนักราว 50 กิโลกรัม พวกเธอมีสัดส่วนและทรวดทรงเท่ากันทุกกระเบียดนิ้วจนดูผิดธรรมชาติ ใบหน้าถูกบิดบังด้วยหน้ากากครึ่งหน้าที่ปิดยาวมาถึงจมูก รวมทั้งสวมหมวกครอบผมสีขาวสะอาดตาจนไม่เห็นเส้นผม
เจคอบมองปราดเดียวก็เดาได้ทันทีว่าพวกหล่อนคือ 'ร่างโคลน' (Clone) แน่ๆ เพราะงานบนยานอวกาศที่ต้องใช้เวลาเดินทางข้ามดวงดาวกินเวลานานหลายปีเช่นนี้ แทบไม่มีมนุษย์ปกติที่ไหนยอมมาทำ ร่างโคลนเหล่านี้ถูกผลิตและส่งตรงมาจากเขตนีโอซี (Neo-C) เป็นไปได้ว่าพวกเธอทั้งยานอาจจะมาจาก 'ร่างต้นกำเนิด' เดียวกัน ซึ่งเจ้าของดีเอ็นเอตัวจริงคงเสียชีวิตไปนานแล้ว
เจคอบลอบสังเกตและเดาได้ไม่ยากเลยว่า พวกหล่อนคงเป็น 'ร่างโคลน' อย่างแน่นอน เพราะงานที่ต้องทนอุดอู้เดินทางไกลข้ามจักรวาลยาวนานเป็นปีๆ แบบนี้ คงไม่มีมนุษย์ปกติที่ไหนอยากทำ ซึ่งนั่นก็เป็นความจริง ร่างโคลนเหล่านี้ถูกส่งตรงมาจากเขต 'นีโอซี' (Neo-C) พวกเธอถูกสร้างขึ้นจากดีเอ็นเอของร่างต้นกำเนิดที่เสียชีวิตไปแล้วไม่ต่ำกว่าห้าสิบปี ทำให้มีร่างโคลนที่หน้าตาเหมือนกันนับพันๆ ชีวิตเดินขวักไขว่ทำหน้าที่อยู่ตามยานอวกาศต่างๆ
โคลนพวกนี้มีอายุขัยการใช้งานจำกัดอยู่ที่แปดเที่ยวบิน (หรือราวๆ สามสิบสองปี) ก่อนจะถูกปลดระวาง มีเพียงกัปตัน แพทย์ และเจ้าหน้าที่ระดับสูงบางตำแหน่งที่เป็นมนุษย์จริงๆ เท่านั้นที่จะได้รับอนุญาตให้อยู่จนเกษียณอายุ เพื่อกลับไปหาครอบครัวหลังจบสัญญาจ้างสามเที่ยวบิน (สิบสองปี) หรืออาจจะเลือกรับการปรับแต่งดีเอ็นเอทุกๆ สามเที่ยวบินตามความสมัครใจเพื่อแลกกับค่าจ้างมหาศาล
“โซลเฮย่า เจคอบเบลล่า ฟาลูเนตต์ รหัสประจำตัว ซีซี-สามหกสอง (CC-362) อายุ 15 ปี 24 วัน... คำนวณอายุเมื่อออกจากไครโอทูป คือ 17 ปี 4 วันบริบูรณ์” เจ้าหน้าที่ร่างโคลนอ่านบันทึกข้อมูลจากหน้าจอบนแท่งแก้วสีแดง ก่อนจะกล่าวอธิบายตามสคริปต์ที่ถูกป้อนข้อมูลมาอย่างฉะฉาน
“เรากำลังจะฉีดสารจำศีลให้ท่าน ท่านจะรู้สึกง่วงและหลับไปตามกลไกธรรมชาติ โดยที่สภาวะร่างกายของท่านจะยังคงเจริญเติบโตตามปกติ กล้ามเนื้อและมวลไขมันจะเพิ่มขึ้นตามสัดส่วนของมวลร่างกาย ซึ่งได้รับสารอาหารหล่อเลี้ยงจากสารจำศีล และเมื่อใกล้ครบกำหนด สารกระตุ้นจะทำงานเพื่อปลุกให้ท่านตื่นขึ้น... โปรดยื่นแขนขวาออกมาด้วยค่ะ”
เจคอบยื่นแขนขวาออกไปอย่างว่าง่าย เจ้าหน้าที่คนนั้นนำแท่งแก้วสีแดงกดจ่อลงบนต้นแขนของเขา เด็กหนุ่มสะดุ้งเล็กน้อยเมื่อรู้สึกถึงของเหลวอุ่นๆ ที่ถูกฉีดอัดเข้ามา มันไหลเวียนกระจายตัวเข้าสู่กระแสเลือดอย่างรวดเร็ว แผ่ซ่านความร้อนวาบเข้าไปในหน้าอกและท้องน้อยจนเขาขนลุกซู่
“เอาล่ะค่ะ... กรุณาถอดเสื้อคลุมออก แล้วลงไปนอนในไครโอทูปได้เลยค่ะ” เจ้าหน้าที่อีกคนเอ่ยสั่งด้วยใบหน้าที่เรียบเฉย ไร้อารมณ์
“หา?” เจคอบเบิกตากว้าง นึกว่าตัวเองหูฝาด เขากระชับคอเสื้อคลุมแน่นขึ้น “เดี๋ยวนะ... ถ้าถอดเสื้อคลุมออก ก็... ก็คือโป๊เลยนะครับ!”
“ใช่ค่ะ...” เจ้าหน้าที่โคลนตอบย้ำคำเดิมด้วยน้ำเสียงเย็นชาและหน้านิ่งสนิท
เจคอบชะเง้อมองออกไปนอกประตูห้องที่ยังเปิดอ้าซ่า บังเอิญว่าประตูห้องพักฝั่งตรงข้ามก็เปิดทิ้งไว้เช่นเดียวกัน และที่นั่น... มีเจ้าหน้าที่ร่างโคลนสองคนกำลังยืนขนาบข้างหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งนั่งหันหน้าออกมาทางโถงทางเดินพอดิบพอดี
เด็กสาวผมหยักศกลอนสวยสีทองยาวคลอเคลียบ่า ทว่าใบหน้าของเธอ ทำเอาเจคอบหัวใจจะหยุดเต้นเมื่อเธอเลื่อนสายตาขึ้นปะทะ
วินาทีที่สายตาประสานกัน เจคอบเพ่งมองใบหน้าของหญิงสาวคนนั้นชัดๆ แล้วก็ต้องเบิกตากว้าง แม้ว่าทรงผมจะไม่เหมือนภาพจำ แต่ เอกลักษณ์ของใบหน้านั้นช่างงดงามไม่เปลี่ยน
‘นั่นมัน... เฮเรนิกส์! ไอดอลนักร้องซูเปอร์โนวาชื่อดังที่ฮาลคลั่งไคล้หนักหนานี่นา!’
พอรู้ว่าสาวสวยห้องตรงข้ามคือใคร เลือดในกายของเด็กหนุ่มก็สูบฉีดจนหน้าแดงก่ำยิ่งกว่าเดิม ความกระอักกระอ่วนพุ่งทะลุปรอทเมื่อรู้ตัวว่ากำลังจะต้องแก้ผ้าต่อหน้าซูเปอร์โนวา!
และที่น่าตกใจไปกว่านั้นคือ... ซูเปอร์โนวาคนนั้นก็อยู่ในสภาพที่ต้องเปลือยกายต่อหน้าเขาด้วยเช่นกัน
“ต้อง... ตอนนี้เลยเหรอครับ” เจคอบอิดออด พยายามดึงคอเสื้อคลุมเข้าหากันแน่น หันไปถามเจ้าหน้าที่เพื่อความแน่ใจอีกครั้ง
แต่เมื่อเห็นเจ้าหน้าที่หญิงทั้งสองยังคงยืนนิ่งเฉย สีหน้าภายใต้หน้ากากไร้อารมณ์และมีท่าทีเอาจริงชนิดที่ไม่มีการประนีประนอม เจคอบก็รู้ว่าเขาไม่มีทางเลือกอื่น
เด็กหนุ่มสูดหายใจลึก จำใจหันหลังกลับแล้วถอดเสื้อคลุมสีขาวทิ้งลง ทันทีที่ร่างกายเปลือยเปล่า เขาก็รีบยกมือขึ้นกุมเป้าของตัวเองเอาไว้แน่นด้วยความสั่นประหม่า แล้วรีบจ้ำอ้าวเดินลงไปเอนตัวนอนในไครโอทูปอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้
“แขนแนบลำตัวค่ะ” เจ้าหน้าที่ร่างโคลนเอ่ยสั่งเสียงเรียบ
เจคอบถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความตื่นเต้นระคนอับอาย เขายอมปล่อยมือ ค่อยๆ วางแขนทั้งสองข้างแนบชิดลำตัวแล้วหลับตาปี๋ ทันใดนั้น ฝาครอบกระจกของไครโอทูปก็ค่อยๆ เลื่อนปิดลงมาล็อกสนิท
เขาค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองผ่านกระจกใสออกไปนอกห้อง เห็นเจ้าหน้าที่สาวคนหนึ่งนำเสื้อคลุมของเขาไปแขวนเก็บเข้าตู้ให้เรียบร้อย ก่อนที่พวกเธอจะพากันเดินออกจากห้องไป สายตาของเจคอบมองเลยทะลุประตูออกไป ยังเห็นภาพสุดท้ายคือหญิงสาวซูเปอร์โนวาห้องตรงข้ามที่กำลังเอนตัวลงนอนในไครโอทูปเช่นเดียวกัน
จากนั้น แสงสว่างรอบตัวก็ค่อยๆ มืดดับลง สติสัมปชัญญะของเด็กหนุ่มดำดิ่งลงสู่ความมืดมิดอันเป็นอนันต์...
0 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบ