ตัวละครในตอนนี้
พี่แซมมาเยี่ยมผมที่บ้านในวันเดียวกันกับลัลณ์ลลิน
ต่างจากเด็กสาว เขาไม่ได้บอกผมล่วงหน้าว่าจะมาหา มีเพียงคำอธิบายตอนเขามายืนอยู่หน้าบ้านผมแล้วว่าความจริงตั้งใจจะมาหาพรุ่งนี้ อย่างไรก็ตามพรุ่งนี้เป็นวันศุกร์ซึ่งอาจมีการจราจรติดขัดจึงเปลี่ยนใจมาหาในวันนี้แทน
ผมถามว่าเขาตั้งใจจะเอาการบ้านมาให้ผมใช่หรือเปล่า แต่คำตอบคือการบ้านของผมอยู่กับแก้วตาซึ่งเป็นหัวหน้าห้องคนปัจจุบัน วันนี้เขาตั้งใจจะมาหาพี่ยุทธแล้วถือโอกาสนี้เยี่ยมไข้ผมเลยทีเดียว โชคไม่ดีที่พี่ยุทธดันออกไปทำงานตั้งแต่ก่อนหน้านี้ ทำให้พวกเขาคลาดกันอีกครั้ง
ผมลากเขาเข้ามาคุยในบ้าน ลัลณ์ลลินผู้นั่งอยู่ก่อนแล้วเงยหน้าจากมือถือขึ้นมามองพวกเราด้วยสีหน้างุนงง คงจะไม่คาดคิดเรื่องการปรากฏตัวของครูแซม อย่าว่าแต่เธอเลย ผมก็ไม่คาดคิดเหมือนกันนั่นแหละ
เธอยกมือไหว้พี่แซมล่ก ๆ ผู้เป็นครูประจำชั้นข้าง ๆ ผมหันไปรับไหว้ ก่อนมองหน้าผมสลับกับเด็กสาวและถาม
“เราสองคนคืนดีกันตั้งแต่เมื่อไร?”
“ฮะ คืนดี?”
ผมทำหน้างงใส่พี่แซม ลัลณ์ลลินนั่งนิ่งเงียบไม่พูดอะไร สายตามองไปอีกทางเหมือนตั้งใจเลี่ยงการตอบคำถาม
“พี่ถามอะไรออกมาเนี่ย ทำไมแม่ดอกลีลาวดีของผมมีปฏิกิริยาแบบนี้”
ผมแกล้งเรียกเพื่อนร่วมชั้นด้วยฉายาที่ตั้งให้แบบลวก ๆ เธอมีท่าทีเลิ่กลั่กก่อนส่ายหัวไปมา
“ครูแซมพูดเรื่องอะไรคะ หนูไม่รู้เรื่อง”
เด็กสาวผิวปาก ตอนนี้ผมเป็นฝ่ายมองเธอสลับกับครูแซมแทน
“สงสัยผมจะเข้าใจอะไรผิด”
พี่แซมแกล้งทำเป็นกระแอมไอก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าจริงจัง
“ลัลณ์ลลิน ผมขอถามเรื่องหนึ่งต่อหน้าโยธินได้ไหม? เรื่องที่เธอคุยกับครูกาญจน์แล้วไม่อยากให้ผมได้ยินเมื่อสัปดาห์ก่อนนี่เกี่ยวกับเขาหรือเปล่า?”
พี่แซมมองหน้าเพื่อนแต่ชี้นิ้วมาทางผม
“ค่ะ ครูแซมเข้าใจถูกแล้ว” เธอพยักหน้าตอบรับ “หนูขอให้ครูกาญจน์ทำอะไรบางอย่างกับสถานการณ์ของโย ส่วนสาเหตุที่ไม่อยากคุยต่อหน้าครูแซมเพราะวันนั้นหนูเห็นว่าครูแซมดูไม่สดใสเท่าไร หนูเดาว่าครูคงจะสะเทือนใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น ถ้าไปพูดชื่อโยให้ครูฟังซ้ำ ๆ มันเหมือนการเอาเกลือขัดไปแผล1น่ะค่ะ”
“หัวหน้าห้องบอกว่าเจอครูไปเยี่ยมโยที่โรงพยาบาลตอนวันเสาร์แล้วตอนนั้นสภาพครูไม่ได้ดีขึ้นจากเมื่อวันศุกร์เลย นั่นทำให้หนูยิ่งมั่นใจว่าคิดถูกแล้วที่ไม่คุยเรื่องของโยต่อหน้าครู”
เธออธิบายเสริม
“เธอก็เป็นห่วงผมจนใช่เหตุ ผมเป็นครูประจำชั้น หน้าที่ของผมคือรับผิดชอบชีวิตของนักเรียน ถ้าเป็นเรื่องของโยธินเธอควรจะปรึกษาผมก่อนกิ่งกาญจน์ด้วยซ้ำ”
น้ำเสียงนั้นแฝงความน้อยเนื้อต่ำใจ
“ครูแซมคะ คุณเป็นครูประจำชั้นก็จริง แต่คุณสอนตั้งกี่วิชา ผลแล็บที่ยังไม่ได้ตรวจก็กองเป็นภูเขา หากคุณล้มป่วยเพราะความเครียดขึ้นมาใครจะมาสอนแทนคุณ?”
ลัลณ์ลลินเริ่มเปลี่ยนสรรพนาม
“นี่คุณกำลังอนุมานว่าผมจัดการกับความเครียดของตัวเองไม่ได้เหรอ?”
“ถ้าจัดการได้ สภาพของครูแซมคงไม่เป็นแบบนั้นหรอกค่ะ”
ผมเข้าไปคั่นกลางระหว่างทั้งคู่ มือหนึ่งบีบมือของครูแซม อีกมือบีบไหล่ของเพื่อนร่วมห้องเบา ๆ และเอ่ยห้ามด้วยเสียงอันแผ่วเบาที่ยังเหลืออยู่ของผม
“พอได้แล้ว ทั้งสองคน”
โชคดี เสียงแผ่วเบาของผมส่งไปถึงทั้งคู่ เด็กสาวและครูประจำชั้นเงียบปากไป ผมจึงใช้โอกาสนี้แทรกบทสนทนาของพวกเขา
“ผมไม่อยากให้ทั้งคู่ทะเลาะกันเพราะผม แต่พี่แซม ลั่นทมพูดผิดตรงไหน แค่นี้พี่ก็มีเรื่องให้เครียดเยอะอยู่แล้ว หากมีเพิ่มอีกเรื่องพี่ต้องล้มป่วยแน่ ถ้าเป็นแบบนั้นแล้วใครจะดูแลพี่ซูซี่ ใครจะสอนแทนอีก”
ผมสัมผัสได้ว่ามือของพี่แซมกำลังสั่นอยู่
“โย นายรู้หรือเปล่าว่าเด็กกลุ่มที่โดนไล่ออกคือกลุ่มที่พี่เดาว่าเป็นตัวต้นเรื่องเมื่อตอนนั้นน่ะ”
คำพูดของครูประจำชั้นทำให้ผมขมวดคิ้ว
“อ๋อ หมายถึงวันที่ไปเยี่ยมพี่ซูซี่ใช่ไหม?”
ผมว่าผมพอจะนึกออกแล้ว ตอนนั้นพี่แซมพูดถึงแก๊งเด็กติดการพนัน
“อืม ครูกาญจน์บอกว่าพวกเขาเป็นกลุ่มที่ลงมือก่อเหตุทั้งครั้งนั้นและครั้งนี้” มหาบัณฑิตถอนหายใจ “พี่โคตรผิดหวังในตัวเองเลยว่ะโย พี่รู้อยู่แล้วว่าสุรกานต์เป็นเด็กมีปัญหาเพราะเคยไปเยี่ยมบ้านเขา แต่พี่แก้ปัญหาให้เขาไม่ได้จนเขาตัดสินใจทำกับนายแบบนี้”
“ครูแซมช่วยเล่าเรื่องเกียร์ให้ฟังหน่อยได้ไหมคะ? เจอเขาตอนขากลับจากโรงเรียนมาสองวันติดแล้ว หนูสงสัยว่าคนที่โดนไล่ออกมีเหตุผลอะไรให้ยังป้วนเปี้ยนอยู่แถวโรงเรียน”
ลัลณ์ลลินแทรกขึ้นมา
“เขาอาจจะแค่ใช้ชีวิตตามปกติของเขาเฉย ๆ บ้านเขาอยู่ไม่ห่างจากโรงเรียนมากน่ะ”
พี่แซมกล่าวพลางเกาจมูกของตน
“ส่วนเรื่องของเขา ผมคิดว่าผมไม่ควรเปิดเผยรายละเอียดมากไป คร่าว ๆ คือเขาติดหนี้พนันก้อนโตจึงต้องดิ้นรนเพื่อเอาเงินไปใช้หนี้ตรงนั้น นั่นน่าจะเป็นสาเหตุที่เขาเลือกลงมือกับโย”
ครูประจำชั้นคนหล่อเล่าเรื่องโดยสังเขปให้เพื่อนร่วมชั้นฟัง
“ครูกาญจน์บอกหนูมาว่าคนที่ประทุษร้ายโยจริง ๆ คือเพื่อนอีกสองคน ส่วนเกียร์ถูกขู่ให้ร่วมก่อเหตุ”
เพื่อนร่วมห้องยกอีกเรื่องขึ้นมาพูด
“เฮ้อ ผมอยากไม่ลงลึกเรื่องนี้เลย แต่ผมจำเป็นต้องอธิบายเพื่อความกระจ่าง สองคนที่ถูกไล่ออกไปพร้อมกับสุรกานต์คืออภิชาตกับเกรียงกมล เป็นคนชักนำให้สุรกานต์เดินไปในทางที่ผิด ถ้าสุรกานต์เลือกที่จะไม่เชื่อสองคนนั้น เขาจะไม่ติดหนี้ก้อนโตจนต้องมาร่วมก่อเหตุ”
พี่แซมพูด
“แต่เห็นว่าเหตุครั้งแรกที่โยเป็นลมในห้องน้ำเขาไม่เกี่ยวข้องนะคะ”
เธอแย้ง
“คุณรู้ได้ยังไง? ครูกาญจน์เล่าอีกแล้วเหรอ?”
คิ้วพี่แซมตอนนี้… บอกว่าขมวดกันเป็นปมยังดูน้อยไปด้วยซ้ำ
“ค่ะ ความจริงหนูเป็นคนขอให้ครูกาญจน์ไปเค้นเรื่องจากเขามาเองเพราะมีพยานไม่ประสงค์ออกนามบอกว่าเขามีอาการคล้ายเห็นภาพหลอนแล้วจู่ ๆ ก็พูดเหมือนกับว่าเขารู้เห็นเหตุอาชญากรรมในอาคารเรียนแต่ไม่ได้เป็นคนลงมือก่อเหตุ”
ผมเริ่มจะงงกับตัวละครในตอนนี้แล้ว ลัลณ์ลลินเคยบอกให้ผมระวังอดีตเพื่อนร่วมชั้นที่ชื่อการ์ฟิลด์และออกัสต์ ทว่าตอนนี้เหมือนเธอกำลังคุยกับพี่แซมเรื่องของสุรกานต์หรือชื่อเล่นคือเกียร์ ผมไม่เห็นจำได้ว่าเธอเคยเตือนให้ผมระวังเพื่อนคนดังกล่าว
“อาการคล้ายเห็นภาพหลอน? เหมือนสถานการณ์ของเขาจะแย่กว่าที่ผมคิดไว้อีกนะ แล้วครูกาญจน์ได้ความมาว่ายังไง ทำไมถึงตีว่าเขาไม่เกี่ยว”
พี่แซมดันแว่นขึ้น
“เกียร์บอกว่าเพื่อนซึ่งน่าจะหมายถึงการ์ฟิลด์กับออกัสต์เอานาฬิกาไปให้เขาลงขายออนไลน์ แล้วเขามารู้ทีหลังว่านาฬิกาเรือนที่ว่าเป็นของโยค่ะ”
เด็กสาวแจกแจง
“ผมว่ามันแปลก ๆ เขาไม่ได้เอะใจเลยหรือไงว่าเพื่อนเขาได้นาฬิกามาจากไหน”
“หนูก็สงสัยตรงนั้นค่ะ แต่พยานไม่ประสงค์ออกนามบอกว่าเสียงเขาตอนพูดว่าเขาไม่ได้เป็นคนลงมือมันดูไม่เหมือนคนโกหกน่ะค่ะ”
จบคำกล่าวของลัลณ์ลลิน ความเงียบก็เข้าปกคลุมระหว่างทั้งคู่
ฟังสองคนนี้คุยกันแล้วก็รู้สึกปวดหัวจี๊ด ๆ แม้ว่าจับคนที่ทำร้ายผมได้แล้ว แต่ก็ยังมีปริศนาที่หาคำตอบไม่ได้เหลืออยู่
ผมอยากปลอบใจพี่แซม แต่ไม่รู้ว่าควรพูดอย่างไร จึงบีบมือเขาให้แน่นกว่าเดิม
“กอดได้ไหม?”
ผมกระซิบขออนุญาตเพื่อนสาวหลังก่อนนี้เธอมีท่าทีไม่ชอบการที่ผมเข้าใกล้โดยไม่บอกกล่าว เธอพยักหน้าเงียบ ๆ ผมจึงใช้อีกแขนของผมโอบรอบคอของเธอ
“กลายเป็นว่าผู้ประสบภัยอย่างผมต้องมาปลอบเสียเอง แต่ถ้าไม่ทำแบบนี้พวกคุณก็จะโทษตัวเองกันไม่หยุด” ผมหลับตาลงและเอ่ยเบา ๆ “เรื่องที่ผ่านไปแล้วก็เก็บไว้เป็นบทเรียน สิ่งที่สำคัญกว่าคือตอนนี้ผมรู้สึกไม่เป็นอะไรแล้ว อย่าเป็นห่วงไปเลย”
“ทำไมถึงกล้าพูดว่าตัวเองไม่เป็นอะไรแล้วด้วยเสียงแบบนั้น”
พี่แซมจ้องหน้าผม
“หิวแล้วอะ ไปรับประทานอาหารเย็นกันเถอะครับเพื่อน ๆ พี่ ๆ”
ผมแกล้งพูดเปลี่ยนเรื่องพลางลากพี่แซมและลัลณ์ลลินไปที่ห้องอาหาร ทั้งสองคนส่งสายตาซึ่งผมอ่านความหมายไม่ออกให้กันก่อนจำใจเดินตามผมมา
เวลาอาหารเย็นผ่านไป ผมบอกกับครูประจำชั้นสุดหล่อว่าพรุ่งนี้จะกลับไปเรียนและเขาก็ไปฝ่ายกลับไปก่อน ส่วนลัลณ์ลลิน เธออยู่คุยด้วยอีกสักพักหนึ่งและบอกว่าจะทยอยเล่าเรื่องที่ยังไม่ได้คุยวันนี้ในแชต ข้างนอกเริ่มมืดแล้ว ผมอาสาจะไปส่งแต่เธอปฏิเสธ ผมจึงขอให้เธอส่งข้อความมาบอกหลังจากถึงที่พักแทน
0 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบ