
1.1.1.1 "สกิลโกงก็ช่วยแกไม่ได้" ผู้กล้าแรงค์ S กับปาร์ตี้สุดแกร่ง Part 3 (End)
เมื่ออามาโนะตระหนักว่าพลังที่เคยโกงกฎโลกนี้ กลับไร้ค่าทั้งหมดต่อสิ่งที่กำลังล่าพวกเขา และเขาไม่อยากสูญเสียใครอีกต่อไปแล้ว เขาจึงตะโกนออกมาด้วยเสียงแหบแห้งกร้านราวคนที่หายใจไม่ทัน
“รีบหนี! ออกจากป่านี้เดี๋ยวนี้!!”
ริโอน่าและเกลไม่รอช้านาทีเดียว ริโอน่าจับแขนเขาแน่นจนข้อมือขาว แสงเขียวอ่อนจากเวทย์รักษายังคงริบหรี่กระพริบจากฝ่ามือเหมือนดาวที่กำลังจะดับ เกลโยนธนูยาวที่เคยเป็นชีวิตจิตใจทิ้งลงพื้นดินเหมือนสิ่งไร้ค่า กระโดดลงมาจากกิ่งไม้สูงราวนกที่รู้ว่าที่อยู่เดิมกำลังจะกลายเป็นหลุมศพ ทั้งสามคนพุ่งทะยานวิ่งหนีตามทางดินเปียกชื้นที่คดเคี้ยวยาวเหยียด ราวงูยักษ์โบราณที่นอนขดตัวกินเหยื่อทีละชิ้น
เสียงใบหญ้าแห้งขยับเบา ๆ ดังก้องมาจากทุกทิศพร้อมกัน ซ้าย ขวา หน้า หลัง เหนือศีรษะ เหมือนป่าเองกำลังเคลื่อนตัวตามหลังทุกก้าวเดิน ทุกฝีก้าวเต็มเปี่ยมด้วยความระแวงจนกล้ามเนื้อตึงแข็งจนเจ็บ ลมพัดพาหมอกสีเทาอมดำหนาแน่นผ่านหน้าทำให้สายตาพร่ามัวเหมือนตาถูกมือบางอย่างบดบัง พวกเขาทุกคนรู้ดี ในหัวใจลึก ๆ ว่า ความตายไม่ได้วิ่งตามหลัง… แต่มันกำลังเดินขนานเคียงข้างกับพวกเขาตลอดเวลา
อามาโนะนำหน้าวิ่งจนปอดบวม สายตากวาดมองหาทางออกจากกำแพงต้นไม้ที่เรียงรายราวคุกหินยักษ์ เขารู้ดีว่านี่ไม่ใช่การวิ่งเล่น ไม่ใช่การถอยทัพเพื่อจะกลับมาสู้ใหม่ นี่คือการดิ้นรนกระชากชีวิตกลับคืนมาจากปากมรณะ สมบัติคริสตัลดำอันล้ำค่าจากวิหารโบราณ ถูกทิ้งร่วงหล่นอยู่กลางทางโดยไม่มีใครหันกลับมามองอีกต่อไป เพราะในพริบตานั้น ไม่มีอะไรในโลกนี้ มีค่ากว่าลมหายใจที่ยังไหลเข้าออกอก
ริโอน่าและเกลวิ่งติดหลังแนบเนียน สายตาสอดส่องกระชากมุมมืดทุกซอกทุกมุม ความตื่นตระหนกผสมความหวาดกลัวสะท้อนชัดเจนจนการมองเห็นกระทบกระเทือนในดวงตา พวกเขาไม่ได้วิ่งเพื่อสมบัติ ไม่วิ่งเพื่อชื่อเสียง ไม่วิ่งเพื่อตำนานอีกต่อไปแล้ว… พวกเขาวิ่งแค่อยากจะได้เห็นแสงแดดอีกครั้งหนึ่งเท่านั้น
ลมหายใจหอบหนักกระชากคอจนเจ็บ หัวใจเต้นรัวแรงจนแทบจะฉีกอกออกมาทุกครั้งที่เท้าตกลงพื้น
ก๊อบ!!!
เสียงโลหะขัดกันดังกึกก้องกระทบกระเทือนจากใต้พื้นดิน กับดักเหล็กแหลมคมที่ซ่อนเร้นลึกใต้กำบังใบไม้แห้งและกองหญ้าทึบหนา พุ่งฉานทะลุพื้นดินขึ้นมาด้วยความเร็วจนตาไม่ทันติดตาม ทันทีที่ฝีเท้าของเกลเหยียบลงเบา ๆ เพียงนิดเดียว
“เกล!!!!”
อามาโนะร้องตะโกนชื่อเพื่อนสุดเสียงจนลำคอแทบจะฉีกขาด
ริโอน่าผลัดตัวพยายามจะพุ่งเข้าดึงกลับ แต่ช้าไปเสี้ยววินาทีเดียว… เหล็กแหลมหลายแฉกทะลุทะลายผ่านร่างกายของนักธนูหนุ่มจนลั่นกระดูก เขาล้มคว่ำลงพื้นดินโดยไม่มีเสียงคราง ดวงตาคู่นั้นเพียงแค่เบิกกว้างตกตะลึงในชั่วพริบตาเดียว… แล้วทุกอย่างก็เงียบสนิทลงราวกับโลกหยุดหมุน เขาตายคาที่ ก่อนจะได้รู้แม้แต่ว่าใครคือผู้วางกับดัก
ริโอน่าถูกปลายแหลมของเหล็กเฉือนขาดผิวทั้งแขนและขาเลือดไหลทะลักออกมาเป็นสายยาว เธอร้องเสียงเจ็บปวดทะลุท้องป่า หัวใจเต็มเปี่ยมด้วยความหวาดกลัวที่ลึกจนดูเหมือนจะกินเนื้อกินตัวเธอจนหมดสิ้น
อามาโนะพุ่งตัวถอยหลบหนีกระชากชีวิต เกือบจะไม่ทันพ้นขอบเขตกับดักจนขนลุกซู่ตามแนวหลัง แต่เท้าก็พลาดสะดุดรากไม้ล้มคว่ำจนหูอื้อ
ป่าทั้งป่ากลับเงียบสงัดลงอีกครั้งเหมือนเดิม ยกเว้นเสียงหายใจหอบของพวกเขาทั้งสอง และสายตาอันหนาวเย็นไม่มีอารมณ์ ที่ยังคงจ้องมองจับจ้องไม่หลุดจากทุกเส้นเลือดที่เต้นอยู่ มันกำลังจดบันทึกจังหวะชีพจรของพวกเขา ทีละครั้ง
อามาโนะรู้แล้วในทันที ชะตากรรมของเกลจบลงแล้ว และนักล่าที่ซ่อนตัวอยู่ในความมืด ก็ยังคงนั่งเฝ้ารอจังหวะที่สวยงามที่สุด เพื่อจะเก็บเกี่ยวชีวิตที่เหลืออยู่ต่อไปทีละคน
เสียงใบหญ้าแห้งขยับเบา ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง ทำให้กล้ามเนื้อทุกเส้นของทั้งสองคนตึงเครียดจนถึงขีดสุด นี่ไม่ใช่การผจญภัยอีกต่อไปแล้ว นี่คือการหนีตายออกจากป่าที่เต็มไปด้วยกับดักโบราณ และผู้ล่าที่กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของเงาและความมืดจนแทบไม่มีตัวตน
อามาโนะพุ่งคลานเข้าหาริโอน่าด้วยความเร็วสุดขีด ประคองร่างเพื่อนสาวที่กำลังซีดเผือดจากเลือดที่ไหลออกมาไม่หยุด ลุกขึ้นยืนได้ยากลำบาก สายตาผสมผสานทั้งความกังวล ความโกรธ และความสิ้นหวังที่ท่วมท้นจนแทบจะจมหัวใจ
ริโอน่าหอบหายใจสั้นกระชาก เลือดยังคงซึมไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง เธอขบฟันพยายามจะร่ายคาถาพลังฟื้นฟูอีกครั้ง… แต่พลังเวทย์ที่เคยไหลเวียนแรงเหมือนน้ำท่วม กลับหายตัวไปสิ้นเชิงราถูกมือบางอย่างดูดกลืนหมดไป
“เวทย์… ข้าใช้ไม่ได้แล้ว… พิษบาดแผล… มันกัดกินแรงข้าหมดสิ้นแล้ว…”
เธอพูดออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนแรงจนแทบไม่ได้ยิน
อามาโนะเหลี่ยมสายตากวาดมองทั่วทิศทางอีกครั้ง หมอกสีดำและเงาร่มยาวจากต้นไม้ยักษ์ กำลังคลุมทุกอย่าง เหมือนกำแพง
“ฉันจะต้องช่วยเธอให้ได้… พวกเราต้องออกไปจากที่นี่ด้วยกัน…”
เขากระซิบกับตัวเองเสียงสั่น ถอยหลังทีละก้าวระมัดระวัง พยายามจะพาริโอน่าออกห่างจากกับดักโลหะที่เพิ่งจะพรากชีวิตเกลไปอย่างโหดเหี้ยม
เสียงใบหญ้าแห้งขยับเบา ๆ ยังคงดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอ… นักล่ายังอยู่ ยังคงเฝ้า และยังคงรอ
อามาโนะหยุดนิ่งชะงักทันที สายตาสั่นระริกไม่หยุดยั้ง น้ำตาเริ่มไหลรินลงแก้มราวกับเด็กน้อยที่สูญเสียทุกอย่าง
“ทำไม… ทำไมถึงเป็นแบบนี้… ทำไมต้องเป็นพวกเราล่ะ!!”
ริโอน่ามองหน้าเขาด้วยสายตาที่ผสมผสานทั้งความรัก ความห่วงใย และความเศร้าโศกที่ลึกซึ้งจนดูเหมือนจะซึมซาบเข้าไปในกระดูก นิ้วมือที่เย็นชาแล้ว ยกขึ้นสั่น ๆ แตะเบา ๆ ที่แก้มเขา
“ไปเถอะ… ท่านอามาโนะ… ข้าคงไม่รอดกลับไปถึงเมืองแน่นอน… อย่าให้ชีวิตของท่าน ต้องตกอยู่ที่นี่เพียงเพราะข้าอีกต่อไป”
อามาโนกลืนน้ำลายที่ข้นเหนียวจนเจ็บคอ พยักหน้าเล็กน้อย เหมือนคนที่เพิ่งจะตัดสินใจบางอย่าง ที่หนักที่สุดในชีวิต แล้ว
ฉุดดาบสั้นที่สะพายเอวออกมาจากปลอกแน่นมือ วิ่งพุ่งออกไปตามทางที่ดูปลอดภัยที่สุด ทำตามคำสั่งสุดท้ายของเพื่อนอย่างเคร่งครัด ไม่หยุดวิ่ง ไม่หันหลังมองกลับไปแม้แต่นิดเดียว
ริโอน่านอนค้างร่างอยู่ตรงนั้น มองตามหลังเขาจนหายเข้าไปในกองหมอก น้ำตาไหลรินต่อเนื่องกันเป็นสายยาว เธอรู้ดีในใจว่าตอนนี้ เธอได้ส่งเพื่อนอีกคนหนึ่ง ให้พ้นจากป่าที่ถูกคำสาปนี้ไปแล้ว… แม้ว่าตัวเธอเองจะต้องคงอยู่ที่นี่จนถึงวินาทีสุดท้าย
ปัง!!!
เสียงปืนยาวดังก้องกังวานฉาบฉวยทะลุท้องป่าอีกครั้ง อามาโนะชะงักยืนนิ่งทันทีเมื่อได้ยิน
หัวใจเต้นแรงจนแทบจะวายลงพื้น เขาไม่ต้องหันกลับไปมองก็รู้ดี ว่าชะตากรรมของริโอน่าจบลงแล้วในวินาทีนั้น ความโกรธเคือง ความเศร้าโศก และความหวาดกลัวปะปนกันกันจนล้น จนแทบระเบิดออกมาเป็นเสี่ยง ๆ เขากำมือและกัดฟันแน่น แล้วก้าววิ่งต่อไปอย่างไม่เคยหยุด
ทุกก้าวเต็มเปี่ยมด้วยความระแวง ทุกเสียงใบไม้สั่นไหวไม่เคยทำให้เขาลดความเร็วลง ทุกลมหายใจที่ไหลเข้าออก ล้วนเป็นการดิ้นรนกระชากชีวิตกลับคืนมาจากมือมรณะ
เขาวิ่งผ่านกองทึบของป่าไม้จนเท้าซ้ายพลาดสะดุดกับรากไม้ยักษ์ที่ยื่นโผล่ออกมาจากดิน ล้มคว่ำบนพื้นจนร่างกายกระแทกแรง ฝุ่นละอองปนใบไม้แห้งฟุ้งกระจายขึ้นมาทั่วบริเวณ
“แคก!!! แคก!!!” เขาไอเสียงดังจนเจ็บหน้าอก ยกมือถูเช็ดเลือดที่ซึมออกมาจากรอยถลอกที่เข่าและฝ่ามือ แล้วพยายามลุกขึ้นด้วยร่างกายที่สั่นสะเทือน และสะบักสะบอมราวกับไม่มีพลังเหลืออยู่
เขายืนนิ่งอยู่เพียงแค่ชั่วครู่ ก่อนจะตัดสินใจอย่างช้า ๆ แต่หนักแน่นราวหินผา
ถ้าจะตาย… ก็ขอสู้จนตาย จะไม่วิ่งหนีเหมือนสัตว์ต่อไป…
เขากำด้ามแน่นกว่าเดิมหลายเท่า ยืนตรงกลางทางที่หมอกสีดำกำลังคลุมหนาทึบทั่วทิศ สายตาจับจ้องมุ่งหน้าสู่ความมืดมิดที่ไม่มีที่สิ้นสุด ทุกลมหายใจเต็มเปี่ยมด้วยความโกรธเคืองที่ลุกโชน ปนกับความสิ้นหวังที่ท่วมท้นจนไม่มีที่พักพิง
นักล่ายังคงแอบซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางเงา เสียงลมพัดผ่านใบไม้และเสียงกิ่งไม้สั่นไหว ดังขึ้นราวเป็นการประกาศล่วงหน้าว่า ความตายกำลังก้าวเข้ามาใกล้แล้ว
อามาโนะยกดาบขึ้นสูง กางท่าพร้อมรับมืออย่างเต็มที่ นี่คือการต่อสู้ครั้งสุดท้ายของชีวิต
ทุกอย่างเงียบสนิทลงจนได้ยินแค่เสียงเลือดไหลในเส้นเลือด ทั้งสองฝ่ายนิ่งเฉย รอจังหวะที่จะโจมตีครั้งแรกและครั้งสุดท้าย
ทันใดนั้น จากท่ามกลางกองหมอกสีดำทึบทึ้ง นักล่าก็ค่อย ๆ เดินโผล่ออกมาอย่างช้า ๆ ไม่รีบเร่ง ไม่ตื่นเต้น เหมือนคนที่เดินกลับมาที่บ้านหลังจากออกไปนาน
ชายหนุ่มแต่งกายชุดคาวบอยสีดำอมม่วงเข้ม ปลายแขนเสื้อและปลายขากางเกงตกแต่งด้วยพู่ผ้าหยกยาวสวยงาม หน้าตาดูธรรมดาไร้เดียงสา ใบหน้าอ่อนเยาว์และเรียบเนียนราวเด็กหนุ่มวัยใกล้เคียงกับอามาโนะเอง…
แต่ดวงตาคู่นั้นกลับเต็มเปี่ยมด้วยความเหน็ดเหนื่อยที่สะสมมานับปี ผสมกับความโหดร้ายเย็นชาที่ซ่อนเร้นจนดูเหมือนจะมองทะลุผ่านเนื้อหน้าไปถึงวิญญาณ มือขวาจับปืนไรเฟิลยาวลำกล้องเงางาม แต่ปลายกล้องไม่ได้ชี้ใคร ไม่จ่อเป้าหมายใด ๆ เลย ราวกับเขาไม่ได้ตั้งใจจะฆ่าอีกต่อไปแล้ว ตั้งแต่นาทีที่เขาเห็นหน้าอามาโนะ
อามาโนะชะงักนิ่งเหมือนโดนสาปให้หยุดเคลื่อนไหว มือจับด้ามดาบแน่นจนข้อมือขาว แต่กลับไม่กล้าพุ่งเข้าโจมตีแม้แต่ก้าวเดียว
“นี่แก… แกเป็นใครกันแน่!!”
ชายในชุดคาวบอยยืนนิ่ง มองหน้าเขาด้วยสายตาลึกซึ้งและเศร้าโศกจนน่าประหลาดใจ เหมือนกำลังมองหาใครบางคนที่หายไปนาน
อามาโนะได้พูดขึ้นอีกครั้ง
“ทำไมล่ะ… ทำไมแกต้องฆ่าเพื่อน ๆ ของฉันทุกคน!! พวกเขาไปทำอะไรให้แก?!”
ชายคนนั้นเงียบสงบครู่หนึ่งนานพอที่จะทำให้หัวใจเต้นรัวกว่าเดิม ปลายกล้องปืนยาวที่เขาจับอยู่ ค่อย ๆ ลดลงต่ำลงเรื่อย ๆ จนในท้ายที่สุด ก็ชี้ลงไปที่พื้นดินเปียกชื้นตรงหน้าเท้าเขาเท่านั้น
เขาพูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาแต่ทุกคำที่หลุดออกมา ล้วนหนักแน่นและทรงพลังเหมือนก้อนหินผาใหญ่ที่ตกลงมาจากยอดเขา
“ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อจะฆ่าทุกคน… แค่สองคนเท่านั้นเอง ตั้งแต่ตอนแรกที่ข้าก้าวเข้ามาในป่าแห่งนี้”
เขาหยุดพูดชั่วครู่ หายใจลึกเข้าท้องเต็มปอด ดวงตาคู่นั้นจ้องมองตรงเข้าหาดวงตาอามาโนะจนดูเหมือนจะทะลุถึงก้นสุดของวิญญาณ
“เซเรน่า… และเบิร์น… นั่นแหละคือเป้าหมายทั้งหมดของข้า”
อามาโนะขมวดคิ้วจนรอยย่นชัดเจนบนหน้าผาก
“สองคนนั้น… เคยทำอะไรแก!? จนแกต้องลงมือทำร้ายจนขนาดนี้!!”
ชายหนุ่มคาวบอยยกมุมปากขึ้น เป็นรอยยิ้มที่ขมขื่นเหมือนเกลียดตัวเอง แต่กลับไม่ตอบคำถามนั้นตรงประเด็นเลย
“พวกเขาทั้งสองเคยพรากสิ่งหนึ่งซึ่งมีค่าที่สุดในชีวิตของข้าไป… นั่นก็คือความไว้วางใจที่มีต่อคนอื่น… ในยุคที่ข้ายังซื่อสัตย์และโง่เขลา”
อามาโนะกำด้ามดาบแน่นกว่าเดิมอีกครั้งจนข้อศอกสั่น
“แล้วคนที่เหลือล่ะ!? เกล… ริโอน่า… พวกเขาไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องราวของแกสักนิดเดียว!! ทำไมพวกเขาถึงต้องตายด้วย!!”
คาวบอยลดสายตาลงมองพื้นดิน เหมือนมองคราบเลือดของผู้ตายหลายร่างที่กระจายอยู่รอบข้าง น้ำเสียงของเขาเริ่มอ่อนลงเรื่อย ๆ เหมือนกำลังจำภาพเก่า ๆ ที่ไม่อยากนึกถึง
“ข้าไม่ได้วางกับดักเหล็กแหลมคมพวกนั้นไว้… มันฝังซ่อนอยู่ทั่วป่าโบราณแห่งนี้ มานับร้อยปีแล้ว ก่อนที่ข้าจะก้าวเท้ามาถึงที่นี่เสียอีก”
เขาหันหน้ามองตรงหน้าอามาโนะอีกครั้ง ด้วยสายตาที่ผสมผสานทั้งความผิดและความจริงใจ
“ส่วนกระสุนปืนทุกลูกที่ยิงออกไปนอกเหนือจากสองคนแรก… ข้ายิงมันออกมาทั้งหมด เพียงเพื่อป้องกันตัวเองจากคนที่อาจจะกลายเป็นภัย และทำให้ข้าตายก่อนที่จะจบสิ่งที่ต้องทำ”
อามาโนะถอยหลังถอยห่างทีละก้าวราวกำลังถูกผลักดันด้วยกำลังอำนาจบางอย่าง
“แล้วริโอน่าล่ะ!? เธอใกล้จะตายจากกับดักเหล็กและพิษบาดแผลอยู่แล้ว แกรู้ดี… แล้วทำไมแกยังต้องฆ่าเธอด้วย!!”
คาวบอยเงียบสงบอีกครั้งนานพอที่จะทำให้ความเงียบนั้นหนักอึ้งจนหายใจไม่ออก มือทั้งสองกำจับทั้งลำกล้องและที่จับปืนแน่นจนข้อนิ้วขาวกระจ่าง
“เธอเสียเลือดไปมากจนเกินกว่าร่างกายจะทนได้… แม้จะแบกตัวเธอลงจากยอดเขากลับไปยังหมู่บ้านด้วยความเร็วถึงที่สุด… แต่เธอก็จะไม่มีทางรอดชีวิตกลับไปถึงแน่นอน”
น้ำเสียงของเขาต่ำลงจนแทบจะจมหายไปกับเสียงลม
“ข้าเคยเห็นคนตายช้า ๆ จากอาการบาดเจ็บแบบนี้มาก่อนแล้ว… ทรมานจนร่างกายบิดเบี้ยว กระซิบขอความตายจนกว่าจะหมดลมหายใจสุดท้าย… ข้าแค่… ทำให้เธอจากไปโดยสงบ โดยไม่ต้องตกอยู่กับความเจ็บปวดอันน่าสะพรึงนั้นอีกต่อไปนาน ๆ เท่านั้นเอง”
อามาโนะไม่อาจกลั้นน้ำตาได้อีกต่อไป น้ำตาไหลรินลงแก้มต่อเนื่องไม่หยุด
“แล้วพลังของฉันล่ะ!? สกิลที่ฉันมีมาตลอด ทำไมหลังแกโจมตี มันถึงใช้งานไม่ได้?!”
คาวบอยหนุ่มยกมือซ้ายขึ้นสูงระดับหน้าอก แสงสีแดงเล็ก ๆ เริ่มริบหรี่กระพริบออกมา จากรอยฝ่ามือสเหมือนดาวดวงเล็ก ๆ ที่กำเนิดใหม่
“นี่คือเวทย์ประจำตัวของข้า… มีความสามารถเดียวคือ ปิดกั้นพลังเวทย์และความสามารถพิเศษของศัตรูชั่วคราว… ตราบใดที่ศัตรูผู้นั้น เคยถูกข้าโจมตี ไม่ว่าจทางตรงหรือทางอ้อม”
อามาโนะกัดฟันแน่นจนรสเลือดขึ้นมาที่ลิ้น
“แล้วทำไม… ทำไมแกถึงไม่ยิงปืนฆ่าฉันด้วยเหมือนกับคนอื่น ๆ ล่ะ!!”
คาวบอยหนุ่มมองตรงเข้าหาดวงตาของอามาโนะอย่างนิ่งเฉย ดวงตาคู่นั้นเต็มเปี่ยมด้วยความเศร้าโศกที่ลึกซึ้งจนดูเหมือนน้ำตาจะล้นออกมา
“เพียงเพราะเหตุผลเดียว… เพราะเอ็งไม่ใช่เป็นเป้าหมายของข้า ตั้งแต่วินาทีแรกที่ข้าเห็นเอ็งเดินเข้ามาในป่าแห่งนี้”
อามาโนะชะงักนิ่งเหมือนถูกฟ้าผ่าเป็นท่อน น้ำตายังคงไหลรินไม่หยุดยั้ง
คาวบอยหนุ่มเอามือล้วงเข้าไปข้างในกระเป๋าเสื้อข้างอก หยิบลูกแก้วใสเปลือยขนาดพอดีฝ่ามือออกมา ภายในเปล่งแสงจาง ๆ ซ่อนความมีอำนาจที่ดูเรียบง่ายแต่กลับให้ความรู้สึกกดดัน และหวาดระแวง
เขากระซิบร่ายคาถาโบราณด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ราวกับแค่เป่าลมผ่านใบไม้
“จากนี้ต่อไป เราสองคนจะไม่มีโอกาสพบกันอีก… และถ้าเอ็งอยากจะรอดชีวิตกลับไป”
“จงวิ่ง… อย่าหยุดเด็ดขาด… และอย่าหันหลังกลับมามอง”
เขาพลิกมือโยนลูกแก้วใสเล็ก ๆ นั้นตกลงพื้นดินเบา ๆ แล้วหมุนร่างตัวเองหันกลับเข้าไปในกองหมอกจนค่อย ๆ จางหายไป
ลูกแก้วใสที่ตกลงบนพื้น เริ่มเปลี่ยนสีจากใสสะอาด กลายเป็นสีแดงเข้มทึบทึ้งในพริบตาเดียว แสงแดงฉานเริ่มแผ่กระจายออกมาจากภายในจนสว่างไสว
อามาโนะรู้ทันทีโดยไม่ต้องใครบอกว่ามันคืออะไร นั่นคือระเบิด ความกลัวที่ลึกที่สุดซึ่งซ่อนอยู่ที่ก้นหัวใจ แล่นซ่านทั่วร่างกายจนปลายนิ้วเท้า
เขาหันหลังวิ่งหนีออกไปอย่างรวดเร็วที่สุดเท่าที่ร่างกายจะทำได้ ทุกฝีก้าวเต็มเปี่ยมด้วยความสิ้นหวังอย่างแท้จริง หางจุกตูดราวกับเด็กน้อยที่ถูกสัตว์ร้ายไล่ล่า ภาพลวงตาแห่งความเป็นผู้กล้า ที่เคยโอ้อวดมาตลอด ก็ถูกทิ้งร่วงหลังอยู่กลางทางเหมือนเศษฝุ่น
เขาวิ่งลุยผ่านกองหนามแหลมคมยาวเรียงรายไม่เคยหยุด ไม่สนใจรบาดแผลผิวหนังที่ถูกขีดข่วนฉีกขาดจนเป็นแผลยาวเต็มแขนขา
แสงสีแดงจากลูกแก้วเริ่มลุกโชนโชติช่วงจนสว่างจ้ามองไม่เห็นทาง เสียงหึ่ง ๆ สูงแหลมผสมกับแรงสั่นสะเทือนกระจายมาจากก้นดินทั่วทิศ
ตูมมมมมม!!!!
แรงระเบิดมหาศาลทะลุทะลายท้องป่าไปทั้งแผ่น เปลวไฟสูงโผล่ทอดฟ้า ฝุ่นควันดำพวยพุ่งกระจายทั่วทิศ กิ่งไม้ใหญ่หักขาดเป็นท่อน ต้นไม้ยักษ์โค่นล้มลงมาดังก้องกังวาน
เมื่อเวลาผ่านไปนานพอที่ควันและฝุ่นละอองเริ่มจางหายไป… อามาโนะก็ยืนกระชากชีวิตอยู่ได้ ร่างกายสะบักสะบอมเปื้อนคราบเลือด ฝุ่นดิน และรอยไหม้เล็ก ๆ น้อย ๆ ทั่วไป แต่ไม่ว่าจะบาดเจ็บเพียงใด… เขาก็ยังรอดชีวิตมาได้ในท้ายที่สุด
หัวใจยังคงเต้นรัวแรงอยู่ภายในอก สายตายังคงหวาดกลัวและสั่นระริกเหมือนเดิม แต่ตอนนี้ เขาได้เรียนรู้บทเรียนชีวิตที่เจ็บปวดที่สุดแล้วว่า ดินแดนแห่งนี้ โหดร้ายและโหดเหี้ยม ยิ่งกว่าที่จินตนาการใคร ๆ จะคิดกันเสมอ
กลับสู่ห้องสอบสวนหินใต้ดิน
หัวหน้าอัศวินกระตุกคิ้วขมวดเข้มขึ้นเมื่อได้ยินรายละเอียดเรื่องลูกแก้วกระจกใสที่เปลี่ยนสีและระเบิดมหาศาล
เขายื่นเทียนน้ำมันสูงขึ้นมาแนบใกล้หน้าอามาโนะจนเกือบจะชน ริ้วรอยบนหน้าตึงเครียดเข้มขึ้นทุกเส้น
“ลูกแก้วระเบิดที่เจ้าพูดถึงนั่น… นั่นมันของต้องห้ามที่ระบุไว้ในคัมภีร์สงครามโบราณ ยุคที่สิบเจ็ด นักอาคมยุคนั้นฝังพลังเวทย์มนต์อัดแน่นอยู่ภายในผลึกหิน แล้วห่อหุ้มด้วยเปลือกโลหะบางจนดูธรรมดาเหมือนแก้วน้ำทั่วไป แต่ถ้าถูกปลุกพลังด้วยคาถาเฉพาะทาง… มันก็จะกลายเป็นอาวุธทำลายล้างที่ไม่มีอะไรหยุดยั้งได้”
เขาหยุดพูดชั่วครู่ มองดวงตาที่ยังคงสั่นสะเทือนของอามาโนะด้วยสายตาตกใจปนกับความตกใจ
อัศวินอีกคนที่นั่งข้าง ๆ เอียงคอถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ
“มันจะทำงานได้ก็ต่อเมื่อมีพลังเวทย์มนต์กระตุ้นเข้าไปใช่ไหมล่ะ?”
“ครับ!! เขาพูดคาถาแปลก ๆ เสียงเบา ๆ เหมือนกำลังตั้งค่าอะไรบางอย่าง ก่อนจะโยนลงพื้นครับ!!”
อามาโนะตอบเสริมด้วยน้ำเสียงสั่นระริก
หัวหน้าอัศวินตบมือใหญ่ลงบนโต๊ะไม้หนาจนดังกึกก้อง เทียนน้ำมันที่วางอยู่สั่นไหวไปทั้งดอก
“พลังเวทย์นั่นแหละคือชนวนระเบิด มันใช้ตั้งค่าทุกอย่าง ระยะเวลานับถอยหลัง ขนาดแรงระเบิด แม้แต่รัศมีครอบคลุม ทั้งหมดกำหนดได้หมด ทั้งผ่านท่วงคำร่ายและน้ำหนักพลังเวทย์ที่ผู้ใช้จ่ายลงไป”
อัศวินอีกคนถอนหายใจยาวออกมาอย่างหนักแน่น
“สิ่งที่น่ากลัวกว่านั้นอีก… รอยบาดและร่องรอยเวทย์ที่ปรากฏอยู่บนร่างเขา… ไม่ได้เกิดจากระเบิดเวทย์ธรรมดา แต่เป็นแบบที่ตั้งค่าล่วงหน้าไว้แล้ว และต้องการแหล่งกำเนิดเวทย์มนต์จากภายนอกเข้ามากระตุ้นอีกที ถึงจะทำงานเต็มประสิทธิภาพ”
หัวหน้าอัศวินเอนหลังพิงเก้าอี้ให้สบาย ดวงตาคู่นั้นกลับเย็นชากระชับเหมือนเดิม
“ผู้ที่พกพาสิ่งนั้นเดินทางได้อย่างอิสระ แสดงว่ามันรู้ทุกวิธีการตั้งค่าและวิธีควบคุม… ไม่ว่าจะได้รับการฝึกฝนมาอย่างเคร่งครัด หรือเป็นผู้ที่ถือครองความรู้ลึกซึ้งเรื่องคัมภีร์โบราณเหล่านี้ ถ้าหากมันยังมีชีวิตอยู่จนถึงทุกวันนี้ มันคือภัยคุกคามซ่อนเร้นระดับมหาศาลที่จะก่อให้เกิดหายนะได้ทุกเมื่อ”
อัศวินอีกคนแลบลิ้นชื้น “และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดกว่าทุกอย่าง… คือหากมีใครบางคนนำพลังเวทย์ไปกระตุ้นโดยไม่รู้เรื่องราวความจริง… มันจะทำให้กลไกภายใน เริ่มนับถอยหลังทันที และเมื่อเริ่มแล้ว ก็จะไม่มีทางหยุดยั้งได้อีกต่อไป”
ความเงียบสงบก็หนักอึ้งลงมาทั่วห้องหินอีกครั้ง
หัวหน้าอัศวินมองหน้าอามาโนะด้วยสายตาที่ยังคงไม่เคยผ่อนคลายความสงสัยเลย
“เจ้าเป็นผู้รอดชีวิตเพียงคนเดียวจากเหตุการณ์ทั้งหมด… ข้าจะต้องคุมขังเจ้าต่อเพื่อสอบสวนหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติม เจ้าจะถูกเรียกมาสอบปากคำอีกครั้ง หลังจากที่นำเศษชิ้นส่วนแก้วและรอยเวทย์บนร่างเจ้า มาวิเคราะห์จนจบกระบวนการ”
มีเจ้าหน้าที่ชายหนุ่มยืนจดบันทึกรายการสำคัญลงในสมุดกระดาษทุกประการอย่างเคร่งครัด ๕ ประการหลัก ได้แก่ ชื่อผู้ให้การ, ตำแหน่งที่พบเหตุ, เวลาเกิดเหตุ, ลักษณะชายหนุ่มชุดคาวบอย, ลักษณะลูกแก้วเวทย์, เนื้อหาคาถา และพฤติกรรมการกระทำทั้งหมด
อามาโนะแค่พยักหน้าตอบรับอย่างเหม่อ ๆ ใบหน้าซีดเผือดจนดูไม่มีชีวิตชีวา ความรู้สึกรับผิดชอบที่หนักอึ้งกดทับอยู่บนไหล่บาง ๆ ของเขา หนักกว่าดาบหนักที่เคยสะพายมาทุกวัน
เปลวเทียนน้ำมันไหม้สั้นลงเรื่อย ๆ ตามกาลเวลา เงาของทุกคนทอดยาวคล้ายก้อนภูเขาบนผนังหิน คำถามใหญ่โตยังคงค้างคาอยู่ในอากาศ
ใครกันแน่… คือคาวบอยผู้นั้น และเขาจะไปอยู่ที่ไหนต่อในภายหลัง
หลายเดือนผ่านไปในภายหลัง
อามาโนะได้รับการปล่อยตัวออกมาจากคุกหลังความจริงทั้งหมดถูกตรวจสอบพิสูจน์ชัดเจนแล้ว เขาตัดสินใจละทิ้งอาชีพนักผจญภัยทั้งหมดทุกอย่างที่เคยเป็นชีวิตจิตใจ ลงหลักปักฐานใช้ชีวิตเรียบง่ายดั่งคนธรรมดาทั่วไปในหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ตั้งอยู่ห่างไกลจากยอดเขาผีป่า
เขาไม่กล้าที่จะเรียกตัวเองว่า ผู้กล้า อีกต่อไปเลยตราบนานนับปี เพราะผู้กล้าคนนี้ เคยวิ่งหนีด้วยความหวาดกลัวอย่างสิ้นหวังที่สุด และทิ้งเพื่อนร่วมทางไว้ตายทั้งทีมที่กลางป่า
บางค่ำบางเย็น เขามักจะนั่งพิงขอบหน้าต่างบ้านหลังเล็ก ๆ ของตน มองดูฝูงนกบินโผผ่านท้องฟ้าสีครามกว้างใหญ่
ชีวิตใหม่หลังจากการหนีตายจากมรณะ ก็เริ่มต้นขึ้นมาอย่างช้า ๆ แม้ว่ามันจะธรรมดาเรียบง่ายจนดูน่าเบื่อในสายตาคนอื่น… แต่ก็คือชีวิตที่แท้จริง ที่เขาเลือกด้วยมือตัวเอง ด้วยความทรงจำที่จะไม่มีวันจางหาย และความรู้ว่า การที่เรายังหายใจได้อยู่ทุกวัน นั่นแหละคือสิ่งมหัศจรรย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
-The End
ความคิดเห็น
0 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบBackground Music
YouTubeYouTube
Your browser blocked autoplay. Tap play once to start the track.