เมื่อก้าวพ้นประตูสถานีโดยสารออกมา ความงุนงงของทั้งสามก็ถูกแทนที่ด้วยความตื่นตะลึง เบื้องหน้าของพวกเขาคือเมืองที่ถูกครอบไว้ด้วย โดมแก้วใสขนาดยักษ์ และเมื่อมองทะลุโดมนั้นออกไป... คือภาพของ ดาวจูปิเตอร์ ดวงดาวก๊าซยักษ์ที่ลอยตระหง่านอยู่ใกล้เสียจนเหมือนจะเอื้อมมือไปแตะถึง ทัศนียภาพที่ยิ่งใหญ่ระดับจักรวาลนี้ทำเอาทุกคนแทบหยุดหายใจ
“ดูขนาดของมันสิ... ดาวบะรึ่มฮึ่ม!” เฮเรนิกส์อุทานตาโต
เจคอบหันขวับไปมองไอดอลสาวทันที... ยัยนี่สรรหาคำประหลาดๆ มาใช้อีกแล้ว
ขณะที่เจคอบและฟารอลยังคงยืนอ้าปากค้าง ตกตะลึงกับความยิ่งใหญ่ของดาวจูปิเตอร์ ที่ลอยเด่นกลืนกินพื้นที่ท้องฟ้าเบื้องนอกโดมแก้ว เฮเรนิกส์ที่ดึงสติกลับมาได้ก่อนก็เริ่มหันซ้ายหันขวา มองหาเส้นทางที่พวกเขาต้องไปต่อ ท่ามกลางความกว้างใหญ่ของสถานีขนส่ง สายตาของเธอไปสะดุดเข้ากับรถโดยสารล้ำยุคที่เพิ่งแล่นมาจอดเทียบท่า ด้านหน้ามีป้ายไฟกะพริบข้อความว่า
'สถานีต่อไป: สถานฝึกโซลเฮย่า'
“ฉันว่าเราต้องขึ้นรถคันนี้ไปนะ” เฮเรนิกส์บอก พลางชี้มือและสะกิดเรียกเพื่อนทั้งสองให้หลุดจากภวังค์
ทั้งสามรีบวิ่งเหยาะๆ ไปที่รถ ทันทีที่ประตูเลื่อนเปิดออก เสียงคนขับรถก็ตะโกนบอกผู้โดยสารกลุ่มใหม่
“ว่าที่โซลเฮย่าทุกท่าน โปรดนำแท่งแก้วทาบที่เครื่องสแกนด้วยครับ!”
เจคอบ เฮเรนิกส์ และฟารอล ล้วงเอาแท่งแก้วสีแดงประจำตัวออกมาทาบลงบนแท่นเซนเซอร์ตรงประตูทางขึ้นทีละคน เสียงสัญญาณยืนยันดังขึ้นพร้อมแสงสีฟ้าสว่างวาบ ภายในรถโดยสารไม่ได้มีแค่พวกเขาสามคน แต่ยังมีผู้โดยสารพลเรือนคนอื่นๆ นั่งปะปนอยู่ด้วย ทว่าไม่มีใครสวมยูนิฟอร์มสีเทาโซลเฮย่าแบบพวกเขาเลย
เฮเรนิกส์เลือกที่นั่งเบาะหลังคนขับพอดี ความช่างสงสัยทำให้เธอชะโงกหน้าไปถาม
“ขอโทษนะคะ ถ้าไม่มีแท่งแก้วแบบพวกเรา ต้องทำยังไงเหรอคะ”
“คุณก็ต้องจ่ายค่าโดยสารปกติไงล่ะแม่หนู” คนขับตอบกลับยิ้มๆ
เมื่อผู้โดยสารนั่งประจำที่ รถโดยสารก็เคลื่อนตัวออกไปอย่างนุ่มนวล ขับผ่านใจกลางเมืองที่สว่างไสว ก่อนจะแล่นเข้าสู่ 'อุโมงค์แก้วโปร่งใส' ขนาดยักษ์ที่ทอดยาวพาดผ่านอวกาศ เพื่อเชื่อมต่อระหว่างโดมเมืองแต่ละแห่งเข้าด้วยกัน
ทัศนียภาพรอบด้านเปิดกว้างแบบพาโนรามา เบื้องล่างคือเมืองล้ำยุคที่ส่องแสงระยิบระยับ เบื้องบนและรอบข้างคือความมืดมิดของจักรวาลที่มีพายุเมฆสีส้มแดงของดาวจูปิเตอร์ขนาดยักษ์เป็นฉากหลัง แสงสว่างจากเมืองสะท้อนจางๆ บนผิวกระจกโค้งของอุโมงค์
“วิว... โคตรสวยเลย” เจคอบอุทานออกมาเบาๆ ใบหน้าคมคายของชายหนุ่มร่างยักษ์แนบชิดติดกระจก นัยน์ตาสีชมพูแดงเบิกกว้างสะท้อนภาพความอลังการของดวงดาวที่อยู่ตรงหน้า
รถโดยสารแล่นทะลุอุโมงค์แก้วมาจนถึงอาณาเขตของโดมแก้วอีกแห่ง
เบื้องหน้าของพวกเขาคือซุ้มประตูโค้งตระหง่านตาที่ถูกสร้างเจาะลึกลงไปในภูเขาหินสีเข้มอันแข็งแกร่งของดวงจันทร์กานิมีด สถาปัตยกรรมสุดล้ำยุคถูกรังสรรค์ให้ผสานเข้ากับความดิบเถื่อนของธรรมชาติได้อย่างลงตัว เหนือซุ้มประตูขึ้นไป มีป้ายอักษรเรืองแสงภาษาโซลันจารึกไว้อย่างวิจิตรว่า 'โซล เฮย่า อคาเดเมีย' เมื่อแหงนหน้ามองสูงขึ้นไปอีก จะเห็นท่อกระจกใสขนาดยักษ์พาดผ่านอากาศ ทำหน้าที่เป็นเส้นทางเชื่อมต่อไปยังถนนเข้าเมืองที่สว่างไสวอยู่ไกลๆ
รถค่อยๆ ชะลอจอดเทียบหน้าทางเข้า เจคอบ ฟารอล และเฮเรนิกส์ เป็นเพียงผู้โดยสารสามคนสุดท้ายที่ก้าวลงจากรถ
เมื่อบานประตูเลื่อนปิดและรถขับจากไป ทิ้งให้พวกเขายืนอยู่เบื้องหน้าความยิ่งใหญ่ของสถาบัน ทั้งสามสูดหายใจลึก รวบรวมความกล้า ก่อนจะก้าวเท้าเดินเข้าไปสู่ประตูบานนั้นพร้อมๆ กัน
“มันจะต้องมีพวกแบบ..สายตลอด...”
เสียงทักทายลอยๆ ดังขึ้นจากยามเฝ้าประตู น้ำเสียงของเขากึ่งหยอกล้อกึ่งคุ้นเคยราวกับสนิทสนมกันมานาน ทั้งที่พวกเขาก็เพิ่งเคยเห็นหน้ากันเป็นครั้งแรก ทำเอาทั้งสามคนก้าวชะงักและหันไปมองหน้ายามคนนั้นอย่างงุนงง
“เอาแท่งแก้วไปลงทะเบียนซะ เขาจะได้ฝังชิปให้” ยามหนุ่มบุ้ยใบ้ไปทางด้านใน
เฮเรนิกส์ฝืนอมยิ้มและโบกมือทักทายตอบยามคนนั้น ลึกๆ แล้วเธอรู้สึกประหลาดใจไม่น้อยที่คนที่นี่จำเธอไม่ได้ ทั้งที่ระดับเธอนั้นออกจะโด่งดังเป็นพลุแตก เป็นถึง 'ซูเปอร์โนวาไอดอล' ที่มีแฟนคลับล้นหลามทั้งในโซลันและมาร์สแท้ๆ... แต่ดูเหมือนว่าที่กานิมีดแห่งนี้ ชื่อเสียงของเธอจะไม่ได้สลักสำคัญอะไรเลย
ทั้งสามพากันเดินมุ่งหน้าเข้าไปด้านใน ทางเข้าหลักเป็นประตูกระจกอัตโนมัติบานเลื่อนคู่ขนาดยักษ์ที่ค่อยๆ เลื่อนเปิดออกต้อนรับพวกเขาอย่างไร้เสียง
ทันทีที่ก้าวพ้นกรอบประตูเข้ามา พวกเขาก็พบกับโถงล็อบบี้กว้างขวางรูปทรงวงกลมที่โอ่อ่า โซฟารับรองดีไซน์หรูหราถูกจัดวางล้อมรอบจุดศูนย์กลางของโถงอย่างเป็นระเบียบ แสงไฟอบอุ่นส่องกระทบเคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ด้านในสุด ซึ่งสกัดขึ้นจากหินธรรมชาติขัดมันเงางาม ดูแข็งแกร่งทว่าหรูหรา
ที่เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์ มีหญิงชราท่าทางหน้าดุคนหนึ่งนั่งประจำอยู่ เธอมองผู้มาเยือนหน้าใหม่ทั้งสามด้วยสายตาเรียบเฉย
“พวกคุณมาสายนะคะ” หญิงชราเอ่ยทักท้วงเสียงแหบพร่า
“โธ่ คุณป้าคะ เราแค่ตกรถนิดหน่อยเองค่ะ...” เฮเรนิกส์รีบฉีกยิ้มหวานเดินเข้าไปเจรจา ทว่าสายตาของไอดอลสาวกลับไปสะดุดเข้ากับเข็มกลัดสัญลักษณ์ 'โซลฮิลเดรท' ที่ประดับอยู่บนอกเสื้อของหญิงชรา รอยยิ้มหวานหยดย้อยหุบฉับลงทันที สีหน้าของเธอซีดเผือดลงในพริบตา
“ขะ... ขอประทานโทษจริงๆ ค่ะ! ฉันไม่ทราบจริงๆ ว่าท่านเป็นถึงโซลฮิลเดรท” เฮเรนิกส์ลุกลี้ลุกลนก้มหัวปะหลกๆ ขอโทษแทบไม่ทัน
“ทำไมระดับโซลฮิลเดรทอย่างท่าน ถึงมานั่งเป็นประชาสัมพันธ์อยู่ที่นี่ได้ล่ะครับ”
ฟารอลที่ยืนอยู่ข้างๆ เอ่ยถามด้วยความสุภาพและสงสัย
“ฉันเบื่องานภาคสนามแล้วล่ะจ้ะ อายุก็ปูนนี้แล้ว นั่งตากแอร์ตรงนี้ทั้งวันมีความสุขกว่าเยอะ” หญิงชราตอบกลั้วรอยยิ้มบางๆ ซึ่งดูจากรูปลักษณ์และรอยเหี่ยวย่นแล้ว อายุอานามน่าาจะเลยเลข 8
“เอาล่ะ พวกเธอต้องลงทะเบียนถึงจะมีสิทธิ์เข้าออก ใช้ห้องพัก และเป็นสมาชิกของที่นี่ เอาแท่งแก้วมาเสียบตรงช่องนี้ทีละคน แล้วฉันจะฝังชิปติดตามตัวของพวกเธอให้ที่ข้อมือ... โอเคไหม”
ฟารอลก้าวเข้าไปเป็นคนแรก เขาวางแท่งแก้วสีแดงลงในช่องสแกนบนเคาน์เตอร์ แล้วถกแขนเสื้อยื่นท่อนแขนขวาให้ทันที
คุณยายโซลฮิลเดรทหันไปเปิดตู้บานเลื่อนด้านหลัง หยิบเอา 'ปืนฉีดยา' ล้ำยุคหน้าตาดุดันขัดกับวัยออกมา พร้อมกับกล่องใบเล็กๆ เธอยกมันมาวางบนเคาน์เตอร์ เปิดฝากล่องคีบเอาหลอดแก้วขนาดจิ๋วที่มีชิปซ่อนอยู่ภายใน บรรจุลงในปืนฉีดยาอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นนำปืนไปวางทาบที่แท่นข้างๆ ช่องสแกน เพื่อดาวน์โหลดข้อมูลประจำตัวจากแท่งแก้วเข้าสู่ชิป
ทันทีที่ไฟสถานะสีเขียวสว่างวาบขึ้น คุณยายก็ยกปืนฉีดยาขึ้นมาเตรียมพร้อม
“เอาล่ะนะ”
หญิงชราคว้าหมับเข้าที่ท่อนแขนของฟารอล ล็อกเอาไว้อย่างแน่นหนาผิดกับเรี่ยวแรงคนแก่ ก่อนจะกดปลายปืนกระแทกลงไปที่ข้อมือของเขาอย่างไม่ออมแรง!
“โอ๊ยยย!” ฟารอลสะดุ้งสุดตัว ร้องลั่นด้วยความตกใจ เขารีบชักข้อมือกลับมาลูบปอยๆ มองเห็นแสงสีฟ้าสว่างวาบอยู่ใต้ผิวหนังตรงตำแหน่งที่ชิปถูกฝังลงไป
“มือหนักชะมัดเลย...” ฟารอลบ่นอุบอิบน้ำตาเล็ด ขณะที่คุณยายดึงเอาแท่งแก้วของเขาไปใส่กล่องเก็บหน้าตาเฉย
“คนต่อไป”
เจคอบกับเฮเรนิกส์หันมามองหน้ากันเลิ่กลั่ก
“ฉะ... ฉันเอง” เฮเรนิกส์กลืนน้ำลาย ชิงเสียบแท่งแก้วของตัวเองลงไปในช่อง คุณยายโซลฮิลเดรททำตามขั้นตอนเดิมเป๊ะ ล็อกแขน แล้วกดปืนกระแทกลงไปอย่างดุดัน!
“โอ๊ยย!” เฮเรนิกส์หวีดร้องหน้าเบ้ “บะ... เบาๆ หน่อยก็ได้นะคะ”
“เวลาฉีดมันก็ต้องเจ็บแบบนี้แหละแม่หนู” คุณยายโซลฮิลเดรทตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ไร้ซึ่งความปรานีใดๆ “คนต่อไป”
คราวนี้ ทั้งเฮเรนิกส์และฟารอลต่างถอยมายืนลุ้น จ้องเป๋งว่าพ่อหนุ่มร่างยักษ์อย่างเจคอบจะมีปฏิกิริยายังไง
เจคอบก้าวเดินมาด้วยใบหน้าเรียบเฉย เขาเสียบแท่งแก้วลงในช่อง แล้วยื่นท่อนแขนล่ำสันให้คุณยาย เธอปฏิบัติต่อเขาเหมือนกับสองคนที่ผ่านมา ล็อกแขนให้แน่น แล้วกระแทกปืนฉีดยาฝังชิปลงไปเต็มแรง!
ทว่า... เจคอบกลับยืนนิ่งสนิทเป็นหินผา ไม่อุทาน ไม่สะดุ้ง ไม่แม้แต่จะกะพริบตาหรือนิ่วหน้าสักนิดเดียว!
เขาก้มมองแสงสีฟ้าที่สว่างวาบใต้ผิวหนังข้อมือตัวเองนิ่งๆ ราวกับเพิ่งถูกมดกัด คุณยายโซลฮิลเดรทถึงกับชะงักมือ เธอเก็บอุปกรณ์เข้าตู้ด้านหลัง ก่อนจะหันกลับมาเบิกตามองเด็กหนุ่มร่างใหญ่ผมฟูตรงหน้าด้วยความประหลาดใจอย่างปิดไม่มิด...
ฟารอลที่ยังคงยืนลูบข้อมือตัวเองปอยๆ ถึงกับเบิกตากว้าง มองเพื่อนร่างยักษ์ด้วยความทึ่งจัด
“นายนี่... แกร่งชะมัดเลยว่ะ ทั้งที่มันกระซวกเจ็บจนน้ำตาแทบเล็ด แต่นายกลับไม่ร้องออกมาสักแอะ!” ฟารอลเอ่ยชมเปาะ แววตาเต็มไปด้วยความนับถือ
เจคอบยักไหล่เบาๆ ดึงแขนเสื้อลงปิดรอยชิป แววตาของเขาเรียบเฉยราวกับเป็นเรื่องปกติ “ก็แค่ชินกับเรื่องพวกนี้น่ะ... ตอนทำงานเป็นพลขับยานล่านิมส์ที่หอคอย เจอทั้งยานตก ทั้งอุบัติเหตุสารพัด แถมพอต้องเข้าๆ ออกๆ ศูนย์วิจัยเฮนสัน ก็โดนจับฝังชิปถอดชิปเป็นว่าเล่น...”
“เดี๋ยวนะ... ศูนย์วิจัยเฮนสัน อย่างนั้นเหรอพ่อหนุ่ม”
คุณยายโซลฮิลเดรทที่กำลังง่วนกับการเก็บอุปกรณ์ชะงักกึก เธอหันขวับมามองเจคอบจนตาโต
“ครับ... ทำไมเหรอครับ” เจคอบเลิกคิ้ว หันกลับมามองด้วยความสงสัย
“ฉันเคยทำงานอยู่ที่นั่นด้วยนะ” น้ำเสียงของหญิงชราแฝงความภูมิใจเอาไว้เล็กๆ
“เหรอครับ ทำตำแหน่งอะไรเหรอครับ” เจคอบถามต่อด้วยความสนใจที่เพิ่มขึ้น
“ฉันเคยเป็นหัวหน้าหน่วยประชาสัมพันธ์น่ะสิ คอยดูแลเรื่องข้อมูลและควบคุมการประกาศข่าวสำคัญๆ ทั้งหมดของศูนย์วิจัยเลยล่ะค่ะ”
เจคอบตาลุกวาวขึ้นมาทันทีเมื่อเจอคนคุ้นเคยกับสถานที่นั้น “ถ้าอย่างนั้น... คุณก็ต้องรู้จัก เซอร์บราน เฮนสัน ใช่ไหมครับ?”
“รู้จักสิคะ! รู้จักดีมากด้วย!” คุณยายตอบรับเสียงดังฟังชัด ท่าทีของเธอเปลี่ยนไปราวกับกำลังเมาท์มอยเรื่องเจ้านายเก่า “ถึงแม้ว่าฉันจะเข้าไปทำงานที่นั่นแค่ช่วงสั้นๆ แต่ฉันก็รู้ทะลุปรุโปร่งไปถึงนิสัยใจคอของเขาเลยล่ะค่ะ”
“แล้วตัวจริงเขาเป็นคนยังไงบ้างครับ” เจคอบถามต่อด้วยความอยากรู้
“อืม... อยากฟังความจริงใช่ไหมคะ” คุณยายโซลฮิลเดรทลดเสียงลงเล็กน้อย ทำหน้าจริงจังราวกับกำลังเผยความลับ “นอกจากหน้าตาที่ดูน่ากลัวแล้ว เขายังเป็นคนที่เย็นชามาก ขวานผ่าซาก พูดจาตรงไปตรงมาสุดๆ ไม่เคยรักษาน้ำใจใคร ไม่เคยเอ่ยปากชมใคร... ดูแข็งกระด้างเหมือนคนที่ไม่เคยรู้จักความรักมาก่อนเลยล่ะค่ะ” คุณป้าพูดออกมาตรงๆ ตามที่เคยสัมผัส
เฮเรนิกส์ได้ยินดังนั้นก็แอบอมยิ้ม ก่อนจะโน้มตัวไปกระซิบข้างหูฟารอลเบาๆ
“นิสัยเหมือนเจคอบไม่มีผิดเลยเนอะ”
เจคอบที่หูไวได้ยินคำแซวนั้นก็ไม่ได้เถียง เขาพยักหน้ารับเนียนๆ จนคุณยายต้องเลิกคิ้วถามกลับไปว่า
“แล้วพ่อหนุ่มเคยเจอ เซอร์บราน ตัวเป็นๆ ไหมล่ะคะ”
“คือ... ผมไม่ได้ทำงานที่นั่นหรอกครับ แต่ก็มีเหตุให้ต้องไปที่นั่นบ่อยๆ” เจคอบตอบ พลางนึกย้อนไปถึงวันที่ เซอร์บราน เป็นคนพาเขาไปพบกับฟาร่า ผู้เป็นแม่
“แปลกอยู่อย่างนะครับ พอเจอหน้ากัน เขามักจะเดินหลบ ไม่ยอมคุยและไม่อยากยุ่งกับผมเท่าไหร่... ทีแรกผมก็คิดว่าการเป็นนักวิจัยคงจะยุ่ง...” เจคอบเว้นจังหวะ นัยน์ตาสีชมพูทอประกายอ่อนลงเมื่อนึกถึงการกระทำของชายชรา “แต่ที่ไหนได้... เอาเข้าจริง เขากลับเป็นคนที่ใจดีกับผมอย่างประหลาดเลยล่ะครับ”
สิ้นประโยคนั้น ทั้งเฮเรนิกส์และฟารอลต่างก็หันขวับไปมองหน้าคุณยายโซลฮิลเดรทพร้อมกัน รอดูว่าอดีตหัวหน้าประชาสัมพันธ์จะว่าอย่างไรกับมุมมองที่ขัดแย้งนี้
คุณยายขมวดคิ้วมุ่น สีหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจอย่างปิดไม่มิด
“แต่อันนี้แปลกมากเลยนะคะ... เพราะตลอดเวลาที่ฉันทำงานที่นั่น ฉันไม่เคยคิดภาพว่าเขาจะเป็นคนแบบนั้นได้เลยค่ะ”
ความเงียบ ก่อตัวขึ้นแทรกกลางวงสนทนาชั่วขณะ เจคอบได้แต่จมดิ่งอยู่ในห้วงความคิด ครุ่นคิดถึงพฤติกรรมแปลกประหลาดและแววตาที่ซ่อนความรู้สึกบางอย่างของ เซอร์บราน...
“เอาล่ะๆ พวกคุณรีบเข้าไปข้างในกันได้แล้ว เพิ่งเดินทางกันมาเหนื่อยๆ ไม่ใช่รึไง ห้องพักรอพวกเธออยู่นะ” คุณยายโซลฮิลเดรทเอ่ยตัดบท พลางยกมือปัดไล่เด็กๆ ให้เข้าไปพักผ่อน
“งั้นไว้เจอกันนะคะคุณยาย” เฮเรนิกส์ส่งยิ้มหวานพลางโบกมือลาอย่างร่าเริง
“ฉันก็ทำงานอยู่ที่นี่แหละ ไม่ได้ไปไหนหรอก!” เสียงแหบพร่าตะโกนตอบไล่หลังมา
เด็กหนุ่มสาวทั้งสามพากันเดินลากขาด้วยความเหนื่อยล้าและมึนงง ไปตามโถงทางเดินที่เงียบสงัดและเย็นเยียบ ทว่ายิ่งก้าวลึกเข้าไปใกล้บานประตูบานใหญ่ที่ตั้งอยู่สุดทางเดิน เสียงจอแจอื้ออึงก็ยิ่งเล็ดลอดออกมาให้ได้ยินชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ…
และทันทีที่บานประตูเลื่อนเปิดออก!
ความเงียบสงัดเมื่อครู่ก็ถูกทำลายลง เสียงอึกทึกครึกโครมพุ่งปะทะเข้าใส่พวกเขาราวกับก้าวข้ามมิติหลุดเข้ามาอยู่อีกโลกหนึ่ง ภาพเบื้องหน้าคือโถงกว้างขวางที่อัดแน่นไปด้วยบรรดา 'โซลเฮย่า' วัยรุ่นนับร้อยชีวิตที่กำลังเดินขวักไขว่และทำกิจกรรมกันอย่างคึกคัก บ้างก็นั่งจับกลุ่มคุยกันเสียงดังลั่น บ้างก็กำลังเตะฟุตบอลกันอย่างเอาเป็นเอาตายกลางลานกว้าง
แต่สิ่งที่สะดุดตาที่สุดคือสัดส่วนของประชากรในโถงนี้... เมื่อกวาดสายตามองไปรอบๆ จะเห็นได้ชัดเจนเลยว่าจำนวนผู้ชายนั้นมีมากกว่าผู้หญิงหลายเท่าตัว ประมาณหนึ่งในยี่สิบเลยก็ว่าได้
ทั้งสาวเดินผ่านไปช้าๆมอง ไปรอบๆ แล้วฟารอลก็หยุด
"ทำไมที่นี่ถึงมีแต่ผู้ชายเต็มไปหมดล่ะ... ผู้หญิงน้อยจนแทบจะนับหัวได้เลย" ฟารอลขยับแว่นพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ โถงกว้าง ก่อนจะหันมาถามเพื่อนสาวเพียงคนเดียวในกลุ่ม "ที่โซลันเขาไม่นิยมให้ผู้หญิงมาเป็นโซลเฮย่ากันเหรอ เฮเรนิกส์"
เฮเรนิกส์ยักไหล่เบาๆ ตอบอย่างตรงไปตรงมา “ก็ไม่เชิงนะ ฟารอล... เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่ ก็มักจะรอไปลงทะเบียนเข้าสู่ตลาด 'ประมูลพรหมจรรย์' พออายุครบสิบหก กันมากกว่า เพราะงั้นถ้านายคิดจะมาหาความรักกุ๊กกิ๊กแถวนี้ล่ะก็... ไม่มีซะหรอก"
"ประมูลพรหมจรรย์เหรอ... คืออะไรน่ะ เคยได้ยินแต่ไม่กล้าถาม" ฟารอลทำตาโตหน้าแดงด้วยความอยากรู้
“ก็คือการหาสามีมาทำพิธีผูกพันและมีทายาทสืบสกุลนั่นแหละ แล้วทางครอบครัวก็จะได้ค่าสินสอดก้อนโตด้วย... พวกเศรษฐีชาวดิซหรือชาวโซลันชั้นสูงก็นิยมชมชอบเด็กสาวที่เพิ่งออกจากครอบครัวและยังบริสุทธิ์อยู่ ถ้ามาจากตระกูลสูงๆ ค่าสินสอดก็จะแพงลิบลิ่ว ส่วนถ้ามาจากตระกูลรองลงมาหน่อย พวกเขาก็อาจจะประมูลไปเป็นภรรยารอง…” เฮเรนิกส์เว้นจังหวะอธิบายเพิ่ม “แต่ถ้าเป็นชาวโซลันบ้านๆ ทั่วไป อาจจะเลือกแค่เดินจับมือคู่ของตัวเองไปลงทะเบียนที่เซนเตอร์... พอมีลูกก็ส่งลูกไปให้เซนเตอร์ดูแล แล้วต่างคนก็ต่างแยกย้ายกันไปใช้ชีวิต... มั้งนะ”
“อ้อ... คล้ายๆ กับที่มาร์สสินะ” ฟารอลพยักหน้าเข้าใจ “ชาวมาร์สก็ชอบมีภรรยาหลายคนเหมือนกัน เพราะดาวของเรามีผู้ชายน้อยกว่าผู้หญิงมาก... อย่างพ่อฉันก็เคยมีภรรยาตั้งห้าคน”
“ใช่ไหมล่ะ” ไอดอลสาวอธิบายต่ออย่างออกรส “เอาจริงๆ พ่อของฉันก็อยากให้ฉันไปลงประมูลเหมือนกัน แต่ตอนนั้นฉันดันติดสัญญาจ้างงานกับเอเจนซี่อยู่ พ่อก็เลยส่งน้องสาวของฉันไปแทน... สรุปว่าได้แต่งกับเศรษฐียศโซลฮิลเดรทอายุสี่สิบ พ่อกับแม่ได้เงินสินสอดมาเกือบล้านโซลแล้วตอนนี้น้องสาวฉันกับสามี ก็ย้ายไปอยู่สุขสบายที่เทียแมทเรียบร้อยแล้ว”
เฮเรนิกส์เว้นจังหวะนิดหนึ่ง ก่อนจะลดเสียงลงคล้ายกำลังเล่าเรื่องซุบซิบ “แล้วฉันก็ได้ข่าวมาว่า... เคยมีการประมูลเด็กสาวด้วยราคาสูงปรี๊ดถึงหกล้านโซลเลยนะ!”
“สี่ล้าน...”
เจคอบที่ยืนฟังเงียบๆ เอ่ยแทรกแก้ตัวเลขขึ้นมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
“รู้ได้ไง...” เฮเรนิกส์เลิกคิ้วถามด้วยความประหลาดใจ
“รู้ก็แล้วกัน” เจคอบตอบปัด เขาแอบรำลึกไปถึงช่วงก่อนออกเดินทาง ตอนที่ท่านปู่จาดิโน่พาเขาทัวร์เปิดตัวตามคฤหาสน์ของสังคมชั้นสูง เขาจำได้แม่นว่าได้ยินบรรดาคุณหญิงคุณนายซุบซิบกันเรื่องราคาประมูล 'เลโอน่า' ของเซอร์บราน
“โห... งั้นสาวๆ เลยรอไปประมูลเพื่ออัปเกรดชีวิต มากกว่าจะมาตกระกำลำบากที่นี่สินะ” ฟารอลพยักหน้าอย่างเข้าใจแจ่มแจ้งในที่สุด
"ใช่สิ" ไอดอลสาวอธิบายต่อ "ขืนพวกเธอมาสมัครเป็นโซลเฮย่า ที่ต้องใช้เวลาเดินทางไปกลับและเรียนรวมกันนานถึงหกปี ก็จะเสีย 'ช่วงเวลาทอง' ในการประมูลไปหมดน่ะสิ ผู้หญิงที่มาอยู่ที่นี่ได้ ส่วนใหญ่ก็ต้องเป็นพวกที่มีเป้าหมายอาชีพชัดเจนและทางบ้านมีฐานะอยู่แล้วแบบฉันนี่แหละ"
ฟารอลพยักหน้ารับรู้ถึงวิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชาวโซลัน ขณะที่เจคอบได้แต่ยืนฟังเงียบๆ ความคิดของเขาไม่ได้จดจ่ออยู่กับเรื่องประมูล แต่ใจมันหวิวๆ ลอยไปคิดถึงหญิงสาวที่ตนรัก... ป่านนี้ 'โจนนี่' จะอยู่ที่ไหนและทำอะไรอยู่...
"แต่ช่างเรื่องนั้นเถอะ ทำไมคนถึงเยอะขนาดนี้ล่ะเนี่ย… ดูสิ ยูนิฟอร์มมีดาวสีที่บ่าต่างกันด้วย" เฮเรนิกส์เปลี่ยนเรื่อง ชี้ชวนให้เพื่อนๆ ดูบรรยากาศรอบๆ
"คงเป็นดาวสีแยกชั้นปี... หนึ่ง สอง สาม... มีสี่สีเลยเหรอ" ฟารอลนับดาวบนบ่าของพวกรุ่นพี่ "เราต้องอยู่ที่นี่สี่ปีเลยเหรอเนี่ย"
"นานแท้..." เฮเรนิกส์บ่นอุบ
“เดี๋ยวนะ! ไหนบอกว่าสองปีไง…เดินทางไปกลับสี่ปี...” เจคอบเบิกตากว้าง หันขวับมามองเพื่อนทั้งสองอย่างตื่นตระหนก “กลายเป็นว่าเราต้องติดแหงกอยู่ที่นี่แปดปีหรอกเหรอ!!!”
“อ่า...แค่ 4 ปี ช่วงเดินทางก็นับไปกลับอีก 4 ปี และและ เอ่อ ถ้าจำไม่ผิด สองปีของกานิมีดเท่ากับหนึ่งปีของโซลันน่ะ” ฟารอลอธิบายพลางตบไหล่เพื่อนเบาๆ “เพราะงั้นนายไม่ต้องห่วง อายุชีวภาพนายแก่ขึ้นก็จริง แต่เมื่อเทียบกับเวลาที่โซลันนายก็ยังโคตรจะเด็กเลย นิสัยน่ะ”
เจคอบเหยียดริมฝีปากยิ้มเจื่อนๆ แล้วพยักหน้ารับ แม้สมองจะเข้าใจเรื่องทฤษฎีเวลา แต่ในใจลึกๆ กลับโอดครวญว่า 'ยังไงมันก็นานอยู่ดีนั่นแหละ' เขาจึงรีบเปลี่ยนเรื่องเพื่อสลัดความหดหู่
"เอาเถอะ... ทีนี้เราต้องไปที่ไหนต่อกันล่ะเนี่ย" เจคอบมองหันรีหันขวาง พยายามหาป้ายบอกทางหรือใครสักคนที่พอจะพึ่งพาได้
“จะถามใครได้ล่ะเนี่ย...” เฮเรนิกส์พึมพำอย่างชั่งใจ ก่อนจะตัดสินใจเดินตรงเข้าไปหากลุ่มรุ่นพี่ผู้ชายที่กำลังยืนจับกลุ่มคุยกันอยู่ไม่ไกล
“ขอโทษนะคะ ฉันกับเพื่อนเป็นเด็กปีหนึ่งค่ะ คือพวกเราตกรถก็เลยมาช้า...”
เธอยังพูดไม่ทันจบประโยคดี หนึ่งในกลุ่มรุ่นพี่ก็เบิกตากว้าง ชี้มือมาทางเธออย่างตื่นเต้น
“เฮ้ย! นี่เธอคือ เฮเรนิกส์... ซูเปอร์โนวาไอดอลวัยรุ่นคนนั้นใช่ไหมครับเนี่ย!”
สิ้นเสียงนั้น ชายหนุ่มนับสิบคนในบริเวณนั้นก็ลุกฮือ ทิ้งวงสนทนาแล้วเข้ามารุมล้อมเด็กสาวผมชมพูทันทีราวกับผึ้งแตกรัง
“คุณมาอยู่ที่นี่ด้วยเหรอครับ!” “ขอจับมือหน่อยได้ไหมครับ!” “ตัวจริงสวยกว่าในฮอลโลแกรมอีกนะเนี่ย!” “คุณมีผมสีทองที่สวยมากเลยนะครับ” “ดีใจจังที่กานิมีดมีคนดังๆ อย่างคุณมาเรียนด้วย ที่นี่คงจะสดใสขึ้นเป็นกองเลย!”
มือหลายมือเริ่มยื่นเข้ามาใกล้ ขยับวงล้อมเข้ามากดดันจนแทบไม่มีอากาศหายใจ บางคนถือวิสาสะพยายามจะคว้าข้อมือและแตะต้องตัวเธอ เฮเรนิกส์เริ่มหน้าเสีย ถอยกรูดด้วยความหวาดหวั่น
“เอ่อ... เอ้อ... ขอโทษค่ะ คือว่า...” เธอพยายามปัดป้องและส่งสายตาขอความช่วยเหลือข้ามไหล่พวกรุ่นพี่ไปหาเพื่อนทั้งสองที่ยืนอยู่ห่างออกไป
เจคอบกับฟารอลเห็นท่าไม่ดี กลุ่มรุ่นพี่เริ่มล้ำเส้นและคุกคามเพื่อนสาวเพียงคนเดียวของพวกเขา สัญชาตญาณปกป้องของเจคอบพุ่งปรี๊ด เด็กหนุ่มร่างยักษ์ไม่รอช้า เขาสูดลมหายใจเข้าลึก ก่อนจะตะเบ็งเสียงดังก้องกังวานฝ่าวงล้อม
“ขอโทษครับ!”
“อะไรวะ ไอ้น้อง...” รุ่นพี่คนหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้สุดก้าวกร่างออกมา เขากวาดตามองเจคอบตั้งแต่หัวจรดเท้า พลางเชิดหน้าหาเรื่อง “...ให้พวกพี่คุยกับดาราบ้างไม่ได้รึไง จะหวงไว้คนเดียวงั้นเหรอ”
เจคอบไม่ได้สนใจคำยียวนนั้น เขาหันเอี้ยวตัวไปมองเด็กสาวที่ยืนเกาะหลังเขาอยู่
“ไม่เป็นไรนะ” เขาเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
เฮเรนิกส์พยักหน้ารัวๆ ด้วยความโล่งใจ ก่อนจะค่อยๆ ถอยไปยืนหลบอยู่ข้างๆ ฟารอลเพื่อความปลอดภัย
เมื่อเห็นว่ารุ่นพี่ขี้หลีคนนั้นทำท่าจะก้าวสามขุมตามเข้าไปหาเฮเรนิกส์อีก เจคอบก็ขยับตัวก้าวออกมายืนขวางทางไว้มิดชิด ร่างกายที่สูงใหญ่และเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อแน่นขนัดที่เจริญเติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงจำศีล บดบังเพื่อนสาวของเขาจากสายตาหยาบโลนพวกนั้นอย่างสมบูรณ์
เรือนผมสีดำขลับที่ยาวและหยิกฟูหนา เสริมให้โครงหน้าคมเข้มของเขาดูดุดันและน่าเกรงขามตามแบบฉบับสายเลือดชาวเทียมาเทียน นัยน์ตาสีชมพูอมแดงอันเป็นเอกลักษณ์ของชาวโซลันที่มีเชื้อสายดิซ จ้องเขม็งไปยังกลุ่มรุ่นพี่ตรงหน้าอย่างไม่ลดละและไม่เกรงกลัว
“ผมกับเพื่อนแค่จะถามว่า เด็กปีหนึ่งต้องไปที่ไหน...” เจคอบกดเสียงต่ำ นิ่งสนิททว่าแฝงความคุกคาม “ถ้าพวกพี่ไม่รู้ ก็เฉยๆ ไว้สิครับ”
“นายแน่มาจากไหนวะ ไอ้น้อง”
รุ่นพี่คนนั้นถกแขนเสื้อขึ้นแล้วกำหมัดตั้งการ์ด แม้จะต้องแหงนหน้ามองเจคอบที่สูงเกือบสองเมตร แต่ความกร่างก็บังตาจนไม่เจียมตัว “เข้ามาดิวะ!”
เจคอบเลิกคิ้ว นัยน์ตาสีชมพูอมแดงจ้องมองอีกฝ่ายนิ่งๆ เขาปรายตาไปทางฟารอลกับเฮเรนิกส์ ทั้งสองพยักหน้าให้สัญญาณว่า ‘เอาเลย’ เด็กหนุ่มร่างยักษ์จึงปลดกระเป๋าสะพายยื่นให้ฟารอลถือ
“ช่วยไม่ได้นะ... ถ้าอยากเจ็บตัวนักก็เข้ามา” เจคอบเอ่ยเสียงเรียบ ก่อนจะยกแขนขึ้นตั้งการ์ดแบบหลวมๆ
รุ่นพี่ขี้หลีย่างสามขุมเข้าหา เดินวนหยั่งเชิงไปมา ก่อนจะปล่อยหมัดแย็บพุ่งเข้าใส่หน้าเจคอบ แต่ชายหนุ่มผมยาวฟูกลับเอี้ยวตัวหลบได้อย่างง่ายดายราวกับรู้ล่วงหน้า
“เฮ้ย! มีคนตีกัน! เร็วเข้า มาดูเร็ว!” เสียงโซลเฮย่าหญิงคนหนึ่งตะโกนลั่นโถง
เพียงไม่กี่อึดใจ บรรดาเด็กใหม่และรุ่นพี่ที่อยู่แถวนั้นก็กรูกันเข้ามาล้อมวงมุงดูเหตุการณ์อย่างตื่นเต้น
รุ่นพี่เริ่มเสียหน้าเมื่อหมัดแรกวืด เขารัวหมัดแย็บซ้ายขวาเข้าใส่อย่างบ้าคลั่ง แต่ความเร็วแค่นั้นเทียบไม่ได้เลยกับสัญชาตญาณของคนที่เคยหักพวงมาลัยหลบกรงเล็บนิมส์ เจคอบโยกหัวหลบซ้ายทีขวาที ท่วงท่าพลิ้วไหวขัดกับรูปร่างที่ใหญ่โตและมัดกล้ามที่แน่นขนัด
“หมัดตรงๆ ไปเลยดิวะ!” พวกรุ่นพี่ในกลุ่มนั้นตะโกนสั่งสอนเพื่อน
“เจคอบ อย่ายอมแพ้นะ!” เฮเรนิกส์ตะโกนเชียร์เสียงใส
รุ่นพี่กัดฟันกรอด พุ่งเข้ามาปล่อยหมัดฮุกอีกสองสามที แต่ก็ยังชกได้แค่อากาศ เมื่อเห็นอีกฝ่ายหอบและเปิดช่องโหว่เต็มเปา เจคอบไม่รอช้า เขาสวนหมัดขวาตรงพุ่งกระแทกเข้ากลางดั้งจมูกของรุ่นพี่อย่างจัง!
ผัวะ!
“หนอยแน่!” รุ่นพี่คนนั้นที่เซไปหากลุ่มเพื่อน ถูกผลักให้กลับเข้ามาในวงอีกครั้ง เจคอบตั้งการ์ดรออย่างเยือกเย็น พอเห็นจังหวะที่รุ่นพี่แย็บเข้ามา เขาก็โยกหลบแล้วสวนหมัดกลับไปสองสามทีเน้นๆ จนรุ่นพี่หงายหลังล้มตึงลงไปกองกับพื้น!
เสียงเชียร์ดังลั่นเฮๆ สนั่นโถงทางเดิน จนตอนนี้บรรดาโซลเฮย่าแทบทุกคนต่างแห่กันมามุงดูอย่างตื่นเต้น
“เฮ้ย! ทรงหมัด ทรงการตั้งการ์ดนั่น... เหมือน ‘นักสู้มังกร’** เลยว่ะ!” เสียงผู้ชายคนหนึ่งในฝูงชนตะโกนขึ้นมาด้วยความทึ่ง
(**‘นักสู้มังกร’ คือฉายาบนสังเวียนเถื่อนของนายพลจาโคโบล พ่อของเจคอบ ที่เคยสร้างตำนานล้มแชมป์ที่ดาวมาร์ส)
“จริงด้วย... ร่างยักษ์ ผิวเข้ม ผมฟูหนาแบบนั้น... สายเลือดเธียมาเทียนแท้ๆ แน่เลย โคตรแรร์ไอเทม!” เสียงซุบซิบเริ่มดังระงม
“พวกผมแค่อยากจะถามทาง... แค่นั้นจริงๆ ครับ” เจคอบลดการ์ดลง ยืนตระหง่านค้ำร่างของรุ่นพี่คนนั้นด้วยท่าทีคุกคามเงียบๆ
รุ่นพี่คนนั้นหน้าแตกยับเยิน เขาลุกพรวดขึ้นมา ตั้งท่าจะพุ่งเข้ามาต่อยต่อด้วยความแค้น ทว่าพอดีกับที่มีชายหนุ่มผมยาวสองคนเดินก้าวเข้ามาขวางทัพไว้
“พวกรุ่นพี่เพลาๆ กับพวกผมบ้างเถอะครับ” ชายหนุ่มผมยาวคนหนึ่งพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ทว่าหนักแน่น
ชายสองคนที่เพิ่งก้าวเข้ามาขวางทัพนี้ก็ตัวสูงใหญ่ แม้จะไม่สูงเท่าเจคอบแต่ก็ทำให้อันธพาลรุ่นพี่คนนั้นยืนสูงอยู่แค่ระดับหัวคิ้วของพวกเขาเท่านั้น เมื่อเห็นว่ากลุ่มเด็กปีหนึ่งแก๊งนี้มีแต่พวกตัวใหญ่ๆ รูปร่างสูงกำยำ กลุ่มรุ่นพี่ที่เหลือจึงรีบเข้ามาดึงแขนเพื่อนที่โดนต่อยเอาไว้ เหมือนจะส่งสัญญาณบอกว่าอย่าไปยุ่งให้เจ็บตัวเปล่าๆ
รุ่นพี่คนนั้นสะบัดมือเพื่อนๆ ออก ปัดฝุ่นที่เสื้อผ้า แล้วจ้องหน้าเจคอบด้วยสีหน้าเคียดแค้น
“หนอยยยยย...” เลือดกำเดายังคงไหลพรากๆ อาบแก้ม “ฝากไว้ก่อนเถอะมึง...”
แล้วรุ่นพี่ขี้หลีคนนั้นก็รีบเดินจ้ำอ้าวหนีหายไปพร้อมกับกลุ่มเพื่อน ฝูงชนที่มุงดูอยู่ก็เริ่มสลายตัว
“ไอ้หมอนี่มันรุ่นพี่กะโหลกกะลาจริงๆ” หนุ่มผมยาวสีชมพูพูดขึ้น เขากำหมัดชนกับหนุ่มผมยาว สีชมพูอ่อน อีกคนอย่างสนิทสนม
เจคอบสังเกตเห็นว่าบนบ่าเสื้อยูนิฟอร์มของพวกเขาปักดาวสีเดียวกัน
“พวกนาย ก็เด็กปีหนึ่งสินะ” เจคอบทักหน้ามุ่ยแบบอารมณ์ค้าง
“เออ ฉันฟารอล นี่ เฮเรนิกส์ ยินดีที่รู้จัก” ฟารอลยื่นมือให้จับทักทาย
“ผมอาวีล” หนุ่มผมยาวสีชมพูแดงแนะนำตัว
“กาบิลโล่ เวลนิโบนิส” หนุ่มผมยาวสีชมพูอ่อนกล่าวเสริม
ฟารอลจับมือทักทายทั้งสองคน... “เฮ้ นี่ไง สามคนนี้ไง! กลุ่มเดียวกับเราที่หายไปน่ะ” กาบิลโล่หัวเราะหึๆ เจคอบเพียงแค่เลิกคิ้วมองแต่ไม่ยิ้มตอบ
“ส่วนนี่ เจคอบ...” เฮเรนิกส์ชี้มือไปยังเด็กหนุ่มร่างยักษ์เพื่อแนะนำตัวอย่างเป็นทางการ
อาวีลกับกาบิลโล่หันไปมองเจคอบอย่างพินิจพิเคราะห์ “หมอนี่หน้าดุชะมัด...” อาวีลว่าพลางสบตาเจคอบที่แววตายังคงดุดันอารมณ์ค้าง “ดูความสูง ร่างกายกำยำ ผิวเข้มๆ กับผมฟูหนานั่นสิ... นายมีสายเลือด ‘เธียมาเทียน’ ชัดๆ”
“แต่เธียมาเทียนปกติต้องตาสีเทาไม่ใช่เหรอ” กาบิลโล่เสริม พลางจ้องไปที่ดวงตาของเขา “นายมีตาสีชมพูอมแดง... แสดงว่ามีเชื้อสาย ‘ดิซ’ ผสมอยู่ด้วย โคตรแรร์ไอเทมเลยนะเนี่ย ไอ้รุ่นพี่นั่นมันตาบอดชัดๆ ที่กล้าหาเรื่องคนอย่างนาย”
เจคอบมองชายผมยาวทั้งสองด้วยสีหน้าเย็นชา แม้ในใจจะแอบรำคาญที่ถูกวิเคราะห์รูปลักษณ์ต่อหน้าต่อตา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“พ่อฉันเป็นลูกครึ่งมาร์โวทิสกับเธียมาเทียน แม่เป็นโซลันกับดิซ... ไม่ใช่เธียมาเทียนแท้แบบที่พวกนายว่าหรอก” เจคอบกล่าวหน้านิ่ง “และฉันก็ไม่เข้าใจว่าทำไมพวกนายต้องมาตื่นเต้นที่ฉันมีสายเลือดอะไรด้วย”
อาวีลเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย “ก็เพราะขนาดนายเป็นแค่ลูกเสี้ยว ลักษณะเด่นของนายยังข่มขวัญคนอื่นได้ขนาดนี้ไงล่ะ... ส่วนผสมแบบนี้นี่แหละที่หายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรอีกว่ะ ”
0 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบ