คาถาเล่มนี้พิมพ์ผิด/4.1.1.1.1.1 วันที่พวกเขาวัดวิญญาณผม
Side Story

4.1.1.1.1.1 วันที่พวกเขาวัดวิญญาณผม

โดย Chatchawat Acha0 ครั้ง

ตอนที่ 5: วันที่พวกเขาวัดวิญญาณผม


 

น้องสาวผมชื่อลีนา


 

เธอเกิดตอนผมอายุห้าขวบ ในคืนที่หิมะตกหนักจนพ่อออกไปตามหมอตำแยไม่ได้ แม่คลอดเธอในห้องเดียวกับที่ผมเกิด โดยมีพ่อคุกเข่าอยู่ข้างเตียงและร้องไห้เหมือนคนที่ไม่รู้ว่าตัวเองร้องไห้อยู่


 

ผมนั่งอยู่นอกประตูทั้งคืน กอดเข่า ฟังเสียงข้างใน


 

ผมเป็นชายอายุสามสิบเก้าปีในร่างเด็กห้าขวบ และผมกลัวมากกว่าตอนที่ตัวเองตายเสียอีก


 

พอฟ้าสาง พ่อเปิดประตูออกมา ตาแดง จมูกแดง ยิ้มกว้างที่สุดที่ผมเคยเห็น แล้วเขาก็ยกของบางอย่างที่ห่อผ้าอยู่ให้ผมดู


 

ของบางอย่างนั้นมีนิ้วสิบนิ้ว


 

และมันกำลังกำนิ้วชี้ของผมไว้


 

ผมเคยอ่านหนังสือมาหลายพันเล่ม ผมเคยแก้คำผิดของนักเขียนที่พยายามอธิบายความรู้สึกนี้มาไม่รู้กี่คน


 

ผมขอสารภาพว่าไม่มีใครเขียนถูกเลยสักคน


 

---


 

ลีนาโตมาเป็นเด็กที่พูดมากกว่าผมสิบเท่า


 

เธอถามทุกอย่าง ทำไมนกบินได้ ทำไมน้ำเปียก ทำไมพี่ถึงมองเพดานนานๆ ทำไมพ่อดมกระดาษ


 

"เพราะกระดาษมันหอมน่ะสิ" พ่อตอบ แล้วยกกระดาษให้เธอดม


 

ลีนาดมแล้วจาม พ่อหัวเราะจนต้องนั่งลง


 

ตอนนั้นเธออายุสองขวบครึ่ง ผมอายุเจ็ด


 

และในอีกสามเดือน ผมจะต้องไปวัดวิญญาณของตัวเอง


 

---


 

ในโลกนี้ เด็กทุกคนจะถูกวัดตอนอายุเจ็ดขวบ


 

ไม่ใช่วัดส่วนสูง ไม่ใช่วัดน้ำหนัก


 

เขาวัดว่าวิญญาณของคุณบรรจุคำได้กี่คำ


 

พวกเขาเรียกมันว่า ขีดจิต และมันคือตัวเลขที่จะตามคุณไปจนตาย


 

ขีดจิตสองคำ แปลว่าคุณจะเป็นชาวนา ขีดจิตหกคำ แปลว่าคุณอาจได้เป็นนักเวทหมู่บ้าน ขีดจิตสิบสองคำ แปลว่ามีคนจากเมืองใหญ่จะมาหาคุณ


 

ขีดจิตสามสิบ แปลว่าคุณคืออัครมหาเวท และมีทั้งทวีปที่รู้จักชื่อคุณ


 

ไม่มีใครรู้ว่าทำไมคนเราถึงรับคำได้ไม่เท่ากัน มันไม่เกี่ยวกับความฉลาด ไม่เกี่ยวกับความแข็งแรง ไม่เกี่ยวกับว่าพ่อแม่เป็นใคร


 

มันเป็นเรื่องของโชค แบบเดียวกับสีตา


 

และในเมืองหกร้อยคนที่ไม่มีชื่อบนแผนที่ทวีป ตัวเลขนี้คือสิ่งเดียวที่แยกคนออกจากกัน


 

---


 

ผมนอนไม่หลับมาสามคืน


 

ปัญหาของผมง่ายมาก และไม่มีทางออกที่ดีเลยสักทาง


 

วิญญาณของผมไม่มีขีดจำกัด


 

ผมรู้เรื่องนี้มาตั้งแต่อายุสองขวบ ตอนที่ผมนั่งฟังพ่ออ่านบทเวทออกเสียงแล้วพบว่าผมจำมันได้ทุกบท ทุกพยางค์ ทุกรอยหมึกที่เลอะ


 

ไม่ใช่จำแบบท่อง จำแบบที่มันอยู่ในตัวผมแล้ว เหมือนแขนขา


 

ตอนนี้ในหัวผมมีบทเวทของโลกนี้อยู่สามสิบเอ็ดบท และมันไม่หนักเลยแม้แต่นิดเดียว ผมยัดใส่เข้าไปได้อีกพัน


 

พระที่วัดจะเอาอะไรมาวัดผมก็ไม่รู้ แต่ผมรู้ว่าถ้าตัวเลขมันโผล่ออกมาสูงเกินไป


 

จะมีคนใส่เสื้อคลุมสีเทามาที่บ้านผม


 

ทำโง่ให้เก่งที่สุดในชีวิตเจ้าเลย


 

แม่ไม่ได้พูดเรื่องนี้กับผมอีกเลยตั้งแต่คืนนั้น


 

แต่ในสามเดือนก่อนถึงวันวัด เธอทำอาหารที่ผมชอบทุกวัน


 

---


 

วันนั้นอากาศดีเกินไป


 

เด็กเจ็ดขวบทั้งหมดสิบเอ็ดคนของธอร์นเวลยืนเรียงแถวอยู่หน้าวัด ผู้ปกครองยืนอยู่ด้านหลัง คุยกันเสียงเบา ทำเป็นไม่สนใจ ทั้งที่ไม่มีใครสนใจอะไรมากกว่านี้อีกแล้วในรอบเจ็ดปี


 

ไบรน์ยืนอยู่ข้างผม เท้าเปล่า หัวเข่าพันผ้า


 

เธอไม่ได้ประหม่าเลยสักนิด


 

"เจ้าคิดว่าข้าจะได้เท่าไหร่" เธอถาม เสียงดังจนแม่ผมหันมามอง


 

"ไม่รู้"


 

"ข้าว่าข้าได้สักสิบ" ไบรน์เท้าสะเอว "ข้าแข็งแรงที่สุดในรุ่นนี้"


 

"มันไม่เกี่ยวกันเลยนะ"


 

"เกี่ยวสิ" เธอพูดอย่างมั่นใจ "ทุกอย่างเกี่ยวกับความแข็งแรงหมดแหละ"


 

ผมอยากบอกเธอว่าไม่ใช่


 

ผมอยากบอกเธอว่าตัวเลขนี้มันสุ่มโดยสมบูรณ์ และไม่มีอะไรที่เธอทำหรือไม่ทำในเจ็ดปีที่ผ่านมาจะเปลี่ยนมันได้เลยแม้แต่นิดเดียว


 

ผมอยากบอกเธอว่าเรากำลังจะให้ชายชราคนหนึ่งดูวิญญาณของเรา แล้วแปะป้ายราคาลงบนมัน ต่อหน้าคนทั้งเมือง


 

ผมไม่ได้พูดอะไรสักคำ


 

---


 

พิธีวัดขีดจิตไม่ได้ยิ่งใหญ่อย่างที่ชื่อฟังดู


 

พระแก่คนหนึ่งนั่งอยู่บนเสื่อในโบสถ์ ตรงหน้าท่านมีชามน้ำ ในน้ำมีเหรียญทองแดงจมอยู่เจ็ดเหรียญ


 

เด็กเดินเข้าไปทีละคน นั่งลง เอามือแตะน้ำ


 

แล้วพระจะพูดคำอูร์ทีละคำ ช้าๆ


 

ทุกครั้งที่ท่านพูดคำหนึ่ง เหรียญในชามจะขยับ


 

เพราะคำนั้นกำลังเข้าไปในวิญญาณของเด็ก และวิญญาณกำลังพยายามอุ้มมันไว้


 

พอถึงคำที่วิญญาณอุ้มไม่ไหว น้ำจะนิ่ง


 

จำนวนเหรียญที่ขยับ คือขีดจิตของเด็กคนนั้น


 

ง่ายอย่างนั้น


 

โหดร้ายอย่างนั้น


 

---


 

เด็กคนแรกได้สี่คำ พ่อแม่พยักหน้า ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ


 

เด็กคนที่สองได้ห้า


 

เด็กคนที่สามได้แปด และแม่ของเด็กร้องไห้ออกมาเสียงดัง คนรอบข้างปรบมือ ผู้ชายคนหนึ่งตบหลังพ่อของเด็กแรงๆ


 

แปดคำ ในเมืองนี้ แปลว่าลูกจะไม่ต้องไถนา


 

ผมยืนดูอยู่ท้ายแถว มองน้ำในชามกระเพื่อม มองเหรียญทองแดงขยับทีละเหรียญ


 

และผมก็เข้าใจอะไรบางอย่างที่ทำให้ท้องผมเย็นวูบ


 

เหรียญมีเจ็ดเหรียญ


 

ชามนี้วัดได้สูงสุดเจ็ดคำ


 

ถ้าเด็กคนไหนบรรจุได้มากกว่าเจ็ด พระจะรู้ทันที เพราะน้ำจะไม่หยุดกระเพื่อมหลังเหรียญสุดท้าย


 

เด็กคนที่สามที่ได้แปด — พระท่านต้องนับจากคลื่นในน้ำเอาเอง


 

แล้วถ้าน้ำไม่หยุดกระเพื่อมเลยล่ะ


 

ถ้ามันกระเพื่อมไปเรื่อยๆ ผ่านคำที่สิบ คำที่ยี่สิบ คำที่ห้าสิบ


 

จะเกิดอะไรขึ้น


 

---


 

"ไบรน์ ฮาร์โลว์"


 

ไบรน์เดินเข้าไปอย่างองอาจ นั่งลง เอามือทั้งสองข้างจุ่มลงในชามแบบไม่กลัวอะไรทั้งนั้น


 

พระท่านหลับตา


 

"*ไอ*"


 

เหรียญหนึ่งเหรียญขยับ


 

"*เวล*"


 

เหรียญที่สองขยับ


 

"*ตูร์*"


 

น้ำนิ่ง


 

ผมได้ยินเสียงคนข้างหลังผมหายใจเข้า


 

พระท่านลืมตาขึ้นมองไบรน์ แล้วท่านก็พูดคำนั้นอีกครั้ง ช้ากว่าเดิม ชัดกว่าเดิม


 

"*ตูร์*"


 

น้ำนิ่งสนิท เรียบเหมือนกระจก


 

พระถอนหายใจเบาๆ แล้วเอามือลูบหัวเธอ


 

"สองคำ" ท่านพูด


 

โบสถ์เงียบไปสองวินาที


 

แล้วก็มีเสียงกระซิบ


 

---


 

พ่อของไบรน์ยืนอยู่ท้ายห้อง ตัวใหญ่เท่าประตูเหมือนเคย และเขาไม่ได้เปลี่ยนสีหน้าเลยแม้แต่นิดเดียว


 

เขาแค่ก้มหน้าลงมองมือตัวเอง


 

ไบรน์ลุกขึ้น สลัดน้ำออกจากมือ


 

แล้วเธอก็หันมามองคนทั้งโบสถ์ ยิ้มกว้าง ยิงฟัน


 

"สองคำก็สองคำ" เธอพูดเสียงดัง "ใครจะแคร์"


 

ไม่มีใครหัวเราะ


 

มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่แถวหน้าพูดขึ้นมาเบาๆ แต่ดังพอ


 

"เด็กสองคำ"


 

และเสียงหัวเราะก็เริ่มขึ้นจากมุมนั้น


 

ผมเห็นไหล่ของไบรน์ขยับขึ้นหนึ่งครั้ง


 

แค่ครั้งเดียว เร็วมาก


 

แล้วเธอก็เดินออกจากโบสถ์ หลังตรง คางเชิด เท้าเปล่ากระทืบพื้นหินเสียงดัง


 

ไม่มีใครตามเธอออกไป


 

รวมทั้งพ่อของเธอ


 

---


 

"เอเลียส เวน"


 

ผมเดินเข้าไป


 

หัวใจผมเต้นแรงจนผมได้ยินมันในหู มือผมเย็น ผมกลัว


 

ผมกลัวมากกว่าตอนที่ตายอีก


 

ผมนั่งลงบนเสื่อ มองชามน้ำ มองเหรียญทองแดงเจ็ดเหรียญที่จมอยู่ก้นชาม


 

พระแก่มองผมด้วยตาที่ขุ่นมัวเพราะต้อ


 

"เอามือแตะน้ำสิ ไอ้หนู"


 

ผมแตะน้ำ


 

มันเย็นมาก


 

คิด


 

คิดให้เร็ว


 

ขีดจิตทำงานยังไง มันคือการที่วิญญาณอุ้มคำไว้ ถ้าอุ้มไม่ไหว คำก็หลุด


 

ถ้าอย่างนั้น การไม่อุ้ม กับ การอุ้มไม่ไหว


 

จากข้างนอก มันดูเหมือนกันหรือเปล่า


 

พระท่านหลับตา


 

"*ไอ*"


 

เหรียญขยับ


 

และผมก็รู้สึกมัน — คำนั้นเข้ามาในตัวผม เบาเหมือนขนนกที่ตกลงบนพื้นห้องขนาดเท่ามหาวิหาร


 

"*เวล*"


 

เหรียญที่สอง


 

"*ตูร์*"


 

เหรียญที่สาม


 

ผมเริ่มหายใจแรงขึ้น ไม่ใช่เพราะเหนื่อย เพราะกลัว


 

"*ซิล*"


 

สี่


 

"*คาร์*"


 

ห้า


 

น้ำในชามกระเพื่อมสม่ำเสมอ นิ่งมาก มั่นคงมาก


 

เหมือนคนที่ยกของหนักหนึ่งกิโลด้วยแขนที่ยกได้พันกิโล


 

ห้าน้อยไป ผมคิด เจ็ดคือเพดานของชาม ห้าคือคนธรรมดา หกคือคนธรรมดาที่ไม่มีใครจำ


 

หกสิ


 

"*ลูม*"


 

หก


 

พระท่านหยุด รอ


 

ผมรู้สึกว่าเหรียญที่เจ็ดยังนอนนิ่งอยู่ก้นชาม รอคำถัดไป


 

และผมก็รู้ว่าถ้าท่านพูดคำที่เจ็ด แล้วเหรียญนั้นขยับ ท่านจะพูดคำที่แปด แล้วคำที่เก้า แล้วท่านจะเงยหน้าขึ้นมองผม


 

พระเปิดปาก


 

"*เอียร์*"


 

ผมปล่อยมันหลุด


 

ผมทำในสิ่งที่ผมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทำได้ จนกระทั่งวินาทีนั้น — ผมเปิดมือที่มองไม่เห็น แล้วปล่อยให้คำนั้นร่วงผ่านผมไป เหมือนคนที่แกล้งทำหลุดของ


 

น้ำในชามนิ่งสนิท


 

---


 

พระแก่ลืมตาขึ้น มองน้ำ


 

แล้วมองผม


 

ท่านมองนานเกินไปสองวินาที


 

"หกคำ" ท่านพูดในที่สุด


 

ข้างหลังผม แม่หายใจออกเสียงดัง


 

พ่อยิ้มกว้าง ตบมือดังกว่าใคร แล้วพูดกับคนข้างๆ ว่า "หกนะ! ดีกว่าข้าตั้งสองคำ!"


 

คนรอบข้างหัวเราะ มีคนตบหลังพ่อ


 

ผมลุกขึ้น สลัดน้ำออกจากมือ แล้วเดินออกไป


 

---


 

ผมเดินผ่านพระ


 

ท่านเอามือจับข้อมือผมไว้เบาๆ


 

ผมหยุด


 

ท่านไม่ได้มองผม ท่านมองชามน้ำ


 

"ไอ้หนู" ท่านพูดเสียงเบามาก เบาจนผมคนเดียวได้ยิน


 

"เมื่อกี้"


 

ท่านหยุด เหมือนกำลังเลือกคำ


 

"น้ำมันไม่ได้หยุดเพราะเจ้าอุ้มไม่ไหว"


 

หัวใจผมหล่นลงไปกองที่ท้อง


 

"น้ำมันหยุดเพราะ เจ้าวาง"


 

ผมยืนนิ่ง มือยังเปียก หยดน้ำไหลลงข้อศอก


 

ข้างนอกโบสถ์ ผมได้ยินเสียงเด็กหัวเราะ เสียงผู้ใหญ่คุยกัน เสียงพ่อผมกำลังเล่าให้ใครฟังว่าลูกชายได้หกคำ


 

พระแก่ปล่อยข้อมือผม


 

แล้วท่านก็หยิบเหรียญทั้งเจ็ดขึ้นมาจากชาม เช็ดด้วยผ้า เก็บใส่ถุงผ้าอย่างช้าๆ


 

"ปีหน้าท่านจะเกษียณ" ท่านพูดกับตัวเอง เสียงเหนื่อย "แล้วจะมีคนใหม่มาจากหอ"


 

ท่านเงยหน้าขึ้นยิ้มให้ผม


 

"คนใหม่เขาตาดีกว่าท่านมากนะ"


 

---


 

คืนนั้นที่บ้าน แม่ทำหมูอบ


 

เรากินหมูอบปีละสองครั้ง ครั้งหนึ่งตอนสิ้นปี อีกครั้งตอนมีเรื่องดี


 

พ่อเล่าเรื่องเดิมสี่รอบ รอบละคนที่มาเยี่ยม "หกนะ! ผมได้แค่สี่เอง แม่มันได้เจ็ด ลูกคนนี้ล้ำหน้าพ่อไปแล้ว"


 

ลีนานั่งบนตักผม แทะกระดูกหมูอย่างเอาเป็นเอาตาย ไม่รู้เรื่องอะไรเลย


 

แม่ยืนอยู่ที่เตา หันหลังให้เรา


 

เธอไม่ได้พูดคำว่าหกเลยแม้แต่ครั้งเดียวตลอดคืน


 

พอลีนาหลับ พ่อออกไปคุยกับเพื่อนบ้านหน้าประตู แม่ก็เดินมานั่งลงตรงข้ามผมที่โต๊ะ


 

เธอเอานิ้วเขี่ยเศษอาหารบนโต๊ะ


 

"หกคำ" เธอพูด


 

"ครับ"


 

"เจ้าได้หกคำ"


 

"ครับ"


 

แม่หยุดเขี่ยเศษอาหาร แล้วสบตาผม


 

แล้วเธอก็ยิ้ม รอยยิ้มที่เหนื่อยจนผมไม่คิดว่าใบหน้าคนเราจะเหนื่อยได้ขนาดนั้น


 

"เก่งมาก" เธอพูด


 

และผมก็รู้ว่าเธอไม่ได้ชมเรื่องตัวเลข


 

ความคิดเห็น

0 คอมเมนต์

เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้

ไปหน้าเข้าสู่ระบบ
ยังไม่มีคอมเมนต์ เป็นคนแรกที่เริ่มคุยได้เลย