ตัวละครในตอนนี้
เนื้อหาในตอนนี้เป็นส่วนที่ถูกตัดมาจากตอนที่ 34.3 ซีซัน 1 ของเวอร์ชันรี้ดอะไรต์
สวัสดี วันนี้คุณกลับมาเพื่ออ่านเรื่องราวของนายเอสต่อหรือเปล่า? อ๊ะ ถ้าคุณได้อ่านตอนก่อนหน้าแล้ว คุณน่าจะรู้ว่านายเอสมีชื่อจริงว่าสัจนิรันดร์ หรือชื่อเล่นคือแซม เขาเป็นนักศึกษาคณะวิทยาศาสตร์ สาขาเคมี อีกทั้งยังเป็นหนุ่มหล่อ สมาชิกชมรมยิงปืนของมหาวิทยาลัย ส่วนเรื่องสติปัญญาน่ะไม่ต้องพูดถึง เขาเป็นคนหลักแหลม เข้ามหาวิทยาลัยได้ตั้งแต่อายุสิบห้าปี ยังไงเกียรตินิยมก็ไม่ไกลเกินเอื้อมสำหรับเด็กคนนี้ ปัญหาคือเขาโกหกที่บ้านมาตลอดว่าเรียนมนุษยศาสตร์และรอดมาได้ยันเรียนจบโดยการเลี่ยงไม่ให้แม่ตัวเองเห็นใบเกรดตัวเต็ม
นอกจากเรียนจบแล้ว เส้นทางการหนีเอาตัวรอดของเขาก็จบเหมือนกัน และในเมื่อทุกอย่างมาถึงทางตัน เขาก็มีแต่ต้องสารภาพความจริง
เอาล่ะ พวกเรามาเป็นสักขีพยานให้แก่การพังถล่มลงมาของสถาปัตยกรรมที่เรียกว่า 'คำโกหก' อันถูกต่อเติมมาตลอดระยะเวลาสี่ปีกันเถอะ!
“ซูซี่ลูกแม่…”
ในวันรับปริญญาของนักโกหก หญิงวัยกลางคนผู้เป็นมารดาได้หลั่งน้ำตาออกมา มิใช่เพราะยินดีกับความสำเร็จของบุตร แต่เพราะฝันที่เธอวาดไว้ว่าจะได้ถ่ายรูปกับเด็กสาวผู้งดงามได้พังทลายลง บุคคลตรงหน้าผู้เรียกเธอว่าแม่คือเด็กหนุ่มสวมแว่นหนาเตอะผมสั้นในชุดบัณฑิตชาย และยิ่งไปกว่านั้น วุฒิในใบปริญญาคือวิทยาศาสตรบัณฑิต มิใช่ศิลปศาสตรบัณฑิต
“ยอมรับความจริงเถอะแม่ ซูซี่ไม่ได้อยู่ตรงนี้ด้วยซ้ำ ผมคือแซม”
หากการที่บุตรแต่งตัวเป็นบุรุษเพศคือการขว้างแว่นตาเลนส์สีชมพูซึ่งผู้เป็นมารดามักสวมใส่เมื่อมองมายังเขาลงบนพื้น วาจานี้คงเป็นการเหยียบแว่นบนพื้นซ้ำจนขาแว่นบิดงอ เลนส์สีชมพูแตกละเอียด
“ขอโทษที่เป็นเด็กดื้อ นอกจากแอบเปลี่ยนมาเรียนวิทยาตามใจชอบแล้ว แซมก็ไม่เคยทำตามรูทีนอีกเลยหลังมาอยู่หอ”
เขาหลุบตาลง
“แล้วที่ทำเป็นเฉไฉตอนแม่ถามเรื่องหางานประจำเพราะจนถึงตอนนี้แซมไม่ได้คิดเรื่องทำงานเต็มเวลาเลย แซมกำลังเรียนปริญญาโทอยู่ เอาเงินที่แม่ให้มาซื้อเสื้อผ้านั่นแหละจ่ายค่าเทอม ถ้าไม่พอใจตอนจบโท แม่ไม่ต้องมาหาก็ได้ ขอแค่ยอมรับแซมที่เป็นแซมก็พอ สัญญาว่าจบโทแล้วจะรีบหางาน จะได้ช่วยพ่อแบ่งเบาค่ารักษาของพี่ซูซี่”
หัวของหญิงสาวตื้อไปหมด เธอไม่ได้รับรู้อะไรเลยนอกจากศศิชา ลูกสาวของเธอ ไม่ได้ยืนอยู่ตรงหน้า
ทางด้านบุตรชายก็ทำใจเผื่อกรณีที่แย่ที่สุดไว้เรียบร้อยแล้ว บางทีมารดาของเขาอาจจะกรีดร้องเพราะรับไม่ได้แล้ววิ่งออกไปขับรถกลับบ้านโดยทิ้งให้เขายืนรอบิดาผู้ไม่มีท่าทีว่าจะเดินทางมาถึงในเร็ว ๆ นี้ตามลำพัง โชคดีที่ทุกอย่างไม่ได้เลวร้ายขนาดนั้น เธอยอมอยู่รอผู้ปกครองอีกคนเพื่อถ่ายรูปด้วยกันสามคนก่อนจากไปโดยไร้คำกล่าวยินดีกับการสำเร็จการศึกษา
แย่จัง เหมือนว่าทุกอย่างจะไม่ได้ลงเอยด้วยดี ก็นั่นแหละน้า คำโกหกคือเวทมนตร์ แต่เวทมนตร์ก็มีราคาที่ต้องแลก หากไม่พร้อมจ่ายราคาที่ต้องแลกก็อย่าโกหกดีกว่านะ✨
.
.
.
อะไรนะ? คุณคิดว่านายสัจนิรันดร์คนนั้นไม่ได้โดนคำโกหกทับตายจริง ๆ งั้นเหรอ? อย่ามาตลกหน่อยเลยน่า หากคุณคิดว่าเขายังรอด ฉันจะตอกย้ำมันด้วยความจริงอีกข้อหนึ่ง เด็กคนนั้นมีชื่อเป็นคำสาป ชื่อของเขาหมายถึงความจริงอันเป็นนิรันดร์ แต่เด็กคนนั้นเป็นนักโกหก หากเขาไม่ตายเพราะถูกซากความเท็จทับ เขาก็ต้องตายเพราะคำสาปอยู่ดี
คุณ... จะเถียงว่าชื่อเขาหมายถึงประพจน์ที่มีค่าเป็นจริงเสมอ? โอเค ฉันไม่เถียง เพราะมันก็เขียนเอาไว้ในตอนก่อนหน้าจริง ๆ แต่คุณต้องเชื่อว่าเด็กคนนั้นถูกคำโกหกสังหารไปแล้วจริง ๆ นะ!
คุณยังไม่เชื่ออยู่เหมือนเดิมสินะ? ก็ได้ ๆ เห็นแก่ความแน่วแน่ของคุณ ฉันเฉลยก็ได้ว่าชีวิตเขาก็ไม่ได้จบไปพร้อมกับคำโกหกที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้ตัวเองหลุดพ้นจากการเป็นตัวตายตัวแทนของศศิชาไปตลอดกาล ชีวิตที่เป็นของเขาเองเพิ่งจะเริ่มหลังจากวันนั้นต่างหาก
"สวัสดีครับ"
เจ้าของดวงตาคู่งามอันถูกซ่อนอยู่ภายใต้เลนส์แว่นหนาหยิบมือถือที่แบตเตอรี่ใกล้จะหมดอยู่รอมร่อขึ้นมารับสายจากบุคคลนิรนาม
"แซม นี่แม่เอง แม่เปลี่ยนเบอร์ใหม่เพราะทำมือถือเครื่องเดิมหายตอนนั่งแท็กซี่กลับจากโรงพยาบาล"
"..."
"สุขสันต์วันเกิดนะ ปีนี้ก็บรรลุนิติภาวะแล้ว ขอให้แซมมีสุขภาพที่แข็งแรง อย่าหักโหมทำธีสิสจนล้มป่วยล่ะ"
ผู้เพิ่งกลายเป็นผู้ใหญ่นิ่งไปเนื่องจากได้ยินถ้อยคำอันไม่คาดคิดก่อนเผยรอยยิ้มบางออกมา
"แม่เพิ่งจะจำได้เหรอว่าตัวเองมีลูกชาย? ไม่ได้ประชดนะ แซมดีใจที่ในที่สุดตัวเองก็ได้กลับมาเป็นลูกชายของแม่สักที"
0 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบ