สติสัมปชัญญะของเด็กหนุ่มดำดิ่งลงสู่ความมืดมิดที่เป็นอนันต์...
แต่แล้ว เจคอบก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง ทว่ารอบกายกลับไม่ใช่ความแคบและมืดมิดของไครโอทูปอีกต่อไป แสงสว่างสีขาวนวลตาอาบไล้ไปทั่วบริเวณ เขาพบว่าตัวเองกำลังสวมเสื้อคลุมสีขาวตัวเดิมกับที่ใส่ก่อนหน้านี้
และเมื่อปรับสายตาได้... หัวใจของเขาก็พองโตเมื่อเห็น 'โจนนี่' นั่งอยู่ตรงหน้า เธอสวมเสื้อคลุมแบบเดียวกัน ทั้งคู่นั่งทิ้งตัวอยู่บนขอบไครโอทูปที่ลอยคว้างอยู่ตรงข้ามกันในพื้นที่ว่างเปล่า หญิงสาวระบายยิ้มหวานส่งมาให้
“โจนนี่... นี่เธอเหรอ” เจคอบเอ่ยถามอย่างไม่อยากเชื่อสายตา
“ตอนนี้ ฉันเองก็กำลังเข้าสู่ไครโอทูป เพื่อเดินทางไปยังไอโอเหมือนกัน” โจนนี่บอก
“เธอได้ไปไอโอจริงๆ เหรอ... ทริเวียสยอมให้เธอไปเหรอ” เจคอบเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
“ใช่ ฉันมาที่นี่... และฮาลก็มาด้วย” โจนนี่ตอบตามความจริง
พอได้ยินชื่อเพื่อนรัก เจคอบก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก “ดีแล้วล่ะ... เธอจะได้มีคนคอยดูแล”
“นี่เธอไม่หึงเลยเหรอ” โจนนี่เลิกคิ้ว ถามด้วยน้ำเสียงซุกซน
“ไม่หรอก... ฉันสบายใจมากกว่าที่รู้ว่าฮาลอยู่ที่นั่น เขาเป็นเพื่อนที่ดีของเรา” เจคอบตอบซื่อๆ ก่อนจะอธิบายเสริม “อีกอย่าง... สำหรับชาวโซลันแล้ว ถ้าเรายังไม่ได้ทำ 'พิธีผูกพัน' เราก็จะถือว่าเป็นแค่เพื่อนกัน...”
“แต่สำหรับฉัน... เราผูกพันกันตั้งแต่ตอนที่เราจูบกันแล้วนะ เจคอบ” โจนนี่สวนกลับทันควัน แววตาของเธอจริงจังจนเด็กหนุ่มหน้าเห่อร้อน
“ถ้าเราจะผูกพันกันตามธรรมเนียมโซลัน เราต้องทำพิธี... มันเป็นพิธีที่ศักดิ์สิทธิ์มากนะโจนนี่ ถ้าตัดสินใจทำแล้ว เธอจะต้องถูกผูกสัญญาไว้ตลอดชีวิตจนกว่าจะตายจากกันเลยนะ” เจคอบอธิบายด้วยความหนักแน่น
“งั้นก็คงต้องรอไปอีกหกปีสินะ” โจนนี่ถอนหายใจ ยิ้มบางๆ “คิดแล้วก็ตลกร้ายเนอะ... เดินทางขาไปสองปี อบรมอีกสองปี แล้วก็นั่งยานหลับกลับมาอีกสองปี”
เกิดเดดแอร์ขึ้นชั่วขณะ ความเงียบเข้าครอบงำหนุ่มสาวที่ต้องเผชิญหน้ากับความจริงเรื่องระยะเวลาและระยะทางที่ขวางกั้น
”รู้ไหม... ยานอวกาศที่ฉันโดยสารมา เขาตั้งชื่อเดียวกับเธอด้วยนะ” เจคอบเอ่ยขึ้นเพื่อทำลายความเงียบ
“เหรอ? บังเอิญจัง ของฉันยานอวกาศชื่อ 'ทริเวียส' ล่ะ” โจนนี่หลุดหัวเราะออกมาเบาๆ ทำให้บรรยากาศผ่อนคลายลง
“ว่าแต่... เธอไม่อยากแสดงตัวว่าเป็นรัชทายาทของมาร์สเลยเหรอ” เจคอบถามถึงเรื่องสำคัญ
“ปล่อยให้พี่ฟรองซัวร์เขาดูแลไปน่ะดีแล้วล่ะ”
“แต่ถ้าวันนั้นไม่มีเหตุการณ์ลอบสังหาร พี่ชายเธออาจจะไม่ได้กลับไปมาร์สในฐานะรัชทายาทเลยก็ได้นะ”
“ก็ใช่... และเรื่องนี้คงต้องขอบคุณทริเวียสนะ เพราะฉันไม่อยากกลับไปมาร์สเลยจริงๆ แต่ฉันก็แวะไปที่มาร์สสองวันเพื่อทำธุระให้เสร็จ แล้วก็นั่งยานต่อมาเลย... ตอนนี้ฉันก็เลยกำลังอยู่ในไครโอทูปเหมือนกับเธอนี่แหละ”
เจคอบพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะมองไปรอบๆ พื้นที่ว่างเปล่าแห่งนี้ “แล้ว... เราจะติดต่อกันทางจิตแบบนี้ได้บ่อยๆ ไหม”
“ได้สิ... แต่เราต้องมีช่วงเวลาหลับลึกที่ตรงกันนะ”
“นี่คือพลังจิตของเธอจริงๆ ใช่ไหม”
“ใช่ ฉันก็คิดว่าอย่างนั้น” โจนนี่พยักหน้า
“แล้ววันนั้นล่ะ... ตอนที่กระสุนลูกแก้วหยุดชะงักกลางอากาศแล้วตกตรงหน้า จริงๆ เป็นเพราะเธอหรือเปล่า” เจคอบถามถึงเหตุการณ์เฉียดตายที่ติดอยู่ในใจเขามาตลอด
โจนนี่เงียบไปอึดใจหนึ่ง ก่อนจะสารภาพ
“ฉันแค่อยากให้มันหยุด... ฉันไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าตัวเองมีพลังเทเลคิเนซิส (Telekinesis) หรืออะไรเทือกนั้น ท่านแม่ให้คนฉีดเซรุ่มกดพลังฉันมาตลอด แต่มันคงไม่ได้ผลร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก รู้ไหม... ลึกๆ แล้ว ฉันมักจะรู้สึกคันไม้คันมือ อยากจะเพ่งจิตยกแก้วไวน์ให้ลอยขึ้นมาเล่นอยู่ตลอดเวลาเลยล่ะ”
เจคอบยิ้มทึ่งๆ
โจนนี่เงยหน้ามองอากาศรอบๆ
“ใกล้จะได้เวลาแล้วสิ”
แต่แล้วเจคอบก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“เดี๋ยวนะ... นี่เราเพิ่งหลับไปได้ไม่ถึงสิบนาทีเลยนี่นา การที่เราเข้ามาคุยกันในนี้ได้ มันเหลือเชื่อมาก เป็นไปไม่ได้หรอก” เด็กหนุ่มเริ่มตื่นตระหนกเมื่อตระหนักถึงความบิดเบี้ยวของเวลา
“แล้วเจอกันนะ...”
โจนนี่ไม่ตอบอะไร เธอเพียงแค่เอื้อมมือมากุมมือเจคอบเอาไว้แน่น สัมผัสอุ่นวูบวาบถ่ายทอดมาถึงกัน ก่อนที่ร่างของเธอและพื้นที่สีขาวสว่างจะค่อยๆ มืดมิดลง และดับวูบไปอย่างสมบูรณ์...
เจคอบลืมตาโพลงขึ้นท่ามกลางความมืดสลัว ภายในห้องพักแคบๆ มีเพียงแสงสีน้ำเงินเรืองรองจากกรอบกระจกอัจฉริยะที่ตู้เก็บของเท่านั้นที่ให้ความสว่าง เพียงครู่เดียว ระบบเซ็นเซอร์ก็ทำงาน ไฟในห้องค่อยๆ สว่างขึ้นทีละระดับเพื่อปรับสายตา
เด็กหนุ่มรู้สึกชาหนึบไปทั่วทั้งร่างราวกับถูกแช่แข็งมาเนิ่นนาน เขาพยายามขยับแขนและขาอย่างยากลำบาก
เสียงกลไกไฮดรอลิกดัง ฟู่ ฝาครอบกระจกของไครโอทูปค่อยๆ เลื่อนเปิดออกตามเวลาที่ถูกตั้งโปรแกรมไว้ เจคอบก้มลงมองมือของตนเองและร่างกายที่เปลือยเปล่า เขาลองขยับเรียวขา และต้องประหลาดใจเมื่อพบว่าปลายเท้าของเขาตอนนี้ยืดเหยียดจนเกือบจะชนขอบด้านล่างของไครโอทูป ทั้งที่ตอนลงไปนอนมันยังเหลือพื้นที่ตั้งเยอะ
เจคอบค่อยๆ ยันกายลุกขึ้น ความรู้สึกหนักอึ้งยังคงเกาะกิน เขาก้าวขาลงจากไครโอทูปแล้วเดินโซเซไปที่อ่างล้างหน้า ทีแรกเขาเพียงแค่ก้มลงเปิดก๊อกน้ำหวังจะล้างหน้าเรียกสติ ทว่าจังหวะที่สายตาปะทะเข้ากับ 'มือ' ของตัวเอง เขาก็ต้องชะงักกึก มือที่เคยกะทัดรัดแบบวัยรุ่น บัดนี้กลับใหญ่โตและหนาขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อเขากวักน้ำล้างหน้าแล้วเงยหน้าขึ้นมองกระจก... เจคอบก็ถึงกับช็อกตาค้าง!
ภาพที่สะท้อนกลับมาไม่ใช่เด็กหนุ่มวัยสิบห้าคนเดิมอีกต่อไป แต่เป็น ชายหนุ่มร่างยักษ์ ผู้มีเรือนผมสีดำหยักศกที่ยาวและฟูฟ่องขึ้นกว่าเดิม ร่างกายของเขาสูงใหญ่กำยำ มัดกล้ามเนื้ออัดแน่นเข้ารูปอย่างสมบูรณ์แบบ ใบหน้าคมเข้มนั้นดุดันและเติบโตเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว ทว่ายังคงเกลี้ยงเกลาไร้ซึ่งหนวดเครา
“เฮ้ย!” เจคอบสะดุ้งพรวดด้วยความตกใจจนหัวโขกขอบกระจก ก่อนหน้านี้ ใบหน้าของเขายังอยู่กลางกระจกแต่ตอนนี้ สายตาของเขาเลยพ้นขอบกระจกไปจนต้องก้มมองหน้าตัวเองแล้ว
เจคอบยังคงยืนอึ้งอยู่หน้ากระจกอ่างล้างหน้า เขายกมือขึ้นลูบคลำใบหน้าของตัวเองอย่างไม่อยากเชื่อสายตา ลูบเส้นผมสีดำขลับที่ยาวฟูฟ่องยาวลงมาปรกบ่า ไล่ลงมาสัมผัสแผงอกที่บัดนี้อัดแน่นไปด้วยมัดกล้ามเนื้อและกว้างขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า...
ทุกสัมผัสยืนยันว่านี่คือร่างกายของเขาจริงๆ เด็กหนุ่มร่างผอมบางคนเดิมได้ถูกกาลเวลากลืนหายไปในไครโอทูป และตื่นขึ้นมาในฐานะชายหนุ่มวัยสิบเจ็ดปีเต็มตัว
เพื่อเรียกสติ เขายื่นมือไปแตะเบาๆ ที่ผิวกระจกหน้าตู้เก็บของ ทันใดนั้น หน้าจออัจฉริยะก็สว่างวาบขึ้น พร้อมกับเสียงประกาศนุ่มนวลจากระบบอัตโนมัติของยาน
“ขอต้อนรับสู่วงโคจรของดาวจูปิเตอร์... ขณะนี้เรากำลังเดินทางเข้าสู่กานิมีด ศูนย์ฝึกโซลเฮย่า เพื่อให้ท่านได้ปรับตัวกับสภาพร่างกายและแรงโน้มถ่วง ระบบจึงทำการปลุกท่านก่อนที่ยานจะเทียบท่า 3 ชั่วโมง... ขอให้ท่านพักผ่อนและทำกิจวัตรส่วนตัวตามอัธยาศัย”
พอเสียงประกาศจบลง เจคอบก็ถอนหายใจยาว เขาสลัดความสับสนทิ้งไปแล้วเดินเข้าห้องน้ำเพื่อจัดการธุระส่วนตัว อาบน้ำและแปรงฟันด้วยความรู้สึกแปลกใหม่กับความสูงของตัวเองที่เพิ่มขึ้นจนห้องน้ำดูคับแคบลงไปถนัดตา
เมื่อชำระร่างกายเสร็จเรียบร้อย ชายหนุ่มร่างยักษ์ในสภาพเปลือยเปล่าก็เดินกลับมาที่ตู้เก็บของเพื่อจะแต่งตัว ทว่าเมื่อเลื่อนบานกระจกเปิดออก เขากลับพบเพียงชั้นวางที่ว่างเปล่า ไม่มีเสื้อผ้าเตรียมไว้ให้แม้แต่ชิ้นเดียว
เจคอบเกาหัวอย่างงุนงง เขาจึงใช้นิ้วจิ้มลงบนหน้าจอกระจกอีกครั้งเพื่อค้นหาคำแนะนำว่าต้องทำอย่างไรถึงจะได้เสื้อผ้ามาใส่
ทันใดนั้น ตัวหนังสือเรืองแสงและเสียงบรรยายของผู้หญิงก็ดังขึ้นเพื่ออธิบายขั้นตอน…
“โปรดวางฝ่ามือของท่านลงบนหน้าจอ... ระบบจะทำการสแกนขนาดและมวลร่างกายปัจจุบัน เพื่อจัดเตรียมเครื่องแต่งกายให้พอดีกับสัดส่วนของท่านตามความเหมาะสมค่ะ” เสียงสังเคราะห์ของผู้หญิงอธิบายขั้นตอนอย่างนุ่มนวล
มันเป็นระบบสแกนสัดส่วนแบบอัตโนมัติ คล้ายกับเทคโนโลยีที่ใช้ตามร้านเสื้อผ้าชั้นนำ เจคอบทาบฝ่ามือลงบนกลางหน้าจอ แสงสีฟ้าสว่างวาบขึ้นและกวาดผ่านร่างของเขาไป
เพียงครู่เดียว เสียงกึกกักของกลไกก็ดังขึ้นจากหลังกำแพง ก่อนที่ช่องลับในตู้จะเลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นชุดเสื้อผ้าและชุดชั้นในที่ถูกทอขึ้นใหม่เอี่ยมตามไซส์ปัจจุบันของเขาวางเรียงกันอยู่อย่างเป็นระเบียบ
“ยูนิฟอร์มงั้นเหรอเนี่ย...” ชายหนุ่มพึมพำ เขาตกใจกับเสียงตัวเองแต่ก็ครู่หนึ่ง
เขาหยิบบอดี้สูทสีเทาที่เปิดช่องตรงเป้ากางเกง สำหรับเป็นชั้นในขึ้นมาทาบตัว ในช่องยังมีเสื้อสเวตเตอร์สำหรับสวมทับ กางเกงยืดสี่ส่วนเนื้อหนาที่ตัดเย็บมารองรับช่วงขาอันยาวเหยียดของเขา และรองเท้าบูทสีเทาเข้าชุดกัน
เมื่อแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย ชายหนุ่มร่างยักษ์ก็เลื่อนบานประตูเดินออกจากห้องพัก บรรยากาศที่โถงทางเดินเริ่มกลับมามีชีวิตชีวา บรรดาว่าที่โซลเฮย่าคนอื่นๆ ทยอยเดินออกจากห้องพักของตน ทุกคนต่างสวมชุดยูนิฟอร์มสีเทาแบบเดียวกัน และมีสีหน้างุนงงกับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายของตัวเองไม่ต่างจากเขา
จังหวะนั้นเอง ประตูห้องฝั่งตรงข้ามก็เปิดออก เจคอบหันไปมองและสบตาเข้ากับหญิงสาวที่เพิ่งก้าวออกมา... เธอคือไอดอลสาวซูเปอร์โนวาคนนั้นนั่นเอง เธอดูเป็นสาวสะพรั่งขึ้นกว่าเมื่อสองปีก่อน ทันทีที่สบตากัน เธอก็ส่งยิ้มบางๆ มาให้เขา
ทั้งคู่บังเอิญเดินเคียงคู่กันไปตามโถงทางเดิน ความเงียบเข้าปกคลุมชั่วอึดใจ ก่อนที่เจคอบจะรวบรวมความกล้าและตัดสินใจเป็นฝ่ายเอ่ยปาก
“คุณคือ... เฮเรนิกส์ ไอดอลนักร้องใช่ไหมครับ” เจคอบเอ่ยถามเพื่อทำลายความเงียบ
“ใช่ค่ะ” เธอตอบรับพร้อมรอยยิ้มสดใส ก่อนจะช้อนตามองชายหนุ่มร่างใหญ่ข้างๆ แล้วเอ่ยทักทายกลับ “ผมคุณ... ทรงเก๋มากเลยนะคะ” เธอคงไม่รู้จะชวนคุยอะไร เลยเลือกที่จะทักเรื่องผมสีดำที่ยาวฟูฟ่องไม่เป็นทรงของเขาแทน
เจคอบยกมือขึ้นลูบผมตัวเองแก้เขิน “อ๋อ ครับ... เอ่อ ผมชื่อเจคอบนะ คือผมเคยสัญญากับเพื่อนสนิทว่าจะพาเขาไปดูคอนเสิร์ตของคุณ แต่ก็ดันเกิดเรื่องจนอดไป ผมรู้สึกผิดกับมันมาตลอดเลยล่ะ... แต่ตอนนี้ พอผมได้มาเจอคุณตัวจริง ผมว่า 'ฮาล' เพื่อนผมต้องอิจฉาจนตาโตแน่ๆ”
เฮเรนิกส์หัวเราะเบาๆ กับความซื่อของเขา
“งั้นคุณก็ถ่ายรูปเราคู่กัน แล้วส่งไปให้เพื่อนคุณดูสิคะ”
“ดีเลยครับ” เจคอบตาเป็นประกาย เขาล้วงเอาเครื่องมือสื่อสารแบบแท่งออกมา กดเปิดหน้าจอโฮโลแกรมให้ฉายสะท้อนใบหน้าของเขากับไอดอลสาวคนดัง แล้วกดบันทึกภาพเพื่อจัดส่งไปให้ฮาล...
“ขอบคุณครับ” เจคอบยิ้มกว้างอย่างมีชัย รู้สึกสะใจลึกๆ ที่จะได้อวดเพื่อนรัก
”แล้วนี่... เรากำลังจะเดินไปไหนกันคะเนี่ย” เฮเรนิกส์เอ่ยถามพลางมองไปตามโถงทางเดินที่ทอดยาว
“ก็ไม่รู้สิครับ... คงแค่อยากออกมาสำรวจนอกห้องละมั้ง” เจคอบตอบกลั้วรอยยิ้ม แล้วทั้งสองก็เดินเคียงคู่กันไปตามทาง
เสียงประกาศจากระบบอัตโนมัติของยานดังแทรกบรรยากาศการทำความรู้จักของทั้งสองขึ้นมา
“ห้องอาหารพร้อมให้บริการแล้วที่เขตสาธารณูปโภคชั้นสาม... ขอย้ำ ห้องอาหารพร้อมให้บริการแล้วที่เขตสาธารณูปโภคชั้นสาม”
“หิวไหม... ไปหาอะไรกินกัน” เจคอบเอ่ยชวน
เฮเรนิกส์พยักหน้ารับ ทว่ายังไม่ทันที่เธอจะตอบอะไร...
จ๊อกกก~ โครก~
เสียงกระเพาะของเจคอบก็ประท้วงคำรามออกมาดังลั่นทางเดิน เฮเรนิกส์ชะงักไปนิดหนึ่งก่อนจะหลุดขำก๊ากออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
“ไปสิ หิวจะแย่แล้ว” ไอดอลสาวหัวเราะร่วน พลางถือวิสาสะคว้าแขนชายหนุ่มร่างยักษ์ให้เดินตามไปทางห้องอาหาร “ฉันไม่ได้กินอาหารเหลวก่อนเข้าไครโอทูปด้วยซ้ำ... และนี่เราก็ไม่ได้มีอะไรตกถึงท้องมาตั้งสองปีเต็มๆ เลยนะ!”
“อืม... เหมือนกัน” เจคอบตอบรับสั้นๆ เดินตามแรงดึงของเธอไปเงียบๆ แต่ใบหน้าคมคายกลับแดงซ่านลามไปถึงใบหูด้วยความอับอาย
เมื่อก้าวเข้ามาถึงเขตสาธารณูปโภค พวกเขาพบกับโรงอาหารขนาดใหญ่ที่มีม้านั่งโลหะเรียงรายเป็นระเบียบ ผนังฝั่งหนึ่งเป็นโซนตักอาหารอัตโนมัติที่มีเจ้าหน้าที่คอยเติมเสบียงร้อนๆ ส่วนทางเดินที่ทอดยาวเลยไปอีกฝั่ง เป็นโซนอำนวยความสะดวกอื่นๆ ทั้งห้องตัดผม ห้องพยาบาล และสำนักงาน ซึ่งถูกจัดสรรไว้รองรับการใช้ชีวิตบนยาน
“ไหนมาดูสิ มีอะไรให้กินบ้าง”
เฮเรนิกส์เดินไปเข้าแถว คว้าถาดหลุมมาถือไว้ เธอตักสตูว์เนื้อนิมส์ มันฝรั่งอบ และพายเห็ดมาอย่างละช้อนพอเป็นพิธี ปิดท้ายด้วยการหยิบน้ำผลไม้มาหนึ่งกล่อง
ส่วนเจคอบผู้หิวโหย... เขาไม่ลังเลที่จะตักสตูว์เนื้อนิมส์พูนๆ อัดแน่นลงไปเต็มทั้งสามช่องของถาดหลุม พร้อมกับคว้าน้ำผลไม้มาถึงสองกล่อง
เมื่อรับอาหารเสร็จ ทั้งสองก็เดินมาจนสุดทางเพื่อมองหาที่นั่ง มุมหนึ่งมีโต๊ะที่เพิ่งมีคนนั่งอยู่แค่คนเดียว เป็นชายหนุ่มร่างเล็ก ผิวขาวจัดและมีผมสีแดงสว่าง…
เด็กหนุ่มคนนี้ เจคอบจำได้ดีจากเอกลักษณ์แว่นกลมที่เขาใส่
“นั่งด้วยคนนะ” เจคอบเอ่ยขออนุญาตพลางวางถาดลง
หนุ่มผมแดงยุ่งๆ เงยหน้าขึ้นมองเจคอบด้วยความงุนงง ก่อนที่สายตาของเขาจะเลื่อนไปปะทะเข้ากับหญิงสาวที่เดินตามหลังมา ทันใดนั้น เขาก็เบิกตากว้าง ลุกพรวดพราดขึ้นจากม้านั่งราวกับติดสปริง!
“เฮเรนิกส์นี่นา!!!” ชายคนนั้นตะโกนโพลงขึ้นมาเสียงดังลั่นโรงอาหาร
ผู้คนโต๊ะใกล้เคียงหันขวับมามองแวบหนึ่ง ก่อนจะเลิกสนใจและหันกลับไปจัดการอาหารของตนต่อ เจคอบลอบสังเกตเห็นชายหนุ่มผมแดงคนนี้รีบทำทีเป็นหยิบแว่นตาขึ้นมาเช็ดแก้เขิน แสร้งทำเป็นสงบเสงี่ยม ทั้งที่มือยังสั่น
เฮเรนิกส์อมยิ้ม ทิ้งตัวลงนั่งม้านั่งฝั่งเดียวกับชายผมแดง ส่วนเจคอบเดินไปนั่งฝั่งตรงข้าม แล้วลงมือจัดการสวาปามสตูว์เนื้อนิมส์ในถาดทันทีโดยไม่สนใจใคร
“ผะ... ผมชื่อฟารอลครับ!” ชายผิวขาวร่างเล็กระล่ำระลักแนะนำตัว พลางยื่นมือออกไปหาไอดอลสาวด้วยความประหม่า
เฮเรนิกส์ยิ้มรับ เธอเอื้อมมือไปจับมือเขาเบาๆ ตามธรรมเนียมการทักทายของชาวมาร์ส “ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ ฉันเฮเรนิกส์... ส่วนนี่...” เธอหันไปมองชายหนุ่มร่างยักษ์ฝั่งตรงข้าม “เอ่อ... คุณที่มีเพื่อนชื่อฮาล... คุณชื่ออะไรนะคะ”
“ผมชื่อเจคอบ” เจคอบตอบเสียงอู้อี้เพราะเนื้อนิมส์ยังเต็มแก้ม
“คนนี้ชื่อเจคอบค่ะ...” เฮเรนิกส์หันมาบอกฟารอลด้วยรอยยิ้ม
“เฮ้ยยยนายคือคนที่นั่งติดกะฉันตอนขึ้นยานมาเหรอ…นายเป็นยักษ์เหรอวะ” ฟารอลทำตาโตก่อนจะตักมันฝรั่งเข้าปาก
ฟารอลมองไอดอลสาวสลับกับเด็กหนุ่มร่างยักษ์ ความสงสัยในใจทำให้เขาอดถามขึ้นมาไม่ได้
“คุณนึกยังไงถึงมาสมัครเป็นโซลเฮย่าครับ ทั้งที่คุณเป็นถึงไอดอลคนดัง... ถ้าอยู่ต่อ สักวันคุณต้องได้ก้าวขึ้นเป็นซูเปอร์โนวาระดับตำนานแบบ นีลาด้า คอเบนนัส แน่ๆ”
“ครอบครัวของฉันเป็นเภสัชกรค่ะ และฉันก็อยากเป็นเภสัชกรเหมือนพ่อ” เฮเรนิกส์ตอบด้วยแววตาแน่วแน่ “แต่ถ้าฉันไม่ผ่านการเป็นโซลเฮย่า ฉันก็จะไม่มีสิทธิ์สอบใบประกอบวิชาชีพเภสัชกร... พอจัดคอนเสิร์ตใหญ่ครั้งนั้นจบ ฉันก็เลยประกาศลาวงการไปเลยค่ะ ถือซะว่าเป็นการเริ่มต้นก้าวเข้าสู่การเป็นผู้ใหญ่ล่ะมั้ง”
“แล้วคุณล่ะ เจคอบ” ฟารอลหันมาโยนคำถามให้คนฝั่งตรงข้ามบ้าง
เจคอบลอบสังเกตเห็นว่า ฟารอลไม่กล้าสบตาเขาตรงๆ... อาจจะเป็นเพราะรูปร่างหน้าตาของเจคอบที่ตอนนี้เปลี่ยนจากเด็กหนุ่มวัยรุ่น กลายเป็นชายหนุ่มร่างยักษ์ปักหลั่น กล้ามเนื้อแน่นทะลุเสื้อ จนดูดุดันน่ากลัวไปแล้วนั่นเอง
“ผมอยากได้งานที่ เป็นกัปตันยานสักลำ” เจคอบตอบเรียบๆ “ถ้าผ่านการเป็นโซลเฮย่า ผมก็จะได้สิทธิ์เป็นเจ้าหน้าที่ประจำสถานีเฮนสัน”
ฟารอลหรี่ตามองเจคอบผ่านเลนส์แว่นอย่างไม่เชื่อหู... เพราะไม่ว่าจะดูจากหน้าตาถ้อยคำ หรือมัดกล้ามเนื้อขนาดมหึมานี่ ยังไงหมอนี่ก็ดูไม่เหมาะจะไปนั่งขับยานอะไรเถือกๆ นั้น ได้เลยสักนิด มีหวังคันโยเกียร์ได้หักคามือแน่ๆ
เจคอบอ่านความฉงนที่แสดงออกผ่านสีหน้าและแววตาของฟารอลออกอย่างทะลุปรุโปร่ง เขาจึงตักเนื้อนิมส์ชิ้นโตเข้าปาก ก่อนจะพูดเสริมหน้าตายว่า…
“อ้อ... ก่อนหน้านี้ ผมเคยเป็นคนขับสกู๊ตเตอร์ล่านิมส์ประจำหอคอยน่ะ”
ฟารอลพยักหน้าทั้งที่คิวยังมัดปม พยายามค้นหาเหตุผลของคำตอบกับประโยคเสริมที่เจคอบโยนเข้าใส่
“แล้วนายล่ะ ฟารอล มีความฝันอยากเป็นอะไร” เฮเรนิกส์หันมาถามชายหนุ่มข้างๆ บ้าง
“ผมอยากเป็นทูตระหว่างดวงดาวครับ” ฟารอลตอบพร้อมกับยิ้มกริ่ม แววตาเป็นประกาย
“โห... ถ้าอย่างนั้นนายก็ต้องไต่เต้าไปให้ถึงตำแหน่ง ‘โซลฮิลเดรท’ เลยสิ” เฮเรนิกส์เบิกตากว้าง
“ใช่ครับ ถ้าผ่านการฝึกขั้น ‘โซลเฮย่า’ ไปได้ ผมก็ต้องไปสอบเลื่อนขั้นเป็น ‘โซลฮาดาร่า’ ให้ผ่าน... ถึงจะได้ประดับยศเป็นโซลฮิลเดรท” ฟารอลอธิบายอย่างฉะฉาน พลางตักผักต้มในถาดเข้าปาก
เฮเรนิกส์มองถาดอาหารของเขาที่มีแต่ผักกับมันฝรั่ง “นายไม่กินสตูว์เนื้อนิมส์นี่เหรอ? อร่อยมากเลยนะ ลองชิมดูสิ”
ว่าแล้วเธอก็ถือวิสาสะตักเนื้อนิมส์ชิ้นโตยื่นไปจ่อตรงหน้าฟารอลหมายจะป้อนให้ ชายหนุ่มผมแดงผงะตกใจ เขาย่นคอหลบช้อนของเธอแทบไม่ทัน ทำเอาไอดอลสาวชะงักด้วยความประหลาดใจ
“เอ่อ... ผมเป็น ฮาบิวอเร่ (Herbivore) น่ะครับ” ฟารอลรีบอธิบายแก้เก้อ “ระบบย่อยอาหารของผมไม่สามารถย่อยโปรตีนจากเนื้อสัตว์ได้เลย”
“อ้อ... ขอโทษที พวกมาร์โวทิสนี่เนอะ” เฮเรนิกส์หน้าเจื่อนเล็กน้อย เธอรีบชักมือกลับแล้วเอาเนื้อชิ้นนั้นเข้าปากตัวเองแทนเพื่อแก้เขิน
เกิด 'เดดแอร์' ขึ้นมาดื้อๆ ความเงียบอันน่ากระอักกระอ่วนแทรกตัวขึ้นมาขวางกั้นระหว่างหนุ่มสาวทั้งสาม ท่ามกลางเสียงจอแจของผู้คนนับร้อยในโรงอาหาร
เจคอบที่นั่งเคี้ยวสตูว์เนื้อนิมส์อยู่ฝั่งตรงข้ามลอบมองทั้งคู่เงียบๆ ทว่าโชคดีที่ความอึดอัดนั้นอยู่ได้ไม่นาน... เสียงประกาศจากระบบอัตโนมัติก็ดังแทรกขึ้นมาช่วยกู้สถานการณ์พอดี
“ขอเชิญว่าที่โซลเฮย่าทุกท่าน มารวมตัวกันที่โถงกลางในเวลานี้ด้วยค่ะ... ประกาศย้ำ ขอเชิญว่าที่โซลเฮย่าทุกท่าน มารวมตัวกันที่โถงกลางในเวลานี้เลยค่ะ”
“อิ่มหรือยัง...” ฟารอลเอ่ยถามขึ้นมา เพราะเขาจัดการอาหารมังสวิรัติในถาดของตัวเองจนเกลี้ยงไปนานแล้ว
เจคอบเงยหน้ามองเฮเรนิกส์ ไอดอลสาวยัดเนื้อคำโตเข้าปากแล้วเคี้ยวตุ้ยๆ ก่อนจะลุกพรวดขึ้น คว้าถาดของตัวเองเดินไปเททิ้งที่จุดเก็บถังขยะอัตโนมัติ ทั้งที่อาหารยังเหลืออยู่อีกบานตะไท
“ปะ ไปกัน” เธอกลับมาตีหลังแขนเจคอบรัวๆ เป็นการเร่ง
เจคอบยังไม่ทันได้อ้าปากประท้วง เฮเรนิกส์ก็ถือวิสาสะคว้าถาดสตูว์เนื้อนิมส์ของเขาไปเททิ้งหน้าตาเฉย!
“เฮ้ย! เดี๋ยวสิคุณ!” เจคอบร้องเสียงหลงด้วยความไม่พอใจ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากเดินหน้ามุ่ยตามเฮเรนิกส์กับฟารอลไป ในมือยังกำช้อนค้างไว้อยู่เลย
เมื่อเดินมาถึงโถงกลาง พวกเขาพบว่ามีเจ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่งยืนถือไมโครโฟนอยู่บนระเบียงชั้นลอย
“เข้ามาเลยค่ะ โซลเฮย่าทุกท่าน เข้ามารวมกันทางนี้เลย” เธอประกาศกวาดต้อนผู้คน และเมื่อเห็นว่าบรรดาว่าที่โซลเฮย่ามารวมตัวกันจนแน่นขนัดโถงแล้ว เธอจึงเริ่มประกาศแจ้งกำหนดการสำคัญ
“ขอเรียนให้โซลเฮย่าทุกท่านทราบ ยานโจนนี่ของเราจะร่อนลงเทียบท่าที่ ท่าอากาศยานกลางแห่งกานิมีด ในเวลา 18.00 น. ตามเวลามาตรฐานของโซลันค่ะ ขอให้ทุกท่านกลับไปเตรียมตัว แล้วกลับมาพร้อมกันที่โถงกลางแห่งนี้อีกครั้งในเวลา 17.50 น. ตรง เพื่อให้เจ้าหน้าที่นำท่านไปนั่งประจำที่ในเขตห้องโดยสาร...อ้อ!กรุณานำแท่งแก้วสีแดงประจำตัวของท่านติดตัวมาด้วยนะคะ”
“แล้วเขตห้องโดยสารมันอยู่ตรงไหนล่ะครับ!” ฟารอลตะโกนถามแทรกขึ้นไป
“เมื่อถึงเวลา เราจะเป็นคนนำทางพาท่านไปเองค่ะ” เจ้าหน้าที่หญิงตอบสั้นๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินหายกลับเข้าไปทางสะพานเรือ
เจคอบหันมามองหน้าฟารอลกับเฮเรนิกส์ด้วยสีหน้าหงุดหงิดสุดขีด “เรียกให้มาฟังประกาศแค่นี้เนี่ยนะ? ทำไมไม่ใช้โทรโข่งประกาศเข้าโรงอาหารไป เรียกรวมตัวให้เสียเวลากินข้าวทำไม!” ชายหนุ่มร่างยักษ์หัวเสียหนัก เขาหมุนตัวเดินจ้ำพรวดย้อนกลับไปทางโรงอาหารทันที
“อ้าว โอย! นายจะไม่กลับไปเก็บของที่ห้องก่อนเหรอเจคอบ” ฟารอลตะโกนถามไล่หลัง
“เมื่อกี้ฉันยังกินไม่อิ่มเลย!” เจคอบหันมาตอบเสียงห้วน พลางตวัดสายตามองค้อนเฮเรนิกส์วงโต
“โธ่... ไม่เอาน่า เดี๋ยวฉันไปนั่งเป็นเพื่อนก็ได้” เฮเรนิกส์หัวเราะแหะๆ รีบวิ่งตามเจคอบไปง้อ
แต่พอพวกเขาเดินกลับมาถึงโรงอาหาร ปรากฏว่าระบบอัตโนมัติกำลังเริ่มเคลียร์ไลน์อาหารไปเกือบหมดแล้ว เจคอบถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขารีบคว้าถาดเปล่าเดินไปตามแถวอาหาร ได้ขนมปังไส้เนื้อมาสองสามก้อนกับน้ำผลไม้กล่องอีกหนึ่งกล่องที่ยังไม่ถึงคิวเก็บ แล้วเดินหน้ามุ่ยกลับมาทิ้งตัวลงนั่งที่ม้านั่งตัวเดิม เฮเรนิกส์กับฟารอลเดินตามมานั่งลงฝั่งตรงข้ามเพื่อรอเขา
“ก็แหงล่ะ... ก็น่าจะไม่อิ่มหรอก ดูสิ ร่างกายใหญ่โตกล้ามแน่นซะขนาดนี้” เฮเรนิกส์ป้องปากหันไปกระซิบกระซาบกับฟารอล
“ฉันได้ยินนะโว้ย!” เจคอบตะโกนสวนกลับ ทั้งที่ขนมปังยังอัดแน่นอยู่เต็มสองแก้ม
เจคอบ เฮเรนิกส์ และฟารอล ต้องเดินเบียดเสียดสวนทางกับคลื่นมนุษย์ว่าที่โซลเฮย่าคนอื่นๆ ที่กำลังทยอยเดินมุ่งหน้าไปรวมตัวกันที่โถงกลาง
“ฉันว่าเราควรจะรีบแล้วนะ!” ฟารอลร้องบอก ก่อนจะออกตัววิ่งสับเท้านำหน้าไปตามโถงทางเดิน เฮเรนิกส์กับเจคอบรีบวิ่งตามไปติดๆ
เมื่อมาถึงโซนห้องพัก ทั้งสามต่างแยกย้ายกันพุ่งเข้าห้องของตัวเองเพื่อเก็บสัมภาระอย่างรวดเร็ว เพียงไม่กี่อึดใจ ฟารอลก็หิ้วกระเป๋าวิ่งออกมารอเพื่อนทั้งสองที่หน้าห้องพักหมายเลข 62 บัดนี้ตลอดโถงทางเดินว่างเปล่าไร้ผู้คน... ทว่าความเงียบนั้นกลับถูกแทนที่ด้วยเสียงรองเท้าบูทที่ดังก้องเป็นจังหวะสม่ำเสมอ
ตึก... ตึก... ตึก...
เจ้าหน้าที่ตรวจการในชุดมิดชิดกำลังเดินตรวจตราความเรียบร้อยมาจากสุดทางเดิน!
“ซวยแล้ว! เร็ว! เข้าไปหลบข้างใน!” เฮเรนิกส์ที่เพิ่งก้าวออกมา รีบผลักแผ่นหลังของเจคอบกับฟารอลให้ถอยกลับเข้าไปในห้องพักของเจคอบทันที ทว่าบานประตูเลื่อนยังคงต้องเปิดอ้าทิ้งไว้ เพราะเจ้าหน้าที่กำลังเดินตรวจห้องที่เปิดอยู่ทุกห้อง
“หาที่หลบเร็วเข้า!” ไอดอลสาวกระซิบสั่งการอย่างลุกลี้ลุกลน
เฮเรนิกส์ปราดเปรียวที่สุด เธอตัดสินใจกระโดดลงไปนอนราบใน ‘ไครโอทูป’ แล้วคว้าเอาเสื้อคลุมอาบน้ำสีขาวของเจคอบที่แขวนอยู่มาห่มคลุมโปงทับร่างของตัวเองไว้อย่างมิดชิด
ส่วนฟารอล ชายหนุ่มร่างเล็กกระโจนพรวดเข้าไปซุกตัวอยู่ในตู้เก็บของบิลต์อินแล้วปิดบานพับลงทันที
เหลือเพียงเจคอบ... ชายหนุ่มผู้มีร่างกายสูงใหญ่เป็นยักษ์ปักหลั่น เขายืนหันรีหันขวางอย่างทำตัวไม่ถูก พื้นที่ห้องขนาดสามคูณสามเมตรแคบลงถนัดตา ตู้เก็บของก็โดนยึด ไครโอทูปก็มีคนนอนแล้ว เอาไงดีวะเนี่ย!
เมื่อไม่มีทางเลือก เจคอบจึงตัดสินใจพุ่งตัวหลบเข้าไปในห้องน้ำขนาดจิ๋ว พยายามเบียดซ่อนตัวยักษ์ๆ ของเขาให้พ้นจากมุมมองหน้าประตูให้มากที่สุด ทั้งสามคนกลั้นหายใจ แอบฟังเสียงรองเท้าบูทที่เดินมาหยุดชะงักที่หน้าประตูห้องพัก... ก่อนที่เสียงนั้นจะค่อยๆ เดินผ่านและลับหายไปตามโถงทางเดิน
เจคอบเพิ่งจะถอนหายใจอย่างโล่งอก ทว่า...
วืบบบ... ครืนน...
จู่ๆ เสียงเครื่องยนต์ของยานก็ครางกระหึ่มขึ้น พร้อมกับระบบปรับความเร็วเพื่อเตรียมร่อนลงเทียบท่า ในจังหวะที่ยานเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของดวงจันทร์กานิมีด ระบบแรงโน้มถ่วงเทียมภายในโซนห้องพักจึงถูกตัดการทำงานลงชั่วคราว!
ไร้น้ำหนัก!
ร่างของทั้งสามคนลอยคว้างขึ้นจากพื้นทันที ยานอวกาศสั่นสะเทือนและเหวี่ยงตัวตามแรงดึงดูด ส่งผลให้ร่างของพวกเขาเด้งกระดอนไปมากระแทกผนังห้องอย่างควบคุมไม่ได้
“ว๊ากกกกกก!” เสียงฟารอลกรีดร้องลั่นดังลอยออกมาจากในตู้เก็บของที่กำลังสั่นคลอนอย่างรุนแรง
เมื่อยานอวกาศมุดเข้าสู่ชั้นบรรยากาศและเริ่มชะลอความเร็วอย่างกะทันหัน สภาวะไร้น้ำหนักเมื่อครู่ก็ถูกแทนที่ด้วย 'แรงจี' (G-force) มหาศาลที่พุ่งเข้ากระแทก!
บานประตูตู้เก็บของเปิดผางออก ร่างของฟารอลร่วงหล่นลงมากระแทกพื้น ก่อนที่แรงเหวี่ยงของการเบรกยานจะตลบให้เขาลอยขึ้นไปอัดติดหนึบอยู่กับเพดานห้อง! ชายหนุ่มร่างเล็กพยายามดิ้นรนขยับตัว แต่ก็ทำไม่ได้เพราะแรงจีมหาศาลกดทับร่างเขาเอาไว้จนหน้าบี้แบนติดเพดาน
"ว๊ากกกกกก!" ฟารอลร้องโวยวายเสียงหลง
ส่วนเจคอบ... ชายหนุ่มร่างยักษ์ทำได้เพียงนั่งตัวลีบ อัดก๊อปปี้ตัวเองให้ติดชิดขอบผนังห้องน้ำจิ๋วอย่างน่าอนาถ เขาต้องเกร็งกล้ามเนื้อต้านแรงเหวี่ยงจนหน้าดำหน้าแดง
โชคดีที่สุดคงหนีไม่พ้นเฮเรนิกส์ เธอรอดพ้นจากสภาพทุลักทุเลเพราะยังคงนอนหลบอยู่ภายในไครโอทูปซึ่งมีฝาครอบกระจกเลื่อนปิดล็อกเอาไว้พอดี
ความโกลาหลปนน่ากระอักกระอ่วนนี้กินเวลาประมาณห้านาที... แต่มันยาวนานราวกับชั่วกัปชั่วกัลป์สำหรับคนโดนอัดติดผนัง ในที่สุด เสียงเครื่องยนต์ก็ค่อยๆ เบาลง พร้อมกับแรงสั่นสะเทือนเฮือกสุดท้าย บ่งบอกว่ายานได้ลงจอดเทียบท่าที่กานิมีดสนิทแล้ว
ตุ้บ!
เมื่อระบบแรงโน้มถ่วงประดิษฐ์กลับมาทำงานเป็นปกติ ร่างของฟารอลที่ติดหนึบอยู่บนเพดานก็ร่วงหล่นลงมากระแทกพื้นห้องอย่างจัง
"โอ๊ย..." ฟารอลนอนคราง มึนงงเห็นดาวระยิบระยับอยู่บนพื้น
เจคอบถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาค่อยๆ ดันตัวลุกขึ้น ขยับยืดแขนขาที่ปวดเมื่อยล้า แล้วเดินโงนเงนออกมาจากห้องน้ำอันคับแคบ
ในจังหวะเดียวกัน ฝาครอบไครโอทูปก็เลื่อนเปิดออก เฮเรนิกส์ลุกขึ้นนั่ง พลางปัดเสื้อคลุมอาบน้ำสีขาวของเจคอบที่ใช้พันตัวคลุมโปงออก เธอชะโงกหน้ามองข้ามขอบตู้กระจกมา แล้วก็ต้องกลั้นขำเมื่อเห็นสภาพฟารอลที่กำลังนอนหมดสภาพอยู่บนพื้นห้อง
ยังไม่ทันที่ทั้งสามจะได้ไถ่ถามอาการเคล็ดขัดยอกของกันและกัน บานประตูห้องพักก็ถูกเลื่อนเปิดออกพรวด!
เจ้าหน้าที่ชายร่างบึกบึนในชุดเครื่องแบบเต็มยศยืนจังก้าอยู่หน้าประตู เขากวาดสายตามองสภาพทุลักทุเลของทั้งสามคนด้วยแววตาถมึงทึง “พวกเธอมาทำอะไรในนี้!” เขาตวาดถามเสียงดุจัด
“เอ่อ...” เจคอบที่เพิ่งคลานออกมาจากห้องน้ำได้แต่อ้าปากค้าง เด็กหนุ่มร่างยักษ์อึกอัก หาคำแก้ตัวไม่ถูก
“ถือกระเป๋าแล้วเดินตามมานี่เลย!” เจ้าหน้าที่ออกคำสั่งเด็ดขาด
ทั้งสามคนรีบคว้าสัมภาระของตัวเองแล้วเดินตามไปอย่างหงอยๆ ท่ามกลางความเงียบที่น่าอึดอัด เฮเรนิกส์พยายามทำใจดีสู้เสือ เอ่ยถามขึ้นมาว่า “เอ่อ... ยานลงจอดสนิทแล้วใช่ไหมคะ”
“ใช่... และพวกเธอควรจะไปนั่งประจำที่ที่ส่วนโดยสาร ไม่ใช่มุดหัวซ่อนอยู่ในห้องพัก!” เจ้าหน้าที่ตอกกลับเสียงห้วน
ฟารอลกลืนน้ำลายฝืดคอ “ระ... เราจะโดนทำโทษไหมครับ”
ชายคนนั้นไม่ตอบ เขาเพียงแค่เดินนำหน้าต่อไปจนกระทั่งพาพวกเขาทะลุเข้ามาถึงเขตหวงห้าม... ห้องสะพานเรือ
บรรยากาศภายในสะพานเรือเต็มไปด้วยแผงควบคุมล้ำสมัย ทว่าจุดสนใจกลับอยู่ที่บุคคลระดับสูงสองคนที่ยืนรออยู่ตรงกลางห้อง
“นั่นไง เจอตัวจนได้!” โซลมาสเตอร์ไทบิเรียสร้องขึ้นพลางตบเข่าตัวเองฉาดใหญ่ เมื่อเมื่อเห็นเจ้าหน้าที่หน้าดุคุมตัวเด็กทั้งสามคนตัวก่อความวุ่นวายทั้งสามเดินคอตกเข้ามาในเขตหวงห้ามของสะพานเรือ
“ใครเป็นใครกันบ้างเนี่ย...” ฮาโซ กัปตันผู้กุมบังเหียนยานโจนนี่ เอ่ยเสียงเข้ม เขาหยิบเซนเซอร์แท่งแก้วสีแดงขึ้นมาชี้ไปที่เด็กทั้งสาม แล้วกดปุ่มสแกน แสงเลเซอร์กวาดผ่านร่างของพวกเขา ก่อนจะฉายข้อมูลส่วนตัวขึ้นมาเป็นหน้าจอโฮโลแกรมเรืองแสงลอยอยู่กลางอากาศทีละคน
“ฟารอล โอเดลล่า ทริลเลี่ยนไดม่อน แห่งเจซีโร่ อายุ 19 ปี... เฮเรนิกส์ ลิโอเชียส อายุ 19 ปี... และ เจคอบเบลล่า ฟาลูเนตต์ อายุ 17 ปี...” กัปตันฮาโซอ่านข้อมูลตามหน้าจอ ก่อนจะกอดอกจ้องหน้าพวกเขาเขม็ง
“พวกคุณลงไปทำอะไรในห้องพัก”
“คือ... ผม... เอ่อ” เจคอบอึกอัก ใบหน้าคมคายแดงซ่านไปถึงหู “ผมมัวแต่กินข้าว เลยกลับไปเก็บของช้าครับ แล้วพอออกมา... คนอื่นเขาก็ไปรวมกันที่ห้องโดยสารกันหมดแล้ว เหลือแค่พวกเรา...” เจคอบสารภาพความจริงอันน่าอับอายออกไปตรงๆ
“แล้วพวกคุณสองคนล่ะ ไปทำอะไรในห้องพักของเขา” กัปตันฮาโซหันไปเลิกคิ้วถามเฮเรนิกส์กับฟารอล
“เรา... แค่นั่งรอเขาตอนกินข้าว ก็เลยเก็บของช้าไปด้วยน่ะค่ะ” เฮเรนิกส์ตอบเสียงอ่อย ก้มหน้าหลบสายตา “แล้วพอดีมีเจ้าหน้าที่เดินตรวจตรามา พวกเรากลัวความผิด ก็เลย... พากันเข้าไปซ่อนในห้อง”
ได้ยินข้อแก้ตัวของทั้งสามคน โซลมาสเตอร์ไทบิเรียสถึงกับยกมือขึ้นกุมขมับ ถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะส่ายหัวอย่างเอือมระอา
“พวกเธอนี่มัน... ปัญญาอ่อนจริงๆ”
คำด่าที่ตรงไปตรงมาและไร้ความปรานีนั้น ทำเอาเจคอบ เฮเรนิกส์ และฟารอลถึงกับยืนอึ้งเป็นหินไปเลย แม้แต่กัปตันฮาโซและเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยที่ยืนคุมอยู่ก็ยังอดชะงักไม่ได้กับความไร้สาระของเหตุการณ์นี้ ไทบิเรียสถอนหายใจซ้ำ ก่อนจะชะโงกหน้าไปดูตัวเลขรหัสที่กะพริบอยู่ใต้ชื่อบนจอโฮโลแกรม “พวกเธออยู่กลุ่มเดียวกันใช่ไหม... หึ ใช่จริงๆ ด้วย”
“เอาล่ะสิ” กัปตันฮาโซแค่นหัวเราะในลำคอ “ยังไม่ทันไร ก็ออกลายสร้างเรื่องกันซะแล้ว”
“กลุ่ม... กลุ่มอะไรเหรอฮะ” ฟารอลกะพริบตาปริบๆ ถามขึ้นมาด้วยความงุนงง
กัปตันฮาโซขี้เกียจจะอธิบาย เขาโบกมือปัดๆ อย่างรำคาญ “เออๆ ช่างเถอะ... ปล่อยตัวไปได้แล้ว ไล่ลงจากยานไปให้หมด เจ้าหน้าที่เขาจะได้เข้ามาทำความสะอาดสักที”
ว่าแล้วกัปตันยานก็ลุกขึ้นยืน หมุนตัวเดินหายเข้าไปในห้องควบคุมของสะพานเรือ ทิ้งให้เจ้าหน้าที่หน้าดุถอนหายใจ ก่อนจะพยักหน้าเป็นเชิงสั่งให้เด็กทั้งสามหยิบสัมภาระ แล้วเดินตามออกไปเพื่อลงจากยาน...
เจ้าหน้าที่หน้าดุเดินคุมเข้ม พาทั้งสามคนลงจากยานโจนนี่ มุ่งหน้ามาจนถึงโถงผู้โดยสารขาเข้าของท่าอากาศยานกานิมีด…
ทว่า... ประวัติศาสตร์กลับซ้ำรอยอีกครั้ง!
เมื่อก้าวเท้าลงมาถึง ทั้งสามก็ต้องยืนเคว้งคว้าง เพราะคลื่นมนุษย์ว่าที่โซลเฮย่าคนอื่นๆ กว่าสามร้อยชีวิตได้ทยอยเดินทางล่วงหน้าไปยังศูนย์ฝึกโซลเฮย่ากันจนหมดเกลี้ยงแล้ว ทิ้งให้โถงผู้โดยสารอันกว้างใหญ่ดูโล่งตาไปถนัดใจ
“เอาอีกแล้ว... แล้วนี่ต้องไปทางไหนต่อละเนี่ย” เจคอบบ่นอุบอิบ หันซ้ายหันขวาอย่างงุนงง มือข้างหนึ่งยังหิ้วกระเป๋าสัมภาระใบย่อมเอาไว้
“เชิญทางออกด้านโน้นเลยค่ะ” เสียงราบเรียบดังขึ้นช่วยชีวิต
เจ้าหน้าที่หญิงคนหนึ่งที่ยืนประจำอยู่หลังเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ข้างทางเดิน เอ่ยขึ้นพลางผายมือและชี้นิ้วนำทางไปยังประตูเลื่อนบานยักษ์ที่อยู่สุดโถง
เจคอบ ฟารอล และเฮเรนิกส์ ได้แต่มองหน้ากันปริบๆ ถอนหายใจให้ความเด๋อด๋าของกลุ่มตัวเอง ก่อนจะพากันเดินงงๆ ตรงไปยังทางออกนั้น
และเมื่อบานประตูเลื่อนเปิดออกสู่โลกภายนอก... ภาพที่ปรากฏเบื้องหน้าก็ทำเอาทั้งสามคนถึงกับอ้าปากค้าง!
0 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบ