โว้ววว เป็นเหตุการณ์ที่ดูยิ่งใหญ่มากครับ
“พึ่บ! ๆ ๆ…!”
เสียงกระพือปีกสุดดังสนั่นของนกที่จู่ ๆ ก็บินพร้อมเพรียงกันขึ้นสู่น่านฟ้าของโรงเรียน นับพันนับหมื่นตัวนั้น บินวนเป็นวงกลมอย่างสุดแสนประหลาด ราวกับวงแหวนสีดำขนาดมหึมากำลังหมุนล้อมรอบท้องฟ้าของโรงเรียน
ผู้คนจำนวนมากต่างจับจ้องพวกมันอย่างตกตะลึง ที่พฤติกรรมของมันไม่เป็นไปดั่งควรเป็น
นักเรียนหญิง : “นั่นมัน... คืออะไรอะ?”
นักเรียนชาย : “ทำไมจู่ ๆ ฝูงนกก็บินแบบนั้นกันน่ะ?”
นักเรียนชายอีกคน : “มะ-ไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อนเลย...”
ทั่วทั้งโรงเรียนเต็มไปด้วยคำถามและคำพูดมากมายของเหล่านักเรียน บางคนก็ยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายวิดีโอ ในขณะที่บางคนก็เลือกเฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ ด้วยความกลัวอย่างแปลกประหลาด
และแน่นอน กลุ่มของพวกเฟรมนั้นก็มีปฏิกิริยาไม่ต่างกัน…
ค็อบ : “อะไรวะนั่น?” ค็อบหยุดลูกบอลไว้ที่ใต้ฝ่าเท้า พลางแหงนหน้ามองด้วยความสงสัย
พงษ์/กุล : “…?!” พงษ์และกุลก็พลันละสายตาจากหน้าจออย่างสะดุ้งเสียง
“…….” ขณะเดียวกัน เฟรม ฟีโน่ ฟลุค และยีน ก็เดินออกมาจากใต้ตันไทรเงียบ ๆ ด้วยสีหน้าที่อยากรู้อยากเห็น
ก้อง : “นะ-นี่อาจจะเป็นปรากฏการณ์ที่หายากก็ได้...” ส่วนก้องก็สวมบทบาทเป็นตากล้องที่ดี โดยการถ่ายวิดีโอด้วยกล้องของเขาเอง
อะตอม : “อืม... ทำไมเสียงมันดังจังวะ…?” แต่แล้ว เสียงบ่นอันงัวเงียของอะตอมก็แผดดังขึ้นมาอย่างไม่พอใจจากทางด้านหลังของพวกเขา
ค็อบ : “เฮ้ยอะตอม! มึงลองมาดูนี่สิ!” ค็อบตะโกนเรียก พลางชี้นิ้วแหงนขึ้นไปเพื่อให้เขาดู
อะตอม : “เฮ้อ… มันมีอะไรให้ดูนักหนาวะ!” อะตอมสบถอย่างหงุดหงิด ก่อนจะลุกออกมาจากใต้ต้นไทรโดยพกขอบตาดำที่สลึมสลือ
แต่ทันทีที่เขาแหงนหน้ามองขึ้นไป อะตอมก็ถึงกับต้องตกตะลึงเมื่อพบเข้ากับฝูงนกนับหมื่นตัวกำลังบินอยู่เหนือน่านฟ้าเป็นรูปวงกลม
อะตอม : “ห๊ะ! ทำไมนกมันบินแบบนั้นวะ?” อะตอมอุทานถามเพื่อนทันทีด้วยความตกใจ ก่อนจะได้คำตอบกลับมาจากฟีโน่อย่างขี้เล่นว่า
ฟีโน่ : “ลองไปถามนกเองสิ มันอาจจะตอบให้มึงได้มั้ง—”
“ฟุบ!”
แต่แล้วเรื่องที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อจู่ ๆ ผู้คนที่อยู่รอบตัวพวกเขาก็ล้มหมดสติพร้อมกันโดยไม่ทราบสาเหตุ!?
ทุกคน : “!?!?”
พงษ์ : “เกิดอะไรขึ้!–”
“เอี๊ยด…!! ตู้ม!!!”
แต่ทว่ายังไม่ทันที่พวกเขาจะได้ตกใจ เสียงรถชนจำนวนมากก็พลันดังสนั่นขึ้นจากนอกโรงเรียนราวกับเหตุวินาศสันตะโร!
ก้อง : “กรี๊ด!!?”
อะตอม : “เหี้ยอะไรเนี่ย!?”
ทุกคนต่างตกใจและสับสนขีดสุด ความโกลาหลที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันรอบตัวพวกเขาได้บีบคั้นให้ทุกคนตื่นกลัวกันอย่างหนัก
“ตุบ!”
แต่ทว่าเหตุการณ์ประหลาดก็เกิดขึ้นอีกครั้ง! เมื่อฝูงนกนับหมื่นตัวที่เคยบินอยู่บนท้องฟ้าก็เริ่มล่วงหล่นลงมาเป็นห่าฝนใส่พวกเขา จนร่างแตกเละไม่เหลือซากทันทีเมื่อปะทะพื้นอย่างรวดเร็ว!
กุล : “ขะ-เข้าไปหลบใต้อาคารเร็ว!!” กุลแผดเสียงสั่งอย่างหวาดกลัวขั้นสุด ทุกคนรีบวิ่งหน้าตั้งไปยังอาคารเรียนเบื้องหน้าทันที โดยคว้ากระเป๋าของตัวเองไปด้วยอย่างฉับไว
“ตึก! ๆ ๆ ๆ ๆ…!!”
พวกเขาวิ่งฝ่าฝนนกอย่างไม่คิดชีวิตด้วยความสับสนและหวาดกลัว เสียง “แผละ” ของเศษชิ้นเนื้อพร้อมเลือดสาดกระเซ็นไปทั่วโรงเรียนอย่างหนักนั้น ได้ย้อมโรงเรียนให้กลายเป็นสีแดงฉานของความตาย กลิ่นคาวเลือดของซากศพฟุ้งกระจายไปทั่วจมูกอย่างรุนแรง
เฟรม : “ใกล้แล้ว! อีนิดเดียวเท่านั้!–”
“ตุ๊บ!”
ทุกคน : “อ๊า!!”
แต่ทว่า ความหวังก็ต้องดับลง… เมื่อจู่ ๆ ร่างกายของพวกเขาก็ปะทะเข้ากับบางอย่างที่มองไม่เห็น จนร่างผงะถอยหลังและยกมือขึ้นกุมใบหน้าด้วยความเจ็บปวด
ฟลุค : “ซีดดดด…! กูชนเหี้ยอะไรวะ!?”
ทันทีที่พวกเขาหันไปมองบางสิ่งที่ไร้ตัวตนอยู่เบื้องหน้า ทันใดนั้น คลื่นพลังงานโปร่งแสงสีทองก็ปรากฎขึ้นมาครอบคลุมพื้นที่รอบต้นไทรที่พวกเขาอยู่อย่างกระทันหันราวกับโดมยักษ์สีทอง!
ยีน : “บะ-บาเรียเหรอ!?”
อะตอม : “เป็นไปได้ยังไงกัน!?”
ยีนกับอะตอมต่างโพล่งพูดด้วยความประหลาดใจและสับสนขั้นสุด สีหน้าของพวกเขาทั้ง 9 คนซีดไม่ต่างจากศพ
“ครื้น! ๆ…!!”
แต่จู่ ๆ ท้องฟ้าที่เคยโปร่งใสก็มืดครึ้มขึ้นมาอย่างฉับพลัน บรรยากาศเต็มไปด้วยความหม่นหมองและพายุโหมกระหน่ำอย่างรุนแรง ใบไม้โบกสะบัดอย่างบ้าคลั่งพร้อมกับสิ่งของชิ้นเล็ก ๆ ปลิวว่อนไปทั่วสารทิศ
ภาพของความสิ้นหวังที่มิอาจเข้าใจได้นั้น ยิ่งกระตุ้นความกลัวของพวกเขาให้ปะทุถึงขีดสุด สัญชาตญาณในการเอาตัวรอดของพวกเขาจึงสั่งให้รีบหนีออกไปทันที โดยบังคับให้มือนั้นทุบบาเรียอย่างบ้าคลั่งเพื่อหวังจะทำลายมัน
ก้อง : “ปล่อยฉันออกไปเดี๋ยวนี้นะ!!?”
ฟีโน่ : “ใครก็ได้ช่วยพาพวกเราออกไปที!!!”
พงษ์ : “กูไม่อยากจะเจออะไรแบบนี้แล้ว…!!”
ทุกคนต่างแผดเสียงโวยวายพลางรัวกำปั้นอย่างสิ้นหวัง แต่สิ่งที่ทำลงไปกลับไร้ประโยชน์และสูญเปล่า…
ทุกคน : “...!?”
ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน ไม่มีแม้แต่รอยยุบ ไม่มีทีท่าที่จะอ่อนลง สิ่งที่ถูกนิยามว่า “บาเรีย” นั้น ยังคงขังพวกเขาเอาไว้อย่างเลือดเย็น
เฟรม : “ไม่ ไม่… ไม่..! ไม่!! มันไม่ควรเป็นแบบนี้สิ!!?” เฟรมแผดเสียงอย่างสิ้นหวังขีดสุด เขาทุบกำปั้นเป็นครั้งสุดท้ายอย่างสุดแรงด้วยความขมขื่น แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับเป็นมือของเขาที่บาดเจ็บเอง
“เปรี้ยง!!!”
แต่… ความตายก็ไม่เคยปราณีใคร เมื่อเสียงของเพชฌฆาตจากฟากฟ้าได้ผ่าลงมาเป็นเส้นตรงใส่ร่างของพวกเขาที่เกาะกลุ่มกันเข้าอย่างจัง! จนเกิดเสียงคำรามดังสนั่นกึกก้องไปทั่วสารทิศ
เฟรม : “อึก…!? อัก!!”
แต่ทันใดนั้น กลับเกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันขึ้นจนแทบจะเป็นปาฏิหาริย์… เพราะจู่ ๆ ร่างของเฟรมก็ลอยกระเด็นออกมาจากแรงระเบิดของสายฟ้า โดยมีเพียงแค่ชุดนักเรียนกับผมบางเส้นของเขาเท่านั้นที่ถูกเผาไหม้จากขอบความตายที่เฉี่ยวตัวเขาไปอย่างหวุดหวิด
เฟรม : “………!” ร่างของเฟรมกระแทกพื้นอย่างแรง แต่เขากลับแทบไม่รู้สึกอะไรเลยด้วยสภาพร่างกายในตอนนี้… ศรีษะของเขารู้สึกกังวานและกลวงโบ๋จนเสียงวิ๊งของหูที่อื้ออึงดังกึกก้องอยู่ข้างใน สายตาของเขาพร่ามัวจนมองเห็นภาพทุกอย่างเบลอไปชั่วขณะ เขาแทบไม่รู้สึกถึงฝ่ามือทั้งสองข้างที่กำลังดัันพื้นปูนเพื่อพยุงร่างกายเลยด้วยซ้ำ
เฟรมจึงรีบพยายามประคองสติแล้วแหงนหน้าจากพื้นขึ้นมองรอบตัวเขาอย่างสับสน แม้สายตาจะพร่ามัว แต่ภาพลาง ๆ ของรอยไหม้สีดำขนาดใหญ่เบื้องหน้าเขาก็ยังคงสังเกตเห็นได้อยู่อย่างชัดเจน
ความร้อนที่แผ่ออกมาจากจุดที่สายฟ้าฟาดนั้น ยิ่งตอกย้ำภาพความตายของเพื่อนของเขาที่หายไปต่อหน้าต่อตาอย่างไม่เหลือซาก
เฟรม : “ฉัน…ยัง…ไม่อยากตาย…” เฟรมพยายามพูดความในใจออกมาเป็นครั้งสุดท้ายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรง
ทว่า ในขณะที่สติของเขากำลังค่อย ๆ ถูกฟื้นคืน… จู่ ๆ ภาพของสายฟ้าสีดำก็ปรากฏขึ้นแก่สายตาเขาในเสี้ยววิสุดท้ายของชีวิต
“เปรี้ยง!”
และในที่สุด ร่างกายของเขาก็ถูกผ่าให้หายไปโดยที่แทบไม่รู้สึกอะไรเลย…
แต่ทว่าทันทีที่เฟรมได้หายไป ทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติอีกครั้งอย่างฉับพลัน บาเรียสีทองที่เคยคลุมรอบต้นไทรเริ่มจางหายไป ท้องฟ้าที่มืดครึ้มก็กลับกลายเป็นสีครามสดใส ผู้คนที่หมดสติเริ่มทยอยตื่นขึ้นมาด้วยความงุนงง
นักเรียนชายคนที่ 1 : “อึก! อะ-โอ๊ย... เกิดอะไรขึ้นเนี่ย...?”
นักเรียนชายคนที่ 2 : “ทำไมฉัน...ถึงมานอนอยู่นี่ได้กัน?”
นักเรียนหญิง : “โอ๊ย! หัวของฉันรู้สึกเจ็บไปหมดเลย…!”
เสียงโอดครวญด้วยความเจ็บปวดดังระงมไปทั่วโรงเรียน แต่ทันใดนั้น สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่ากลับเป็นเสียงกรีดร้องของผู้คนที่อยู่ภายนอกรั้วโรงเรียน
ชายคนหนึ่ง : “อ๊ากกกก!!! ขาของฉัน!! ขาของฉันมันหายไป!!?”
เด็กผู้ชายคนหนึ่ง : “แม่ครับ! แม่?! อย่าพึ่งตายนะ!!”
แม่ของเด็กคนนั้น : “นะ-หนาวจังเลย… หะ-หิวจังเลย…”
เสียงโหยหวนของผู้คนที่เต็มไปด้วยความสับสนที่แสนทรมานนั้น ดังระงมไปทั่วถ้องถนนที่แทบไม่ต่างจากสุสานของรถยนต์ อาการประหลาดที่ทำให้ผู้คนหมดสติในตอนนั้นกลับไม่ได้เกิดขึ้นแค่ผู้คนในโรงเรียนเพียงแค่อย่างเดียว แต่ผู้คนด้านนอกกลับได้รับผลกระทบตามไปด้วยจนเกิดอาการหลับคาพวงมาลัยอย่างกระทันหัน ส่งผลให้เกิดโศกนาฏกรรมบนท้องถนนครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา
ผู้คนที่ตื่นขึ้นมาบางคนก็มีสภาพร่างกายที่บอบช้ำ บางคนก็สูญเสียอวัยวะและคนรักของตัวเองไป บางคนก็ไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย แต่สิ่งที่โหดร้ายยิ่งกว่ากลับเป็นการที่พวกเขาบางคนตื่นขึ้นมาแล้วต้องมารู้ตัวว่าตัวเองกำลังจะตายจากพิษบาดแผล
เหตุการณ์ประหลาดนี้ได้สร้างบาดแผลให้ผู้คนเป็นอย่างมากจนถูกจารึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของมนุษย์ ว่ายังคงมีสิ่งลี้ลับที่ไม่อาจอธิบายได้อยู่อีกมากมาย
ความพิศวง ความลึกลับ และความหวาดกลัว โศกนาฏกรรมที่มิอาจจะทำความเข้าใจได้นี้ ถูกเรียกขานกันอย่างยำเกรงว่า…
“GLITCH DAY” (บั๊กของพระเจ้า)
ความคิดเห็น
1 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบ