"Is this the real life? Is this just fantasy?
Caught in a landslide, no escape from reality"
เสียงเพลงวง Queens ที่ผมตั้งเป็นนาฬิกาปลุกดังขึ้นเพื่อปลุกให้ผมตื่น
ผมนอนจ้องเพดานอยู่ครู่หนึ่ง แล้วหลับตาลงอีกครั้ง
"งืมมมมมมม...แปปนึง"
แน่นอนว่าคำนี้เคยถูกพูดไปแล้วตอนนาฬิกาดังรอบแรก และน่าจะรอบที่สองด้วย ก่อนจะมาเป็นเพลงนี้ ซึ่งเป็นสัญญาณสุดท้ายว่า จะเหลือเวลาออกจากห้องในอีก 5 นาที
"เอ้า ฮึบ!!!"
สุดท้ายผมก็ลากสังขารตัวเองออกจากเตียง ลุกเดินเข้าห้องน้ำด้วยสภาพที่สมองยังตามร่างกายมาไม่ทัน พอเดินมาที่กระจกมือซ้ายของผมก็เกาพุง ส่วนมือขวาเกาหลังหัว ส่วนแปรงสีฟันที่วางอยู่ในแก้วข้างอ่างล้างหน้าค่อย ๆ ขยับขึ้นเอง มันลอยมาอยู่ตรงหน้าผม ผมอ้าปากรับอย่างเคยชิน แปรงสีฟันขยับไปมาเอง ขณะที่เจ้าของปากยืนพิงอ่าง ตาปรือจนแทบปิดสนิท
การใช้ลมเพื่อขยับแปรงฟันอาจฟังดูสิ้นเปลืองสำหรับบางคน แต่สำหรับผม ถ้าพลังที่มีช่วยให้เช้าวันหนึ่งขยับมือน้อยลงได้สักสองนาที มันก็คุ้มแหละนะ ว่าแล้วผมก็ไม่ลืมที่จะจู้ด ๆ ในยามเช้า
หลังล้างหน้า เปลี่ยนเสื้อผ้า และตรวจดูจนแน่ใจว่าเสื้อยืดที่ใส่ไม่ได้กลับด้าน และตะเข็บเสื้อไม่ได้อยู่ข้างนอก ผมก็ ฟิ้ว~ กระโดดออกจากห้องผ่านหน้าต่างชั้น 4 ที่อยู่ใต้หลังคาของอาคาร จริง ๆ แล้วผมสามารถบินตรงไปยังตึกที่ผมทำงานได้เลยทันที แต่อย่าดีกว่า ทำแบบนั้นชีวีของข้าพเจ้าก็คงจะจืดชืดเยี่ยงน้ำเปล่าแย่
พอจอดลงที่พื้นหน้าหอ ผมเห็นป้าเจ้าของหอกำลังยืนรดน้ำต้นไม้อยู่เหมือนทุกเช้า สายน้ำเส้นเล็ก ๆ จากปลายนิ้วของแกไปยังบรรดากระถางที่เรียงเต็มกำแพง เธอคือ ป้าดา หรือ คุณสุดา แสงสุวรรณ (มั้ง...เห็นจากสลิปโอนเงิน) เจ้าของหอที่น่าเคารพที่ให้ผมจ่ายค่าเช่าได้แสนถูกในย่านนี้ เพราะหอป้าไม่มีลิฟต์ คนจะเช่าชั้น 4 มันก็เลยหายากมาก ๆ ถ้าไม่จน หรือประหยัดจริง ๆ ก็คงไม่อยากมาอยู่ที่ชั้นนี้แน่ ๆ
ผมเดินตรงไปที่ป้าดาแล้วทักทายด้วยความกระฉับกระเฉง “โย่วป้า... แอ๊ น้ำไหลเป็นเส้นเล็กเหมือนฉี่ผมเมื่อกี้เลย”
ป้าดาเมื่อได้ยินเสียงผมก็คิ้วขมวดขึ้นมา“โย่วบ้า โย่วบออะไร นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว ยังขยันทักได้อุบาทว์ไม่ซ้ำกันได้ทุกวันอีกนะ เจ้าพารินทร์”
ใช่แล้ว และสวัสดีครับคุณผู้อ่านทุกท่าน ผมชื่อพารินทร์ เป็นพนักงานบริษัทวัยหนุ่มที่ทำงานมาได้สักพักแล้ว ขอพักส่วนแนะนำตัวไว้เพียงเท่านี้ก่อน ส่วนรายละเอียดที่เหลือให้เป็นเรื่องของอนาคตแล้วกันนะ (ขนาดชื่อตัวละคร กว่าคนเขียนจะคิดได้ก็กำลังจะเริ่มเขียนตอนที่ 12 แล้ว)
ผมจับใบของต้นบีโกเนียแล้วลูบเล่นไปพลางสวนคำพูดกลับไปยังป้าดา “ธรรมดาน่าคุณสุดา แล้วก็เวลายังเหลืออยู่ถมเถ”
ป้าดาหยุดน้ำที่ปลายนิ้ว แล้วหันมาทางผม แกเลิกคิ้ว และยิ้มเยาะเล็กน้อย “เฮอะ! ไอ้ถมเถของเอ็งนี่มันกี่นาที”
ผมสวนกลับป้าดาทันที “ถ้าไม่ดูนาฬิกาก็ได้ทั้งวันครับ” ผมพูดพลางทำท่ายกนิ้วโป้ง และขยิบตาให้ป้าสุดา
"เฮ้อ..." ป้าดาส่ายหน้าแล้วหันกลับไปรดน้ำต้นไม้ต่อ
ผมหันหลังจากกำแพงหอพัก แล้วเดินไปสักสองสามก้าว ก่อนหันกลับมาเห็นต้นหน้าวัวใบที่ป้าดากำลังเติมน้ำใส่กระถางอีกรอบ ผมหันหน้าไปทางแก แล้วกล่าวเตือนเล็กน้อย “ป้า ระวังน้ำเยอะไปนะ เดี๋ยวรากเน่า”
ป้าดาสวนกลับทันทีด้วยสีหน้าเรียบเฉย “นี่เอ็งจะมาสอนคนปลูกต้นไม้มาสามสิบปีหรือไง ถ้าน้ำมันล้นป้าก็ดูดออกไปให้ต้นอื่นก็จบแล้ว”
จริงสิ พวกผู้ใช้น้ำสามารถทำอะไรแบบนั้นได้ด้วยนี่นา “อ๋อ เอ้อลืมไปเลย ป้าทำแบบนี้ได้ด้วยเนาะ”
“ไปทำงานเถอะ ถ้าแกตกงานมาจะแย่เอา ข้าไม่อยากทวงเงินใคร” ถึงป้าดาตอบแบบส่ง ๆ เหมือนปัดรำคาญผมเข้าใจ และขอบคุณในความหวังดีของแก แต่จะเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่า ใครจะไปรู้ล่ะเนอะ ผมไม่ใช่ป้าดาซะหน่อย
ผมหันไปเห็นต้นมะนาวใบมันดูลีบ ๆ พิกล “รับทราบครับ... ว่าแต่ต้นนี้ดูเฉา ๆ แฮะ.... อย่าลืมเอาเอ็มร้อยให้ต้นนี้ด้วยนะป้า” พูดเสร็จผมก็ทำลูกบอลลมเล็ก ๆ ไว้ใต้รองเท้าทำหน้าที่คล้าย ๆ กับสปริงเพื่อทำให้เป็นวิ่งพุ่งตัวได้เร็ว แล้วก็มุ่งหน้าสู่จุดหมายต่อไป...
ร้านข้าวเจ้าประจำอยู่ห่างจากหอไม่กี่นาที ลุงเจ้าของร้านเห็นหน้าผมก็หันไปหยิบกล่องโดยไม่ต้องถาม เขาเป็นผู้ชายวัย 50 ปลาย ๆ กำลังยืนขายกับข้าวกล่องอยู่ และผมไม่เคยถามชื่อเขาสักที “เหมือนเดิม?” ลุงพูดไปด้วยความสงสัย และมีความหวังว่าผมจะเลือกกินเมนูอื่นในร้านของแกบ้าง
“เยส” ผมยิ้มแล้วพยักหน้า
“นี่มันก็จะเดือนนึงแล้วนะ กินแต่ข้าวแกงพะแนงร้านของข้าเหมือนเดิมทุกวันนี่ไม่เบื่อหรือไง”
ผมยืนคิดสักพัก “ก็เบื่อครับ”
ลุงขมวดคิ้วเล็กน้อย “อ้าว แล้วทำไมเอ็งยังกินอยู่อีก”
“เอ๋า ก็ร้านอื่นมันบ่แซบนี่ลุง” ผมพูดพลางหยิบโทรศัพท์มาแสกนจ่ายเงิน
“ไอ้นี่มันพูดดี แต่พูดแบบนี้ไปข้าก็ไม่ลดราคาให้เอ็งหรอกนะ” ลุงพูดกันท่าไว้ก่อน ด้วยความระแวงว่าผมจะขอใช้สิทธิ์ลูกค้าประจำขอลดราคา
ผมแสกนจ่ายเงินเรียบร้อย แล้วก็หันไปทางลุง "แหม ถูกขนาดนี้ใครมันจะไปต่อราคาลงมาอีก...(หรือมันมีวะ)" ผมล่ะสงสัยจริงๆว่าใครมันจะอยากต่อราคาร้านอาหารกล่องละ 30 บาทอีก พูดเสร็จผมรับถุงข้าวกล่องมาแล้วเดินต่อ
พอออกตัวไปได้สักพัก ทันใดนั้นเองก็มีเสียง ตูม! ดังขึ้นจากอีกฝั่งของถนน
แรงสะเทือนมาถึงตัวผมนิดหน่อย สิ่งที่ผมทำต่อคือ เพิ่มแรงถีบของลมใต้เท้า เพื่อหนีออกจากที่นี่ให้ไวที่สุด ผมได้ยินใครสักคนตะโกนแว่ว ๆ ว่า "เตาแตก ๆ " เท่านั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับข้อมูลที่ผมต้องรู้ในตอนนี้ เดี๋ยวจะไม่ทันเข้างานเอา
พอถึงที่โต๊ะทำงาน ผมก็นึกได้ว่าตัวเองถือข้าวเช้าอยู่ตลอดทางนี่นา สภาพจะเป็นยังไงบ้างล่ะเนี่ย ผมวางถุงลงบนโต๊ะแล้วค่อย ๆ ดึงกล่องออกมา กับข้าวทั้งหมดไหลไปกองอยู่ด้านเดียว เหมือนแบ่งครึ่งระหว่างความว่างเปล่า กับข้าวผสมน้ำแกงพะแนง น้ำแกงซึมออกมาตรงขอบฝากล่องเล็กน้อย
ผมมองมันเงียบ ๆ แล้วยิ้มเล็กน้อย “หู้ว...ยังรอดแฮะ” ผมโพล่งคำนี้ออกมาด้วยความโล่งอก
“อะไรรอด?” สุกรตาโตโผล่หน้ามาจากโต๊ะข้าง ๆ สุกรไม่ใช่ฉายา แต่เป็นชื่อของมันจริง ๆ ถึงอย่างนั้น ร่างกายของมันก็ต่างจาก สุกร ที่เป็นสัตว์อยู่มาก ตัวสูงกว่าผมเล็กน้อย มีกล้ามนิดหน่อย โดยรวมก็ดูสมส่วนล่ะนะ อาจจะค่อนไปทางผอมนิดหน่อย
“ข้าวน่ะ ดูดิ” ผมตอบกลับ พร้อมยื่นกล่องข้าวให้สุกรดู
“ปัดโถ่ นึกว่าชีวิตซะอีก” สุกรพูดอย่างผิดหวัง ถึงชื่อจะเป็นสุกร แต่บางทีปากมันก็จอบ้างในบางเวลา
“ถ้าชีวิตไม่รอด พวกแกจะเห็นฉันมานั่งง่าวในที่ทำงานวันนี้เรอะ” ผมขึ้นเสียงใส่สุกรเล็กน้อย หงุดหงิดเล่น ๆ เผื่อมันจะรู้สึกสลดบ้าง แต่ดูเหมือนมันจะไม่ยี่หระกับคำพูดผมเท่าไหร่นัก เฮ้อ ช่างน่าน้อยใจเสียจริง
อนิตาที่นั่งข้างสุกรทักถาม “เมื่อกี้นายวิ่งมาหรือเปล่า เหงื่อซกเชียว”
“อ๋อ ก็มันมีอะไรระเบิดข้างทางล่ะนะ ฉันก็เลยวิ่งมา” ผมเล่าเหตุการณ์พอสังเขปให้ทั้งคู่ฟัง
สุกรเลิกคิ้ว “เป็นผู้ใช้ลมทั้งทีไม่พุ่งหนีมาเลยล่ะ จะเสียแรงวิ่งทำไม”
“เออนั่นสิ ลืมไปซะสนิทเลย” สองคนนั้นหัวเราะพร้อมกัน ผมเถียงไม่ออกเลย ก็มันจริงนี่ ผมลืมไปว่าสามารถใช้ลมดันหลังกับเท้าตัวเองเพื่อที่ผมจะได้ไม่ต้องวิ่ง แต่ผมก็มีเหตุผลที่วิ่งนะ เพื่อสุขภาพยังไงล่ะ อย่างที่กระทรวงสาธารณสุขว่า ยิ่งขยับยิ่งสุขภาพดี เป็นไงล่ะ เหตุผลดีใช่มั้ยล่ะ
ฟื้ด ๆ อนิตาทำท่าดมกลิ่นแล้วลุกขึ้นเดินมาทางผม "พวกนายได้กลิ่นเหล็ก ๆ ป่ะ"
ผมหันซ้ายขวาตรวจดูเสื้อผ้าตัวเอง เพราะกลิ่นมันใกล้มาก "อืม จริงแฮะ มาจากไหนหว่า"
อนิตาเดินไปดมไปตามกลิ่น มาทางผมพร้อมหยิบเศษที่น่าสงสัยมาให้ผมดู "นี่ไง ต้นตออยู่ที่หลังแก"
ผมรับวัตถุที่น่าสงสัยจากอนิตา แล้วไม่รู้ว่ามันคืออะไร "อืม สุกร อันนี้คืออะไรอ่ะ" ผมหันไปถามสุกร เพราะเขาเป็นผู้ใช้ดิน น่าจะพอระบุชนิดของวัตถุแข็ง ๆ ชิ้นนี้ได้
"ไหน อะไร" สุกรหยิบไปดู ดม แล้วก็เอาลิ้นแตะวัตถุชิ้นนั้น "ดินปืนนี่ แต่มีกลิ่นอะไรไม่รู้แทงจมูกนอกจากดินปืนนะ พารินทร์ลองดมเองดู"
ผมก็หยิบมาดมตามคำแนะนำของสุกร "มีเทน..." ผมพูดให้เพื่อนทั้งสองฟัง พอสิ้นสงสัยแล้ว เราทั้ง 3 คนก็กลับไปทำงานของตัวเองต่อ
0 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบ