ช่วงเช้าผ่านไปกับงานตามปกติ ตรวจเอกสารสองชุด งานแก้จากแผนกอื่นสามรอบ และข้อความจากสุกร ที่ส่งมาถามในทีมพร้อมแท็กผมทั้งที่นั่งห่างกันไม่ถึงสองเมตรว่าเที่ยงนี้กินอะไร
ผมตอบกลับไปว่า “ข้าว”
ไม่ถึงห้าวินาที ข้อความใหม่ก็เด้งขึ้นมา “รู้แล้วว่าข้าว กับอะไร?”
ผมเปิดฝากล่องที่ผ่านศึกเมื่อเช้าขึ้นมาดู “ไม่รู้ว่ะ หันมาดูดิ”
สุกรหันมามองกล่องของผม ก่อนพยักหน้าอย่างเข้าใจ “อาหารแนวใหม่สินะ” สุกรพูดปนขำพอเห็นข้าวแบ่งครึ่ง
“งั้นเรียกว่าข้าวครึ่งกล่องที่แท้จริงก็แล้วกันนะ” ผมตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง พร้อมทำท่าเก๊กเหมือนพระเอกหนังประเทศอินเด
อนิตาจากโต๊ะข้าง ๆ สุกรพอเห็นข้าวครึ่งกล่องผมไปก็ขำไหล่โยกเบา ๆ “บ้าน่า นี่มันครึ่งกล่องที่แท้จริง จริง ๆ ด้วย”
ระหว่างกิน ผมหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาไถตามนิสัย ข่าวท้องถิ่นขึ้นคลิปเหตุการณ์เมื่อเช้าพอดี
มีภาพสั่น ๆ จากกล้องวงจรปิดแสดงร้านริมทาง ผู้คนยืนมุงอยู่หลังแนวกั้น และเศษเตาอั้งโล่กระจายอยู่บนพื้น
พาดหัวเขียนประมาณว่า ‘เตาอั้งโล่ระเบิดปริศนา เจ้าหน้าที่เร่งหาสาเหตุ’
ผมอ่านผ่าน ๆ แล้วเลื่อนลงไปข่าวต่อไป
หลังกินข้าวเสร็จแล้วผมก็กลับมาที่โต๊ะทำงานของตัวเองแล้วนึกในใจว่า
(เตาอั้งโล่ระเบิดเองได้ด้วยเหรอ?)
ผมเปิด กลู-กลู้ เสิร์ชเอนจิน พิมพ์คำถามลงไปสองสามแบบ อ่านอยู่ครู่หนึ่งก็ไม่ได้คำตอบที่ทำให้รู้สึกว่า ‘อ๋อ อย่างนี้นี่เอง’ ทำให้รู้สึกหงุดหงิดในใจ
“หาอะไร?” อนิตาเดินมาถาม
“ก็เรื่องเตาเมื่อเช้าน่ะ” ผมตอบส่ง ๆ ไป ไม่ได้หันไปมอง
อนิตายืนกอดอก “นี่นาย ยังสนใจอยู่อีกหรือ?”
“อือ ฉันแค่สงสัยว่ามันระเบิดได้ยังไง ในเมื่อเตามันไม่มีอะไรที่น่าจะระเบิดได้เลย” ผมตอบตามที่คิด
สุกรพูดทั้งที่ยังเคี้ยวข้าว “ของมันเก่าแล้วมั้ง”
ผมหันไปทางสุกร แล้วหยิบเศษก้อนดินปืนขึ้นมา “ก็อาจจะ แล้วดินปืนนี่มันมาจากไหน” พอพูดจบ เพื่อนทั้ง 2 คนก็นั่งเครียดจนผมต้องพูดตัดอารมณ์ "ไปทำงานไป๊"
พอไล่เพื่อนเสร็จผมก็ปิดหน้าจอ
ช่วงบ่ายพวกเรากลับไปคุยเรื่องอื่น ตั้งแต่ระบบใหม่ที่บริษัทกำลังจะใช้ ไปจนถึงร้านอาหารเปิดใหม่ตรงหัวมุมถนน
“เย็นนี้ไปลองไหม?” สุกรถาม
“No” วันนี้ผมอยากพักหัวจากเรื่องเมื่อเช้าที่เข้ามากวนใจ ทำเอาความอยากรู้ของผมมันพุ่งถึงขีดสุด จนไม่อยากกินอะไรเลย
“ตอบเร็วมาก” สุกรอึ้งตาโตเลย เพราะปกติผมจะไปด้วยกันทุกครั้ง
อนิตาหันมาถาม “แล้วพรุ่งนี้ล่ะ”
“พรุ่งนี้ค่อยถามใหม่ก่อนเลิกงานละกันนะ” ผมตอบแบบคลุมเครือไป เพราะผมไม่แน่ใจว่า ไอ้ความรู้สึกอยากรู้นี่มันจะยังคงอยู่ถึงวันพรุ่งนี้ด้วยหรือเปล่า
“โอเค ไม่เป็นไร เดี๋ยวค่อยชวนใหม่ละกัน” สุกรตบบ่าผมแล้วหันไปทำงานต่อ
พอถึงเวลาเลิกงาน ผมเดินกลับทางเดิมตามปกติ
ร้านที่เกิดเหตุเมื่อเช้ายังเปิดทำการไม่ได้ มีเชือกกั้นบางส่วนเอาไว้ แต่บริเวณรอบนอกเริ่มมีคนเดินผ่านตามปกติแล้ว
ผมเดินเลยไป
ห้าก้าว
สิบก้าว
จากนั้นก็หยุด
“...”
ผมหันกลับไปมองร้าน
ผมยืนชั่งใจอยู่พักหนึ่ง
“เอาวะ อยากรู้วุ้ย” ผมถอนหายใจยอมแพ้ให้กับความอยากรู้ของตัวเอง แล้วเดินไปที่ร้านหม้อไฟ
เจ้าของร้านกำลังกวาดเศษเล็ก ๆ อยู่ข้างร้าน ผมเดินเข้าไปทัก “ลุงครับ เมื่อเช้าลุงอยู่ตอนมันระเบิดไหมครับ?”
แกเงยหน้าขึ้น “อยู่สิ ลุงเป็นเจ้าของร้านนะ เกือบได้ไปนอนโรงพยาบาลแล้ว”
“เอ้ยยย โชคดีเกิน แล้วมันระเบิดขึ้นมาเฉย ๆ เลยเหรอครับ?” ไม่รู้ว่าผมรู้วิธีสัมภาษณ์เหมือนนักข่าวตั้งแต่เมื่อไหร่
“เออสิ อยู่ดี ๆ ก็ตูมดังลั่นเลย ข้าก็ยังงงอยู่เลย หูแทบดับแน่ะ ยังดีนะที่ข้าทำกำแพงหินขึ้นมาบังได้ทัน” ลุงเล่าด้วยความหงุดหงิด
“ก่อนหน้านั้นมีอะไรแปลกไหมครับ” ผมเริ่มใช้คำถามเจาะจงขึ้น เผื่อจะเจอสิ่งของ หรือเหตุการณ์อะไร
ลุงนิ่งคิดสักครู่ แล้วก็ตอบกลับ “อืม ก็เหมือนจะมีกลิ่นแปลก ๆ นะ”
กลิ่นอย่างนั้นหรอ หรือว่าจะเป็นกลิ่นที่เราคิดหรือเปล่านะ ลองถามก่อนแล้วกัน “กลิ่นอะไรครับ?”
“บอกไม่ถูก คล้าย ๆ เหล็กมั้ง” อยู่ ๆ เสียงอนิตาก็ผุดขึ้นมาในหัวผมว่ามันก็พูดแบบเดียวกับลุง แสดงว่าเศษนั่นก็กระเด็นมาติดที่เสื้อผมด้วยเหมือนกัน
ผมมองไปทางโต๊ะอื่นที่บนเตานั้นมีกระทะวางอยู่ “กลิ่นกระทะหรือเปล่าลุง” ผมถามเพื่อความมั่นใจ
“ไม่ใช่ ตอนนั้นยังไม่ได้วางกระทะเลย เตาหินเตาปูนเปล่า ๆ เอง” พอได้ยินคำตอบแล้วผมก็เงียบไปสักครู่ อยู่ดี ๆ แขนซ้ายก็ยกขึ้นมา เหมือนกอดอกแล้วแขนขวาก็เลื่อนขึ้น มือขวาจับคาง
เตาเปล่า แต่ได้กลิ่นเหมือนโลหะ
“อ๋อ...” ผมคิดว่าน่าจะเป็นเจ้าก้อนดินปืนปริศนานั่นแหละ แต่ผมไม่ได้เอามาด้วย มันยังอยู่บนโต๊ะที่ทำงานของผม “ขอบคุณครับลุง”
ผมหันขวาหนีจากลุงทำท่ากำลังจะกลับ แต่สายตาเหลือบไปเห็นอะไรบางอย่างอยู่ข้างกำแพง เป็นเศษก้อนสีคล้ำขนาดไม่ใหญ่มาก ประมาณครึ่งนิ้วโป้ง ผิวด้านหนึ่งแตกออกจนเห็นเนื้อข้างในต่างจากเศษเตารอบ ๆ ผมก้มลงหยิบขึ้นมาดู มันดูเหมือนกับเศษที่เจอเมื่อเช้านี้เลย
ผมลองยื่นให้ลุง “ลุง กลิ่นที่ว่า...ประมาณนี้ไหม?”
ลุงรับไปดมเพียงครู่เดียว ก่อนขมวดคิ้ว “เออ คล้าย ๆ นี่แหละ”
“แน่ใจ๋” ผมถามย้ำเพื่อความมั่นใจ
“ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก ตอนนั้นมันทั้งควันทั้งฝุ่น แต่คล้าย ๆ” ก็จริง และไม่แปลกที่ลุงจะไม่แน่ใจ เพราะเมื่อเช้านี่ควันถ่านคลุ้งไปหมด
ผมรับก้อนนั้นกลับมา ผมแน่ใจแล้วว่ามันคือดินปืนตามที่สุกรว่าจริง ๆ ด้วย แต่ถึงจะรู้ไปก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี ทำได้แต่บ่นในใจแต่ดันมีเสียงออกมาว่า “แปลกดีแฮะ” ผมพึมพำ แล้วโยนมันลงถังขยะข้างร้าน
“กลับก่อนนะครับลุง” ผมโบกมือแล้วเดินกลับหอ
“เออ เดินดี ๆ ล่ะ” ลุงโบกมือกลับ
ที่หน้าหอ ผมเห็นป้าดานั่งอยู่ตรงโต๊ะหน้าทางเข้า
พอผมเดินเข้าไปในระยะสายตาอันเฉียบคมของป้าดา ป้าดาก็ทักขึ้นมาว่า “วันนี้กลับช้านะ สมคิด นกที่แกเลี้ยงร้องดังมากเลย”
“แหะ ๆ พอดีแวะดูอะไรระหว่างทางนิดหน่อยครับ แต่ผมชื่อพารินทร์นะครับ”
“อ้าว พารินทร์หรอ ปัดโถ่ มันย้อนแสงพอดีน่ะ ว่าแต่แกเถอะกินข้าวหรือยัง?”
ผมคิดอยู่ครู่หนึ่ง “เดี๋ยวหิวแล้วค่อยคิดแล้วกันครับ ยังคิดไม่ออก”
ป้าส่ายหน้า “ชีวิตเอ็งนี่นะ...”
“ฮ่าฮ่าฮ่าฮ่า” ผมหัวเราะ แล้วเงยหน้ามองขึ้นไปยังห้องตัวเอง
ผมจ้องไปที่หน้าต่างห้อง แล้วก็ทำให้ลมเริ่มหมุนรอบข้อเท้า ก่อนแรงยกจะค่อย ๆ พาตัวผมลอยขึ้นจากพื้น ผมประคองทิศทางอย่างคุ้นเคย ลอยขึ้นไปตามผนังหอจนถึงหน้าประตูระเบียงห้องตัวเอง
ตุบ!
ผมทิ้งตัวลงบนเตียง หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาอย่างไม่มีจุดหมาย เห็นข่าวเหตุระเบิดเมื่อเช้ายังอยู่บนหน้าฟีด
อยู่ ๆ นิ้วผมหยุดเหนือหน้าจอไปชั่วครู่ เพราะอยู่ดี ๆ ก็นึกถึงภาพก้อนสีดำเมื่อเย็นผุดกลับขึ้นมาในหัว พร้อมคำพูดที่น่าสงสัยตลอดวันนี้
‘คล้าย ๆ นี่แหละ’
'ดินปืนนี่'
'มีเทน'
“เฮ้อ...”ผมถอนหายใจแล้วดึงสติกลับมามองข่าวอีกสักหน่อย ก่อนเลื่อนผ่านมันไปดูอย่างอื่น
ถ้ามันมีอะไรแปลกจริง เดี๋ยวตำรวจก็คงหาเจอเองแหละน่า ผมคิดในใจ ส่วนตอนนี้ผมนั้น... ขอนอนก่อน
0 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบ