Battle Imperlien : มหากาพย์สงคราม 14,000 ล้านปีของเอกภพ/5 ตอน กองทหารนับแสนที่นอร์มังดี
ตอน กองทหารนับแสนที่นอร์มังดี
Main Story

5 ตอน กองทหารนับแสนที่นอร์มังดี

โดย PISZAJ - RAZKES0 ครั้ง


ปีคริสตศักราช 1944

          กองทัพบกของพันธมิตรได้ยกพลขึ้นฝั่งสเปนและนอร์มังดี กองทัพรถถังและเครื่องบิน ได้มุ่งหน้าตรงมายังทางตะวันตกของเยอรมัน โดยมีกำลังทางอากาศนำทิ้งระเบิดที่หาดนอร์มังดี และตามมาด้วยกองทัพทหารราบกับรถถัง รวมกว่า 150,000 นาย

          ทางฝั่งเซเล่ เธอได้สร้างกองทัพซอมบี้ขึ้นมาหลายหมื่นตัวตัวจากเศษดินโดยวิธีการจัดการกระบวนการเปลี่ยนสารระดับควอนตัม ซอมบี้ทุกตัวใช้อาวุธที่สร้างจากระบบควอนตัม โดยตั้งรับบนหน้าผาเหนือหาด เธอสร้างปืนใหญ่ควอนตัมหน้าตาเหมือนปืนใหญ่ของรถถัง Tiger Panzer เรียงตามหน้าผาพร้อมยิงจำนวนมากจากหินหน้าผา โดยใช้หลักการเดียวกันในการเปลี่ยนแปลงสาร

(กระบวนการแปลงสารนั้น เป็นเทคโนโลยีราคาแพงมากในปัจจุบัน ซึ่งเป็นกลไกลกับเปลี่ยนแปลงจำนวนโปรตรอน นิวตรอน และอิเล็กตรอน ปัจจุบันยังไม่สามารถสังเคราะห์ธาตุให้สเถียรได้จริง แต่เป็นแนวทางในอนาคตในการเปลี่ยนแปลงสาร เพื่อสร้างทรัพยากรขึ้นใหม่ได้จำนวนมาก การแปลงธาตุของเธอ อยู่ในการบวนการจัดสารในระดับควอนตัม เศษโปรตรอนนิวตรอนที่เหลือ จะกลายเป็นรังสีไป)

กองอากาศยานทิ้งระเบิดได้บุกเข้าทำลายกองทัพซอมบี้ไปราวๆ 4,000 กว่าตัวเหนือหน้าผา และเครื่องบินถูกทำลาย 52 ลำด้วยปืนควอนตัมที่ยิงสูบมวลสารจนแหว่งขาดจากกองทัพซอมบี้ กองทหารราบที่นอร์มังดีถูกซอมบี้จำนวนมากใช้ปืนควอนตัมยิงใส่จากทั้งบนหาดและจากหน้าผาจนตัวขาดแหว่งอย่างราบเรียบราวกับถูกตัดด้วยเลเซอร์อย่างรวดเร็ว รถถังถูกหอกโลหะแหลมสีแดงไม่ทราบชนิดขนาดใหญ่แทงขึ้นมาจนลอยจากพื้น และมีการต่อสู้ตะลุมบอนกัน ฝ่ายสัมพันธมิตรสูญเสียกำลังทหารราบไปราว 20,000 นาย รถถัง 160 คัน เซเล่เสียกองทัพซอมบี้ไปราว 6,000 กว่าตัว ซึ่งซอมบี่ของเธอยังคงวนเวียนในป่าเหนือหาดนั้น และฝ่ายสัมพันธมิตรร่นถอยกลับไปยังกองทัพเรือทางทะเล

          ปฏิบัติการต่อเนื่องหลังจากถอยทัพไป 7 วัน เรือรบฝ่ายสัมพันธมิตรได้ยิงปืนใหญ่ขึ้นฝั่ง เซเล่ต้องสูญเสียกำลังซอมบี้เกือบครึ่งจากแรงระเบิดของปืนใหญ่มากกว่า 500 นัด ในขณะที่ซอมบี้ของเธอยิงต่อต้านกระสุนนั่นตามคำสั่งของเธอ ส่วนเธอใช้มีดตัดกระสุนปืนใหญ่ที่จะเข้ามาหาเธอจนขาดเป็นชิ้นๆตกอยู่ข้างหลังเธอหลายนัด... สัมพันธมิตรมีการยกพลขึ้นอีกครั้งรวม 160,000 รวมกำลังเสริมจากแคนดาและฝรั่งเศสเสรีอีก 40,000 นายโดยที่มีเพียงปืนใหญ่ควอนตัม ที่ยังคงยิงต่อต้านพวกเขาจากจุดอับสายตา

“ชิ......อยู่ไกลๆ แล้วยิงเอา แบบนี้จะได้เปรียบฉันไปหน่อยมั้ง” เซเล่ดีดนิ้วทำลายซอมบี้ทั้งหมดของตัวเองทิ้งเพื่อเปลี่ยนแผนการรับมือเป็นการจู่โจม เธอกัดปากฟังเสียงเครื่องบินที่กำลังจะบินเข้ามาปูพรมระเบิดใส่เธอที่หบลอยู่ในป่า ก่อนที่เธอจะฟาดลิลิธลงบนพื้นจนเกิดรอยร้าวอย่างรุนแรงที่พื้นดินแล้วกระโดดเหยียบด้ามลิลิธดีดตัวขึ้นไปใกล้เครื่องบินแล้วตัดโคนปีกด้วยมีดจนมันขาดร่วงหล่นลงไป

เท่านั้นไม่พอ เธอได้หันตัวกลับปามีดกลับไปยังเครื่องบินลำนั้นหลายครั้ง


//ภาพสโลโมชั่นโฮโลแกรมแสดงรายละเอียดแบบมองทะลุ//

          มีดแต่ละเล่มได้พุ่งทะลุผนังเครื่องบินไปตัดกระดูกสันหลังลูกเรือทุกคนที่อยู่บนเครื่องบินขาด ทุกคนล้มลงอัมพาตทำอะไรไม่ได้รอให้เครื่องตก มันได้ดิ่งตัวลงพื้นด้วยความเร็วสูง

          ก่อนถึงพื้นเซเล่ได้ใช้มือดึงลิลิธกลับมาบนมือด้วยโมเมนตัมแรงฉุด โดยมันได้ปักเข้ากลางเครื่องบินอย่างรุนแรง เสียงเปรี้ยงปร้างได้ทำให้กระจกของเครื่องบินแตกออกมาพร้อมเลือดของคนข้างในนั้น แผ่นโลหะที่ยึดนอตไว้ได้หลุดออกจากโครงเครื่องบินราวกับภาพประกอบชิ้นส่วน คานเหล็กที่เป็นโครงทั้งหมดยุบตัวจากหัวเครื่องถึงหางเครื่องอย่างรวดเร็ว ปีกอีกข้างได้หักเป็นเสี่ยงๆ กลางอากาศก่อนที่ทุกชิ้นส่วนของเครื่องบินจะแยกออกจากกันราวกับมันไม่เคยประกอบรวมกันมาก่อน ลิลิธที่ปักเข้าไปกลางลำได้หมุนไปอยู่บนมือของเซเล่ที่ลอยอยู่กลางอากาศ เธอรับมันแล้วหมุนตัวขว้างมันกลับลงมาปักบนหน้าผา เครื่องบินทิ้งระเบิดลำนั้นทุกคนตายสนิทเหลือเพียงเศษท่อนกระดูกที่แยกเป็นท่อนๆตกลงบนพื้น ก่อนที่เธอจะเทเลพอร์ตลงมายืนบนด้ามลิลิธเหนือหน้าผามองตรงไปยังกองทัพสัมพันธมิตรในทะเล

“นั่นอะไรกันน่ะ....” วิลเลียม (Villium) ทหารเรืออังกฤษได้ส่องกล้องดูเครื่องบินทิ้งระเบิดขนาดใหญ่ที่แตกกระจายออกโดยที่มันไม่ได้มาจากระเบิดของเครื่อง ทุกคนยืนนิ่งงงกับเหตุการณ์เครื่องบินลำนั้น.... 

“นอกจากกองทัพชีวภาพที่กำจัดไป ฉันเดาว่ายังเหลือปืนเรลกันอยู่แน่ การทำลายที่แปลกตาแบบนั้นน่าจะโดนเรลกันที่ไหนซักแห่งบนหน้าผายิง...” พวกเขาต่างคาดเดาโดยหารู้ไม่ว่า พวกเขากำลังโดนผู้หญิงคนหนึ่งเล่นงานอยู่

เครื่องบินของพวกเขาหลายลำเริ่มถูกทำลายแตกกระจายร่วงหล่นแบบวิต่อวินาที... พวกเขาอึ้งมากกว่าเดิม... “มันอะไรกันวะเนี่ย!!” ชั่วพริบตา พวกเขาสูญเสียเครื่องบินไปอีกแล้วกว่า 150 ลำ 

“พลจรวด ทหารราบ และรถถัง ออกค้นหาป้อมปืนเรลกันให้ทั่วทุกพื้นที่ แล้วทำลายมันซะ....” หลังจากกองทัพบกลุยเข้าไปได้ไม่นาน พลปืนใหญ่ของเรือประจัญบานก็ได้ยินเสียงแว่วมาในหูว่า “จะฆ่าฉันคนเดียว ต้องยกกองทัพมาเป็นแสนเลยหรอ ....ฮ่าๆ ๆ ๆ”

[ชวิบๆ ๆ ๆ ...]

          พลปืนใหญ่ประจำเรือรบอังกฤษ 4 นาย ได้คอขาดตายคาปืนใหญ่ ก่อนที่ป้อมปืนหลักนั้น จะขาดกระเด็นออกจากตัวเรือ....!!! 


“แย่แล้วครับ มันโจมตีไปที่กองทัพเรือแล้ว!!!”

ป้อมปืนใหญ่ของเรือวิเลียมได้ถูกงัดออกรัวราวกับมันลืมยึดน็อต ถามรายงานก็ไม่มีใครตอบกลับมาจากแต่ละป้อมสักคน “พวกเขาโดนอะไรกัน...”

[ต๊าดๆๆ...]
“ไม่ทราบครับ ที่ฉุกเฉินตอนนี้ เรือเราไม่ขยับแล้วครับ....!” ลูกเรือรายงานขึ้นมาจากห้องควบคุม...


[ฉวิบ..!!] “อ๊ากกก...!!!” 
“เกิดอะไรขึ้น...!!” วิลเลียมตะโกนถามลูกเรือผ่านวิทยุลงไปชั้นล่าง

“เรือแกกำลังจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ต่อจากนี้แล้วยังไงละ... หึๆ ๆ ฮ่าๆ ๆ ๆ” เสียงที่ดุราวกับปีศาจได้ดังขึ้นผ่านวิทยุ วิลเลียมตกใจรีบลงไปชั้นดาดฟ้าเรือ แผ่นเกราะที่ดาดฟ้าหน้าเรือได้แตกออก เขาหันไปเห็นแท่งโลหะสีแดงฟาดเขามาอย่างเต็มแรง...

[เตรี้ยว......ครึกๆครืน!!!] 

“ชิบ... หาย... เรือธงโดนเรลกันยิงแล้ว?!” วิลเลียมรีบโดดลงน้ำในขณะที่แผ่นไม้แผ่นเหล็ก กระเด็นเฉียดตัวเขาอย่างมากมาย เมื่อเขาลงน้ำไปแล้วโผล่หัวขึ้นมาดู.... เรือประจัญบานขนาด 250 เมตรของเขาก็แหลกละเอียดจากพลังงานบางอย่างที่กดจากหัวเรือจนยุบอย่างรวดเร็วแบบวินาทีต่อวินาที เกราะทั้งหมดของเรือกระเด็นออกมาจนเขาต้องดำน้ำหลบ โครงเรือบิดงอเข้ากลางลำจนด้านข้างถูกดีดออกกระเด็นกระดอนไปกระทบเรือลำอื่น...... ไม่ทันหลับตาลง เรือของเขาก็เหลือเพียงแค่เศษซากที่ลอยอยู่บนน้ำ...

“พระเจ้า..... เราสู้กับอะไรกันแน่ ไม่เคยมีเรือรบลำไหนในประวัติศาสตร์พังละเอียดขนาดนี้ในสนามรบ..” ก่อนที่เขาจะลุกจากน้ำขึ้นเกาะเรือชูชีพแล้วมองไปรอบๆ เขาก็เห็นผู้หญิงวิ่งบนน้ำถืออาวุธหน้าตาเหมือนเคียวไปยังเรือลำต่อไปอย่างรวดเร็ว....

“ผู้หญิงแปลกๆ คนนั้นเป็นใครกัน...?”

          ว่าแล้วผู้หญิงคนนั้นก็เหวี่ยงเคียวที่ว่าใส่เรือลำที่สองของฝ่ายเขาจนหักสองท่อน “นั่นใช่คนแน่หรอ? ... จะไปคิดอะไรละ ก่อนหน้านี้ก็กองทัพซอมบี้ แต่ตอนนี้มัน.... คนวิ่งบนน้ำฟาดเคียวใส่เรือขาดครึ่ง นี่มันบ้าอะไรกันละเนี่ย...”


 

          เซเล่ได้ทำลายเรือทีละลำ แต่ความเร็วของเธอสูงจากการออโต้เทเลพอร์ตอย่างต่อเนื่องของเธอ จึงใช้เวลากำจัดแต่ละลำไม่นานนัก เรือเกือบ 90% ถูกทำลายแหลกอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ทะเลก็ยังเต็มไปด้วยซากศพที่ดูไม่ค่อยได้กับซากเรือที่บางส่วนยังลอยเหนือผิวน้ำ ทะเลกลายเป็นสีแดงเลือดปนสีดำ วิลเลี่ยมมองดูอยู่ครู่หนึ่งก็เห็นแสงไฟสีเหลืองเล็กๆ ขึ้นมาบนมือของหญิงสาวที่ยืนอยู่กลางทะเล.... เธอหัวเราะขำลั่นไปทั่ว เรือชูชีพหลายลำที่ล่องลอยได้สงสัยกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นหลังจากเรือของพวกเขาได้ถูกทำลาย... 

“ชิบ หาย แล้ว ดำน้ำด่วนเลย...!!!” 
“โดดลงน้ำกันทำไม” ทหารเรือที่เหลือรอด ต่างถามเพื่อนของเขาหลายคนที่พากันโดดลงน้ำที่มีคราบสีดำและแดงปนกันอยู่ ซึ่งมันอันตรายมากหากเข้าสู่ร่างกาย เพราะมันเต็มไปด้วยน้ำมันดีเซลของเรือ พร้อมทั้งเลือด และสารเคมีต่างๆ มากมาย

          เซเล่ได้ยืนยิ้มอยู่บนซากเรือที่ลอยน้ำ ก่อนที่เธอจะเอ่ยว่า “โง่เง่ากันจริงๆ ฮ่าๆ ๆ จะไปทางไหนพวกแกก็ตายอยู่ดี น้ำก็เป็นพิษ จะพายเรือหนีพวกแกก็จะโดนเผา ... มันช่างน่าขำจริงๆ ตายแบบไหนดีน๊า.... ไฟคลอกตาย หรือขาดอากาศตาย... อ่อๆ ๆ พวกแกคงเลือกอย่างที่สองเพราะตายช้ามีโอกาสหนีและไม่ทรมานสินะ .... ฮ่ะๆ ๆ ฮ่าๆ ๆ ฮ่าๆ ๆ ๆ ๆ”

          สะเก็ดไฟจากการกระทบกันของมีดของนาง มันช่างทำให้พวกเขาต้องขนลุกลุ้นผวาว่าเธอจะเอายังไง ไฟจะลุกเป็นทะเลเพลิงตอนไหนกันนะ ชายคนหนึ่งเห็นทนไม่ไหวจึงหยิบปืนกลเบาอังกฤษ รุ่น Bren LMG มากราดยิงใส่เธออย่างเต็มที่...

[ตึ้งๆ ๆ ๆ ...] เขายิงมากกว่า 40 นัดใส่เธอจนถอยหลังจากแรงกระแทกของกระสุนขนาด 7.62

“เห้ย......??” ทุกคนอึ้งมองดูเธอซึ่งไม่ได้ล้มลงหรือจมน้ำไป แต่กลับเอานิ้วจีบกระสุนได้หนึ่งนัด และกระสุนนัดที่เหลือยิงทะลุเสื้อของเธอเข้าไปจนเห็นเนื้อที่เป็นรูแดงเหมือนเลือดจะไหล .... แต่มันกลับไม่มีเลือดออกมาเลยสักนิด...!! 


“หึๆ ..ฮึหึๆ ๆ ...ฮ่าๆ ๆ ๆ น่าตลกเนอะว่ามั้ย ที่แกพยายามยิงฉันให้ตายก่อนที่พวกแกจะตายเพราะความกลัว ความกลัวของพวกแกมันทำได้ทุกอย่างจริงๆ มันมีอำนาจ อำนาจที่จะเปลี่ยนความคิดโดยฉับพลัน เสียใจด้วยนะ ฉันคงไม่ตายตรงนี้หรอก.... ฮ่าๆ ๆ มันช่างน่าสนุกซะจริงๆ พวกแกจะทำยังไงนะ หากว่าเกิดเพลิงลุกฉับพลันแบบนี้..... "

          หลังจากพูดจบ เซเล่ก็โยนกระสุนเม็ดนั้นขึ้นฟ้าแล้วเคาะสะเก็ดไฟครั้งสุดท้าย กลุ่มลูกเรือที่เหลือรอดได้รีบว่ายน้ำดำน้ำหนี แต่สุดท้ายสะเก็ดไฟมันก็ตกถึงพื้นทะเลพร้อมกับลูกกระสุนปืน...!

[พรึบ]

          ไฟที่ลุกโชนไปทั่วท้องทะเล ได้ทำให้พวกเขาต้องดำลงไปในน้ำ เซเล่ได้ยืนขำอยู่ในเปลวไฟที่ร้อนระอุ เธอได้เอาเท้าเขี่ยน้ำทะเลที่ติดไฟด้วยเท้าเปล่าจนแดงและเกิดรอยไหม้.... “แหม่ๆ ... ฉันไม่ตายเพราะไฟหรอกนะ พวกแกจะทนมันได้นานแค่ไหนนะ เพราะทะเลเพลิงนี้ จะติดไฟไปอีกอย่างน้อย 10 ชั่วโมง ฮ่าๆ ๆ หืม..?”

          เซเล่เห็นเครื่องบินสองใบพัดดูดน้ำทะเลมาฉีดพ่นดับไฟหลายลำ พร้อมตะโกนหาผู้รอดชีวิต ซึ่งมาจากฝั่งกองทัพบก เซเล่ได้หันคอไปมองพวกเขาซึ่งอยู่ด้านหลังของเธอ มีทั้งคนยิงปืนเข้ามาหาเธอและฉีดน้ำสกัดเพลิงไปพร้อมๆ กัน เมื่อเซเล่โดนกระสุนจากตัวเครื่องยิงจนตัวเธอสะบัดจากความเร็วกระสุน เธอจึงหันกลับมาแล้ววิ่งผ่าไฟหลบกระสุนด้วยการออโต้เทเลพอร์ตอย่างรวดเร็วแล้วกระโดดขึ้นมายืนบีบคอมือปืนกล Browning - M2 บนเครื่องลำหนึ่งที่ยิงเธอ แล้วยกขึ้นจนลอยจากพื้น.....

“หาเรื่องดีจริงๆ นะแก....” [แควก...!!!]

          เซเล่ดวงตาลุกโชนเป็นเพลิงดำ เธอได้เอาอีเตอร์ทิ่มกลางท้อง ซึ่งมันไม่ได้แรงมาก แต่กระดูกสันหลังของเขาฉีกออกจากลำตัวทะลุหลังไปกระทบผนังเครื่องบินอีกฟาก ที่มีพลปืนกลที่สองยืนเหวออยู่ .. นักบินหยิบปืนพก Luger หันกลับมากำลังจะยิงเธอ แต่เธอกลับพูดด้วยน้ำเสียงแข็งว่า “ลองดูสิ...เอาเลย มา.....ยิงมาสิ!!!” 

          นักบินมือสั่นมองศพที่เธอบีบคอจนกำได้ เพราะศพที่บีบคออยู่ ไม่มีกระดูกสันหลังแล้ว.. 
เธอได้โยนศพลงทะเลที่มีไฟลุกท่วม ในขณะที่เธอมองหน้านักบินด้วยดวงตาสีเลือดที่จ้องราวกับจะกลืนกิน
“ถ้าไม่ยิง ฉันจะตัดคอแกเอง...”
[ปั้ง..!]

          นักบินยิงไปกลางหัวของเซเล่ เธอได้แหงนคอขึ้นจากแรงกระแทกของกระสุน ควันที่ร้อนได้ลอยออกจากหัวของเธอ.... แต่เธอก็กลับมาก้มหน้ามองเขาเหมือนเดิม

          นักบินนั่งถือปืนที่ควันคลุ้งอ้าปากเหวอทันทีที่เห็นว่าเธอยังยืนจ้องเขาทั้งๆ ที่หัวของเธอมีรูกระสุนอยู่ เซเล่ได้ดันกระสุนออกจากแผลแล้วฟื้นฟูบาดจนเขาเห็นเส้นอิเล็กทรอนิกส์ในแผลของเธอ "เวทมนต์...."

“...มึง....
ไปตายซะเถอะ...!!”

          เสียงอันแหบกร้านได้ดังขึ้นมาพร้อมกับอีเตอร์สีแดงที่มีปลายแหลมคมเหวี่ยงตัดเบาะไปทิ่มแขนของเขาจนเส้นเลือดทั้งแผงที่แขนเขาฉีกออกจากผิวหนังทั้งที่มันเป็นหลอดแบบนั้น แผลที่เกิดได้ฉีกขาดตามรอยเส้นเลือดเผยให้เห็นกระดูกและเนื้อสีแดงชมพูปนกันราวกับเนื้อสด นักบินได้ร้องลั่นแต่ไม่สามารถยกแขนขึ้นได้ มันชาไปหมด เซเล่ได้เอามือดึงเส้นเลือดของเขาแล้วยืดมันจนฉีกเลือดพุ่ง

“หึๆ ...ไปตายซะ...! คนที่เห็นบาดแผลฉัน ไม่มีใครรอดซักคน....” 

"อ๊ากกก...!! " หน้าของนักบินได้ซีดเผือดจากเลือดที่ค่อยๆ ไหลออกจากร่างกายอย่างไม่มีทางอุดหลีกเลี่ยงได้ เครื่องของเขาได้หมุนคว้างทั้งที่เซเล่ยังคงยืนนิ่งติดพื้นของมันอยู่ จนในที่สุดเขาก็เลือดหมดตัวตายก่อนเครื่องจะตกถึงพื้นเปลวเพลิง

          ไม่นานหลังจากนั้น เธอก็ระเบิดควอนตัมปล่อยมีดออกมาจากช่องว่างที่ไม่รู้จักหลายร้อยเล่ม มันตัดผ่าตัวเครื่องลำที่เธออยู่ด้านในนั้นขาดเป็นชิ้นๆ กระจายออกไป ก่อนที่เธอจะเดินออกมาท่ามกลางเปลวเพลิงควันดำที่ยังลุกโชนบนทะเล เซเล่ดูดเปลวเพลิงมาด้วยการลดระดับพลังงานควอนตัมจนมวลสารมารวมตัวกัน เธอได้ทำให้มีดของเธอติดไฟหลายพันเล่ม แล้วยิงทะลุเครื่องบินกู้ภัยแต่ละลำที่กำลังบินตรงมาหาเธอจนมันพุ่งทะลุเข้าไปเชือดเฉือนทหารที่อยู่บนเครื่องนับร้อยชีวิตตายคาที่ด้วยบาดแผลเป็นแว่นๆ ทั้งตัว... พวกเขาถูกหั่นแล่เป็นแผ่นบางๆ เฉียงตามมุมมีดที่พุ่งตรงเข้าไป ไฟติดมีดที่ร้อนระอุได้ทำให้เนื้อพวกเขาสุดจนกินได้ เซเล่ได้เดินตรงไปยังชายฝั่งที่ห่างออกไปราว 20 กิโลเมตร เธอคว้าเศษเนื้อที่ตกลงมาฉีกกินเหมือนมันเป็นเนื้อหมูปกติ

เธอกินเนื้อมนุษย์!!? 

“.... เอาไงดีครับท่านนายพล...” ทหารบกที่มองตรงไปยังทะเลได้รับรายงานเรื่องถูกจู่โจมจากผู้หญิงคนหนึ่ง พวกเขาเหลือกำลังรบเพียง 90,000 กว่านายเท่านั้นในตอนนี้

“.... เสียกำลังไปครึ่งแสน ยังไม่สามารถข้ามนอร์มังดีไปได้ ทั้งที่นั่นก็เป็นแค่คนคนหนึ่ง ต้องมีอะไรไม่ธรรมดาแน่ หรือไม่ เธอก็อาจจะไม่ใช่คน” นายพลได้ส่องกล้องกลับไปยังทะเลที่เห็นเพียงควันดำเป็นวงกว้าง “กองทัพเรือน่าจะแตกพ่ายไปแล้ว เหลือแค่เรากับกองทัพอากาศบางส่วนที่ยังคงรอดและบินต่อไปได้... ตอนนี้กองบินสนับสนุนไม่มีสัญญาณตอบกลับแล้ว น่าจะตายกันหมด...”

          หลังจากส่องกล้องไปสักพัก เขาก็เห็นโลหะแหลมขนาดใหญ่สีแดงพุ่งมาอย่างรวดเร็วเหมือนกระสุนปืนใหญ่....
“ทุกหน่วยกระจายกำลังหาที่กำบัง....!”

          พวกเขาแยกตัวไปยังบังเกอร์ที่แน่นหนา ปืนต่อต้านกระสุนปืนใหญ่ได้ดังขึ้น พวกเขายิงใส่โลหะสีแดงเลือดที่พุ่งเข้ามาจนกระทบกับป้อมปืนต่อสู้อากาศยานแล้วมีการระเบิดพลังที่ดูดทุกอย่างเข้าไป.... ป้อมปืนนั้นได้หายไปเหลือเพียงหลุมทรายที่สะอาดเรียบร้อย

          ไม่นานนัก โลหะนั้นก็พุ่งมาอีกนับร้อยนับพันชิ้น มันได้ตกกระทบที่กำบังและกัดกร่อนดูดทุกอย่างหายไปเป็นพื้นที่ว่างทรงกลมมากมาย รถถัง ทหารราบ ทุกแรงลมดูดเข้าจุดศูนย์กลางระเบิดแล้วหายไป นายพลอังกฤษได้กระดกแว่นมองดูทหารและอุปกรณ์การรบของเขาหายไปต่อหน้าต่อตา... “กระสุนแรงโน้มถ่วงงั้นหรอ... ไม่อยากจะเชื่อว่าพวกอักษะมีเทคโนโลยีข้ามไปขนาดนี้.... พวกเขามีนักวิทยาศาสตร์ระดับพระเจ้าหรือไงกัน”

แท้จริงแล้ว มันคือกระสุนระเบิดควอนตัมนั่นละ
 

          หลังผ่านไปราวชั่วโมง ทหารของพวกเขาก็หายไปเกือบครึ่งแล้วโดยที่ไม่มีโอกาสได้หนีไปไหนราวกับถูกปิดล้อมด้วยห่ากระสุน นายพลพยายามส่องกล้องไปยังทะเลนานมาก จนพบว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาทางทะเล และกระสุนควอนตัมนั้นโผล่มาจากใต้น้ำ

“มีเรือดำน้ำเยอะขนาดนั้นหรือ ถึงยิงปืนใหญ่มาได้เยอะขนาดนี้น่ะ....!” .

เขาเริ่มแปลกใจมากขึ้นเมื่อเธอเดินมาจะถึงฝั่งอยู่แล้ว แต่กระสุนนั่นก็โผล่ขึ้นมาแม้กระทั่งจากพื้นทราย.... “นั่นนะหรอ....มันบ้าไปแล้ว....” 

“ยิงไปที่ผู้หญิงคนนั้น...!!” 

[ปั้งๆ ๆ ..]

          รถถังที่ยังเหลือทุกคัน และทหารที่ยังรอดได้ยิงตรงไปหาเธอ แต่ว่า.... กระสุนนั่นได้ถูกอีเตอร์ของเธอปัดสะท้อนกลับมาด้วยความเร็วทวีคูณหลายหมื่นเท่าไปกระทบกับกองทัพของพวกเขา รถถังปืนใหญ่อัตราจรต้องพินาศจากแรงระเบิดของกระสุนปืนเพียงแค่ 7.62 มมของปืนไรเฟิลธรรมดาๆ เท่านั้น แต่ระเบิดของกระสุนนั่น กลับเทียบเท่า TNT 1000 ตันเลยทีเดียว .... ซึ่งสร้างความแปลกประหลาดใจแก่พวกเขาอย่างยิ่งยวด ".... เอ่อ..... หยุดยิง.....!!! แบบนี้เราตายกันหมดแน่ๆ .."

          เซเล่หยุดยืนมองดูรอบๆ เธอได้ทำให้อากาศทั้งหมดเป็นสีแดงเลือด มันเริ่มมีความกดดันต่ำลงเรื่อยๆ อย่างรุนแรงจนดูดทุกอย่างเข้ามาหาเธอ พวกเขาพากันหลบตามโขดหินและบังเกอร์ ทุกสิ่งที่ถูกอากาศดูดนั้นได้สลายตัวหายไปอย่างรวดเร็ว 

"หึ... หึๆ ๆ " เซเล่หัวเราะ ก่อนที่เธอจะควงลิลิธรอบตัวพร้อมเอ่ยขึ้นว่า
"ไปตายซะ....พวกแกจงอย่ามีชีวิตและวิญญาณอีกเลย..."



"ควอนตัม อีโวเคอร์...!! " (Quantum Evoque) 

[วี๊ดๆ ๆ .....พรึบ.......เปรี้ยงง!!]

          เซเล่ได้เปลี่ยนร่างเป็นชุดดำแดงทั้งชุด ที่หลังมีปีกโลหะลอยอยู่ข้างหนึ่ง อีกข้างปรากฏปืนใหญ่หน้าตาเหมือนหัวมังกรยิงกระสุนสายฟ้าสีแดงฟาดกระจายไกลออกไปหลายพันกิโลเมตร ปลายสายฟ้าได้ระเบิดควอนตัมรุนแรงยิ่งกว่าที่เธอเคยระเบิดทั่วไป มันได้ทำลายทั้งเมืองเลยทีเดียว ฐานทัพที่ตั้งขึ้นจากฝ่ายสัมพันธมิตร กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และกองทัพบกถูกสายฟ้าฟาดเป็นหลุมควอนตัมขนาดใหญ่ พวกเขาถูกสูบหายไปกลางอากาศ หลุมควอนตัมหลายสิบจุดที่ระเบิดพร้อมกันมากพอที่จะทำให้ประเทศหนึ่งในยุโรปหายไปได้ในพริบตา เธอได้ฟาดอีเตอร์ของเธอไปกับอากาศรอบตัว ... คลื่นสะท้อนของอากาศที่กระทบกับอีเตอร์แตกตัวเป็นอนุภาคพุ่งออกจากปลายแหลมของอีเตอร์เป็นเสี้ยวๆ มันวิ่งไปด้วยความเร็ว 50-75 มัค พื้นดินพื้นน้ำถูกดึงลากไปด้วยแรงลมมหาศาลนับพันนับหมื่นครั้ง แม้แต่หินบนหน้าผายังถูกกัดกร่อนจนราบเรียบ คลื่นอนุภาคได้ผ่ารถถังและพัดกองทหารตัวขาดกระจุยหลายครั้งจนสลายเป็นผงธุลี ทะเลและอากาศที่สั่นไหวรุนแรงได้ทำให้ทุกอย่างลอยตัวขึ้นราวกับมันไร้น้ำหนัก......

 

"ควอนตัม แอสเซมไบล์ ......." (Quantum Assembly)

"ไปตายซะ.....!! "
[จัมพ์...!] 

          ทุกสิ่งทุกอย่างในพื้นที่รัศมี 4,000 กิโลเมตรจากชายฝั่งนอร์มังดีไกลถึงสหราชอาณาจักร ถูกแยกตัวกลางอากาศเป็นชิ้นๆ ราวกับคอมพิวเตอร์ถอดชิ้นส่วนแบบสามมิติ.... ทั้งอวัยวะคน ทั้งชิ้นส่วนรถเรือเครื่องบินอาคารบ้านเรือนก้อนหินดินน้ำ มันถูกถอดแยกกระจายหลายขั้นตอนไปจนถึงระดับแยกองค์ประกอบธาตุ... ก่อนที่มันจะแตกเป็นลูกบากศ์เล็กๆ มากมายและสลายตัวไปเป็นอนุภาคควอนตัม... กองทหารพันธมิตร เสียกำลังไปรวมทั้งหมด 375,000 คน เรือรบ 175 ลำ เครื่องบิน 1,700 ลำ รถถัง 14,500 คัน สูญเสียทหารชั้นนายพล 35 คน ประชากรทั่วไปในพื้นที่ที่สูญหายอีกมากกว่า 1,600,000 คน หมู่บ้านกว่า 700,000 หลังคาเรือน นับเป็นการสูญเสียในวันเดียวครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์โลก ซึ่งแม้แต่นิวเคลียร์ในสงครามโลกยังไม่สามารถทำได้ในครั้งเดียว.....

"ฮึหึๆ ....ฉันไม่ได้อยากจะใช้อะไรแบบนี้เลยนะ มันไม่สนุกเอาซะเลย แต่มนุษย์โลกมันก็ตายไวเกินไปจริงๆ นั่นแหละ..........หึ มันช่างน่ารำคาญซะจริง..." ไม่นานนักหลังจากทุกอย่างสงบ ออร่าสีดำแดงได้เบาบางลง ชุดคลุมของเธอกลับไปเป็นสีขาวแดงตามเดิม เธอร่อนตัวลงมานั่งริมหน้าผาอย่างสบายใจ

"แต่ว่านะ เนื้อมนุษย์เมื่อกี้อร่อยจริง ฉันชักจะชอบแล้วสิ..." เซเล่ยิ้มกรุ้มกริ่ม นั่งบนหน้าผานอร์มังดีมองดูตะวันตกทะเลซึ่งมันดูสงบและสวยงามมาก แต่แปลกใจจริง ที่ยังสามารถมองเห็นนกบินอยู่ ทั้งที่เธอนั้นได้ทำลายทุกอย่างในฝั่งตะวันตกของยุโรปไปเกือบหมด

"ฮ่าๆ ๆ ใจเย็นๆ ผู้การ ฉันไม่ได้ฆ่าทุกคนหรอกนะ... ฉันยังคงไม่ได้ฆ่าเด็กๆ ที่เกิดมาไม่รู้เรื่องรู้ราวว่าโลกนี้มันเป็นบ้าอะไรไป... พวกเขาจะต้องเติบโตต่อไป และเปลี่ยนแปลงอนาคตอันน่าขมขื่นแบบนี้ไปให้ดีขึ้น..... ท่านไฮน์ริช.... ขอบคุณท่านที่สอนให้ฉันไว้ชีวิตบริสุทธิ์ละกันนะ ไม่งั้นฉันคงบ้าไปกับกองเลือดแล้วแน่ๆ จริงไหมล่ะ....."

"อย่าเพิ่งเกลียดกันไปซะก่อนล่ะ ฉันเคยบอกไปแล้ว ภายใต้สิ่งที่เน่าเฟะ บางครั้ง มันยังมีสิ่งสวยงามอยู่ข้างในเสมอ" กาตัวหนึ่งบินมาเกาะเธอแล้วร้องขณะที่เธอมองตรงไปยังขอบฟ้า 

"เอ๊ะ.....ว่าแล้วคงต้องไปบอกข่าวดีกับเจ้าฮิตเลอร์สักหน่อย ว่าเคลียร์ทางนี้เรียบร้อยแล้ว ต่อไป.... โซเวียตสินะ ฮ่าๆ ๆ ๆ น่าสนุกขึ้นมาอีกแล้ว ฉันละอยากกินเนื้อมนุษย์ย่างอีกจริงๆ ....." ว่าแล้วกาตัวนั้นก็บินหนีไปหลังจากตะวันมิดทะเล เซเล่ได้เดินหายไปอย่างน่าประหลาดและไปโผล่ทางตอนเหนือของยุโรปทันที

ทหารโซเวียตยืนถือปืนเหวอ งงกับสาวสวยตรงหน้าที่โผล่มาจากตรงไหนไม่รู้.... "ไงจ๊ะ...."

[ฉึก...] "อะไรกันละเนี่ย อ๊ากกก......!!! "

"หึๆ ๆ เมื่อกี้คิดว่าฉันถามใครกันล่ะ? "


ระบบการหายตัวฉับพลันของเซเล่

          (เป็นการเทเลพอร์ทโดยใช้ประโยชน์จากการควบคุมปรากฏการณ์ Quantum Entanglement โดยย้ายมวลสารผ่านการแปลงธาตุให้เธอกลายเป็นอนุภาค และอนุภาคให้กลายเป็นตัวเธอเองโดยไม่จำกัดระยะทาง ตราบใดที่มีมวลใดๆ เธอก็จะเทเลพอร์ตไปได้ และนั้นคือความเร็วของเธอบนพื้นโลกหรือดวงดาว แปลว่า เธอสามารถย้ายที่ฉับพลันได้โดยไม่เสียเวลาในมิติ แม้แต่ในอวกาศ ซึ่งมีฝุ่นมวลใดๆ น้อยมาก เธอก็ยังสามารถเทเลพอร์ตไปได้ ซึ่งหากมวลอีกฝั่งน้อย จุดเทเลพอร์ตจะสูบมวลทุกอย่างเข้ามา ทำให้เกิดการกัดกร่อนมวลสารมาให้เพียงพอกับร่างกายของเธอที่ถูกย้ายไป กลายเป็นผลกระทบความเสียหายกับสภาพแวดล้อมที่ย้ายไปด้วยนั่นเอง)
 

ความคิดเห็น

0 คอมเมนต์

เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้

ไปหน้าเข้าสู่ระบบ
ยังไม่มีคอมเมนต์ เป็นคนแรกที่เริ่มคุยได้เลย