Main Story

2 GLITCH DAY

โดย Fox_CaTme1 ครั้ง
18px

“พึ่บ! ๆ ๆ…!”

 

เสียงกระพือปีกสุดดังสนั่นของนกที่จู่ ๆ ก็บินพร้อมเพรียงกันขึ้นสู่น่านฟ้าของโรงเรียน นับพันนับหมื่นตัวนั้น บินวนเป็นวงกลมอย่างสุดแสนประหลาด ราวกับวงแหวนสีดำขนาดมหึมากำลังหมุนล้อมรอบท้องฟ้าของโรงเรียน

 

ผู้คนจำนวนมากต่างจับจ้องพวกมันอย่างตกตะลึง ที่พฤติกรรมของมันไม่เป็นไปดั่งควรเป็น

 

นักเรียนหญิง : “นั่นมัน... คืออะไรอะ?”

 

นักเรียนชาย : “ทำไมจู่ ๆ ฝูงนกก็บินแบบนั้นกันน่ะ?”

 

นักเรียนชายอีกคน : “มะ-ไม่เคยเห็นแบบนี้มาก่อนเลย...”

 

ทั่วทั้งโรงเรียนเต็มไปด้วยคำถามและคำพูดมากมายของเหล่านักเรียน บางคนก็ยกโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายวิดีโอ ในขณะที่บางคนก็เลือกเฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ ด้วยความกลัวอย่างแปลกประหลาด

 

และแน่นอน กลุ่มของพวกเฟรมนั้นก็มีปฏิกิริยาไม่ต่างกัน…

 

ค็อบ : “อะไรวะนั่น?” ค็อบหยุดลูกบอลไว้ที่ใต้ฝ่าเท้า พลางแหงนหน้ามองด้วยความสงสัย

 

พงษ์/กุล : “…?!” พงษ์และกุลก็พลันละสายตาจากหน้าจออย่างสะดุ้งเสียง

 

“…….” ขณะเดียวกัน เฟรม ฟีโน่ ฟลุค และยีน ก็เดินออกมาจากใต้ตันไทรเงียบ ๆ ด้วยสีหน้าที่อยากรู้อยากเห็น

 

ก้อง : “นะ-นี่อาจจะเป็นปรากฏการณ์ที่หายากก็ได้...” ส่วนก้องก็สวมบทบาทเป็นตากล้องที่ดี โดยการถ่ายวิดีโอด้วยกล้องของเขาเอง

 

อะตอม : “อืม... ทำไมเสียงมันดังจังวะ…?” แต่แล้ว เสียงบ่นอันงัวเงียของอะตอมก็แผดดังขึ้นมาอย่างไม่พอใจจากทางด้านหลังของพวกเขา

 

ค็อบ : “เฮ้ยอะตอม! มึงลองมาดูนี่สิ!” ค็อบตะโกนเรียก พลางชี้นิ้วแหงนขึ้นไปเพื่อให้เขาดู

 

อะตอม : “เฮ้อ… มันมีอะไรให้ดูนักหนาวะ!” อะตอมสบถอย่างหงุดหงิด ก่อนจะลุกออกมาจากใต้ต้นไทรโดยพกขอบตาดำที่สลึมสลือ

 

แต่ทันทีที่เขาแหงนหน้ามองขึ้นไป อะตอมก็ถึงกับต้องตกตะลึงเมื่อพบเข้ากับฝูงนกนับหมื่นตัวกำลังบินอยู่เหนือน่านฟ้าเป็นรูปวงกลม

 

อะตอม : “ห๊ะ! ทำไมนกมันบินแบบนั้นวะ?” อะตอมอุทานถามเพื่อนทันทีด้วยความตกใจ ก่อนจะได้คำตอบกลับมาจากฟีโน่อย่างขี้เล่นว่า

 

ฟีโน่ : “ลองไปถามนกเองสิ มันอาจจะตอบให้มึงได้มั้ง—”

 

“ฟุบ!”

 

แต่แล้วเรื่องที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้นอีกครั้ง เมื่อจู่ ๆ ผู้คนที่อยู่รอบตัวพวกเขาก็ล้มหมดสติพร้อมกันโดยไม่ทราบสาเหตุ!?

 

ทุกคน : “!?!?”

 

พงษ์ : “เกิดอะไรขึ้!–”

 

“เอี๊ยด…!! ตู้ม!!!”

 

แต่ทว่ายังไม่ทันที่พวกเขาจะได้ตกใจ เสียงรถชนจำนวนมากก็พลันดังสนั่นขึ้นจากนอกโรงเรียนราวกับเหตุวินาศสันตะโร!

 

ก้อง : “กรี๊ด!!?”

 

อะตอม : “เหี้ยอะไรเนี่ย!?”

 

ทุกคนต่างตกใจและสับสนขีดสุด ความโกลาหลที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันรอบตัวพวกเขาได้บีบคั้นให้ทุกคนตื่นกลัวกันอย่างหนัก

 

“ตุบ!”

 

แต่ทว่าเหตุการณ์ประหลาดก็เกิดขึ้นอีกครั้ง! เมื่อฝูงนกนับหมื่นตัวที่เคยบินอยู่บนท้องฟ้าก็เริ่มล่วงหล่นลงมาเป็นห่าฝนใส่พวกเขา จนร่างแตกเละไม่เหลือซากทันทีเมื่อปะทะพื้นอย่างรวดเร็ว!

 

กุล : “ขะ-เข้าไปหลบใต้อาคารเร็ว!!” กุลแผดเสียงสั่งอย่างหวาดกลัวขั้นสุด ทุกคนรีบวิ่งหน้าตั้งไปยังอาคารเรียนเบื้องหน้าทันที โดยคว้ากระเป๋าของตัวเองไปด้วยอย่างฉับไว

 

“ตึก! ๆ ๆ ๆ ๆ…!!”

 

พวกเขาวิ่งฝ่าฝนนกอย่างไม่คิดชีวิตด้วยความสับสนและหวาดกลัว เสียง “แผละ” ของเศษชิ้นเนื้อพร้อมเลือดสาดกระเซ็นไปทั่วโรงเรียนอย่างหนักนั้น ได้ย้อมโรงเรียนให้กลายเป็นสีแดงฉานของความตาย กลิ่นคาวเลือดของซากศพฟุ้งกระจายไปทั่วจมูกอย่างรุนแรง

 

เฟรม : “ใกล้แล้ว! อีนิดเดียวเท่านั้!–”

 

“ตุ๊บ!”

 

ทุกคน : “อ๊า!!”

 

แต่ทว่า ความหวังก็ต้องดับลง… เมื่อจู่ ๆ ร่างกายของพวกเขาก็ปะทะเข้ากับบางอย่างที่มองไม่เห็น จนร่างผงะถอยหลังและยกมือขึ้นกุมใบหน้าด้วยความเจ็บปวด

 

ฟลุค : “ซีดดดด…! กูชนเหี้ยอะไรวะ!?”

 

ทันทีที่พวกเขาหันไปมองบางสิ่งที่ไร้ตัวตนอยู่เบื้องหน้า ทันใดนั้น คลื่นพลังงานโปร่งแสงสีทองก็ปรากฎขึ้นมาครอบคลุมพื้นที่รอบต้นไทรที่พวกเขาอยู่อย่างกระทันหันราวกับโดมยักษ์สีทอง!

 

ยีน : “บะ-บาเรียเหรอ!?”

 

อะตอม : “เป็นไปได้ยังไงกัน!?”

 

ยีนกับอะตอมต่างโพล่งพูดด้วยความประหลาดใจและสับสนขั้นสุด สีหน้าของพวกเขาทั้ง 9 คนซีดไม่ต่างจากศพ

 

“ครื้น! ๆ…!!”

 

แต่จู่ ๆ ท้องฟ้าที่เคยโปร่งใสก็มืดครึ้มขึ้นมาอย่างฉับพลัน บรรยากาศเต็มไปด้วยความหม่นหมองและพายุโหมกระหน่ำอย่างรุนแรง ใบไม้โบกสะบัดอย่างบ้าคลั่งพร้อมกับสิ่งของชิ้นเล็ก ๆ ปลิวว่อนไปทั่วสารทิศ

 

ภาพของความสิ้นหวังที่มิอาจเข้าใจได้นั้น ยิ่งกระตุ้นความกลัวของพวกเขาให้ปะทุถึงขีดสุด สัญชาตญาณในการเอาตัวรอดของพวกเขาจึงสั่งให้รีบหนีออกไปทันที โดยบังคับให้มือนั้นทุบบาเรียอย่างบ้าคลั่งเพื่อหวังจะทำลายมัน

 

ก้อง : “ปล่อยฉันออกไปเดี๋ยวนี้นะ!!?”

 

ฟีโน่ : “ใครก็ได้ช่วยพาพวกเราออกไปที!!!”

 

พงษ์ : “กูไม่อยากจะเจออะไรแบบนี้แล้ว…!!”

 

ทุกคนต่างแผดเสียงโวยวายพลางรัวกำปั้นอย่างสิ้นหวัง แต่สิ่งที่ทำลงไปกลับไร้ประโยชน์และสูญเปล่า…

 

ทุกคน : “...!?”

 

ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วน ไม่มีแม้แต่รอยยุบ ไม่มีทีท่าที่จะอ่อนลง สิ่งที่ถูกนิยามว่า “บาเรีย” นั้น ยังคงขังพวกเขาเอาไว้อย่างเลือดเย็น

 

เฟรม : “ไม่ ไม่… ไม่..! ไม่!! มันไม่ควรเป็นแบบนี้สิ!!?” เฟรมแผดเสียงอย่างสิ้นหวังขีดสุด เขาทุบกำปั้นเป็นครั้งสุดท้ายอย่างสุดแรงด้วยความขมขื่น แต่ผลลัพธ์ที่ได้กลับเป็นมือของเขาที่บาดเจ็บเอง

 

“เปรี้ยง!!!”

 

แต่… ความตายก็ไม่เคยปราณีใคร เมื่อเสียงของเพชฌฆาตจากฟากฟ้าได้ผ่าลงมาเป็นเส้นตรงใส่ร่างของพวกเขาที่เกาะกลุ่มกันเข้าอย่างจัง! จนเกิดเสียงคำรามดังสนั่นกึกก้องไปทั่วสารทิศ

 

เฟรม : “อึก…!? อัก!!”

 

แต่ทันใดนั้น กลับเกิดเรื่องที่ไม่คาดฝันขึ้นจนแทบจะเป็นปาฏิหาริย์… เพราะจู่ ๆ ร่างของเฟรมก็ลอยกระเด็นออกมาจากแรงระเบิดของสายฟ้า โดยมีเพียงแค่ชุดนักเรียนกับผมบางเส้นของเขาเท่านั้นที่ถูกเผาไหม้จากขอบความตายที่เฉี่ยวตัวเขาไปอย่างหวุดหวิด

 

เฟรม : “………!” ร่างของเฟรมกระแทกพื้นอย่างแรง แต่เขากลับแทบไม่รู้สึกอะไรเลยด้วยสภาพร่างกายในตอนนี้… ศรีษะของเขารู้สึกกังวานและกลวงโบ๋จนเสียงวิ๊งของหูที่อื้ออึงดังกึกก้องอยู่ข้างใน สายตาของเขาพร่ามัวจนมองเห็นภาพทุกอย่างเบลอไปชั่วขณะ เขาแทบไม่รู้สึกถึงฝ่ามือทั้งสองข้างที่กำลังดัันพื้นปูนเพื่อพยุงร่างกายเลยด้วยซ้ำ

 

เฟรมจึงรีบพยายามประคองสติแล้วแหงนหน้าจากพื้นขึ้นมองรอบตัวเขาอย่างสับสน แม้สายตาจะพร่ามัว แต่ภาพลาง ๆ ของรอยไหม้สีดำขนาดใหญ่เบื้องหน้าเขาก็ยังคงสังเกตเห็นได้อยู่อย่างชัดเจน

 

ความร้อนที่แผ่ออกมาจากจุดที่สายฟ้าฟาดนั้น ยิ่งตอกย้ำภาพความตายของเพื่อนของเขาที่หายไปต่อหน้าต่อตาอย่างไม่เหลือซาก

 

เฟรม : “ฉัน…ยัง…ไม่อยากตาย…” เฟรมพยายามพูดความในใจออกมาเป็นครั้งสุดท้ายด้วยน้ำเสียงที่อ่อนแรง

 

ทว่า ในขณะที่สติของเขากำลังค่อย ๆ ถูกฟื้นคืน… จู่ ๆ ภาพของสายฟ้าสีดำก็ปรากฏขึ้นแก่สายตาเขาในเสี้ยววิสุดท้ายของชีวิต

 

“เปรี้ยง!”

 

และในที่สุด ร่างกายของเขาก็ถูกผ่าให้หายไปโดยที่แทบไม่รู้สึกอะไรเลย…

 

แต่ทว่าทันทีที่เฟรมได้หายไป ทุกอย่างก็กลับมาเป็นปกติอีกครั้งอย่างฉับพลัน บาเรียสีทองที่เคยคลุมรอบต้นไทรเริ่มจางหายไป ท้องฟ้าที่มืดครึ้มก็กลับกลายเป็นสีครามสดใส ผู้คนที่หมดสติเริ่มทยอยตื่นขึ้นมาด้วยความงุนงง

 

นักเรียนชายคนที่ 1 : “อึก! อะ-โอ๊ย... เกิดอะไรขึ้นเนี่ย...?”

 

นักเรียนชายคนที่ 2 : “ทำไมฉัน...ถึงมานอนอยู่นี่ได้กัน?”

 

นักเรียนหญิง : “โอ๊ย! หัวของฉันรู้สึกเจ็บไปหมดเลย…!”

 

เสียงโอดครวญด้วยความเจ็บปวดดังระงมไปทั่วโรงเรียน แต่ทันใดนั้น สิ่งที่น่าตกใจยิ่งกว่ากลับเป็นเสียงกรีดร้องของผู้คนที่อยู่ภายนอกรั้วโรงเรียน

 

ชายคนหนึ่ง : “อ๊ากกกก!!! ขาของฉัน!! ขาของฉันมันหายไป!!?”

 

เด็กผู้ชายคนหนึ่ง : “แม่ครับ! แม่?! อย่าพึ่งตายนะ!!”

 

แม่ของเด็กคนนั้น : “นะ-หนาวจังเลย… หะ-หิวจังเลย…”

 

เสียงโหยหวนของผู้คนที่เต็มไปด้วยความสับสนที่แสนทรมานนั้น ดังระงมไปทั่วถ้องถนนที่แทบไม่ต่างจากสุสานของรถยนต์ อาการประหลาดที่ทำให้ผู้คนหมดสติในตอนนั้นกลับไม่ได้เกิดขึ้นแค่ผู้คนในโรงเรียนเพียงแค่อย่างเดียว แต่ผู้คนด้านนอกกลับได้รับผลกระทบตามไปด้วยจนเกิดอาการหลับคาพวงมาลัยอย่างกระทันหัน ส่งผลให้เกิดโศกนาฏกรรมบนท้องถนนครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา

 

ผู้คนที่ตื่นขึ้นมาบางคนก็มีสภาพร่างกายที่บอบช้ำ บางคนก็สูญเสียอวัยวะและคนรักของตัวเองไป บางคนก็ไม่ตื่นขึ้นมาอีกเลย แต่สิ่งที่โหดร้ายยิ่งกว่ากลับเป็นการที่พวกเขาบางคนตื่นขึ้นมาแล้วต้องมารู้ตัวว่าตัวเองกำลังจะตายจากพิษบาดแผล

 

เหตุการณ์ประหลาดนี้ได้สร้างบาดแผลให้ผู้คนเป็นอย่างมากจนถูกจารึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของมนุษย์ ว่ายังคงมีสิ่งลี้ลับที่ไม่อาจอธิบายได้อยู่อีกมากมาย

 

ความพิศวง ความลึกลับ และความหวาดกลัว โศกนาฏกรรมที่มิอาจจะทำความเข้าใจได้นี้ ถูกเรียกขานกันอย่างยำเกรงว่า…

 

 

“GLITCH DAY” (บั๊กของพระเจ้า)

ความคิดเห็น

1 คอมเมนต์

เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้

ไปหน้าเข้าสู่ระบบ
A
adminAdmin

1 ส.ค. 2569 19:36

โว้ววว เป็นเหตุการณ์ที่ดูยิ่งใหญ่มากครับ