ไว้ผมจะลองปรับครับ ที่ผมเขียนแบบนี้เป็นระบบเขียนโบราณ ที่ไม่มีโหนดแยกข้อมูล เลยกำลังวางแผนอยู่ว่าจะแก้อย่างไรครับ


นานมาแล้ว ก่อนจะมีการเริ่มต้นของจักรวาล พลังงานต่างมิติ ได้ล้นออกมาจนก่อกำเนิดพลังงานใหม่
Aveanda Gerioustron
เอเวียนดา (Aveanda) ผู้ควบคุมพื้นฐานของระบบพลังงาน สสาร ชีวภาพ เวลา .....เธอได้หายตัวไปตั้งแต่สามร้อยล้านปีก่อน จนปัจจุบันได้ทิ้งร่องรอยไว้เพียงแค่อาวุธของเธอไม่กี่ชิ้นในเอกภพอิมพิเรซิส
เอเวียนดา เกิดขึ้นจากพลังงานหลากมิติที่ประกอบไปด้วยสเปกตรัม 7 แสง และอนุภาคมูลฐานของสสาร ที่ได้รวมตัวกันจาก ตำแหน่ง 0 สัมบูรณ์ และขยายวงจรออกไปเป็นร่างกายของเธอก่อนกำเนิดอดีตเอกภพไนโครไตรกว่าสามแสนล้านๆ Quator กลายเป็นร่างเองในตอนนั้น
จนเวลาผ่านล่วงเลยไป เธอได้พบกับบุคคลที่เกิดมาในสภาวะเช่นเดียวกับเธอ นั่นคือเดมอร์ (Demors) พวกเขามีความคิดใหม่หลังจากคิดริเริ่มทำสิ่งต่างๆมามากมาย พวกเขาตั้งใจจะสร้างสรรค์โลกขึ้นเพื่อเรียนรู้อะไรใหม่ๆนอกจากสิ่งที่พวกเขาเป็นอยู่ในตอนนี้ จึงสร้างสสาร พลังงาน ชีวภาพและทุกสิ่งทุกอย่างให้เกิดขึ้น มันเป็นเอกภพที่สร้างขึ้นแบบไร้กฎเกณฑ์ เธอใช้การผสมพลังงานและสสารด้วยกลศาสตร์ จุดระเบิดพลังงานครั้งใหญ่สร้างเอกภพขึ้นมาทดลองระบบครั้งแรกในนามว่า “เอกภพไตรคอร์เทียร์” (Nicortyr) . หรือที่เรียกกันในภาษาเราว่าไนโครไตร์ เป็นเอกภพที่มีประสิทธิภาพด้านพลังงานและสสารมากที่สุดครั้งแรก
จากนั้นกว่าหลายล้านปีก็มีการส่งตัวแทนไปทดลองสร้างหลายๆเอกภพขึ้นอีกเพื่อวิเคราะห์ความเปลี่ยนแปลงต่างๆของแต่ละเอกภพ
หลายพันล้านปีผ่านไป
เหตุการณ์หลังจากสิ่งมีชีวิตมากมายที่เอเวียนดาคิดค้นขึ้นได้พัฒนาเกินขีดจำกัดด้านความรู้ความสามารถการปกครองและทรัพยากร ทำให้เกิดการขยายพื้นที่และอาณานิคมมากมายอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากทรัพยากรทั่วไปและพื้นที่อาศัยเริ่มไม่เพียงพอต่อสิ่งที่ชีวิตที่มีแต่การเกิด ไม่มีวันตาย จำนวนที่มากขึ้นตลอดเวลา ทำให้เอกภพ ไม่มีพื้นที่เพียงพอที่จะอยู่อาศัยตามความคิดของพวกเขา โดยกลุ่มพันธมิตร Law Destroyer หรือผู้พิฆาตปรากฏการณ์ เป็นผู้ริเริ่มการทำสงครามขึ้นมาด้วยเทคโนโลยีควบคุมสิ่งมีชีวิต และสกตจิตให้ศัตรูมอบอาณาเขตและดวงดาวให้ พร้อมกับส่งสิ่งมีชีวิตที่สกตจิตมาเป็นพรรคพวกของมัน จนมีเหตุการณ์แย่งชิงพื้นที่และดวงดาวกันบ่อยครั้ง... นั่นเพราะพวกเขาไม่สามารถสร้างทรัพยากรเองได้อย่างครีเอเตอร์ กลายเป็นการต่อสู้แบบกดดัน สงครามประสาท โจมตีจิตใจ แก้แค้นกันจนวุ่นวายไม่หยุดไม่หย่อน ทำให้เดมอร์ตกลงกับเอเวียนดาว่าจำเป็นต้องสร้างเครื่องควบคุมอายุที่ใช้บังคับกลุ่ม Law Destroyer ขึ้นมา เพราะคิดว่าหากวุ่นวายไปกว่านี้แล้วทำอะไรไม่ได้มันจะอันตรายเปล่าๆ
หลังจากที่มีการสร้างเครื่องจักรบางอย่างขึ้นชิ้นแรก ทำให้ Law Destroyer ทราบสภาครีเอเตอร์เป็นผู้กำหนดทรัพยากรในเอกภพนี้ และ Law Destroyer ต้องการที่จะครอบครองมัน เพื่อใช้ควบคุมอำนาจผูกขาดทรัพยากรณ์ของเผ่าพันธุ์อื่นๆ
สิ่งที่เดมอร์พยายามสร้างขึ้นมาเพื่อเป็นการควบคุมสิ่งมีชีวิตชิ้นแรกนั่นคือ อาวุธพิฆาตจักรวาล ไตรคัซซาล // เครื่องควบคุมความตาย (Weapon of the Dead : Tyrcasxal) เพื่อควบคุมความเป็นอยู่ตายของสิ่งมีชีวิตในเอกภพให้มีเกิดและดับตามอายุขัยได้ ซึ่งในยุคนั้น ทุกสิ่งมีชีวิตล้วนเป็นอมตะอายุไม่มีวันจบสิ้น ไตรคัซซาล ได้ถูกยิงครั้งแรกเพื่อปล่อยอำนาจการสูญเสียพลังชีวิต ตัดวงจรไร้ขีดจำกัดกับทุกสิ่งมีชีวิตในเอกภพที่พวกเขาสร้างขึ้นจนทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไป อมตะ มันเป็นแค่เพียงคำจำกัดความเท่านั้น
(Tyrcasxal เป็นเครื่องจักรร้ายแรงชิ้นแรกของจักรวาล ที่นับว่าเป็น Kill machine ปัจจุบันถือว่าเป็นอาวุธที่ร้ายแรงที่สุดในตรรกภพ และหลายๆฝ่ายต้องการครอบครองมัน)
หลังจากกลุ่ม Law Destroyer รู้สึกว่าพวกเขาผิดปกติ ที่หลับอย่างไม่มีวันฟื้นขึ้นมา ผลกระทบที่เกิดเริ่มขยายวงกว้าง “อะไรที่ทำลายพวกเรากันแน่” พวกเขาจึงไม่พอใจอย่างมาก พวกเขาได้เพิ่มกำลังรบจากเผ่าพันธุ์อื่นๆ ที่เห็นพ้องกันหลังจากมีจำนวนการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น พวกเขาเพียงแต่ปาสิ่งของใส่กันก็อาจจะตายได้ จึงรวบรวมกำลังเข้าโจมตีสภาครีเอเตอร์ด้วยวิธีการเดียวกันกับที่ตนเองได้รับอย่างรุนแรงจนกลายเป็นสงครามที่เกินจะควบคุมได้ในเอกภพ เดมอร์จึงได้ปรับเปลี่ยนการทำงานของไตรคัซซาลเป็นอาวุธเพื่อการประหารอย่างจริงจัง อานุภาพอันไร้ขีดจำกัดของมันรุนแรงมหาศาล เขาใช้มันกวาดล้างกองทัพ Law Destroyer ไปหลายต่อหลายครั้งจนมีการประกาศสงครามชิงอาวุธร้ายแรงชิ้นนี้ เพื่อจะแก้ไขให้ชีวิตของพวกเขากลับมาเป็นปกติ และมีทุกสิ่งที่พวกเขาพึงพอใจอย่างที่เคยมีกันมา
เอเวียนดาพยายามจัดการกับปัญหาสงครามครั้งนี้กับเดมอร์ในฐานะผู้สร้างเอกภพนี้ขึ้นมา เธอได้พยายามสร้างเครื่องจักรนิรันด์ควบคุมกฎขึ้นมา 5 แห่งในชื่อว่า ชุดปราการเอกภพ (Universal Citadel) โดยมี ปราการเกเรีอัสตรอน (Gerioustrone) เป็นปราการหลัก ตามตระกูลของเธอ และสร้างกุญแจควบคุมปราการขนาดใหญ่ขึ้นมา 5 ชิ้น กุญแจนั่นมันกลายเป็นอาวุธที่ควบคุมการทำงานของระบบพื้นฐานที่จะรวบรวมสสาร พลังงาน ชีวภาพ และเวลาเข้าไว้ด้วยกันได้ และกุญแจแต่ละดอก จะสามารถรีเซตเอกภพที่สร้างขึ้นภายใต้ปราการของกุญแจดอกนั้นด้วย เธอได้นำสิ่งที่เธอสร้างมาใช้ในการจัดการวางกฎตรรกะของเอกภพในโครไตร์ ทำให้กลุ่ม Law Destroyer ถูกปรับระบบควบคุมจินตภาพ ความคิด และอื่นๆมากมาย และเป็นกฏการปกครองชั่วระยะเวลาหนึ่ง
แต่ด้วยเดิม เอกภพไม่ได้ถูกสร้างมาให้มีกฎควบคุมการปกครองอะไรมากแบบนี้ ทำให้กลุ่ม Law Destroyer พยายามแหกกฎของตรรกะปราการเอกภพทั้ง 5 ทุกวิถีทางที่พวกเขามี โดยใช้ความสามารถที่ไม่ได้ถูกจำกัดขึ้นมาต่อสู้ จนในที่สุด พวกเขาก็ลบล้างกฏหมายพื้นฐานได้สำเร็จ แม้แต่กฏสัมพัธภาพพวกเขาก็ล้มล้างมันได้อย่างน่าแปลกใจ จนมีอำนาจเหนือระดับสสาร พลังงาน และเวลา เมื่อพวกมันทำได้สำเร็จ มันก็เริ่มจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวข้องกับสภาครีเอเตอร์จนมันเริ่มกลายเป็นหายนะ และพวกเขาเริ่มรู้จักการฆ่า เริ่มรู้จักทรมาน กลายเป็นด้านลบในจิตใจของพวกเขา
เดมอร์เห็นท่าไม่ดีแล้วและต้องใช้ไม้แข็งกว่านี้เข้าจัดการกับกุล่ม Law Destroyer เขาจึงได้กรีดเลือดของตัวเองสร้างอาวุธที่นับเป็นอาวุธจริงๆขึ้นมา และเรียกมันว่า เครื่องประหาร เขาสร้างได้ขึ้นมาช่วยสนับสนุนการต่อสู้ของเอเวียนดาและสภาครีเอเตอร์รวมทั้งหมด 2 อย่าง นั่นคือ ครีนเซส (Kriexes) หรือเทพมรณะกระสุนโลหิต และหอกสีแดงเลือดที่มาจากกระดูกของเขาซึ่งมันมีชื่อว่า ไดรแกร์ดอน (Dyrgradon)
(ครีนเซส Kriexes นับเป็นอาวุธจริงชิ้นแรกของเอกภพที่มีจุดประสงค์สร้างมาเพื่อฆ่าหรือทำลายทิ้งโดยเฉพาะ และถูกเรียกว่า ไลฟ์แบลส (lifeblasz) หรือกระสุนโลหิต มีชีวิต จิตใจ ทำงานได้ด้วยตัวของมันเองตามคำสั่งของผู้ใช้ กลืนกิน เปลี่ยนเป้าหมายให้เป็นอาวุธร้ายแรงได้อย่างทันที และชาวสครีนิกซ์เรียกเธอว่า เทพมรณะ (Deathgods))
“ฉันแทบจะฆ่าตัวตายอยู่แล้วนะ...” ทั้งสองอย่างนี้ เป็นอาวุธที่สร้างขึ้นสำหรับอัศวินแห่งสภาครีเอเตอร์ โดยที่ไดรแกรดอน จะใช้สำหรับผู้ชาย และ ครีนเซส จะใช้สำหรับผู้หญิง ซึ่งครีนเซสจะเป็นอาวุธที่มีชีวิต เนื่องจากสร้างขึ้นจากจิตใจของเดมอร์ อาวุธนี้จะไม่มีทางถูกทำลายภายใต้เงื่อนไขนอกเหนือจากกลุ่มอาวุธเทพมรณะ เช่นเดียวกับไดรแกรดอน สภาครีเอเตอร์ได้ใช้พวกมันสุดความสามารถเท่าที่จะต่อสู้ได้ แต่อย่างได้ก็ตาม มันยังไม่เพียงพอต่อกำลังทัพมหาศาลของพวกมัน

ปราการเอกภพ Universal Citadel ปราการทั้ง 5 ที่เอเวียนดาสร้างขึ้นคือ
1. Gerioustrone เกเรียสตรอน - ปราการก่อกำเนิด ควบคุมความจริง
2. Aslantaz อัสลานตัส - ปราการเวลา ควบคุมมิติ
3. Heaven ฮีฟเวน - ปราการวิญญาณ ควบคุมจิตใจ
4. Loguntr โลกันตร์ - ปราการอนันต์ ควมคุมจำนวน
5. Zxyanl ซียัลน์ - ปราการจินตภาพ ควบคุมจินตนาการ
เวลาล่วงเลยไปจนถึงช่วงสุดท้ายของสงครามหลังจากกลุ่มสภาครีเอเตอร์ ได้แก่ แอโรครอส ไซโคร เฟเทเนียล ชาเตรอน อัลเทอร์เรีย ไครซีส และราห์ ซึ่งเป็นผู้รับช่วงต่อสภาครีเอเตอร์ของไนโครไตร์เริ่มอ่อนแอและไม่สามารถที่จะต่อสู้ร่วมกับเอเวียนดาและเดมอร์ต่อไปได้ ทำให้เอเวียนดากับเดมอร์ตัดสินใจครั้งสุดท้ายว่าจะต้องให้ลูกสาวของเธอกลับมาต่อสู้แทนพวกเขา และจำเป็นต้องร่วมมือกันใช้พลังอำนาจสร้างสิ่งที่สำคัญที่สุดของลูกสาวของพวกเขาขึ้นมาในชื่อว่า ซีไวร์ฟอล (Swirfall) เครื่องมือที่ทำหน้าที่ควบคุมอตรรกะขึ้นมา แน่นอน นี่คืออาวุธควบคุมจินตนาการ ทำให้การสร้างครั้งนี้ ต้องสูญเสียพลังงานความคงทนของร่างกายไปจำนวนมหาศาล พวกเขาใส่ทุกพลังการควบคุม และอำนาจต่างๆที่พวกเขามียัดลงไปในใบมีดเล่มเล็กเท่าหนังสือจนมันเปล่งอ่อร่าสีแดงม่วง
พลังของพวกเขา หายไปเกินกว่า 95% ที่พวกเขาเคยมี นั่นคือเครื่องยืนยันว่า.... พวกเขาคงต่อสู้แบบนี้ต่อไปได้อีกไม่นาน พวกเขาจึงมอบลูกสาวของตนให้กับแอโรครอส เธอมีอายุเทียบกับมนุษย์ได้ราว 9 ปี เธอมีชื่อว่า ฟอร์แลร์ริเออร์ อิมพิเรซิส (Vorlarriear Impirezys) โดยที่ส่วนใหญ่มักจะเรียกเธอเพี้ยนไปว่า ฟอร์ลาเรีย
นอกจากนี้ เอเวียนดายังหักปีกที่มีพลังที่สำคัญของตัวเองให้กับแอโรครอสอีกด้วย และนั่น ทำให้เอเวียนดาจะต้องสูญเสียพลังความสามารถในการที่จะควบคุมสิ่งต่างๆเกือบทั้งหมดไป.....
เอเวียนดาได้บอกกับแอโรครอสและไซโครว่า “พวกเธอจงหนีไปพร้อมกับลูกสาวข้า สอนเธอให้ช่วยเหลือปกป้องสิ่งสำคัญไว้ให้ได้ ที่สำคัญ ปีกทั้ง 14 คอร์นี้ ข้าจะให้เจ้าไว้นะแอโรครอส จงใช้ 7 ใน 14 สร้างเอกภพใหม่ในปราการหลักเกเรียสตรอนขึ้นมาแทนข้าและเอกภพไนโครไตร์นี้ และอีก 7 คอร์ ให้สร้างผู้ควบคุมปราการขึ้นมา ตอนนี้เจ้าเป็นผู้ถือกุญแจของเกเรียสตรอน เจ้าตนเดียวคงไม่อาจจะดูแลมันทั้งหมดได้ พยายามอย่าใช้หมด มันมีจำกัด สร้างเอกภพใหม่ให้ดี ถึงแม้ว่าค่าตรรกะพื้นฐานจะไม่มีคุณภาพเท่าไนโครไตร์ แต่ข้าเชื่อว่ามันต้องมีอย่างอื่นที่ดีกว่าเอกภพนี้แน่ เจ้าอย่าลืมนะว่า อีก 4 ปราการนั้น พวกเขาได้ออกไปสร้างเอกภพใหม่ก่อนเราจะเดินทางนานหลายควอเตอร์ แน่นอนว่าไม่ได้ดีกว่าหรือแย่กว่าสิ่งที่ข้าให้เธอสร้าง
ไซโคร (Sicor) ข้าให้เจ้าเป็นผู้สร้างสสารของเอกภพที่พวกเราจะไปเริ่มต้นใหม่ จงช่วยเขาดูแลสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ให้กับลูกสาวข้าด้วย และนี่... ซีไวร์ฟอล คมมีดเหนือจินตนาการ อาวุธชิ้นนี้จะเป็นของลูกสาวข้า เป็นหนึ่งในสิ่งที่ Law Destroyer ไม่เคยมีและไม่มีวันจะสัมผัสความรู้สึกของความไร้เหตุผลในจินตนาการที่เป็นจริงได้หากไม่ได้ครอบครองมัน...... พวกมันจินตนาการได้ แต่มิอาจทำให้จิตนาการเป็นจริงได้ทั้งหมด
...แอโรครอส ข้าให้เจ้าเป็นผู้สร้างพลังงาน และสอนลูกข้าใช้การควบคุมพลังงานทุกระดับด้วย ส่วนสภาครีเอเตอร์ที่เหลือ ข้ามีหน้าที่ให้พวกเจ้าในอนาคต จงสอนลูกข้าให้ปกป้องมากว่าสิ่งที่ลูกข้าเป็น และฝึกให้เธอต่อกรกับ Law Destroyer ให้ได้ อย่าทำให้ข้าผิดหวัง เพราะถ้าลูกสาวข้าทำไม่ได้แล้ว ต่อไปนี้คงไม่มีอะไรที่จะเอาชนะพวกมันได้ รีบย้ายดวงดาวพวกเจ้าเข้าไปในปราการซะ เอกภพนี้ มันถึงจุดจบแล้ว.......”
“แล้วพวกท่านล่ะ.....?” แอโรครอสถามเดมอร์ที่ยังคงใช้ไดรแกร์ดอนเข้าต่อสู้กับกองทัพศัตรูที่ยิงอาวุธอานุภาพสูงมาอย่างมากมายมหาศาลมาใส่กองกำลังของเขา
“แอโรครอส....” เดมอร์ได้ใช้ไดรแกร์ดอนทำร้ายตัวเอง แล้วควักหัวใจของเขาออกมา “เอาไปซะ มันจะเป็นเครื่องมือเดียว ที่จะช่วยแก้ไขปัญหาเกี่ยวกับเครื่องควบคุมความตายที่ยังไม่สามารถทำงานได้สมบูรณ์ รักษามันให้ดีจนกว่าจะถึงเวลาให้ลูกสาวข้าใช้ เพราะข้าถอดครึ่งหนึ่งของไตรคัสซาลใส่ไว้ในปีกข้างหนึ่งของลูกสาวข้า เธอจะยังบินไม่ได้ และไม่สามารถใช้กฏคู่ตรงข้ามของความตายได้ ทางออกเดียวหาก Law Destroyer ไม่ถูกทำลายในการระเบิดครั้งนี้ ลูกสาวข้าคงต้องใช้มัน .......พวกเจ้ารีบไป ก่อนที่ข้าจะระเบิดตัวเองไปพร้อมกับเอกภพนี้ ข้าทนอยู่ได้ไม่นานนัก”
หัวใจของเขาคือชิ้นส่วนคอร์อัญมณีไตรคัซซาลที่เหลือชุดสุดท้ายที่เขาจะมอบให้มันได้คงมีอยู่เพื่อแก้ไขอนาคต มันคือไม้ตายสุดท้ายที่จะโค้นผู้นำของกองทัพ Law Destroyer และฟื้นคืนทุกสิ่งทุกอย่างกลับมา .... เดมอร์ได้หันหลังกลับไปมองกองทัพนับล้าน ก่อนที่เขาจะเริ่มระบบทำลายตัวเองในไม่ช้า
“หมดเวลาของพวกเราแล้ว” เอเวียนดาได้ชูกุญแจปราการขึ้นเปิดมิติย้ายปราการเกเรียสตรอนออกจากเอกภพจนสำเร็จ ก่อนที่เธอจะรวบรวมพลังมหาศาลแล้วหยิบหอกไดรแกร์ดอนของเดมอร์วางลงบนปลายปืนใหญ่ของเธอ แล้วยิงไปยังศูนย์กลางเอกภพ ....หลังจากนั้น เธอได้โอบกอดเดมอร์ที่สูญเสียการควบคุมอย่างบ้าคลั่งแล้วระเบิดพลังทำลายตัวเองลง ไม่นานนักการระเบิดสองจุดก็เกิดขึ้นอย่างรุนแรงในเอกภพจนทุกอย่างสูญสลาย และยุบตัวอย่างรวดเร็ว
“ที่นี่เป็นที่ของเรา และเราสร้างมันขึ้นมา พวกเจ้าจงไปเริ่มต้นใหม่และสร้างมันขึ้นมาให้สมบูรณ์แบบยิ่งกว่าเรา แม้ศัตรูในเอกภพนี้จะตามพวกเจ้าไปจงอย่าได้กลัว เราได้มอบของขวัญล้ำค่าให้พวกเจ้าไว้แล้ว จงมีชีวิตต่อไปอย่างกล้าหาญนะทุกคน...ลาก่อนนะ.....”
หลังการระเบิดครั้งใหญ่ค่ามวลสารและพลังงานถูกทำลายลงต่ำกว่าระดับควอนตัมจนเหลือ 0 เควิล ปราการขนาดใหญ่ 5 ลำได้เดินทางอยู่นอกเอกภพไปไกลเกินกว่าจะนับได้ด้วยตัวเลข แอโรครอสได้เอ่ยคำพูดหลังเห็นแสงสุดท้ายของการระเบิดว่า “ข้าจะพาท่านทั้งสองกลับมา.... เผื่อว่าสักวัน องค์หญิงอาจจะต้องการท่าน..”
แอโรครอสเอามือสัมผัสปีกโลหะเหล่านั้น แล้วเขาก็พูดต่อว่า “ความหวังคงมีแค่ฉันเท่านั้นสินะ ที่จะพาพวกเขากลับมา.... ไม่รู้เลยว่าอีก 4 ปราการ จะยังมีชีวิตกันอยู่ไหม...ฉันควรให้ท่านเอเวียนดากลับมาช่วยพวกเราดูแลมันดีกว่าปกครองอย่างไม่มั้นคงในสงครามแบบนี้”
"ทำตามเจตจำนงของท่านเอเวียนดาดีกว่านะ แอโรครอส" ไซโครเอามือตบไหล่เขาและยืนมองเปลวเพลิงสีฟ้าที่ค่อยๆ จางหายไป “ไนโครไตร์ไม่มีวันกลับมาได้อีกแล้ว...”
ฟอร์แลร์ริเออร์ ลูกสาวของเอเวียนดา ได้ถูกแอโรครอสฝึกฝนการต่อสู้ และการจัดการอำนาจต่างๆ นานมากกว่าล้านปี จนเธอสามารถควบคุมการทำงานเกินระดับควอนตัมได้ ก่อนที่แอโรครอส จะมอบของขวัญความสำเร็จให้ด้วยสร้อยคอสีแดงที่สลักนามสกุลของเธอไว้ ...
“นี่เป็นสิ่งที่แม่เธอให้มาก่อนแม่เธอกับพ่อของเธอจะหายไปจากระบบจักรวาล ช่องว่างมิติที่บรรจุอาวุธพิฆาตจักรวาลเหนือจินตนาการไว้หลายแสนล้านระบบควบคุม..... มันเป็นอาวุธควบคุมจิต คณิตรรกะ ประสาท และจินตภาพ มันทำได้หลายอย่างรวมถึงการระงับความคิดของผู้คน มันสามารถคำณวนแก้ไขข้อมูลทุกอย่างของศัตรูได้ มันคือตัวประมวลผลของตรรกภพ”
“มันทำได้ขนาดนั้นเลยหรือคะ..” ฟอร์ลาเรียถามด้วยความสงสัยในขณะที่เธอมองดูสร้อยคอของตัวเองที่สลักนามสกุลเธอ
“แม่เธอบอกฉันว่า มันคือพลังแห่งอตรรกะ ทำได้ทุกอย่างที่เหนือความเป็นจริง มันเต็มไปด้วยตัวเลขมากมายมหาศาลที่ทดแทนข้อมูลแห่งการเปลี่ยนแปลงในระบบอรรกะ เอาล่ะ ตอนนี้เธอคงมีความสามารถสูงพอที่จะใช้มันแล้ว ก็เธอฝึกทุกความสามารถจากสมาชิกสภาทุกคนแล้ว ฉันว่ามันคงไม่ยากสำหรับเธอ"
"ค่ะ"
"ดีเลย.. งั้นมาช่วยข้าที ข้าจะลองพาแม่ของเธอกลับมาจากข้างนอกพหูภพดูซักหน่อย...” แอโรครอสเปิดแท่นหลอมรวมโลหะแล้วจุดพลังงานอาร์คเตเรียลขึ้นมา (Arkteirail พลังงานต่ำสุด)
“เราสามารถพาคนที่หลุดไปอยู่ในอรรกภพเข้ามาในพหูภพได้หรอคะ...ฉันจะมีโอกาสได้เจอแม่แล้วใช่ไหม...?” ฟอร์ลาเรียถามแอโรครอสด้วยความดีใจ
“เปล่าหรอก ข้าแค่คิดว่าอย่างนั้น ข้าแค่อยากให้พวกเขามาดูแลเอกภพนี้และเธอด้วย ฟอร์ลาร์ริเออร์ ข้าไม่สามารถต่อสู้กับ Law Destroyer ได้หรอก ข้าไม่มีอำนาจพอที่จะสู้กับพวกมันได้ขนาดนั้น..... ฉันเองก็ไม่รู้หรอกนะ บุคคลที่ไม่เหลือข้อมูลในตรรกภพนั้นจะกลับมาได้ไหม.... หรือต้องใช้ความทรงจำในการพากลับมา...” เขาตอบแล้วเดินหันหลังไป
แอโรครอสได้เดินไปหยิบปีกของเอเวียนดาที่เคยมอบให้เขามาสร้างเอกภพชึ้นมาสามชิ้น มีอยู่สามสี แดงเหลืองฟ้า “ท่านจะทำอะไรหรอคะ..?” ฟอร์ลาเรียถามแอโรครอส
“สิ่งนี้เป็นสิ่งเดียวที่น่าจะนำพาแม่ของเธอกลับมาจากอรรกภพไงละ”
“พวกท่านทำอะไรกันน่ะ.... จะใช้ปีกของท่านเอเวียนดาเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวหรอ....!!!” เสียงของราห์ได้ดังขึ้นหลังจากเขาเข้ามาเห็นเหตุการณ์
“เร็วเข้าฟอร์ลาเรีย! ..” แอโรครอสรีบชาร์ตสนามพลาสเมตริก ( Plasmetrix) หลอมปีกไปหนึ่งในสาม แต่ ฟอร์แลร์ริเออร์ยังคงอ้ำอึ้งอยู่ .... “นี่ เราไม่มีเวลามากนะ... ฉันต้องใช้พลังงานเพิ่มจากเธอ และต้องใช้ความทรงจำของเธอด้วย...”
ราห์ได้ดึงดาบแสงออกมาเตรียมจะพุ่งเข้ามาหยุดแอโรครอส ทันใดนั้น ฟอร์แลร์ริเออร์ก็ลอยตัวขึ้นกางปีกยิงหอกควอนตัมใส่ราห์อย่างรุนแรง......” ท่าน... ทำ อะไร องค์หญิงฟอร์ลาร์ริเออร์......” เสียงของราห์ที่ติดๆดับๆเพราะเขากำลังถูกควอนตัมสูบท่ามกลางการระเบิดสนามควอนตัมของเธอ “ฉันอยากพบกับแม่ของฉัน จะพาแม่ของฉันกลับมาจากข้างนอกอรรกภพ....”
“เรื่องแบบนั้น... มันทำได้ด้วยหรือไงกัน ... โอกาสสำเร็จ แทบ... จะ... เป็นศูนย์.. อ๊าก!!”
[วูบ...! พรึบ]
ราห์ได้ถูกฉุดหายไปจากตรงนั้นด้วยแรงยุบตัวของควอนตัม และพลังงานส่วนเกินหลายล้านเควิลได้ถูกดูดลงแท่นอย่างรุนแรง ทำให้ปีกทั้งสามอันหลอมรวมกันสำเร็จเป็นปีกขนาดใหญ่ที่ส่องแสงสว่างออกมา ... “สำเร็จแล้ว....... ปีกแห่งเอเวียนดา” แอโรครอสเอ่ยด้วยความดีใจ
และก็มีเสียงบางอย่างดังขึ้นมาจากแกนกลางนั่น “....ฟอร์แลร์ริเออร์ลูกแม่...!”
ฟอร์ลาเรียหันควับไปพบหญิงสาวที่มีปีกที่ยิ่งใหญ่ทรงพลังเต็มไปด้วยแสงหลากสี... “แสงแบบนั้น... แม่.....งั้นหรอ?”
“ใช่จะ ไม่เจอกันนานเลยนะลูก.... เป็นเด็กดีนะจ๊ะ และเราจะได้พบกันแน่นอนในอนาคต แม่อาจจะต้องไปรวบรวมพลังงานและสสารมาทดแทนชิ้นส่วนปีกที่ไม่ได้นำมาสร้างข้อมูลตัวตนของแม่ เพื่อก่อกำเนิดตัวตนที่แท้จริงขึ้นมา.... ตอนนี้แม่ไม่สามารถคงพลังงานและข้อมูลอันน้อยเพียงแค่นี้ไว้ได้ ... แต่ก็ขอบใจมากนะแอโรครอส และลูกด้วย... ไว้พวกเราเจอกันในอนาคต...! แม่รักลูกนะจ๊ะ...
นี่แอโรครอส ยอมรับความใจกล้าของเธอจริงๆ ถ้าพลาดขึ้นมาเอกภพนี้จะถูกทำลายข้อมูลเลยนะ...”
“ขออภัยขอรับท่านเอเวียนดา...” แอโรครอสคับนับต่อเอเวียนดาด้วยความเคารพ
“ไม่เป็นไร ตอนนี้ทุกอย่างปลอดภัยดีแล้ว เอาล่ะ... เธอช่วยบันทึกเรื่องราวของพวกเราไว้ด้วยนะ ฉันรู้ว่าข้อมูลความทรงจำฉันจะหายไปหลังจากนี้แน่นอน เธอเป็นคนเดียว ที่จะทำให้ข้ากับลูกสาวข้ารวมกับเป็นหนึ่งได้....และเธอเป็นคนเดียวที่จะแนะนำลูกข้าได้ว่าจะทำอย่างไรต่อไป...” เอเวียนดาได้หายไปพร้อมกับปีกแสงนั้น และมีเสียงแว่วมาว่า “เจอกันในอีกสามร้อยล้านปีข้างหน้านะ แม่จะรอลูกที่โลกมนุษย์นะฟอร์ลาร์ริเออร์...”
“โลกมนุษย์หรอ.... เหมือนไซโครจะเพิ่งสร้างเสร็จไม่นานนี่หน่า ทำไมท่านเลือกไปที่นั่นหละ หรือเฟเทเนียลสร้างอะไรดีๆ ลงไปกันแน่นะ...?” แอโรครอสเอ่ย ในขณะที่วอร์แลร์เรียร์นั่งน้ำตาซึมอยู่ตรงนั้น “สามร้อยล้านปีเลยหรอ....ทำไมกัน?”
“นี่ฟอร์ลาเรีย ข้ามีทางออกดีๆ ให้...” แอโรครอสเอ่ย
“ยังไงคะ...?” วอร์แลร์เรียร์ปาดน้ำตา
“เธอต้องใช้ชีวิตอยู่ต่ำกว่าระดับพลังงาน... มันร่นเวลาได้ แต่ว่านะ เมื่อร่างกายของเธอแตกตัวเป็นควอนตัม และแตกตัวไปเป็นพลังงาน เมื่อเธอกลายเป็นพลังงานและข้ามขีดจำกัดไปเป็นวิญญานในอตรรกะแล้ว เธอจะเป็นอมตะตลอดกาล จากไตรคัซซาลบนหลังของเธอ แต่..... มันก็มีบางอย่างต้องแลกอย่างที่แม่เธอว่า ถ้าหากเธอจะสลายตัวเป็นพลังงานนานถึง 300 ล้านปี”
ฟอร์แลร์ริเออร์ตกใจอึ้งอยู่พักหนึ่ง "เอาจริงหรอคะ...ฉันจะสูญเสียความจำ?? "
“ข้อมูลความจำเธอจะถูกย้ายไปไว้ส่วนลึกของจิตใจที่ทับซ้อนกันหลายล้านชั้น... ถ้ามีตัวกระตุ้นมันเรื่อยๆ ก็อาจจะจำได้...เอาเถอะ ไปซะ ก่อนที่กองทหารของราห์จะกลับมา...”
“แต่ท่าน...??”
“บอกให้ไปไง .... ไป!!” แอโรครอสตะคอกก่อนที่ประตูมิติของราห์จะเปิดออกมาอีกครั้ง ฟอร์แลร์ริเออร์ไม่รอช้า เธอได้ยิงหอกควอนตัมใส่กองทหารไปหลายนัดแล้วเอ่ยว่า “งั้นสินะ จะได้สิ่งที่ดีที่สุดมันก็ต้องแลกเปลี่ยน ครั้งนี้ถือว่าเป็นการขอบคุณท่านมาก ท่านแอโรครอส อาจารย์ที่รักที่สุดของฉัน....” เธอได้ระเบิดควอนตัมมหาศาลใส่ทหารและมิติเหล่านั้นจนถูกแรงระเบิดดูดสลายหายไปพร้อมกับเธอ.... "แล้วเจอกันนะคะ....ท่านอาจารย์ใหญ่..”
แอโรครอสได้ยืนมองดูพื้นที่อันว่างเปล่าที่ไม่มีใคร.... "ขอบใจนะ...องค์หญิงฟอร์ลาร์ริเออร์ แต่เธอคงจำฉันไม่ได้แล้วล่ะ การทำแบบนั้นเธอจะถูกลบล้างความทรงจำและอุปนิสัยเดิมที่เธอเคยเป็น เพราะข้อมูลเฉพาะที่เธอใส่ไว้นั้น มันจะหลุดออกจากตัวเธอไปเพราะเธอเหลือเพียงแค่พลังงาน.... แต่ก็นะ ไว้พบกันใหม่นะ องค์หญิงของข้า...ข้าจะรอให้คำแนะนำเธอเสมอนะ"
(ตรรกภพ Local Cosmic คือ พื้นที่ทั้งหมดที่ยังคงมีข้อมูลคำณวนและรับรู้ได้ ซึ่งจะมีพหูภพ เอกภพ เป็นส่วนย่อยจากตรรกภพ ส่วน อรรกภพ Unlocal Universe คือ พื้นที่รับข้อมูลจากตรรกภพ ซึ่งเป็นพื้นที่ไร้กรอบที่เรียกว่า ทะเลดำ หรือ Black Sea เมื่อข้อมูลจากตรรกภพถูกย้ายมาอรรกภพแล้ว ตรรกภพจะไม่เหลือข้อมูลนั้นอีกแล้ว เว้นเพียงแต่สิ่งที่บันทึกเรื่องราวของข้อมูลนั้นไว้เท่านั้น หรือจะเรียกอรรกภพว่า พื้นที่นิพพานก็ได้ เพราะคล้ายๆกัน แต่ว่า 99.99% นั้น ข้อมูลเหล่านั้น ไม่สามารถส่งกลับมาตรรกภพได้อีก)
โลกมนุษย์ 300 ล้านปีต่อมา
".....หึๆ ๆ อะไรกัน ฉันเป็นใครกันแน่นะ.... หืม อ่านว่าอิมพิเรซิส (Impirezys) งั้นหรอ.... นั่นชื่อข้ารึเปล่านะ!!! " หญิงสาวตาคมสวยผมสีดำอมแดงอ่อนได้มองดูสร้อยคอสีแดงเงาดังโลหะของตัวเองที่สลักชื่อไว้เป็นภาษาสครีนิกซ์ (Sckrinx) ก่อนที่จะลุกขึ้นยืนเปลือยบนแท่นโลหะสีเลือดเหนือพื้นดินท่ามกลางกองเลือดของสงครามล่ามังกรเก่าแก่เมื่อ 7,000 ปีก่อนคริสต์กาลในยุโรป
"......เริ่มต้นการออกแบบ...!!"
เธอมองดูสัตว์โบราณตรงหน้าที่ตัวสูงใหญ่ ก่อนที่ผมด้านในของเธอจะเรืองแสงขึ้นมาพร้อมกับมงกุฎปีกนกสามสี ชุดเกาะอกสีขาวแดงได้ถูกสร้างขึ้นจากการก่อตัวของอนุภาคอย่างรวดเร็วราวกับใช้เวทมนตร์ห่อหุ้มเธอไว้ สายควอนตัมสีแดงที่เอวของเธอได้ห้อยยาวลงไปถึงปลายเข่า ปลอกแขนสีดำ และถุงน่องสีขาวได้ถูกสร้างขึ้นพร้อมผลึกสีแดงติดตามตะเข็บ “....สรรค์สร้างอำนาจอันมืดดำจากกลิ่นเน่าเหม็นที่อยู่ตรงหน้า..... ก่อตัวเป็นของแข็งที่คมยิ่งกว่า....”
เธอได้ทำให้อากาศกลายเป็นใบมีดแข็งพุ่งไปตัดปีกตัดแขนตัดของสัตว์โบราณนั้นอย่างรวดเร็วจนเกินจะมองได้ทัน.....
“ผ่าตัดเศษซากชีวิตให้เป็นเพียงอนุภาค...!!!!”
"กราวซ์......"
“เห......?”
เธอได้หยิบมีดสีเลือดออกมาจากมิติว่างเปล่าของเธอ เธอควงมีดยืนบนแท่นโลหะที่มีทรงคล้ายนกมองดูร่างมังกรนั่นที่กำลังคำรามจากความเจ็บปวด เธอฟังเสียงขู่แล้วหลับตาพูดว่า "หึ...อะไรกันๆ ...... ฟังดูน่ากลัวดีนะ แต่ขอโทษที แกมันน่ารำคาญหวะ หึๆ ๆ หึๆ ฮ่าๆ ๆ "
เธอยิงสายตาตรงไปยังมังกรพร้อมปามีดออกไปทีเดียวพันเล่ม แสงของมีดที่เกิดจากการพุ่งด้วยความเร็วสูงได้ปาดเฉียงไปมาทั้วร่างของมังกร.....
“หึๆ... จงสลายกลายเป็นเพียงอนุภาค”
[ฉวิบๆ ๆ ฉับๆ ฉั่ว!!!] ผ่านไปเพียงพริบตา ก็เกิดเสียงเฉือนมีดรัวจนเกินจะฟังได้ทัน
"ก๊าซ........." สัตว์ร้ายร้องลั่น ก่อนที่มันจะเงียบกริบยืนนิ่งสนิท....เนื้อของมันได้ลอกออกจากกระดูกจนหมดและร่วงลงกองบนพื้นเหลือแต่โครงกระดูกที่ตั้งตรงนิ่งอยู่บนพื้นราวกับโครงกระดูกในพิพิธภัณฑ์
"น่ารำคาญซะจริงๆ ..... ฮ่าๆ ๆ ฮ่าๆ ๆ ฮ่าๆ ๆ ๆ!! "
ดวงตาสีเสือดได้กวาดมองไปรอบๆพร้อมเสียงหัวเราะท่ามกลางสมรภูมิการล่ามังกรของชาวตะวันตกที่ไม่มีใครเหลือรอด.... เธอกลายเป็นคนที่ปราบมังกรยักษ์ตัวสุดท้ายของโลก....และไม่ได้มีบันทึกตำนานในเรื่องนี้ไว้เลย เพราะทุกคนในสนามรบนั้น ได้ตายไปหมดแล้ว
พวกเขาตายเพราะอะไรล่ะ ...... หรือเพราะเธอปรากฏตัวขึ้นมาบนโลกงั้นหรอ??
“หึๆๆ แกอยากรู้ใช่ไหมละว่าเพราะอะไรพวกมันถึงตาย......” เธอยิ้มและหันมามองสายตาที่จดจ่อเธอ “เพราะพวกมันอ่อนแอยังไงละ ฮ่าๆๆๆๆ...”

ฟอร์แลร์ริเออร์ ในร่างของซาตานจะแสดงปีกโลหะมีคมขึ้นที่ด้านขวาของเธอเพียงข้างเดียว เนื่องจากปีกซายของเธอ ถูกทดแทนด้วย Tyrcasxal ไปแล้ว และมันจะไม่แสดงรูปลักษณ์ จนกว่าจะใช้งานหรือถูกโจมตีต่อเนื่องอย่างร้ายแรง
ความคิดเห็น
2 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบ27 มิ.ย. 2569 15:03
ขออนุญาตแสดงความเห็นนะคะ 1.แยกบทตำนาน 2.แยกบทนำ 3.แยกพล็อต 4.แยกข้อมูล ออกมาเป็นบทๆ จะดีกว่านะคะ อ่านแล้วมันรู้สึกเหมือนโดนอัดข้อมูลมากเกินไปนะคะ แต่ชอบนะคะ ข้อมูลแน่น บทแน่น บรรยายสวยดีค่ะ