Battle Imperlien : มหากาพย์สงคราม 14,000 ล้านปีของเอกภพ/12 ตอน นักฆ่าไง อยากเห็นฉันเป็นแบบนั้นรึเปล่า
ตอน นักฆ่าไง อยากเห็นฉันเป็นแบบนั้นรึเปล่า
Main Story

12 ตอน นักฆ่าไง อยากเห็นฉันเป็นแบบนั้นรึเปล่า

โดย PISZAJ - RAZKES0 ครั้ง


 

          นับจากคาบเรียนแรก เซเล่ก็ยังคงไม่สนใจอะไรเท่าไหร่นัก คาลาชที่นั่งข้างเธอก็ยังคงมองดูเธออยู่แทบจะตลอดเวลาจนเรียนไปหลายคาบซึ่งเธอก็ไม่ได้ผิดแปลก แถมใช้เทคโนโลยีการเรียนเก่งซะด้วย ซึ่งคาบสุดท้ายก่อนพักเที่ยง ก็มีการบ้านวิชาหนึ่งเข้ามา..... “ออกแบบอาวุธที่ใช้ในการต่อสู้กับฟอร์เก็ตเทอร์งั้นหรอ....”

“เงื่อนไขคือ... ห้ามมีคาร์บอนในงาน... จะยากไปไหมเนี่ย” คาลาชเอ่ย

“มันเป็นแบบไหนล่ะ...” มาคัสถาม

“ก็คงเป็นวัสดุบริสุทธิ์ละมั้ง ปราศจากคาร์บอน ... ทำยากน่าดู ถ้าเป็นเหล็กก็เหล็กบริสุทธิ์ ใช้พลาสติกไฟเบอร์อะไรไม่ได้เลย...” นีโอตอบ

“แปลว่าเราต้องเข้าช็อปไปสกัดวัสดุเอง ถ้าไปซื้อโรงถลุงคงลำบากน่าดู แต่ก็ไม่แน่ อาจจะถูกกว่าที่เราจะต้องมานั่งสกัดถลุงเองซะอีก” คาลาชเอ่ย


ส่วนนานะได้เดินเข้ามาหาพวกเขาแล้วบอกว่า “สำหรับฉันน่ะ สบายมาก ฮึหื้ม...”

“แหม่ ก็เธอมีเครื่องไม้เครื่องมือดีขนาดนั้น วันเดียวพวกเธอก็ทำเสร็จแล้ว” มาคัสเอ่ย

“แล้วเธอล่ะ.... มีใครช่วยทำไหม....?” คาลาสถามเซเล่ ที่กำลังจะเดินออกจากห้องเรียนไป
 

เซเล่ได้ยืนหลับตามตอบพวกเขาว่า “เรื่องหาแร่บริสุทธิ์ไม่ยากสำหรับฉันหรอก... เชิญพวกแกจัดการกันเอาเองแล้วกัน....”

“เออนี่ เดี๋ยวสิ ว่าแต่เธอไปฝึกต่อสู้ที่ไหนมา ถึงได้ระดับ EX มาอะ...?” นานะถามเซเล่

เซเล่มองนานะด้วยหางตา ก่อนที่เธอจะพูดว่า “เธอเป็น UR สินะ.... ควบคุมการสร้างงั้นหรอ .... ไม่เลว.... เรื่องที่ฉันได้ระดับนั้นเพราะฉันแค่เกือบจะฆ่าหมอนั่นด้วยปืนลูกซองธรรมดาๆ ละมั้ง....”

 

คาลาชจึงตอบไปว่า “เซเล่เค้าใช้พลังในการรบต่ำมากเมื่อเทียบกับคนอื่นๆ เธอแทบจะไม่ต้องงัดความสามารถเฉพาะตัวมาใช้เลย เธอเพียงแค่เร่งความเร็วนิดเดียวเท่านั้นเอง... ซึ่งความเร็วที่เธอเร่ง ช่วยให้เธอกำจัดศัตรูได้มากกว่า 100 คนได้ในรัศมี 50 เมตร”

“ฉันยังไม่ได้ใช้พลังอะไรจริงๆ นั่นแหละ ตอนสุดท้ายฉันใช้แค่ความสามารถทั่วไปของปืนเฉยๆ .... ซึ่งมันยิงควอนตัมอยู่แล้ว ... ฉันต้องต่อให้หมอนั่น หยุดกระสุนของเขาไว้กันแรงกระแทกที่จะสะท้อนออกไป ไม่งั้นคงตายจริงๆ ไปแล้ว...!”

“ทำไมเธอถึงเรียกองค์จักรพรรดิแบบนั้นล่ะ...?” มาคัสถาม

“อืม.... เดี๋ยวฉันเล่าให้ฟัง พวกแกจะกินอะไรกันล่ะ..??” เซเล่ถามพวกเขาก่อนที่พวกเขาจะบอกว่า “นี่เรายังไม่ได้ไปโรงอาหารเลยนะ....”

“หน่า.... เรื่องมากซะ.... หึๆ ....เดี๋ยวให้พวกแกจ่ายเงินเองเลย....” เซเล่เอ่ย

“เธอจะเลี้ยงหรอ...” นานะถาม

“เปล่า ฉันไม่ชอบซื้อของโน่นนี่นั่น เปลืองเงิน เรื่องของกินน่ะ ฉันจะทำให้...” เซเล่ตอบ

“เดี๋ยวๆ เธอจะบ้าหรอ ทำอาหารในโรงเรียนเนี่ยนะ ....?” คาลาชแปลกใจกับคำพูดของเซเล่ ก่อนที่เธอจะบอกว่า “เห้อ... น่ารำคาญๆ ๆ ๆ เดี๋ยวฉันให้กินเนื้อคนซะเลยนิ!!!” เซเล่ได้หยิบมีดขึ้นมาจ่อหน้าพวกเขาพร้อมมองด้วยสายตาที่เย็นยะเยือก นานะจึงบอกให้ทุกคนใจเย็นลงก่อนที่เธอจะบอกว่า “งั้นเราไปดาดฟ้ากันเถอะ ฉันเอาด้วย ....!”

“น่าสนใจดีแฮะ ลืมไปว่านานะสามารถเรียกเครื่องมืออะไรก็ได้ลงมาจากฟ้า ฮ่าๆ ๆ ... เกินมนุษย์กันจริงจิ๊ง...!”

“อืมๆ ฉันไปรอเลยละกัน” [พรึบ!!!]

 

“อ่าว หายไปง่ายๆ อย่างงั้นเลยหรอ..?” คาลาชมองพื้นที่ว่างเปล่าที่เซเล่ยืนอยู่ก่อนหน้านี้ ก่อนที่เขาจะถอนหายใจแล้วพูดว่า “... ถ้าฉันมีพลังแบบนั้นมันก็ดีอยู่หรอก... ฉันต้องขึ้นบันได 16 ชั้นเลยนะ”
 

“คิดมาก....!” นานะยกนิ้วโป้งขึ้นให้เพื่อนของเธอ พวกเขาถึงกับอ้าปากค้างที่นานะพูดแบบนั้น “อ่า....มีอะไรพิเศษอีกละ”

“ทรีนิกซ์ .... มารับพวกเราที่ชั้น 4 หน่อยสิ” นานะได้เอามือกดที่หู ก่อนที่จะมียานขนาด 45x75x25 เมตรบินลงมาจากอวกาศ

“นั่นมันยานของหมอนั่นนี่หว่า....” นีโอเอ่ย

เอาเถอะหน่า นายนั่นคงนอนอีก 6 ชั่วโมงละมั้ง บาดเจ็บมาขนาดนั้น .... ไปกันเถอะ..”

          ว่าแล้วพวกเขาก็พากันเดินขึ้นยานบินไปยังดาดฟ้าตึกพวกเขาเห็นเซเล่ยืนแล่เนื้ออยู่ด้านล่าง เธอได้เงยหน้าขึ้นมองตรงไปยังยานสีเงินและทองแดงสลับกัน ก่อนที่พวกเขาจะเทเลพอร์ตจากยานลงมาบนดาดฟ้า

“เธอดีจังเลยนะ จะวิบวับไปไหนก็ได้เนี่ย” มาคัสเอ่ย

“นั่นสิ.... เอ...ฉันต้องเอาเครื่องครัวมาก่อนสินะ .... THS-06... ชุดพิเศษ เครื่องมือผลิตอาหารชั่วคราว....” ว่าแล้วก็มีบางอย่างพุ่งลงมาจากฟ้าเปิดแอร์เบรกชะลอความเร็วแล้วแลนดิ้งอย่างเบาบาง ทุกคนมองดูมันด้วยความเหลือเชื่อ

“สุดยอดไปเลยนะ... เธอมีทุกอย่างในนั้นจริงๆ ...” นีโอเอ่ย

“ว่าแต่ว่าเถอะนะ....เธอไปเอาเนื้อมาจากไหน....?” นานะถามเซเล่

“จากอิตาลี.....เพิ่งได้มาสดๆ เลย...” เซเล่พูดพร้อมชูมีดติดเลือดปลายแหลมเฟี้ยวขึ้นมา

 

“หา....!” คาลาชและเพื่อนอีกสงคนถึงกับอึ้ง....

“เออ... จริงๆ มันก็ไม่แปลกนักหรอกถ้าฉันจะเป็นคนไปหาวัตถุดิบ.....” เซเล่เอ่ย

“ถ้ามีผักกับเครื่องเทศหน่อยก็ดี....” นานะเอ่ย

“จะไปยากอะไร....” เซเล่ชี้นิ้วไปยังถาดโลหะข้างๆ เธอ จู่ๆ ทุกอย่างที่ต้องการก็โผล่ออกมา....

“เอ๊ะ... เธอเอามันมาจากใหน..?” นีโอกับมาคัสมองด้วยความสงสัย

“ในหัวฉันนี่ละ... ฉันเคยเห็นมาหมดละ เพียงแต่ฉันไม่มีเวลาจะทำกินเองหรอกนะ....”

“เธอเสกมันขึ้นมารึไง....?” มาคัสตกตะลึง
 

“แกก็คิดตื้นไปแล้ว... โลกนี้ไม่ได้มีหรอกนะเวทมนตร์... ฉันสร้างมันขึ้นจากพันธะต่างๆ ของเกลือแร่ วิตามิน โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต รวมเป็นสิ่งมีชีวิต...ซึ่งมันล้วนเกิดจากธาตุต่างๆ ... ฉันที่สามารถจัดการการทำงานของควอนตัมภายในอะตอมได้ ฉันก็สามารถเปลี่ยนธาตุได้ แน่นอนว่า ฉันสามารถจับเรียงให้ได้วัตถุต่างๆ ได้วัตถุหนึ่งเลยละ...ซึ่งแน่นอนเลยว่า ทุกสิ่งที่ฉันสร้างขึ้นล้วนบริสุทธิ์ ไม่เกิดผลข้างเคียงอย่างสิ่งที่มีอยู่ในธรรมชาติปัจุบันนี้ ฉันสามารถปรับมันได้ตามใจเลยทีเดียว”

“... อ่อ งี้นี้เอง... ไม่น่าล่ะ การบ้านวันนี้สำหรับเธอเลยง่ายมากเมื่อเทียบกับพวกเรา...” นี่โอครุ่นคิด

“เตาปิ้งย่าง ถ่านไฟพวกนี้ฉันก็สร้างมันขึ้นมาเอง ใช้เสร็จก็ดีดนิ้วสลายตัวทิ้งเป็นอย่างอื่น ตอนนี้ก็มีแค่เนื้อนี่ที่ฉันล่ามาเอง...”

“อืม....ฉันสงสัยอย่างหนึ่ง นักฆ่าอย่างเธอเนี่ย.... ทำอาหารเป็นด้วยหรอ..? นึกว่าจะถนัดแต่ต่อสู้กับฆ่าคน...” คาลาชถามด้วยความสงสัย
 

“พูดมาก....!!”

[ชวิบ!!!] ใบหน้าของเขาจู่ๆ ก็เลือดไหลซิบ ผมด้านซ้ายขาดร่วงปลิวไปกับลม เขายืนอึ้งตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจนตัวสั่น กระจกข้างหลังเขาที่มีไว้เพื่อกันคนตกดาดฟ้าได้ขาดร่วงลงมาแผ่นหนึ่งจนแตกกระจาย ทุกคนได้มองดูด้วยความตกใจก่อนที่นานะจะหันมาพูดกับเซเล่ว่า “นี่เธอจะฆ่ากันรึไง ห๊ะ...??”

“เจ้าคาลาชก็พูดอยู่นิ... ว่าฉันน่ะเป็นนักฆ่า... ฉันก็เป็นนักฆ่าไง่ละ... ฮึหึๆ ...” เซเล่ตอบนานะพลางคีบเนื้อลงย่างไฟเบาๆ ...

“อย่าให้ฉันใจร้ายเลย.. มันไม่ดีหรอกนะ เพราะพวกแกอาจจะตายทั้งเป็นก็ได้.... รีบๆ มาทำอะไรกินกันดีกว่า...ฉันหิวแล้วนะ.......” เซเล่เลียลิ้นแหลมรอบปาก สายตาเธอมองไปยังคาลาชทั้งที่เธอยังคงพลิกชิ้นเนื้อไปมา ทำเอาผวากันไปหมดจนไม่มีใครกล้าพูดอะไร

“........”

“ยังไงดีๆ .....ฉันเคยกินคนมาก่อนด้วยนะ.... ฉันว่ามันเป็นเนื้อที่อร่อยที่สุดของฉันแล้ว ยิ่งเนื้อเด็กวัยรุ่นเนี่ย..... ยิ่งดีเลยนะ หึๆ ๆ ... ฮึๆ ฮึ้” เซเล่เอามีดของเธอปาดเนื้อที่ย่างไฟอยู่ให้แหวกรับความร้อนให้ทั่วเป็นบางชิ้นในขณะที่เธอพูดไปด้วย กลิ่นของเนื้อมันกำลังได้ที่เลย
 

“......” 


          ทุกคนนิ่งสนิทมองเธอด้วยดวงตาอันหวาดระแวง เซเล่ดูน่ากลัวกว่าปกติที่เห็นหลายเท่า เธอเต็มไปด้วยออร่าของนักฆ่าเดิมที่เธอเคยเป็น ซึ่งนี่คือตัวตนที่แท้จริงของเธอ แม้แต่คาลาสก็ยังคงยืนเหวอเลือดไหลไม่หยุดเลยสักนิด

“ลองเหิมเกริมกับฉันสักคนสิ..... ลองดู.... แกก็ด้วยนานะ...แกกล้าห้ามฉันฆ่าคนได้งั้นหรอ....??” เซเล่เหล่ตาไปมองนานะด้วยความไม่พอใจบางอย่าง พร้อมกับคีบเนื้อบางชิ้นที่อยู่ในระดับเกือบสุกมาวางไว้ในจานพร้อมกับเฟรนซ์ฟราย...... “สนใจซอสมะเขือเทศสดๆ ไหม.... หึๆ ๆ ๆ ๆ ....”

“เอ่อ..... ฉันว่า ฉันทำสปาเกตตีคาโบนาร่าดีกว่า... ดูท่าเซเล่คงจะทำสเต๊กใช่มะ....” ว่าแล้วนานะก็เผ่นแจ้นไปเริ่มทำในส่วนของเธออย่างเงียบๆ เธอได้ใช้เรื่องมือจากโดรนในการทำชุดสปาเกตตีจนเสร็จตามเวลา แล้วทุกคนก็นั่งรอทานพร้อมกันบนดาดฟ้า...
 

“.......” กลิ่นหอมน่ากินแค่ไหน ทุกคนก็นั่งนิ่งไม่ขยับเว้นแต่เซเล่ที่เฉือนเนื้อของเธอทานไปแล้วโดยไม่สนใจใคร
 

“.....เซเล่ ฉันขอโทษนะ ที่พูดไม่ดีออกไป...” คาลาชเอ่ยพลางเอาผ้าซับเลือดของตัวเองไว้

“กินสิ... กินดู เนื้อดิบชื้นนี้สำหรับแกคำหนึ่ง แล้วฉันจะยกโทษให้...” เซเล่เอ่ยพร้อมปาดเนื้อในจานของเธอให้คาลาชกิน

“เอ่ออ... มันกินได้แน่หรอ....?” คาลาสมองดูชิ้นเนื้อด้วยความสงสัย

“หึ...... แล้วแต่แก....เลือกแค่จะกินหรือไม่.... จะเอาไง? กินไม่กินฉันก็ไม่ฆ่าแกโดยไร้เหตุผลหรอกนะ... ฉันไม่ได้เป็นคนไร้สาระ....” เซเล่หลับตาตอบพลางหยิบเฟรนซ์ฟรายเข้าปากเคี้ยวอย่างนุ่มนวล
 

“แต่ว่า.....” คาลาสยังคงลังเล

“เรื่องมาก.... จะไม่กินก็บอกไม่กิน จะกินก็แค่ยัดเข้าปาก... หรือจะให้ฉันยัดให้... เอาแบบไหน!!!” เซเล่เอามีดจิ้มเนื้อทะลุจานแล้วดึงคอเสื้อคาลาสขึ้นมาเอามีดที่มีชิ้นเนื้อติดอยู่จ่อหน้าเขา ทำให้เขามองด้วยความหวาดกลัว ก่อนที่ทุกคนจะบอกให้เธอใจเย็นๆ ลงก่อน
 

“... ครับ..ก็ได้ครับ ผมกินดีกว่า....” คาลาชเอาปากเข้าคาบเนื้อที่เสียบอยู่กับมีดของเซเล่แล้วดึงออกมาจนมีดบาดปากเลือดไหลเล็กน้อย....

เซเล่ที่ยังคงจ้องหน้าเขาอยู่ได้ปล่อยคอเสื้อหลับแล้วพูดว่า “ก็แค่นั้น....”
 

          สีตาของคาลาสแววาว เขาเข้าถึงรสชาติของเนื้อที่ผิดแปลกไปจากที่เขาเคยกิน มันหวานรสเนื้อและมีรสชาติของเกลือที่พอดีอย่างบอกไม่ถูก เขาลั่นปากพูดอย่างมั่นใจว่า.... “แม่งโคตรพิลึกเลยหวะ .....!!!!”
 

“...?” ทุกคนสงสัยกับคำพูดของคาลาช

“อะไรของแกฟระ.... ผู้หญิงป้อนให้แล้วคงอร่อยน่าดูสินะ....” มาคัสเอ่ยพลางทำสีหน้าไม่พอใจใส่เขา ซึ่งนีโอเองก็ด้วย

“คือมันอร่อยจริงๆ เว่ย อยากให้ลองกินดู....” คาลาสเขย่าตัวมาคัสด้วยความตื่นเต้น ซึ่งเซเล่ได้บอกมาว่า “เสียใจด้วย... ของมีจำกัด...”
 

“เห...... ไหงนายได้กินคนเดียวฟระเนื้อแบบนั้น!!!”

          นานะยังคงนั้งยิ้มทานอาหารมองพวกเขาอย่างปีติยินดี เซเล่ได้พูดต่อว่า... “แกไม่ใช่คนแรกที่ได้กินเนื้อแบบนี้หรอก..... มีคนเคยได้กินเนื้อจากฉันมาแล้วคนหนึ่ง....” เซเล่ได้มองตรงไปยังอาคารสูงที่ไกลออกไป เธอได้เอาส้อมจิ้มเนื้อชิ้นสุดท้ายเข้าปากก่อนจะเคียวอย่างลมุนและกลืนลงไปจนหมด...... “ฉันไม่ได้ย่างเนื้อกินเล่นมาสามร้อยปีแล้วสินะ.....”

...

“นี่เซเล่.... ฉันถามอะไรหน่อยสิ..” คาลาชถาม

“ว่า??”

“เรื่องที่เธอเรียกองค์จักรพรรดิเหมือนเป็นคนธรรมดาที่รู้จักกันน่ะ...”

 

          “อ่อ นั่นน่ะหรอ... ย้อนไปเมื่อ 300 กว่าปีก่อน.. ตอนนั้นฉันยังเป็นนักฆ่าที่ไม่รู้จักการปราณี กองทัพเยอรมันตั้งใจจะบุกถล่มโซเวียต... ฉันใช้ลิลิธกะซวกไส้กระชากตับเหล่าทหารนับพันคนในสมรภูมิที่ยูเครน แล้วก็เอาเนื้อคนที่ฆ่าไปมาแล่ทำเนื้อย่างรมควันสามสี่ชิ้นเพื่อกิน... แต่ว่าหมอนั่นดันมาทักฉันตอนจะกินพอดี ฉันเลยให้เนื้อแพะที่สร้างขึ้นมาต่างหากให้เขากินแบบดิบๆ ส่วนฉันก็กินเนื้อคนอย่างที่ฉันกินนั่นละ... แต่ว่า... หน้าที่ของฉันมันยังไม่หมด ฉันได้เทเลพอร์ตไปมอสโกทันทีและฆ่าคนไปเกือบทั้งเมือง แล้วซักพักหมอนั่นก็กลับมา ฉันได้ลงไปทักหมอนั่น แต่ว่าหมอนั่นดันถามเรื่องคนในเมือง ... ฉันเลยบอกว่าฉันฆ่าไปหมดแล้ว แล้วเหมือนเค้าจะไม่พอใจฉัน เลยเอาปืนทองนั่นยิงฉันพร้อมคำว่าโยเนียร์สองครั้ง... แต่ว่าฉันสะท้อนการโจมตีออกนอกโลกไปหนึ่งครั้ง และอีกครั้งฉันหลบ ถ้าฉันสะท้อนอีกครั้ง หมอนั่นได้ไหม้เพราะความร้อนจากการสะท้อนแน่ๆ ... ฉันเห็นความเสียใจและความพยายามอย่างมาก ฉันจึงคืนชีพคนในเมืองนี้จนกลับมาเป็นปกติ...และรักษาบาดแผลที่ไหม้บนใบหน้าจากการถูกความร้อนของกระสุนปืนของตัวเองเผา ฉันได้ฝากลิลิธไว้ให้เค้าเพื่อใช้เรียกฉันกลับมายามเกิดภัยสงคราม มันคืออาวุธที่อยู่ที่พิพิธภัณฑ์ตอนนี้นั่นละ หมอนั่นดันถูกชะตาฉันซะได้นะสิ...” เซเล่เล่าเรื่องทั้งหมดให้พวกเขาฟัง
 

“เห....?” นีโอกับมาคัสแกล้งทำท่าทีสงสัย เซ่เล่จึงหันมาตวดใส่พวกเขาทันที

“อะไรของพวกแก... เดี๋ยวฆ่าทิ้งซะเลย!!!”

“กล้วแล้วจ๊า...!”

 

“... ยามเกิดสงคราม....? ตอนนี้มีสงครามหรอ..?” นานะถาม

“ยัง... แต่ใกล้เข้ามาแล้ว ฉันรู้ตัวก่อนที่หมอนั่นจะบอกฉันอีก...ซึ่งน่าจะต่อกรด้วยยากซะด้วยนะรอบนี้ แค่มนุษย์... คงไม่ไหวหรอก...” เซเล่ตอบ

“ตะแต่... มะกี้เธอบอกว่าคืนชีพคนตาย...” คาลาชหน้าซีดมองดูเซเล่อย่างหวาดกลัวจนส่ายหน้ามองไปมารอบๆ ว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีก

“อืม..... ใช่ แต่ฉันไม่ได้ปลุกผีอะไรนะ มันคือการชุบชีวิต ทุกคนมีชีวิตเหมือนเดิม... ฮ่าๆ .. มันคงเป็นอะไรที่แปลกมากเลยสินะในโลกนี้ ตายแล้วกลับมามีชีวิต” เซเล่ตอบพร้อมยิ้มหัวเราะ

“อ่อ..อืม ก็อย่างว่านั่นแหละ มันแปลกจริงๆ” คาลาสก้มหน้าคิด “เราคือหนึ่งในบรรพบุรุษที่รอดจากเงื้อมมือเธองั้นหรอ..?”

 

“ใกล้หมดเวลาพักแล้ว กลับห้องเรียนกันเถอะ” นานะชูมือขึ้นเรียกยานทรีนิกส์กลับมารับพวกเขา แต่เซเล่ยังคงหยิ่งไม่ไปกับพวกเธอ ก่อนที่จะเทเลพอร์ตหายไปทันที

“อะอ่าว.. เอาอีกแล้วนะยัยคนนี้..”

          จากนั้นพวกเขาก็ขึ้นยานทรีนิกส์ แล้วบินกลับลงมายังระเบียงชั้น 4 ก่อนที่พวกเขาจะลงจากยาน และเดินเข้ามาเห็นเซเล่นั่นอยู่ที่โต๊ะของเธอแล้ว

“ชักช้ากันจริงๆ ... รีบเข้ามาสิอึ้งอะไรกันนักหนา... ฉันก็วาร์ปไปมาของฉันแบบนี้แหละ” เซเล่บนใส่กลุ่มเพื่อนของเธอ ก่อนที่พวกเขาจะรีบเข้าไปนั่งเรียนตามปกติ


 

เวลาบ่ายสาม

          หลังจากเลิกเรียนแล้ว เซเล่ก็เทเลพอร์ตหายไปอีกจนเพื่อนในห้อง เลิกประหลาดใจในพลังของเธอ เธอแวะไปร้านเหล็กในเมืองเพื่อหาซื้อโลหะมาใช้เป็นวัตถุดิบผลิตสารใหม่ของเธอในการทำการบ้าน เพราะการใช้ควอนตัม และเฮียโรกราฟิกนั้น มันไม่เหมาะกับผู้คนทั่วไปที่เข้าใจหลักการยุ่งยากของเธอที่คิดจะทำอะไรมันก็ง่ายไปหมดๆ

เธอบังเอิญพบกับเทสเลอร์ระหว่างเลือกซื้อของ เธอก็แปลกใจที่เห็นเทสเลอร์แต่งตัวธรรมดามาคนเดียว

“แกตามฉันมารึ..?”

“เปล่า... ฉันแค่บังเอิญผ่านมา ไม่คิดว่าจะเจอกับเธอเลยนะ..” เทสเลอร์ถอดแว่นดำออกตอบเธอ

“เธอมาหาอะไรหรอ..?”

“ฉันมาซื้อของทำงานส่งผู้ฝึกสอนของสถาบันน่ะ แกจะช่วยฉันหน่อยได้ไหม...? ” เซเล่เอ่ยพลางก้มดูเหล็กแป๊บ กับเหล็กแผ่นเช็คความหนาของแต่ละแบบอยู่

“เธอจะทำอะไรส่งละ...?”

“อาวุธที่ไม่ใช้คาร์บอนเป็นองค์ประกอบ” เซเล่เอ่ย..

“ใช้โลหะบริสุทธิ์สินะ งั้นเธอก็ใช้โลหะแกร่งประเภทคาร์ไบด์ไม่ได้นะสิ??” เทสเลอร์คิด

“อะลุมีเนียมไง....พอได้รึเปล่า”

“นั่นสินะ อลุมีเนียม เบา และแข็งแรงระดับหนึ่ง แต่อาวุธคงไม่ใช่แนวโจมตีระยะประชิดแน่ๆ ละ....” เซเล่เอ่ย “ฉันคิดว่ามันควรเป็นโลหะที่ดีกว่านี้”

“ทองแดง... เงิน ทองเหลือง??”

“แกช่วยเลือกมาให้มันดีๆ หน่อยสิ .... ผู้ชายอะไรความรู้เคมีน้อยเป็นบ้า...” เซเล่เอ่ยพลางแง้มดูไททาเนี่ยม
 

“นี่เธอ... ถ้าเธออยากให้ได้โลหะไร้คาร์บอน ไม่ลองใช้อิริเดียมละ...?” เทสเลอร์เอ่ย

“เห้ย... ใช้ได้นี่ ขอกัดทีหนึ่งดิ ฮ่าๆ ๆ” เซเล่ยื่นหน้าไปกัดหูเทสเลอร์เบาๆ ก่อนจะลงมาพูดต่อว่า “นั่นเป็นโลหะที่ใช้ทำเกราะยานรบปัจจุบัน อิริเดียม มันจับตัวกับซัลเฟอร์ได้ดีกว่าคาร์บอน แถมแข็งแกร่งมากๆ จนกันกระสุนได้ 8 เท่าของเหล็กกล้า ฉันชอบอะไรแบบนี้จริงๆ ...”
 

“งืมๆ ๆ” เทสเลอร์มองบน ก่อนจะตอบเธอว่า “ก็นะ แต่เธอรู้ที่ขายแร่นี้หรอ?”

“ฉันถึงให้แกมาช่วยนี่ไง ช่วยฉันหาสิว่าร้านไหน...ให้มันได้เรื่องหน่อยเถอะ ก่อนที่ฉันจะโมโห” เซเล่เอ่ยพร้อมตวาดลูกตา ก่อนที่เทสเลอร์จะโบกมือปรามแล้วตอบว่า “ใจเย็นๆ ... ร้านแถวนี้เค้าไม่ขายอิริเดียมกัน เราต้องไปซื้อที่เหมืองในไซบีเรียโน่นละ หรือไม่ก็ไปที่ยูเครนเลย...”

“อืม จะโน่นนี่นั่นฉันไม่ยากหรอก... จับมือฉันไว้ แกจะต้องพาฉันไปซื้อ....!!” เซเล่แบมือให้เทสเลอร์ ก่อนที่เขาจะจับมือแล้วถามว่า... “เธอจะให้ฉันนำทางแต่เธอควบคุมเส้นทางโดยที่ยังไม่รู้เลยนะว่ามันอยู่ตรงไหน....”
 

“โว๊ะ.... “ [ฉึก..!]

“อ๊ากก!!!” เซเล่เอามีดแทงเอวเขาเล็กน้อยเพราะเธอชักจะรำคาญเทสเลอร์แล้ว จากนั้นเธอก็หลับตาดึงมือเขาเข้ามาทั้งที่มีดปักคาอยู่ที่เอวแบบนั้น

“น่ารำคาญซะจริงน๊า แกเนี่ย... ถ้าในหัวแกมีร้าน ฉันก็จะหามันจากหัวแกเนี่ยละเทสเลอร์...!! เฮ้อ ช่วยทำอะไรให้ถูกใจฉันสักอย่างหน่อยเถอะ....” ...
 

“เฮ้อ... ให้ตายเถอะ บ่นเป็นแม่ฉันไปได้...” เทสเลอร์เอามือกุมหน้าผากหลับตา ทันใดนั้น เซเล่ก็ดึงเขาหายไปจากเขตค้าเหล็กทันที

 

โรงประกอบรถถังยูเครน ประเทศยูเครน

          เซเล่และเทสเลอร์ได้เทเลพอร์ตมาด้วยพลังของเธอแบบฉับพลัน ก่อนที่เธอจะดึงมีดออกจากเอวจนเลือดพุ่ง “ปากดีนักเดี๋ยวตัดหลอดลมขาดเลยดีมั้ย จะได้ไม่ต้องพูด...”

“ใจร้ายจริง ที่ฉันรู้สึกเหมือนร่างกายจะฉีกขาดเมื่อกี้เนี่ย มันคือการเคลื่อนย้ายฉับพลันของเธอหรอ...?” เทสเลอร์ถามพลางเอาแผ่นปลาสเตอร์มาปิดแผลยาว 2 เซนไว้
 

“อืม เพราะจริงๆ แล้ว ร่างกายของแกถูกทำลายลงเป็นมวลอากาศ แล้วสร้างใหม่อีกที่หนึ่งโดยใช้มวลอากาศ ง่ายๆ คือการทดแทนกันนั่นละ เพียงแต่ในกระบวนการนั้น .01 วินาที จะถูกยืดยาวเป็น 1 นาที หากเป็นคนธรรมดา ก็มีสิทธิทนการยืดเวลาแบบนั้นไม่ได้ แต่ฉันควบคุมตัวแปรร่างกายของแกได้ เลยไม่มีปัญหาในการเทเลพอร์ตไงละ”

“เฮ้อ... เอาเถอะฉันจะถูกฉีกอีกกี่รอบก็ไม่สนหรอก แผลที่เธอแทงฉันเจ็บกว่าเยอะ....” เทสเลอร์เอ่ยพลางเดินไปถามช่างในโรงงานหลอมเกราะเรื่องแร่อิริเดียมซัลเฟรตอย่างช้าๆ

“.... เออนะ... ฉันชักจะชอบแกละสิเทสเลอร์นายอาจเป็นคนเดียวที่ทนความเจ็บปวดจากบาดแผลที่ฉันมอบให้ได้.... ฉันสร้างบาดแผลให้นายกี่ครั้งแล้วนะ... ไม่ว่าจะทางกายทางใจ.... ฉันแทงนายไปกี่แผลแล้ว??” เซเล่คิดในใจพลางยืนกอดอกมองดูเขาคุยกับช่างอย่างห่างๆ

“ฉันคงบ้าไปแล้วแน่ๆ” เซเล่ส่ายหน้า ก่อนจะเดินเข้าไปคุยด้วยกับพวกเขาจนได้ของมาสำเร็จ...


 


 

ความคิดเห็น

0 คอมเมนต์

เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้

ไปหน้าเข้าสู่ระบบ
ยังไม่มีคอมเมนต์ เป็นคนแรกที่เริ่มคุยได้เลย