“สรุปก็คือ ผู้หญิงที่ลากนายไปไม่ใช่ผู้หญิงที่นายเจอเมื่อวาน”
“แม่น”
“แต่เป็นตำรวจ”
“เยส”
“แล้วตำรวจคนนี้กำลังตามผู้หญิงที่นายเจอเมื่อวานอยู่”
“เอ็กแซ็กลี่ (Exactly)”
อนิตาหันไปมองไอรดาที่นั่งอยู่บนโซฟา
“เรื่องยุ่งกว่าที่คิดอีกแฮะ”
“ฉันก็ว่างั้น”
หลังจากกลับขึ้นมาบนห้อง ผมเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้อนิตาฟัง แล้วแนะนำทั้งสองคนให้รู้จักกัน
ติ๊ง!
เสียงแจ้งเตือนดังจากโทรศัพท์อนิตา
เธอก้มลงมองหน้าจอ
“สุกร”
นิ้วทั้งสองเริ่มพิมพ์ตอบอย่างรวดเร็ว
ระหว่างนั้นผมลุกไปเปิดตู้เย็น หยิบขนมที่เหลืออยู่ออกมาวางกองบนโต๊ะ
ซื้อมาเยอะก็ดีตรงนี้แหละ
อนิตาพิมพ์ต่ออีกพักหนึ่ง ก่อนวางโทรศัพท์ลง
“สุกรมีเรื่องอยากให้ช่วยน่ะ ฉันเลยบอกให้มาที่นี่ จะได้ช่วยกันคิด”
“โอเค”
ผมแกะถุงขนม
“ช่วงนี้ก็รอไปก่อนแล้วกัน”
ประมาณห้านาทีต่อมา
ติ๊ง!
“สุกรมาถึงแล้วนะ รออยู่ข้างล่าง”
“โอเค เดี๋ยวลงไปรับให้”
ผมลงลิฟต์มายังชั้นล่าง
สุกรยืนอยู่ตรงประตูทางเข้า
แต่วันนี้สีหน้ามันไม่เหมือนปกติ
คิ้วขมวดแน่นจนผมแทบไม่เคยเห็น
ถ้าไม่เครียดจริง หมอนี่คงไม่ทำหน้าแบบนี้แน่
“เฮ้ย เป็นไรวะ”
“ขึ้นไปก่อน”
ผมไม่ได้ถามต่อ พามันขึ้นลิฟต์กลับมาที่ห้อง
ทันทีที่เปิดประตู—
สุกรหยุดกึก
ดวงตาเบิกโพลงราวกับเห็นผี
“คะ...คะ...คะ...คุณตำรวจครับ!”
ไอรดาหันมา
“คะ...คือ...นะ...นี่ ปะ...ปะ...เป็นสมุดประจำตัว ขะ...ของคุณหรือเปล่าครับ”
สุกรยื่นของในมือออกไป
เหงื่อแตกพลั่ก
ผมหันมองมัน
ถ้าไม่รู้จักกันมาก่อน ผมคงคิดว่ามันเป็นคนขโมยมาเอง
ไอรดาเบิกตากว้าง ก่อนรีบเดินเข้ามารับ
“ของฉันนี่ !”
เธอกอดสมุดเอาไว้แน่น สีหน้าดีใจอย่างเห็นได้ชัด ก่อนคว้ามือสุกรมาจับด้วยสองมือ
“ขอบคุณมาก! ฉันหาอยู่ตั้งนาน นึกว่าหายไปแล้วจริง ๆ ขอบคุณ ขอบคุณ ขอบคุณมาก”
“อะ...อ๋อ ครับ พอดีว่าวันก่อนเจอตกอยู่แถวตลาดนัดรถไฟน่ะครับ แล้วก็วันนี้ไปเจอคุณอยู่กับผู้ชายในซอยแคบ ๆ แต่ผมดันลืมเอาสมุดนั้นมาด้วย พอกลับไปเอาสมุดแล้วคุณก็หายไปจากซอยนั้นแล้วครับ”
สีหน้าสุกรค่อย ๆ คลายลง พูดรัวน้ำไหลไฟดับเลย
ความกลัวเมื่อครู่หายไป
แต่หน้ามันเริ่มแดงขึ้นมาแทน
อ้อ
มันเปลี่ยนเป็นเขินแล้ว ตำรวจคนนี้ช่างแพรวพราว
พอทุกคนนั่งเรียบร้อย ผมจึงแนะนำไอรดาให้สุกรรู้จัก สรุปว่าเงาปริศนาคนนั้นคือสุกรนั่นเอง
และเมื่อเห็นว่าตำรวจคนนี้เป็นของจริง แถมดูเป็นมิตรกับเพื่อนผมดี ผมจึงหยิบสมุดของตัวเองกับกระดาษที่เคยได้รับจากลินินออกมาวางบนโต๊ะ
ผมไล่อัปเดตข้อมูลที่มีให้ไอรดาฟัง
เธออ่านอยู่พักหนึ่ง ก่อนคิ้วจะค่อย ๆ ขมวด
“ตรงนี้ผิดนะ”
“ไหน”
เธอชี้ข้อมูลเกี่ยวกับพี่ชายทั้งสี่คน
“นิสัยกับหน้าที่พวกนี้ผิดหมดเลย”
“หมดเลย?”
“เท่าที่ฉันตรวจสอบมา พี่ชายทั้งสี่คนเป็นมิตรกันมาก ส่วนหน้าที่ไม่ชัดเจน เพราะทุกคนทำได้ทุกหน้าที่ เพียงแต่รับผิดชอบกันคนละเขตเฉย ๆ น่ะ”
ไอรดาเลื่อนนิ้วไปตามข้อความ
“ฉันเคยตามข้อมูลจากลูกน้องเก่าหลายคนที่ลาออกจากบริษัทไปแล้ว ทุกคนพูดถึงพวกเขาในทางที่ดีมาก บางคนถึงกับเรียกสี่คนนี้ว่าดรีมทีมด้วยซ้ำ”
ผมมองกระดาษตรงหน้า
ข้อมูลนี้ลินินเป็นคนเขียนเอง
“งั้นในนี้ใช้ได้แค่ชื่อสินะ”
“ประมาณนั้น”
ผมหยิบปากกาขึ้นมา
ขีด
ขีด
ข้อมูลส่วนที่ใช้ไม่ได้ถูกฆ่าทิ้งไปทีละบรรทัด
เหลือไว้เพียงชื่อ
ไอรดาถอนหายใจ
“จริง ๆ ฉันกำลังคิดอยู่เลยว่าถ้าไม่มีสมุดประจำตัวแล้วจะสืบต่อยังไงดี พอได้คืนมา ชีวิตง่ายขึ้นเยอะ”
เธอลูบสมุดในมือเบา ๆ
“พรุ่งนี้ฉันจะไปที่โรงงาน เผื่อได้ข้อมูลอะไรเพิ่มเติม”
“พวกเราไปด้วยไหม”
“ไม่ต้อง”
ไอรดาส่ายหน้า
“เดี๋ยวฉันส่งข้อความมาบอกแทน ถือว่าเป็นการจับทีมกันชั่วคราวแล้วกันนะ”
ทุกคนพยักหน้า
สุกรหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
“งั้นสร้างกลุ่มเลย”
ไม่กี่วินาทีต่อมา กลุ่มใหม่ก็ปรากฏขึ้นบนหน้าจอผม
กลุ่มสืบลับคดีระเบิดตู้ม
อนิตาส่ายหัวทันที
“ใครมันจะไปตั้งชื่อตรง ๆ แบบนั้นล่ะ ถ้าโดนยึดโทรศัพท์ขึ้นมาโดนสับเละแน่”
“แล้วอยากได้ชื่อแบบไหนล่ะ”
“นี่เลย”
ชื่อกลุ่มเปลี่ยน
สืบเฉพาะกิจ
สุกรส่ายหัว
“มันยิ่งกว่าเดิมอีกไม่ใช่เหรอวะ ไม่ไหว ๆ พารินท์จัดดิ๊”
“ได้”
ผมรับหน้าที่ด้วยความเต็มใจ
นิ้วกดลงบนหน้าจอ
สืบพันธุ์
“ไม่ได้โว้ย!”
สามเสียงตะโกนอัดหน้าผมพร้อมกัน
อนิตามองผมอย่างนับถือ
“การตั้งชื่อที่ทั้งเสี่ยงและอุบาทแบบนี้คงมีแต่นายเท่านั้นแหละนะที่ทำได้ ฉันล่ะนับถือนายจริง ๆ”
“ขอบคุณ”
“ไม่ได้ชม!”
ไอรดาส่ายหัว
“มานี่ ฉันจัดการเอง”
ชื่อกลุ่มเปลี่ยนอีกครั้ง
กลุ่มเที่ยว เอราวัน 2026
ผม อนิตา และสุกรจ้องหน้าจอ
เออว่ะ
แค่ตั้งชื่อเหมือนกลุ่มเที่ยวก็จบแล้วนี่หว่า
ไอรดาหัวเราะเบา ๆ
“พวกเธอนี่แปลกดีนะ”
เธอลุกขึ้น
“เอาล่ะ ฉันต้องไปแล้ว ไว้เจอกันนะทุกคน”
ไอรดาเดินไปทางประตู
ปิ้ก!
“โอ๊ย!”
เธอยกมือลูบหลังคอ
“เป็นอะไรไหม”
อนิตาถาม
“น่าจะยุงนะ”
ไอรดาลูบอีกสองสามครั้ง
“อย่าลืมปิดหน้าต่างให้แน่นละกัน”
“ได้เลย ฝันดีนะ”
ไอรดาโบกมือแล้วเดินออกจากห้อง
หลังจากนั้นพวกเราสามคนยังนั่งคุยกันต่ออีกพักหนึ่ง
ผมนึกบางอย่างขึ้นมาได้
“อนิตา”
“หืม”
“ตอนอยู่ข้างล่างคุยอะไรกับพนักงานต้อนรับเหรอ”
“ก็เรื่องที่พักนี่แหละ ตอนฉันไปถาม ป้ายประกาศยังไม่ถูกตั้งเลย”
อนิตาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา
“แล้วฉันก็ถามเล่น ๆ ให้ไม่เสียเที่ยวว่า ลูกค้าที่จองวันเดียวแบบฉันมีเยอะไหม พนักงานบอกว่ายังดีที่ไม่เยอะเท่าไหร่ ถ้าเยอะกว่านี้โรงแรมคงเสียเยอะกว่านี้แน่ ๆ”
สุกรทำหน้างง
“ประกาศอะไร?”
อนิตาเปิดรูปป้ายที่ถ่ายเอาไว้ให้มันดู
สุกรอ่านจนจบ
จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นช้า ๆ
“อย่างนี้ก็ไม่ต้องไปพักที่บ้านพี่แล้วหรอน้อง”
มันทำหน้าเศร้าเกินจริง
“โห่น้อง ทำไมทำกับพี่อย่างนี้”
“ใครเป็นน้องแก”
“เอาล่ะ ๆ”
ผมตัดบท
“วันนี้หมดเรื่องคุยแล้ว แยกย้ายกันได้แล้ว ฉันง่วงละ อยากนอน”
สองคนนั้นหยุดกัดกันแล้วลุกขึ้น
“เออ ๆ”
“เจอกันพรุ่งนี้”
ผมเดินไปเปิดประตูให้
เมื่ออนิตากับสุกรออกไปแล้ว ผมก็ปิดประตู กลับมานั่งลงบนโซฟา
ผมยกมือขึ้นเล็กน้อย
กระแสลมบาง ๆ ค่อย ๆ รวมตัวเหนือฝ่ามือ ก่อนจะก่อตัวเป็นหูฟัง In-ear ขนาดเล็กคู่หนึ่ง
ใส
โปร่งจนแทบมองทะลุผ่านได้
ผมหยิบมันขึ้นมาเสียบเข้าหูทั้งสองข้าง
เสียงรอบตัวเบาลงเล็กน้อย
ไม่นานเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นมา
ไอรดา: ว่าไงสมาน โทรมามีอะไร
สมาน: ได้ข่าวว่าแกไปพักร้อนที่เมืองนั้นพอดี เลยโทรมาถามว่าเป็นไงบ้าง
ไอรดา: ก็ดีนะ เป็นจังหวะที่ฉันมาถึงแล้วหนึ่งวันน่ะ เลยไม่ต้องรออยู่หน้าเมือง หรือตีรถกลับบ้าน
สมาน: โอเค ถ้าเธอสบายดี ก็ดีแล้วล่ะ แค่นี้นะ
ไอรดา: จ้า คุณเพื่อน
เสียงสนทนาสิ้นสุดลง
ผมยังคงนั่งอยู่ที่เดิม โดยมีหูฟังใสเสียบคาอยู่ในหู
“เฮ้อ...”
ทำไมถึงไม่ทำแบบนี้กับลินินบ้างนะ
0 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบ