1.1 (อย่าให้ปกภายนอกหลอกคุณ) ผู้กล้าแรงก์ S กับปาร์ตี้สุดแกร่ง Part 1 (1/3)
(นี่ไม่ใช่นิยายต่างโลกสกิลโกง ธรรมดาทั่วไป แต่เป็นแนว Horror สยองขวัญ)
เสียงหยดน้ำตกลงพื้นหินดัง ติ๊ก… ติ๊ก… สม่ำเสมอ ร่วงลงมาจากรอยร้าวยาวคล้ายเส้นเลือดบนเพดานห้องหินที่กาลเวลาเคยกัดกินมานับร้อยปี อากาศเย็นเฉียบซึมซาบเข้าไปจนถึงไขกระดูก เหมือนห้องนี้เองกำลังหายใจเย็นลงมาทุกวินาที มีเพียงแสงเหลืองอ่อนจากตะเกียงน้ำมันส่องสลัว ๆ ลงบนโต๊ะไม้หนาที่ดูเก่าแก่จนรูปร่างเริ่มบิดเบี้ยว เงาไหวหวั่นบนผิวหินราววิญญาณที่แอบมองจากมืด
ตรงข้ามโต๊ะ มีชายหนุ่มในชุดผ้าเก่าที่ขาดรุ่งริ่งจนแทบสิ้นรูปแบบ คราบเลือดแห้งสนิทปนกับฝุ่นดินเหนียวเปื้อนทั่วผิวหน้าและเส้นผม ดวงตาสีเทาของเขาเบิกโพลงกว้างปกติ สีหน้าผสมผสานกันระหว่างความตกใจ สับสน และความกลัวที่ลึกจนดูเหมือนจะซึมเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของเลือดในเส้น
“ชื่อ?”
เสียงหัวหน้าอัศวินก้องขึ้นสั้น กระชับ และหนักแน่นจนหูอื้อ ไม่เหลือที่ว่างสำหรับคำถามเกินกว่านั้น ขณะที่เขานั่งกอดอกอยู่บนเก้าอี้ไม้หนา เกราะเหล็กส่องแสงเงินจาง ๆ ในแสงตะเกียง
“คาเรน… คาเรน อามาโนะ…”
ชายหนุ่มตอบด้วยน้ำเสียงสั่นระริกราวกังโดนลมหนาว สายตาไม่กล้ามองหน้าใคร ตาจ้องแน่นที่ตราประทับราชอาณาจักรที่ประดับอยู่บนผิวโต๊ะไม้ตรงหน้า เหมือนตราประทับนั้นเองก็คือความตายที่กำลังรอเขาอยู่
“เจ้ามาจากไหน?”
“ผม… ไม่ได้มาจากโลกนี้ครับ”
อัศวินอีกคนที่นั่งข้าง ๆ หัวหน้า หัวเราะแห้งๆ ในลำคอ เสียงนั้นแฝงความดูแคลนชัดเจน
“โลกอื่นอีกแล้วงั้นสิ… ข้าเริ่มจะเบื่อคำพูดนี้เต็มทีแล้ว ทุกคนที่ถูกจับมักพูดประโยคนี้ทุกที”
เขาเอาข้อศอกวางเท้าโต๊ะ เอียงตัวลงมาจนใกล้ชายหนุ่มจนเกือบจะชนหน้า สายตามองลงมาด้วยสายตาเย็นชา เหมือนกำลังจ้องมองสัตว์ประหลาดที่ถูกขังอยู่ในกรงเหล็ก
“มาจากโลกอื่น แล้วก็มักจะมาพร้อมกับพลังวิเศษที่ไร้เทียมทานใช่ไหมล่ะ? แล้วเสียงระเบิดดังสนั่นกระทบกำแพงเมืองบนยอดเขาเมื่อคืนนั้น… มันเกี่ยวข้องกับเจ้าหรือเปล่า?”
อามาโนะสะดุ้งตกใจราวกับถูกไฟไหม้ผิวหนัง กระตุ้นรีบส่ายหน้าแรง
“ไม่ใช่ครับ! ผม… ผมไม่รู้เรื่องเลยจริง ๆ ครับ! แต่ผมรู้ว่ามีใครบางคนกำลังล่าพวกเราอยู่! เขา… เขาแต่งกายคล้ายพวก... มือปืนในหนังคาวบอยเก่า ๆ เขา…”
“พอได้แล้ว!!”
หัวหน้าอัศวินตัดคำทันที ด้วยน้ำเสียงหนักแน่นจนห้องดูเงียบสนิทไปพริบตาเดียว พร้อมกับเสียงด้ามดาบเคาะเบา ๆ กับขอบโต๊ะไม้ เสียงเล็กน้อยนั้นกลับดูทวีความข่มขู่จนขนลุกซู่ตามแนวหลัง “พวกเรารู้เรื่องพวก คนจากโลกอื่น ดีเกินกว่าที่เจ้าจะนึกแล้ว เจ้าก็เหมือนกับพวกที่เคยผ่านมาทั้งหลาย… มาพร้อมพลังที่เหนือธรรมชาติ และก็มักจะพาพร้อมกับภัยพิบัติที่กินชีวิตคนมาตามหลังเสมอ!!!”
เขาเอนหลังพิงเก้าอี้ให้สบาย แต่สายตากลับยังคงจ้องตรงหน้าอามาโนะอย่างเย็นชาไม่กระพริบราวใบมีด
“เมื่อวานมีระเบิดจนเสียงก้องไปถึงเมืองหลวง เจ้ากลับบังเอิญอยู่แถวนั้นพอดี แล้วก็ยังบังเอิญรอดชีวิตมาได้คนเดียว… มันจะบังเอิญเกินไปหน่อยไหมล่ะ?”
อามาโนะก้มหน้าลงต่ำจนจมูกเกือบแตะอก ร่างกายสั่นเทาจนไม่อาจหยุดยั้งได้ด้วยตัวเอง แม้แต่เปลวเทียนน้ำมันบาง ๆ บนโต๊ะ ก็สั่นไหวไปพร้อมกับลมหายใจที่หอบสั้นกระชากของเขา เหมือนชีวิตตัวเองก็กำลังจะดับไปพร้อมเปลวไฟนั้น
“ผม… ผมไม่รู้จริง ๆ ครับ… ผมแค่รอดชีวิตกลับมาได้แค่นั้นเอง…”
ห้องทั้งหลังเงียบสนิทจนได้ยินเสียงหัวใจเต้นของตัวเอง เหลือเพียงเสียงโลหะถูเสียดกันเบา ๆ จากเกราะที่สวมใส่ของพวกอัศวิน และสายตาที่ท่วมท้นจ้องมองอามาโนะไม่เคยคลาด เย็นชาและแข็งกระด้างราวกับใบมีดดาบที่ซ่อนอยู่ในปลอกเหล็ก รอจังหวะที่จะฟาดลงมา
ย้อนเวลาก่อนเหตุการณ์ทั้งหมด ๒๔ ชั่วโมง
แสงแดดยามรุ่งอรุณราวน้ำผึ้งไหลเทลงมาอย่างนุ่มนวล ลอดผ่านช่องว่างระหว่างยอดไม้สูงชะลูดที่ยืดเขียวทอดฟ้าเรียงรายราวกำแพงมรกต บนยอดเขาที่ลมพัดผ่านยังหอมหวานตลอดปี แสงสีทองอุ่นกระทบผิวใบไม้ที่ยังชุ่มฉ่ำจากฝนคืนก่อน สะท้อนประกายระยิบระยับราวทั้งป่ากำลังโรยด้วยเพชรนับล้านเม็ด กลิ่นดินเปียกผสมกลิ่นดอกไม้ป่าหอมหวาน กลิ่นสมุนไพรเย็น และกลิ่นน้ำตกที่ไหลหอมหวาน ลอยคลุ้งจมทุกครั้งที่ลมพัดผ่าน เสียงนกร้องเพลงสวยต่อเนื่อง เสียงน้ำพุ่งชนหินก้องเบา เสียงแมลงปีกบินหึ่ง ๆ และไอหมอกขาวบางเบาลอยต่ำเหนือพื้นดินชื้นราวผ้าฝ้ายบาง
ทุกอย่างจัดเต็มภาพสีสันสดใสจนดูเหมือนเดินเข้าไปในภาพวาดสีน้ำมันที่วาดขึ้นมาเพื่อความสบายใจที่สุด เป็นต่างโลกที่ใครเห็นก็อยากอยู่ต่อตลอดชีพ ใช้ชีวิตไปวัน ๆ สุดขั้วที่อามาโนะเคยฝันไว้ตั้งแต่ยังอยู่โลกเก่า
กลุ่มนักผจญภัยทั้งห้าคน เดินช้า ๆ เพลิดเพลินกับธรรมชาติ ไม่รีบเร่ง ไม่ตึงเครียด ชุดเกราะและอาวุธส่องแสงแดดอ่อนประกายงดงามราวดาวตกมาอยู่บนพื้นดิน แต่สิ่งที่โดดเด่นกว่าทุกอย่าง คือพลังของอามาโนะ
สองสกิลที่โลกนี้ยอมรับว่าโกงกฎธรรมชาติที่สุด แต่เขากลับนำมาใช้เพื่อความสบายใจและความเอือมระอืออย่างเดียว ขนาดทุกคนในทีมต่างหัวเราะเขินกันทุกครั้ง
หยุดเวลาได้ชั่วคราว กับ สั่งตายอไรก็ได้หากรู้ชื่อจริงของสิ่ง ๆ นั้น
เขาไม่ได้เอาไปสู้เพื่อการใหญ่ ไม่ได้เอาไปครองโลก แค่ใช้หยุดเวลาเก็บผลไม้สุกพอดีตกจากกิ่งก่อนจะตกกระแทกพื้น ใช้หยุดเวลาจับปลาในลำธารได้เต็มมือในพริบตาเดียว หรือรู้ชื่อพืชพิษ ชื่อสัตว์ร้าย ก็เลยทำให้พวกมันตายไปโดยไม่ต้องต่อสู้ โกง… จนใคร ๆ ก็อยากมีเป็นของตัวเอง
เบิร์น หัวหน้าทีม ร่างกายบึกบึนกล้ามเนื้อชัดราวกับรูปปั้นประติมากรรม ดาบยาวและโล่เหล็กใหญ่สะพายหลังกึกก้องทุกก้าว ใบหน้าคมเข้มเต็มไปด้วยรอยแผลจากศึกเก่า แต่รอยยิ้มกว้างก็อบอุ่นจนดูเหมือนตัวเขาเองก็คือแสงอาทิตย์ วันนี้เขาถือไม้ย่างเนื้อในมืออีกข้าง ชอบล่าหาเหยื่ออร่อย ๆ มาแบ่งกินมากกว่าจะล่าสมบัติ
เซเรน่า นักบวชสาวผมยาวขาวบริสุทธิ์ ราวแสงจันทร์เต็มดวง ใบหน้าสงบเย็นราวกับน้ำนิ่งบึงลึก แต่พอเห็นดอกไม้ก็อ่อนโยนลงทันที ชุดขาวสะอาดตัดผ้าคลุมไหล่เงินปักสัญลักษณ์คริสต์จักรศักดิ์สิทธิ์ มือเธอมักจะถือดอกไม้ป่าสีชมพูอ่อนแจ่มใส ที่เด็ดมาจากกิ่งไม้ข้างทางเสมอ
ริโอน่า จอมเวทย์สาวผมยาวสีน้ำตาลแดงราวเปลวเพลิงอุ่น มือจับคทาแก้วมรกตปลายเรืองแสงอ่อน ๆ ชุดม่วงเข้มตัดเย็บประณีต เธอชอบหยิบใบสมุนไพรต่าง ๆ มาผสมน้ำหวานต้มร้อน ๆ แบ่งกินให้ทีม ทุกคำพูดนุ่มนวลราวลมพัดผ่านดอกไม้ แต่สายตากวาดซ้ายขวาเฝ้าระวังเสมอราวรู้ว่าธรรมชาติก็มีเขี้ยวแหลม
เกล นักธนูหนุ่มผมสีเหลืองทอง ธนูยาวกับลูกศรพิษพาดไหล่ พูดน้อยมาก แต่พูดทีไรก็แซวเสียดสีจนหัวเราะปวดท้อง สายตาแม่นยำราวกับเหยี่ยว แต่ส่วนใหญ่จะใช้มองนกสีสันสวย ๆ บนยอดไม้ มากกว่าจะมองหาเป้า
อามาโนะ ชายหนุ่มข้ามโลก ตายแล้วตื่นใหม่ที่นี่ ร่างสูงเรียว ผมดำสนิท ดวงตาสีเทาเย็นชาห่างเหิน ใส่เกราะหนังดำกับเสื้อคลุมเทาเข้ม เขาคือผู้แข็งแกร่งที่สุดในกิลด์ด้วยสกิลโกงสองอย่างที่ไม่มีใครเทียบได้ แต่ชอบเดินติดท้ายสุดเสมอ ใช้พลังหยุดเวลาแค่เก็บดอกไม้ไม่ให้เหี่ยว เก็บใบไม้ร่วงเรียงสวย หรือทำให้ลมเย็นพัดผ่านหน้าเพื่อความสบาย สกิลที่ควรจะเป็นตำนานสงคราม กลับกลายเป็นเครื่องช่วยสนองความต้องการไร้สาระ จนเพื่อน ๆ ทุกคนไว้ใจจนมอบชีวิตให้เขาคุ้มครองเต็มที่ราวกับไว้ใจตัวเอง
ทั้งห้าจัดแถวเดินช้า ๆ เรียงกันเบา ๆ บนทางดินอ่อนนุ่มชื้นชุ่ม คดเคี้ยววนรากไม้โบราณอายุนับร้อยปี ท่ามกลางเสียงเพลงธรรมชาติที่ไม่เคยจบจาง ระหว่างทางก็คุยกันเบา ๆ เรื่องสมบัติที่ตามหา และแผนการใช้เงินเมื่อได้กลับไป พร้อมกับหยิบผลไม้หวานฉ่ำที่อามาโนะหยุดเวลาเก็บมาได้สุกพอดี กัดแล้วน้ำหวานไหลเยิ้มจนคางเปียก
“ถ้าได้สมบัติชิ้นนี้จริง ๆ ข้าจะหาซื้อหมวกเหล็กใหม่สักใบหนึ่ง แล้วฝังมรกตขนาดใหญ่ประดับไว้ให้สวยงามจนใครเห็นก็ต้องงง!” เบิร์นหัวเราะก้องพลางทั่วป่า มือใหญ่แตะด้ามดาบที่เอว แล้วหันยื่นเนื้อย่างร้อน ๆ หอมกรุ่นให้ทุกคน
“อย่าลืมระวังกับดักสัตว์ด้วยนะคะ วิหารโบราณพวกนี้ ชอบซ่อนอันตรายเอาไว้เสมอเลย” ริโอน่าพูดติดตลกแต่สีหน้าจริงจัง มือส่งแก้วน้ำสมุนไพรหอมเย็นจัดให้ทุกคน กลิ่นสะอาดล้างคอจนสดชื่นทั้งตัว
อามาโนะยิ้มมุมปากเพียงเส้นบาง ๆ เหมือนเงาบนน้ำใส กัดแอปเปิ้ลป่าหวานกรอบที่เพิ่งหยุดเวลาจับมาจากกิ่งสูง ในใจเขาคิดเงียบ ๆ ว่า นี่แหละคือความสุขที่ตามหามาตลอด ชีวิตสโลไลฟ์ในต่างโลก ที่มีเพื่อนดี ๆ อาหารอร่อย แสงแดดอุ่น และพลังโกงที่ใช้แค่ทำให้ชีวิตนิ่งนวดสบาย ไม่มีเร่งรีบ ไม่มีตายโหง… แค่นี้ก็ดีที่สุดแล้ว
แต่เมื่อเดินทางลึกเข้าไปเรื่อย ๆ จนถึงช่วงป่าที่แสงแดดเริ่มลอดลงมาบางลงทีละน้อย บรรยากาศที่เคยสดใสหอมหวานเต็มปอด ก็เริ่มมีอะไรบางอย่างแทรกซ่อนเข้ามาเบามาก จนแทบจะมองข้ามไปได้ กลิ่นดอกไม้หวาน ๆ เริ่มปนกับกลิ่นดินเหม็นหมาด ๆ เบา ๆ เหมือนสิ่งตายเน่าเปื่อยอยู่ใกล้ ๆ เสียงนกร้องเพลงสวย ๆ เริ่มน้อยลงหายไปทีละตัว เหลือเพียงเสียงลมพัดผ่านใบแห้งกรุบกรอบ เงาใบไม้บนพื้นดินเริ่มยืดยาวผิดรูปราวมีชีวิตกำลังคลานเข้าหา อากาศที่เคยอุ่นสบาย ก็เริ่มเย็นซึมลงผิดฤดูจนขนหลังเริ่มมีอาการชื่น ๆ ไม่รุนแรงจนตกใจ ไม่ชัดเจนจนบอกได้ชัดๆ แค่… กลิ่นตุ ๆ ความไม่สบายใจ ที่ซ่อนตัวอยู่แนบเนื้อใต้ความสดใส ราวมีดาบคมซ่อนอยู่หลังดอกไม้หวาน
อามาโนะหยุดเดินสั้น ๆ นิ้วชี้ขยับตื้นตาอยากจะหยุดเวลาเช็คดู แต่สุดท้ายก็แค่ส่ายหน้าปล่อยผ่าน คิดในใจว่าเป็นแค่ความรู้สึกผิดปกติของคนที่เพิ่งจะได้ความสุขเต็มที่ กลัวว่ามันจะจางหายไป
จนกระทั่ง กลุ่มพวกเขาก้าวออกมาจากแถวไม้หนาทึบ แล้วพบกับสิ่งก่อสร้างยักษ์ที่กาลเวลากลืนกินมานับพันปี ตั้งเงียบอยู่ตรงหน้า
วิหารดันเจี้ยนโบราณ
กำแพงหินสีเทาอมหม่น ปกคลุมตะไคร่น้ำกับเถาวัลย์พิษพันแน่นรอบประตูหินยักษ์ราวโซ่ตรวนผูกมัดวิญญาณ เสาหินกลมยาวทอดฟ้า หน้าต่างแคบแตกร้าวเปิดโปงความมืดมิดหนาแน่นภายในราวกดชีวิต ทุกรอยร้าวบนผิวหิน ล้วนบันทึกเรื่องราวที่โลกเลือนลางจนลืมรู้จักราวกับไม่เคยมีอยู่
ทุกคนหยุดนิ่งราวกังรูปปั้น ดวงตาเบิกกว้าง เต็มไปด้ววความตื่นเต้นที่พุ่งพล่านในเส้นเลือดราวกระแสไฟ
“นี่มัน… สมบัติที่พวกเราตามหามาตลอด ใช่ไหม?”
เซเรน่ายกมือเรียวแตะเบาผิวประตูหินเย็นจนขนลุก ลายรูนใต้ฝ่ามือสั่นไหวตอบสนองพลังโบราณข้างในราวได้ยินเสียงเรียก
“ไม่ต้องคิดเยอะแล้ว ลุยเลย!” เกลตะโกนเสียงดัง ก่อนทั้งห้าจะพร้อมกันพุ่งทะลวงเข้าไปในความมืดมิดในพริบตาเดียวราวกับน้ำไหลลงสู่ก้นเหว
การผจญภัยภายในวิหาร
ข้างในเย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็งนับพันปี ลมพัดพาฝุ่นอายุนับศตวรรษปลิวว่อน ปนกลิ่นเน่าเหมือนผสมเวทย์โบราณที่ลอยคลุ้งเหมือนมีชีวิต กับดักซ่อนเร้นทุกซอกทุกมุม
พื้นหินแผ่นบาง สั่นไหวทุกครั้งเมื่อเหยียบเหมือนจะพังทลาย ผนังมีอักษรสีแดงเรืองแสงอ่อน ๆ เหมือนดวงตาหลายพันคู่จ้องมองผู้บุกรุกทุกก้าว
สัตว์รูปร่างบิดเบี้ยวโผล่ออกจากซอกหินรวดเร็วราวเงาลุกจากพื้น ผิวเหี่ยวย่นราวศพเก่า กรงเล็บยาวโค้งคมราวเคียว ดวงตาแดงก่ำจ้าสว่างในมืดราวเปลวความตาย
“ทุกคนระวัง!!”
อามาโนะตะโกน สี่สหายพร้อมรับมือราวเครื่องจักรซ้อมกันมานับร้อยครั้ง
เบิร์นชักดาบยาวใบมีดเงินจ้าฉาบมืด ริโอน่าร่ายเพลิงสีม่วงลุกโชนโชติช่วงราวดาวตก เกลดึงธนูยาว ลูกศรพุ่งฉานทะลุลม เซเรน่าฉุดดาบศักดิ์สิทธิ์ ตั้งท่าตั้งรับราวกำแพงสีเงิน และอามาโนะก็กระตุ้นพลังหยุดเวลาให้ทุกอย่างนิ่งนิ่งราวภาพวาด ภายในช่วงเวลาเสี้ยววินาทีที่โลกหยุดหมุน เขาก็เคลื่อนที่จัดจุดอ่อนจนเมื่อเวลาไหลต่อ สัตว์ทั้งหลายก็ล้มลงก่อนจะได้ทำร้ายใคร พลังไร้เทียมทานของเขาทำให้สู้รบก็ยังดูสบายตา ไม่โหดร้ายจนเกินไป
ทั้งห้าลุยด่านทีละชั้น ดาบ โล่ เวท ธนู และพลังหยุดเวลา ประกอบกันลงตัวราวจักรสงครามที่หล่อสมบูรณ์แบบ เสียงปะทะ ก้องสะท้อนทั่วโถงหินยาวราวกังวิหารเองก็กำลังร้องคราง
จนกระทั่งพวกเขาก้าวถึงห้องโถงใหญ่สุดท้าย สิ่งที่ตามหามาตลอด กำลังวางนิ่งรอคอยมานับพันปี
สมบัติลึกลับ
คริสตัลดำสนิทราวความมืดที่สิ้นสุด หมุนช้า ๆ ภายในล้อมหมอกสีแดงคล้ายเลือดวิญญาณ เปล่งแสงม่วงเข้มทึบราวดวงตาปีศาจหลับใหล ตั้งบนแท่นหินสูงจารึกภาษาโบราณที่ไม่มีใครอ่านออก นิ่งอยู่ราวคำสาปหิวโหยรอผู้ครอบครอง… และพออามาโนะยื่นมือแตะเบา ๆ เขารู้สึกเหมือนดวงตาคู่นั้นได้ขยับมองกลับมาทันที พร้อมกับกลิ่นเน่าเหม็นที่เคยแอบซ่อนอยู่ตั้งแต่ข้างนอก กลับกลับมาหนักแน่นขึ้นอีกครั้งราวกำลังยิ้ม
ไม่นานนัก พวกเขาก้าวกลับออกมาทางประตูใหญ่อีกครั้ง สมบัติล้ำค่าวางนิ่งบนฝ่ามืออามาโนะ แสงม่วงสะท้อนกำแพงหินราววาดเงา ใบหน้าทุกคนเรืองแสงด้วยรอยยิ้มชัยชนะที่แท้จริง เสียงหัวเราะก้องลอยฟุ้งทั่วป่า
“ในที่สุดก็ได้มาแล้วสินะ!”
เบิร์นตบหลังอามาโนะเบา ๆ จนตัวโยก
“ข้าจะซื้อหมวกเหล็กใหม่ให้สวยงามสมศักดิ์ศรีแน่นอน!”
“แค่หมวกเหรอคะ? ถ้าเป็นฉัน จะเอาไปแลกเรือสำเภายักษ์ หรือคฤหาสน์หินสง่างามเสียดีกว่าค่ะ!” ริโอน่าล้อเลียนเสียงแซว
ทุกคนหัวเราะสนุก ความดีใจโล่งอกลอยฟุ้งกระจายทั่วป่า
ทว่า… ทันใดนั้น
เซเรน่าผู้เดินท้ายสุด ชะงักก้าวนิ่งราวน้ำแข็ง ดวงตาสีฟ้าครามจับจ้องต้นไม้โบราณต้นหนึ่งหนักแน่นราวสัมผัสได้ถึงสายตาที่แอบซ่อนในเงา ไม่ใช่แค่คน แต่เป็นความมืดเองที่กำลังหายใจ
“แปลกจัง…”
เธอกระซิบเสียงจางจนแทบจมลม แต่มองดี ๆ แล้วไม่พบอะไรเคลื่อนไหว เหมือนสิ่งนั้นรู้ตัวว่าถูกมอง แล้วซ่อนตัวจางหายเข้าไปในตัวความมืดเอง
เธอส่ายหน้าปล่อยวางความรู้สึกประหลาดนั้นชั่วคราว ก้าวติดตามเพื่อนต่อ ความดีใจล้นเหลือกลบความสงสัยจนเกือบจางหายราวควันลอย
แต่ไม่นานนัก… เสียงใบหญ้าแห้งขยับเบาดังจากด้านหลัง แผ่วราวกระซิบความตายที่กำลังนับชื่อของทุกคน
เพียงเสี้ยววินาที ความหนาวเย็นซึมซาบทั่วอากาศจนขนลุกซู่
อามาโนะหันกลับหลังรวดเร็ว เขาสัมผัสได้ชัดเจนถึงสายตาท่วมท้นจ้องมองจากความมืดราวบางสิ่งบางอย่าง กำลังหายใจร่อนระทบท้ายทอยใกล้แค่เอื้อม
หมอกสีเทาอมดำทั่วป่า กะทันหันหนาทึบขึ้นรวดเร็วราวผ้าม่านมืดแห่งความตาย กำลังค่อย ๆ ปิดลงมาบนพวกเขาทีละนิด
นี่คือสัญญาณแรกสุด ของภัยร้ายไร้รูปร่างไร้ชื่อ ที่กำลังก้าวเข้ามาใกล้ราวตัวเงาของตัวเราเอง
-to be continued
ความคิดเห็น
0 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบBackground Music
YouTubeYouTube
Your browser blocked autoplay. Tap play once to start the track.