ณ คืนที่ห้าก่อนการเคลื่อนพลเข้าสู่ดินแดนฟียาดี การเตรียมการขั้นสุดท้ายกลายเป็นความวุ่นวายอลหม่านจนแทบเหนือการควบคุม ชายเฒ่าคนหนึ่งได้เดินทางมาหาชายหนุ่มนามอัลการ์ฮ ผู้ซึ่งเป็นบุตรของดยุกอัฟฟารต์แห่งตระกูลนูกูบ
มันเป็นยามราตรีที่เงียบสงบและอบอุ่น ณ ปราสาทกีฟารต์ วิหารหินอ่อนอันตั้งตระหง่านอยู่บนสันเขาอันเป็นบ้านของตระกูลนูกูบมาหลายทศวรรษ แม้จะผ่านมาหลายชั่วอายุคนแต่สถานที่แห่งนี้ก็ยังดูครั่นคร้ามจนต้องหลั่งเหงือกอันเย็นเยียบไหลตามผ่านแผนหลัง
ชายชราได้ใช้โถงลับที่ต่อโผล่มายังห้องบรรทมของดยุก เขาถือโอกาศครู่หนึ่งชำเลืองมองดยุกผู้อาภัพที่หลับใหลอยู่บนเตียงอันโอ่อ่า
แสงอ่อนแกว่งไกวจากตะเกียงได้ทาบท่อลงบนร่างของชายป่วยไข้ ชายหนุ่มผู้เป็นบุตรชะโงกหน้ามองผู้มาเยือนอันสูงศักดิ์ ซึ่งยืนอยู่ข้างหน้าเหล่าองค์รักษ์เพียงไม่กี่ก้าว ร่างของชายชรานั้นแม้จะไม่ได้ก่ำย่ำเท่าบุรุษผู้อาจหาญ แต่ด้วยใบหน้าอันเคร่งขรึมและนัยต์ตาดำลึกก็บ่งบอกได้ถึงราศีและความน่าเกรงขามออกมาได้โดยมิต้องวางท่ากร่างอำนาจ
“ขอให้ความสันติสุขและความเมตตาของอีลาฮ์จงประสบแด่ท่าน” ชายชราทักทายด้วยเสียงดังฮื้ดๆ
ชายหนุ่มลุกขึ้นยืนพลางตอบรับด้วยน้ำเสียงอันราบเรียบแต่ทุ่มต่ำ “และขอความสันติสุขและความเมตตาของพระองค์ประสบแด่ท่านเช่นกัน”
“ท่านดยุกยังมิได้สั่งการให้เคลื่อนพลอีกงั้นรึ อัลการ์ฮ” ชายชรากล่าวเสียงแหบฮื้ดๆ
บุตรของดยุกนิ่งเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะเบนสายตาไปยังร่างของผู้เป็นบิดา “เป็นที่รู้กันแน่ว่าท่านดยุกได้ให้คำสัตย์ต่อคำสั่งของจักรวรรดิอย่างตั้งมั่น และเป็นแน่นอนว่าท่านต้องไม่ผิดกับคำสัตย์ของตนอันขาด”
“ถ้าเช่นนั้นก็คงเป็นผลดีต่อตัวเราทั้งสอง” ชายชราตอบ “แต่ถึงจะเป็นเยียงนั้นจริง แล้วเหตุใดทางจักรวรรดิถึงได้ส่งตัวข้ามายังห้องบรรทมของดยุกแห่งตระกูลอันเกรียงไกรเช่นนี้ล่ะ”
“ข้าคิดว่าท่านจะไม่พูดนอกเสียจากข้อความที่เหล่าขุนนางและสุลต่านเขียนให้ท่านอ่านและปราสัยให้ท่านดยุกฟังเสียอีก” อัลการ์ฮตอบกลับด้วยน้ำเสียงที่แฝงด้วยความขุ่นเคือง
“เช่นนั้น...”
มันเป็นช่วงเวลาที่เงียบงัน ก่อนที่ท่านลอร์ดจะตัดสินใจพูดขึ้นอีกครั้ง
“ท่านดยุกแห่งนูกูบเอ๋ย ท่านอยู่ที่นี้ต่อหน้าคาดีแห่งคาวีอาร์ คำตอบใดที่ท่านกำลังพินิจอยู่ในเพลานี้” ชายแก่ได้เอ่ยขึ้น พลางหยิบกริซเงินขาวบริสุทธิ์ออกมาจากอาภรณ์ของตนชี้มันไปยังใบหน้าของอีกฝ่าย “ซึ่งเป็นแน่ชัดว่าท่านมีมันอยู่แล้วใช่หรือไม่”
ชายหนุ่มนิ่งเงียบไปชั่วครู่ “ในตอนนี้ข้ายังมิได้มีมันเสียด้วยซ้ำ” เขากล่าว
อีกฝ่ายที่ได้ยินคำพูดที่ชายหนุ่มเอ่ยออก ทำได้เพียงแค่เงียบและไตร่ตรองคำถามมากมายภายในหัวของตน
ก่อนจะเอากริซกลับลงไปในฟักและเก็บเข้าไปใต้ผ้าคลุมดั่งเดิม
“ในฐานะที่ข้าเป็นคาดีอย่างชอบทำขององค์จักรพรรดิ ข้าจะขอตักเตือนท่านในฐานะผู้ที่อาวุโสมากกว่าท่านว่าข้ามีสิทธิ์ที่จะถอดทอนยศถาบรรดาศักดิ์ผู้เป็นบิดาของท่านให้เป็นผู้สละราชสมบัติได้โดยไม่มีข้อกังขา” ชายชราเอ่ย พลางหยิบใบพันธะออกมา “แต่กระนั้นมันจะมีผลที่ตามมาประหนึ่งเป็นคลื่นทะเลในยามพายุเข้าซัด และเพื่อที่จะทำให้ไม่มีผลที่เลวร้ายจนมิอาจรั้งได้ก็มีคงจะแต่...”
แม้ปลายเสียงจะกล่าวไม่จบประโยค แต่ชายแก่ก็ได้ยื่นม้วนกระดาษเก่าคร่ำคร่าที่เพียงแค่ปาดตามองก็รู้สึกได้ถึงเนื้อกระดาษอันหยาบกร้านที่พร้อมจะแหลกสลายเป็นเถ้าธุลี
อัลการ์ฮรับม้วนกระดาษจากมือของอีกฝ่าย ก่อนจะคลีมันออกมาอย่างช้าๆและเบามือ
ดวงตาอันเฉียบคมกวาดมองอักษรที่บรรจงจารึกไว้บนแผ่นหนัง มันถักทออยู่บนกระดาษโบราณราวกับเส้นด้ายแห่งโชคชะตา
หมึกที่เลือนรางไปตามกาลเวลา ยังคงเปี่ยมไปด้วยอำนาจแห่งพระราชโองการอย่างมิอาจปฏิเสธ
ด้วยพระประสงค์ขององค์จักรพรรดิผู้ทรงอธิปไตยสูงสุดแห่งจักรวรรดิอันยิ่งใหญ่ ผู้ทรงเป็นองค์อารักษ์แห่งมณฑลสวรรค์ ผู้พิทักษ์เสาหลักทั้งแปด และผู้ปกป้องพันธสัญญาศักดิ์สิทธิ์:
ขอให้เป็นที่ประจักษ์ว่า ตระกูลนูกูบถูกผูกพันต่อศาลสูงแห่งคาวีอาร์ ภายใต้ข้อตกลงแห่งกฤษฎีกาลำดับที่หกสิบเจ็ด ซึ่งได้รับการรับรองโดยองค์จักรพรรดิและมหาเสนาบดี
ตามข้อตกลงนี้ ดยุกแห่งนูกูบจักต้องปฏิบัติตามพระราชโองการโดยปราศจากความลังเลหรือการเบี่ยงเบนใดๆและต้องนำกองกำลังของตนเข้าร่วมในการศึกที่ได้รับอนุมัติ เพื่อต่อต้านกลุ่มกบฏในดินแดนฟียาดี
หากดยุกมิอาจปฏิบัติตามพันธกรณีนี้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุเจ็บป่วย ความล่าช้า หรือการปฏิเสธ สิทธิ์ในการปกครองของเขาจะถูกริบคืน และผู้สืบทอดตำแหน่งจักได้รับการแต่งตั้งโดยคำตัดสินของผู้มีอำนาจสูงสุด
ตราประทับศาลแห่งคาวีอาร์ปรากฏอยู่ใต้ข้อความอันหนักแน่นนั้น ตราขี้ผึ้งสีเงินเปล่งประกายอยู่ใต้แสงตะเกียงสลัว ลวดลายของมันก่อตัวเป็นสัญลักษณ์อันมิอาจละเลย—อินทรีเหล็กสองหัวสวมมงกุฏคาบดาบเหล็กเล่มยาว เครื่องหมายแห่งอำนาจของจักรวรรดิ
อัลคาร์ฮบีบแผ่นกระดาษไว้แน่นขณะปล่อยลมหายใจช้าๆ จิตใจของเขาหนักอึ้งไปกับความหมายแห่งถ้อยคำที่อยู่เบื้องหน้าตน
“ในเพลานี้ท่านมีสองทางเลือก ท่านดยุก” อีกฝ่ายกล่าว “ทางเลือกแรกคือท่านต้องปฏิบัติตามพระราชโองการ ระดมธงรบของตระกูลและกรีธาทัพใต้ธงของจักรวรรดิมุ่งหน้าสู่ฟียาดี เจ้าจะทำเช่นนั้นด้วยเกียรติยศและตระกูลนูกุบจะดำรงอยู่ในสถานะไว้เฉกเช่นเดิม” เขาเอียงศีรษะไปทางดยุกผู้หลับใหล “และนั้นจะเป็นเหตุให้บิดาของท่านจะถูกจดจำในฐานะวีรชนผู้แกร่งกล้าที่แม้ร่างกายจะโรยร่าแต่ก็ไม่เคยคิดทรยศต่อคำสัตย์ นามของเขาจะไม่แปดเปื้อนด้วยความอัปยศ”
อัลการ์ไม่ได้ตอบ แต่ปลายนิ้วของเขาคลายออกเล็กน้อยจากพระราชโองการในมือ
“แล้วทางเลือกที่สองล่ะ”
“ทางเลือกที่สองคือท่านประมาทและรีรอ”
“หากท่านล่าช้า หรือแม้แต่ตั้งคำถามต่อพระราชโองการและปล่อยให้ความคิดต่อต้านแทรกเข้ามาแม้เพียงชั่วขณะเดียว ตระกูลนูกูบจะถูกโยนลงสู่เหวแห่งความมืดมิดในหน้าประวัติศาสตร์ บิดาของท่านจะมิได้ล่วงลับไปอย่างขุนนางสูงศักดิ์ แต่จากไปในฐานะกบฏ ตำแหน่งของเขาจะถูกริบไป และอัลการ์แห่งตระกูลนูกุบจะมิได้ปกครองและจะมิได้ถูกจดจำ”
ความเงียบอันหนักอึ้งแผ่ปกคลุมไปทั่วห้อง มีเพียงเสียงหอนของสายลมจากนอกกำแพงปราสาทกิฟาร์ตที่ดังแว่วมา
เป็นครั้งแรกที่มือของอัลการ์สั่นไหว
เขารู้ว่าช่วงเวลานี้ต้องมาถึง เขาเห็นมันในกระแสการเมืองที่พลิกผัน ในเสียงกระซิบแห่งความไม่พอใจในหมู่ขุนนาง ในเงื้อมมือของระบอบศักดินาที่รัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ แต่ถึงแม้เขาจะคาดการณ์ไว้แล้ว เขากลับพบว่าความตระหนักมิอาจเตรียมเขาให้พร้อมรับน้ำหนักของการตัดสินใจได้เลยสักนิด
“บอกข้าหน่อยเถิด ท่าน” อัลการ์ฮพึมพำ เสียงของเขาแหบพร่า “เมื่อศาลแห่งคาวีอาร์ประกาศพระราชโองการ พวกเขาเคยมอบทางเลือกอื่นให้แก่ใครบ้าง”
ชายชราจ้องมองเขาชั่วครู่ ก่อนส่ายหน้าอย่างเชื่องช้าแต่แน่วแน่
“ศาลไม่ได้มอบทางเลือกให้แก่ผู้ใด ท่านดยุก” น้ำเสียงของเขาราบเรียบ “พวกเขาเพียงตัดสินว่าผู้ใดควรจะเลือกชะตากรรมของตนเองอย่างไร”
ดวงตาของอัลการ์ฮกวาดมองพระราชโองการอีกครั้ง
ภายในความเงียบงันอันเนิ่นนาน ชะตาของตระกูลนูกูบถูกกำหนดลง—มิใช่ด้วยพระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า มิใช่ด้วยบัญญัติกฏหมายของผู้ใด แต่ถูกกำหนดด้วยน้ำหนักของมือที่สั่นระริกของบุตรชายคนเดียวของอัฟฟารต์ นูกูบแห่งพื้นทะเลทรายยาจาร์นัม
ความคิดเห็น
0 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบ