Battle Imperlien : มหากาพย์สงคราม 14,000 ล้านปีของเอกภพ/4 ตอน อย่าริบังอาจมาดูถูกของของฉัน
ตอน อย่าริบังอาจมาดูถูกของของฉัน
Main Story

4 ตอน อย่าริบังอาจมาดูถูกของของฉัน

โดย PISZAJ - RAZKES0 ครั้ง

ปี คริสต์ศักราช 1942 สงครามโลกครั้งที่สอง

........... “ท่านเซเล่ (Seele) ขอรับ... พวกเราขอร้องให้ท่านช่วยเรื่องหนึ่ง ท่าพอจะช่วยได้ไหม...” ทหารชั้นนายพลของนาซีเยอรมันได้เข้ามาทำความเคารพเธอในซากอาคารร้างภายใต้สงครามโลก ซึ่งพวกเขาถือว่าเป็นดังซาตานมาจุติ เธอมีชื่ออยู่ในประวัติศาสตร์ยุโรปมาหลายสมัย จนหลายต่อหลายคนคิดว่าเธอเป็นตำนานประวัติศาสตร์นักฆ่าของโลกไปแล้ว... 

เซเล่ ถูกกองทหารเยอรมันจับตัวไว้ด้วยความสงสัยในสนามรบหนึ่งซึ่งเธอกำจัดทหารและพาหนะสงครามไปจำนวนมาก และไม่มีใครสามารถต่อกรหรือชักนำเธอเข้าร่วมต่อสู้ได้..... พวกเขาถูกอะไรบางอย่างทำให้กลายเป็นอัมพาตเพียงเพราะสายตาเธอมองผ่าน.... มันเกิดอะไรขึ้นมากกว่านั้นหรือเปล่านะ

พวกเขาเล่าว่า การไปต่อสู้กับเธอนั้น เป็นอะไรที่ทรมานที่สุดเท่าที่เคยรู้สึกมา ที่รอดมาได้ส่วนใหญ่ก็ปางตายแล้ว..... หลายคนไม่สามารถรักษาได้ และอาจจะตายในไม่ช้า ใครรอดมาปกติหลังจากไปเจรจากับเธอนั้น ไม่เคยมีเลย

 

          เซเล่มีอาวุธมีดชนิดหนึ่งมีชื่อว่า ซีไวร์ฟอล ออสริช (Swirfall Osris) ที่มีคุณสมบัติทำลายเส้นประสาทเหมือนงูพิษ มันเชือดเฉือนเส้นประสาทของพวกเขาโดยที่ไม่เกิดแผลจากภายนอก... เธอสามารถเลือกทำให้เป็นอัมพาตได้ทุกๆแบบ เธอรู้ได้ยังไงว่าเส้นไหนทำให้เกิดผลอะไร ความชำนาญในระบบประสาทเธอมากขนาดไหนกันแน่

“อยากจับตัวฉันไม่ใช่หรอ เข้ามาสิ.... เข้ามาเลย ยิ่งพวกแกแตะต้องฉัน พวกแกก็จะอายุสั้นลงๆ ไป หรือเป็นง่อยตายไปซะเลย พวกเดนนรก...!!” 

คำพูดเธอกับน้ำเสียงมันช่างน่ากลัวยิ่งนัก ไม่มีใครกล้าเข้าไปต่อสู้ จำต้องเปลี่ยนเป็นการเจรจา นายพลเซอร์แรน (Seran) ซึ่งเป็นคนสุดท้ายที่ได้เข้าไปทักทายต่อรองเธอ เพื่อชวนเธอให้ต่อสู้กับสงครามช่วยชาวเยอรมันให้ได้


          ใบมีดสีเลือดที่พุ่งเข้ามาได้หยุดตรงหน้าเขาก่อนที่เซเล่จะถามว่า “มาอีกคนแล้วงั้นรึ อยากได้อะไรจากฉันล่ะหือ ...” 
“ใจเย็นครับ กระผมเปล่านะครับ.... ผมมาดี... แค่สงสัยในความสามารถของท่าน...” เซอร์แรนยกมือขึ้นยอมจำนน.. เขากลัวเธออย่างมาก

“มาดีของแกคืออะไรกัน.... มันมีของแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไร ? ฉันจำเป็นต้องปล่อยแกมีสภาพปกติกลับไปด้วยหรอ?? แล้วความสามารถของฉันมีปัญหาอะไรกับแก?” เซเล่ควงมีดยืนจ้องหน้าเซอร์แรนราวกับจะกลืนกิน ซึ่งเขาก็ตอบมาว่า “..... มีเรื่องบางอย่างที่สำคัญให้ท่านช่วยขอรับ...” 

 

“อะไรจะสำคัญไปกว่าการเอาเลือดออกจากตัวแกละ... หึ ช่างน่ารำคาญซะจริง แกน่ะ...กินมีดฉันไปก่อนละกัน?” 
เซเล่ขยับมีดเข้าใกล้คอเขา ซึ่งถ้ามันแทงเข้าไป เขามีสิทธิอัมพาตทั้งตัว ไม่ก็ตายอย่างแน่นอนเลย
“เดี๋ยว กระผมแค่อยากให้ท่านต่อสู้กับกองทัพศัตรูของประเทศเราครับ มันกำลังจะบุกครั้งใหญ่แล้ว...” 

“หืม ... เหลือแค่มิลเดี๋ยวจะแตะผิวอันเน่าเฟะของแกแล้ว ... เริ่มน่าสนใจแล้วสิ การต่อสู้ที่ว่านี่ มันคืออะไร...? คืออะไรรึ” เซเล่ดึงมีดกลับมาควงบนมือของเธอ ก่อนที่เซอร์แรนจะถอนหายใจเฮือก...

“มีกองทัพพันธมิตรมากมายให้ท่านช่วยต่อสู้ ตอนนี้ทางตะวันตกของชายฝั่งสเปน มีกองทัพเครื่องบินกำลังมุ่งหน้าไปเบอลิน ท่านพอจะหยุดได้ไหม ไม่งั้นชาวเมืองตายเกลื่อนแน่....” เซอร์แรนอธิบาย

“งืมๆ ....เอาว่า.. ฉันจะลองดูก่อน ฉันไม่สนหรอกนะว่าใครจะตายยังไง ฉันไม่ได้เกิดมาเพื่อช่วยใครอะไรแถวนี้....” เซเล่ได้หันไปจ้องกำแพงข้างหลังเซอร์แรนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนที่เธอจะเปลี่ยนอากาศให้เป็นใบมีดสีเลือดต่อหน้าเซอร์แรน

“ก่อนอื่น พวกข้างนอกสนใจอะไรกันน่ะ...ได้ยินอะไรไปบ้างล่ะ ไม่ต้องมาดักฟังฉันหรอกนะ รับไปซะ....!!!” 


[ชวิบ..!!] มีดของเธอพุ่งทะลุกำแพงคอนกรีตไปตัดคอคนข้างนอกที่ดักฟังเลือดพุ่งตายคาที่ ซึ่งคนนั้นถูกส่งมาจากอังกฤษ เพราะพวกเขาก็อยากรู้ข้อมูลนักฆ่าชื่อดังที่ทำลายกองทัพพวกเขาไปจำนวนมาก

“... สุดยอด.. นั่นท่านสร้างมันได้ยังไงกัน” 

“ฉันจะทำมันขึ้นยังไงก็เรื่องของฉัน แกเกี่ยวอะไรด้วย อยากรู้อะไรนักหนา..... แกคงมีชีวิตต่อไปไม่นานนักหรอก.... ฉันไม่ชอบปล่อยใครมีชีวิตรอดกลับไปแบบปกติหลังจากเจอหน้าฉัน... อย่างน้อย.. ฉันควรเอานิ้วแกออกซักนิ้ว” 

[ฉึบ....!!!!] 
“อ๊ากก..........” นิ้วของเซอร์แรนขาดไป 1 นิ้วโดยไม่รู้ตัว เขาเอามืออีกข้างกดแผลไว้อย่างเจ็บปวด... “นิ้วฉันไม่ใช่แค่ขาดงั้นหรอ อัก...!! นิ้วมันหายไปเลย...!!! ท่านมีพลังอะไรกัน...โอ้ย..!”

          เซเล่เดินเข้ามาดันนิ้วอีกนิ้วจนตึงพร้อมกระซิบข้างหูว่า.... “อยากรู้นักสินะ.. อยากรู้มากใช่มั้ย ใช่ไหมล่ะ ฉันจะบอกให้ก็ได้.... ง่ายๆ นะ ก็ชีวิตพวกแกไงหละ ฮ่าๆ ๆ ...!!” 

“อ๊ากกก....!!!” เซเล่ได้หักนิ้วเขาอีกนิ้วพร้อมฉีกหูขาดเลือดสาดกระเด็น.....เขาร้องเจ็บปวดอย่างทรมาน.... "....... เวทมนตร์งั้นหรอ..... ไม่อยากเชื่อว่าเรื่องแบบนี้มีจริง....."

“เวทมนตร์บ้าบออะไรกัน ก็แค่ระบบจัดการธาตุระดับควอนตัม ถ้าไม่อยากตาย เลิกถามฉันได้แล้ว แกมันน่ารำคาญ รำคาญ รำคาญไปหมดละ .... ไม่งั้นต่อไปฉันจะหักขา ควักลูกตาและปาดคอแกไปทีละอย่างแทน.....” เซเล่เอาเท้าเหยียบขาของเซอร์แรนไว้แล้วจ้องหน้าเขาด้วยความโมโห

“ครับๆ ๆ ...ก็ได้ขอรับ...! .... ธาตุ.... ควอนตัมงั้นหรอ...ควอนตัมคืออะไร ศาสตร์ไหนของเวทมนตร์” เซอร์แรนยกมือยอมจำนน ก่อนเซเล่จะปล่อยเขาไป เขาได้ทรุดตัวลงนอนราบกับพื้นที่เต็มไปด้วยฝุ่นหินจากสงคราม... หลังจากที่เซเล่หันหลังให้ เขาก็ชมเธอว่า “ให้ตายสิ... เจ็บเป็นบ้า...ถึงจะน่ากลัวขนาดไหน.... เธอก็น่ารักดีนะ...” 

[ฉับ...!!!] “อัก...!”

          ฟันบนกับฟันล่างของเซอแรนถูกมีดผ่าแยกออกจากกันทั้งที่เขายังคงนอนอยู่ เลือดได้พุ่งไหลนองพื้นเต็มไปหมด กรามที่ขาดสะบั้นได้ทำให้หัวของเขาหลุดกลิ้งบนพื้น ใบมีดสีเลือดได้ปักอยู่กลางปากของเขา.....ตาที่ค้างเพราะเขาตายฉับพลันยังคงไม่กะพริบเคลื่อนไหวใดๆ 

“ฉันไม่มีรสนิยมแบบแกหรอกนะ น่ารำคาญซะจริงๆ ...หึๆ ๆ .. ปากมากดีนัก ส่วนเรื่องกำจัดศัตรูงั้นรึ.....นั้น ฉันจัดการให้อย่างดีเลย เอาแบบให้เลือดแดงนองพื้นเป็นทะเลเลือดไปเลย... หึๆ ๆ ฮะๆ ๆ ฮ่าๆ ๆ ๆ!!!”


 

          ไม่กี่วันหลังจากเธอฆ่าเซอร์แรน เธอก็ถูกตามล่าจากทหารอังกฤษหลายร้อยคน เหมือนปืนจะยิงเธอเข้านะ..... แต่มันไม่ปกติ
ร่างกายของเธอกลายเป็นรูที่ไม่มีเลือด มีแต่เนื้อสีชมพูที่แป๊บเดียวมันก็หายและฟื้นฟูสภาพ .... ใช่ ร่างกายเธอเป็นเพียงเส้นวงจรสสารที่ไม่ทราบชนิดรวมตัวกันขึ้นเท่านั้น “แปลกดี ที่มีคนประเภทนี้อยู่บนโลกด้วยรึ” ทหารต่างพูดคุยกันด้วยความสงสัย


 

          หลังจากเธอต่อสู้กับทหารอังกฤษ เธอก็ไปตามข้อมูลที่เซอร์แรนส่งมา ทหารฝ่ายพันธมิตรจำนวนมากงงกับผู้หญิงคนนี้ เธอยืนขวางทางพวกเขาคนเดียวโดดๆ ท่ามกลางหมู่ทหารและรถถังจำนวนมาก หลายต่อหลายครั้ง ทหารราบถูกตัดแขนขาเสียบอกแขวนไว้บนเสาโลหะแหลมกลางสนามรบ รถถังที่ถูกทำลายจากคมมีดสร้างความประหลาดใจให้กับกองทัพพันธมิตรยิ่งนัก พวกเขายกพลเข้าโจมตีหลายครั้ง แต่กลับหยุดชงักทุกอย่างเพราะผู้หญิงคนเดียว พวกเขาเริ่มขวัญเสีย ไม่มีทหารเยอรมันสักคนออกมาตั้งรับพวกเขา แต่ดันเป็นเด็กผู้หญิงราวๆ อายุ 18 ซะงั้น....

 

          โซเวียตเจอศึกหนักเข้าอีก เพราะทหารเยอรมันยกทัพไปทางเหนือหมดแทน เพื่อที่จะขยายพื้นที่ยึดครอง ซึ่งเซเล่ได้เข้าไปคุยกับฮิตเลอร์เรื่องที่เธอจะรับมือฝั่งตะวันตกและให้พวกเขาเดินทัพขึ้นเหนือเข้าโจมตีโซเวียตแทนเธอ


 

          ฮิตเลอร์เชื่อในตำนานของเซเล่ (The Undead of Seele) เพราะเขามั่นใจว่า เซเล่ คือปีศาจสงครามในตำนานเก่าแก่ของเยอรมันที่เกิดมาเป็นดังซาตานที่แข็งแกร่งที่สุด และไม่เคยมีมือปราบปีศาจคนไหนจัดการเธอได้เลยตลอดเวลาเกือบ 7000 ปีที่ผ่านมา นั่นเพราะเธอเร็วกว่าพวกเขาเพียงกะพริบตา และฆ่าคนมาหลายล้านคนตลอดช่วงชีวิตของเธอด้วยมีดสีแดงราวกับอาบเลือดมาจำนวนมาก

          ฮิตเลอร์ต้องการให้เซเล่สร้างกองทัพชีวภาพขึ้นมาตามตำราปีศาจโบราณ ซึ่งมันเป็นตำราความเชื่อเก่าแก่เกี่ยวกับโลกของปีศาจและซาตาน เธอเหมือนจะถามแล้วถามอีกเกี่ยวกับการใช้ศาสตร์นั้น เพราะมันเป็นเรื่องที่เป็นดังนรกของสิ่งมีชีวิตเลยทีเดียว “พวกแกแน่ใจนะว่าจะให้ฉันทำแบบนี้ ถ้ามันเกินขอบเขตของฉันก็ช่วยไม่ได้แล้วนะ...หึๆ ๆ” 

“อย่าให้พวกมันย้อนมาทำลายพวกเราก็พอ...” ฮิตเลอร์เอ่ยพลางปิดตำราลง
“พูดยากจังเลยนะ จริงๆแล้ว กองทัพชีวภาพที่ตั้งค่ากลไกทางสมองด้วยประสาทไฟฟ้าให้ทำงานอัตโนมัติอย่างไม่สนข้อมูลอื่นๆ ต่อให้มันสูญเสียข้อมูลไปจำนวนมาก มันก็จะยังไม่ตาย ควบคุมไม่ได้.... หึๆ มันช่างเป็นเรื่องสกปรกซะจริงเลยนะ...!!” เซเล่เอ่ยพร้อมเดินกรีดกำแพงไปมา

“..... ภาษาซาตานหรอ...?” ฮิตเลอร์ถาม

“มันเป็นภาษาบ้านเกิดฉัน เอาล่ะ ฉันจะอธิบายง่ายๆ เลยละกัน คนอย่างแกน่าจะเข้าใจมันอยู่แล้ว... กองทัพชีวภาพที่ไม่มีวันตาย มันก็คือการปลุกผีด้วยวิทยาศาสตร์.... ฉันจะรวบรวมอิเล็กตรอนจำลองคลื่นแม่เหล็กสร้างข้อมูลแบบทั่วไปฝังเข้าสมองให้กับศพพวกนี้ ตราบใดที่สมองยังไม่ถูกทำลาย มันก็จะจัดการศัตรูต่อไป แม้จะต้องใช้ปากกัดก็ตาม... หึๆ ๆ” เซเล่กรีดกำแพงต่อไป ซึ่งตัวอักษรเหล่านั้นเป็นภาษาสครีนิกซ์ 

 

 “แล้วท่านเองไม่ต้องการอาวุธต่อสู้กับพวกมันเช่นปืนของพวกเราบ้างหรอ เราทำปืนเรลกันมาแทนปืนดินดำแล้วนะ...”
 

          (นาซี ทำปืนเรลกันก่อนชาติอื่นๆ ในสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพดีนัก แต่ถือว่าแรงกว่าปืนยุคนั้นมาก ใช้โลหะคุณภาพสูง และถูกใช้เป็นปืนต่อสู้อากาศยานมาก่อน...)


 

          เซเล่ได้เดินเข้ามาหาฮิตเลอร์แล้วบอกว่า “ปืนไม่ได้จำเป็นสำหรับฉันเสมอไปหรอกนะ... ฉันมีอย่างอื่นที่น่าสนใจกว่า ให้คนอื่นออกไปซะ ไม่งั้นฉันจะฆ่าพวกเขาซะตอนนี้” 

          ฮิตเลอร์ได้พยักหน้าให้ลูกน้องของเขาก่อนที่เซเล่จะพูดต่อว่า “ไปเอามีดที่มีหลักฐานว่าผ่านการฆาตกรรมให้มากที่สุดเท่าที่จะหาได้มา และก็นะ... ฉันขอไอปืนเรลกันนั่นด้วย...!” 
ลูกน้องของฮิตเลอร์ตกใจกับเสียงของเธอจนต้องหยุดเดินกะทันหัน ฮิตเลอร์จึงโบกมือไล่แล้วพูดว่า “ไปเอามาสิ...!” 

“ครับ...!!” 


“นี่.....ฮิตเลอร์ ตอนนี้มีแค่เรา... อยากเห็นอะไรไหม .... แกอย่ากลัวไปเลย... ฮ่าๆ ๆ ๆ” เซเล่เดินตรงไปยังกลางห้องแล้วหมุนตัวไปรอบๆ 

“อะไรหละ...?” ฮิตเลอร์มองดูเธอย่างสงสัย ซึ่งเซเล่ได้ดึงมีดของเธอขึ้นมาจากพื้นแล้วเอ่ยด้วยเสียงที่แปลกประหลาด ..... “ภาษาอะไรกันละนั่น...”
สายฟ้าสีแดงได้แผ่ขยายออกจากตัวเธอแล้วฟาดกับตัวอักษรโดยรอบ


“ไบนารี ควอนโทร....รีไวลเลอร์.....” (Binary Quantrol Reviler)

          เสียงสุดท้ายที่เธอพูดเป็นอย่างนั้น ฝุ่นดินก็รวมตัวกันโดยมีลำไฟฟ้าดึงฝุ่นแต่ละก้อนเข้าหากันและก่อตัวเป็นซอมบี้และเดินเข้ามาหาฮิตเลอร์ แต่ว่า เธอก็ได้ดึงคอมันไว้แล้วเอ่ยว่า....” อะๆ ๆ ใจเย็นก่อนวิญญาณสวะ..นั่นคนของฉัน...” 

ฮิตเลอร์ตกตะลึง.... “ท่านเรียกซอมบี้โดยไม่ใช้ศพได้หรอ” 

“ฮ่าๆ ๆ จริงแล้วฉันไม่จำเป็นต้องมีอะไรพรรณนั่นก็ได้นิ ฉันทำอะไรได้เยอะกว่าที่พวกแกคิดแล้วกันนะ ฮ่าๆ ๆ แกลืมไปแล้วหรอว่าฉันเป็นใคร....ฉันมาช่วยแกเพราะต้องการปกป้องบ้านเกิดของฉัน... ส่วนแก ฉันจะมาเก็บวิญญาณทีหลังอย่างแน่นอน ก็นะ คนไม่ดี มันก็ต้องโดนกำจัด…”

 

“ยังไงฉันก็ต้องตายสินะ... อืม” ฮิตเลอร์ยกซิการ์ขึ้นมาจุดและสูบพ่นควันอย่างใจเย็น


เซเล่ดึงคอซอมบี้กลับไป แล้วบอกว่า “จริงๆ แล้ว ฉันจะเรียกมันมาเป็นพันเป็นหมื่นตัวก็ได้ และแค่ฉันดีดนิ้ว พวกมันก็หายไปละ” 

[แป๊ะ] หลังจากเธอดีดนิ้ว มันก็สลายกลายเป็นฝุ่นทันที
"เออ ถ้าขนาดนี้ เราสามารถยึดทั้งโลกได้เลยนะ" ฮิตเลอร์เอ่ย
"แล้วแกจะยึดโลกไปเพื่ออะไรถ้าทุกคนตายหมด..... แกลองถามตัวเองดูสิ แกจะอยู่ไปเพื่ออะไรในโลกแบบนั้น" เซเล่ถาม
"อ่านั้นสินะ.... ฉันจะอยู่ไปเพื่ออะไรแบบนั้น แต่อย่าให้เราแพ้สงครามพอละ"

“ของมาแล้วครับ” ทหารรีบยกลังของกลางมาวางแล้วรีบวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว

เซเล่เดินไปเปิดลังออกแล้วหยิบมีดขึ้นมาเลียดู “ได้เป็นร้อยเลยนะ....”

 

          เซเล่ล้มลังไม้ลงจนมีดทั้งหมดกระจายออกมาพร้อมกับปืนเรลกันขนาดใหญ่เกือบ 2 เมตร หนึ่งกระบอก แล้วใช้การต่อต้านโมเมนตัมของเธอยกมีดทั้งหมดขึ้น “มันช่างน่าสนใจจริงๆ ว่าไหม...? วิญญาณอาฆาตมากมายที่ตายเพราะการฆาตกรรม พวกมันน่าเอามาทำอาวุธยิ่งนัก และเรลกันของพวกแกก็เป็นโลหะชั้นดีที่น่าสนใจ ไปเอาโลหะแบบนี้มาจากไหนกันล่ะ.... ทั้งแข็ง ทั้งเหนียว ความหนาแน่นของมวลอะตอมที่ดีแหละเหมาะเจาะจนสามารถรับแรงกระทำมหาศาลแล้วส่งกลับไปได้ น่าสนใจๆ เอาล่ะ ฉันจะเริ่มการสร้างอาวุธใหม่ล่ะนะ” 


“ควอนตัม เอกโพรชั่น....! แยกองค์ประกอบแอสเซมไบล์” (Quantum Explosion Reassembly) 

[เปรี้ยง...!!] 

“เริ่มต้นการออกแบบ..... รวบรวมสสารและพลังงาน เปลี่ยนค่าวิกฤต เพิ่มความสเถียร.... หลอมรวมโลหะแรงสะท้อนสูงที่ 1 รูปแบบฟิวชั่น เอ็นเกจ...!!!” 

(Fusion End Gage = อาวุธฟิวชั่นระดับสุดท้ายในเกมกระดาษ Battle Imperlien)

ทหารข้างนอกตกใจกับเสียงฟ้าผ่าที่ดังขึ้นจากข้างในห้องโถง พวกเข้าแง้มประตูมองดูข้างในซึ่งมีก้อนพลังงานสีแดงที่แผ่ขยายออกไปอย่างรุนแรงและแสดงภาพข้อมูลแบบโฮโลแกรม มีดทุกเล่มถูกหลอมรวมกันกับปืนเรลกัน แล้วปืนนั้นก็หลอมใหม่กลายเป็นอาวุธที่หน้าตาเหมือนอีเตอร์....

(อีเตอร์ = Pickaxe (พลั้ว) เป็นอุปกรณ์ขุดเจาะสมัยโบราณ ที่ใช้ในการขุดเหมือง ดินแข็ง หรือทำการเกษตร ไม่ค่อยมีความนิยมมาทำอาวุธเพราะด้ามสั้น แต่หากนำมาใช้จริงๆ ถือว่าเป็นอาวุธที่มีความเสียหายรุนแรงมาก เพราะอีเตอร์นั้นหนักไม่ต่ำกว่า 2 กิโลกรัม ซึ่งเซเล่สร้างขึ้นมานั้น เป็นแบบด้ามยาว 1.8 เมตร และน้ำหนักกว่า 54 กิโลกรัม)

“ยัยนั่นมีพลังแปลกๆ แบบนั้น จะทำที่ขุดเหมืองมาเพื่อ? ..... หาทองคำหาเพชรหรือไงวะ?”



[ชวิบ....!!]

          ทหารสองคนข้างนอกที่คุยกันอยู่ถูกมีพุ่งผ่านคอตายทั้งคู่ ก่อนเซเล่จะยกอาวุธนั่นขึ้นมาแล้วพูดว่า “นี่เป็นอาวุธที่ฉันตั้งใจสร้างขึ้นมา..... มันรวมความรู้สึกอันเลวร้ายมากมายลงไป ฉันจะตั้งชื่อให้มันว่า Lilith {ลิลิธ}.... ความขัดแย้งที่สร้างขึ้นมาทำลายความปกติ ลิลิธ จะสามารถทำลายทุกสิ่งทุกอย่างที่แข็งแกร่งกว่ามัน...ใครบังอาจปากเสียกับของของฉัน มันต้องไม่มีชีวิตอยู่ต่อไปได้อีก...!!” เซเล่ควงอีเตอร์ไปมาแล้วปักลงกับพื้นจนอาวุธร้าว....!

“เอ่อ... แน่ใจว่ามันใช้ได้นะท่าน....?” ฮิตเลอร์มองดูมันอย่างประหลาดใจ อีเตอร์ของเธอมีรอยร้าวเกิดขึ้น มันช่างดูไม่ทนทานเอาซะเลย....

เซเล่เตะอีเตอร์ขุดเหมืองขึ้นมาแล้วเหวี่ยงมันใส่คอฮิตเลอร์ และหยุดมือไว้ไม่ให้โดนคอเขา....

 

"อย่าบังอาจดูถูกของของฉัน...!!! " 

          ว่าแล้วอีเตอร์อันเก่าเขรอะก็แตกออกปรากฏด้ามสีแดงลายเกล็ดงู เศษโลหะเก่าได้หลุดร่อนออกเหลือเพียงแต่คมมีดที่เงาวับ.... เซเล่ยื่นหน้ามาจ้องมองฮิตเลอร์ด้วยความโมโห เธอยิ้มฉีกใส่เขาพร้อมพูดว่า “ไม่งั้นมันจะแยกส่วนร่างกายแกและกินวิญญาณแกเองแน่ๆ ....” 

“อะเอ่อ. ครับ... มัน งดงามเหลือเกิน.....” ฮิตเลอร์เอ่ยด้วยความหวาดกลัว 
“ผมเพิ่งเคยเห็นของที่งดงามแบบนี้เลยจริงๆ ....” 

“อ่องั้นหรอ....งั้นแกก็จำไว้ซะว่า... ของบางอย่างนั้นอย่าได้มองแค่ภายนอก ข้างนอกมันจะเน่าเฟะน่าเกลียดน่าดูถูกขนาดไหน ข้างในมันก็มีสิ่งที่สวยงามอยู่เสมอ...” อาวุธของเธอเปล่งแสงสีแดงเลือด เธอหมุนตัวควงมันไปมาจนมันหายไปจากมือของเธอ... 


“เอาล่ะ ....ต่อไป ฉันจะปิดสงครามนี้ให้เอง ไม่ต้องกลัวว่าพวกแกจะแพ้ ฉันถูกไหว้วานให้ดูแลประเทศนี้ไว้จากจักรพรรดิของที่นี่คนหนึ่งละนะ ออ... เรื่องมันนานหลายร้อยปีแล้วล่ะ...พวกแกก็ไปจัดการทางเหนือเอาเองละกันนะ ฉันคงจะเล่นสนุกกับพวกสัมพันธมิตรสักพัก ถ้ามันสนุก ฉันจะตามไปถึงฐานมันเอง หึๆ ๆ ฮ่าๆ ๆ ๆ ” ไม่นานนัก เซเล่ล่องหนก็หายไปต่อหน้าต่อตาของพวกเขา เธอได้ทำให้ทุกคนที่ได้ยินชื่อของเธอต้องหวาดกลัว ไม่ว่าจะทำอะไรที่ทำให้เธอเสื่อมเสีย เธอก็จะตามฆ่าให้ได้ นั่นเป็นความน่ากลัวของเธอคนนี้ บางทีก็เร็วจนตั้งหลักไม่ทันเลยทีเดียว


 

          (เซเล่ Seele // ภาษา Sckrinx = Zxelir เป็นชื่อพิเศษขององค์หญิงฟอร์แลร์ริเออร์ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งจากกษัตริย์ไฮน์ริชที่ 1 ของเยอรมันเมื่อปี ค.ศ. 920 เนื่องจากเดิมเธอเป็นบุคคลเร่ร่อนที่น่ากลัวราวกับซาตานที่คอยกำจัดทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะดีหรือร้าย จนพระเจ้าไฮน์ริชมาพบเธอขณะที่เธอกำลังจะฆ่าครอบครัวหนึ่งในเมืองซัคเซิน พระเจ้าไฮน์ริชพยายามหยุดเธอ และพูดปลอบนางให้เธอหยุดฆ่าครอบครัวนั้น พระองค์ทรงมอบเครื่องประดับมัดผมรูปผีเสื้อสีแดงให้แลกเปลี่ยนกับชีวิตของครอบครัวนั้น เนื่องจากร่างกายเธอเหมือนวิญญาณ บางครั้งก็สัมผัสได้ บางครั้งก็สัมผัสไม่ได้ พระเจ้าไฮน์ริชทรงให้ความหมายกับมันไว้ว่า "เธอนั้นมีจิตวิญญาณที่สวยงามมากกว่าที่เธอเป็นตอนนี้ เธอสามารถใช้ความสามารถที่เธอมีปกป้องผู้คนมากมายได้ และพวกเขาเหล่านั้น จะตอบแทนเธอด้วยสิ่งที่หอมหวานราวกับดอกไม้เสมอ" นั่นทำให้เธอสงบอารมณ์ลง และรู้ว่าตนจะอยู่บนโลกนี้เพื่ออะไร.... หลังจากนั้นเธอก็ออกไปต่อสู้กับกองทัพปฏิปักษ์ของไฮน์ริช นั่นคือ อาร์นุลฟดยุค แห่งบาวาเรีย ศัตรูของประเทศเยอรมันจนได้รับชัยชนะ และเธอก็ใช้ชีวิตเป็นมือสังหารระดับสูงของเยอรมันตลอดมาจนกลายเป็นตำนานเล่าขานเกี่ยวกับซาตานนักฆ่าไม่มีวันตาย และไม่เคยมีใครปราบเธอได้นั่นเอง)
 

ความคิดเห็น

0 คอมเมนต์

เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้

ไปหน้าเข้าสู่ระบบ
ยังไม่มีคอมเมนต์ เป็นคนแรกที่เริ่มคุยได้เลย