
หลายนาทีผ่านไหลเบา ๆ นับตั้งแต่พวกอามาโนะก้าวถอยหลังออกมาจากประตูหินโบราณ
กลุ่มคนยังคงเดินเรียงแถวเดียวบนทางดินเปียกชื้นที่คดเคี้ยววนเวียนผ่านรากไม้อายุนับศตวรรษ แสงแดดยามบ่ายลื่นไหลลอดผ่านช่องว่างระหว่างยอดไม้สูงชะลูด กระเซ็นกระทบผิวใบไม้ที่ยังคงชุ่มฉ่ำจนเกิดประกายระยิบระยับราวอัญมณี กลิ่นดินเปียกผสมกลิ่นใบไม้สดชื่นลอยคลุ้งไปทั่วอากาศ ทุกย่างก้าวล้วนถูกห้อมล้อมด้วยเสียงแมลงหึ่งบินวน เสียงน้ำหยดร่วงลงจากปลายกิ่ง และไอหมอกบางเบาที่ลอยต่ำเหนือพื้นดิน ทุกสิ่งดูสดใสสงบราวกับวันธรรมดาใด ๆ ของเหล่าผู้กล้า… ทว่าใต้บรรยากาศที่ดูสมบูรณ์แบบนั้น กำลังแอบซ่อนความหนาวเย็นที่ค่อย ๆ ซึมลงไปในเส้นเลือด เหมือนมีสายตาคู่หนึ่งกว้างใหญ่ไม่มีขอบเขต กำลังจ้องมองทุกการเคลื่อนไหวของพวกเขาทุกซอกทุกมุม ตลอดเวลา และมันกำลังสนุกกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น
เบิร์นกับริโอน่ายังคงหยอกล้อแซว ๆ กันไม่หยุด เสียงหัวเราะก้องกังวานลอยฟุ้งไปทั่วป่าทึบราวกับไม่มีภัยอันตรายใด ๆ คงอยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไป แต่เสียงดังก้องนั้นกลับดูเหมือนถูกความมืดที่แอบซ่อนอยู่กลืนกลับบางที จนหูหลังรู้สึกแปลก ๆ เหมือนมีอะไรกำลังนับจำนวนหายใจของพวกเขาทีละคน
“พอพวกเรากลายเป็น ข้าจะพาทุกคนกลับบ้านเกิดของข้าเลย!”
เบิร์นตะโกนเสียงดังเหมือนพูดกับภูเขา ใบหน้าคมเข้มยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวสะอาด
“จะจัดงานเลี้ยงใหญ่โต ของกินวางเพียบเต็มแถว เนื้ออบหอมกรุ่นเต็มโต๊ะทั้งนั้น!”
“อย่าลืมจัดสุราหอม ๆ มาเสิร์ฟด้วยนะคะ!” ริโอน่าหัวเราะสนุก มือเรียวพลางสะบัดผมยาวสีน้ำตาลแดงเบา ๆ เหมือนลมพัดผ่านเปลวเพลิง
ปัง!!!
เสียงปืนดังสนั่นฉาบฉวยราวฟ้าผ่าแหกป่า ใบไม้บนกิ่งสั่นสะเทือนกระจายร่วงหล่น นกนับร้อยตัวแตกฝูงบินหนีตกใจจนบินชนกัน เสียงนั้นดังจนหูอื้อราวกัยถูกมือใหญ่ทุบตรงข้างหัว
เบิร์นชะงักทันที ร่างกายแข็งกระด้างราวเหล็กหลอม รู้สึกเหมือนถูกแทงลึกด้วยความเย็นจัดที่ทะลุทะลายเนื้อเยื่อจนถึงไขกระดูก กระสุนเจาะทะลุขาขวา เลือดสีแดงฉานพุ่งกระเซ็นไหลออกมาเป็นสายยาวราวสายน้ำที่พุ่งออกจากท่อ เขาล้มลงคุกเข่าพื้นดินเปียกชื้นทันที ดาบยาวและโล่เหล็กใหญ่หลุดมือตกลงกระทบพื้นดังกึกก้องราวโลกสั่น
“อา… อะไรกันเนี่ยนะ!?”
เสียงเขาร้องครางปนความเจ็บปวดจนใบหน้าบิดเบี้ยว เหมือนชีวิตบางส่วนเพิ่งจะถูกฉีกออกไปพร้อมกับกระสุนลูกนั้น
ริโอน่าตกใจสุดขีด ก้าวพุ่งเข้ามาช่วยจับตัวเพื่อนไม่ให้ล้มคว่ำพื้น
“เบิร์น! ใครกันแน่ทำท่านเป็นแบบนี้!?”
เธอตะโกนเสียงสั่นระริก นิ้วมือสั่นเทาไม่หยุดขณะพยายามกดแผลเพื่อหยุดเลือดที่ไหลออกมาอย่างไม่หยุดยั้ง
อามาโนะหยุดยืนนิ่งเหมือนรูปปั้นหิน หัวใจเต้นรัวแรงราวกลองศึกที่ถูกตีจนสุดกำลังจนแทบจะโดดออกมาจากอก เขาสอดส่องดูรอบด้านทั่วทิศ หมอกสีเทาอมดำหนาทึบท่วมท้องป่า เงาใบไม้ทับซ้อนกันชั้น ๆ จนมองเห็นไม่ชัดเจนสักทิศหนึ่ง
แต่สัญชาตญาณที่ถูกฝังมาตั้งแต่ยังอยู่โลกเก่า กรีดร้องบอกชัดเจนจนเจ็บหน้าอกว่า… มีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ใช่มนุษย์ กำลังแอบซ่อนอยู่เบื้องหลังต้นไม้ไกลออกไป เงาร่างนั้นเคลื่อนไหวช้า ๆ ลต็มเปี่ยมด้วยความตั้งใจที่จะฆ่าทีละคนจนหมดสิ้น และมันสนุกกับการทำให้พวกเราตกใจทุกครั้ง
เสียงใบหญ้าแห้งขยับเบา ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง แผ่วเบาราวเสียงกระซิบแห่งความตาย
นี่ไม่ใช่การโจมตีแบบปกติที่เคยเจอมาก่อน อามาโนะคิดในใจขณะกำหมัดแน่นจนนิ้วขาวจนเล็บแทงฝ่ามือจนฉีกขาด พวกเขาไม่ได้ถูกตามล่าเพียงอย่างเดียว… พวกเขากำลังถูกเล่นกันอยู่ เหมือนหนูที่ถูกแมวจับไว้ในกำมือ ก่อนจะค่อย ๆ ฆ่าตายช้า ๆ ทีละเสี้ยวชีวิตจนกว่าจะหมดหายใจ
เบิร์นยังคงครางเสียงทุ้มต่ำด้วยความเจ็บปวดที่ทะลุถึงไขกระดูก ริโอน่าพยายามลากเพื่อนตัวใหญ่ให้หลบซ่อนอยู่เบื้องหลังโขดหินใหญ่ที่กั้นลมและกั้นสายตา แต่ก็รู้ดีว่า ไม่มีกำแพงหินใดกั้นสายตาของสิ่งนั้นได้
อามาโนะยืนตัวตรงแข็งกระด้าง สายตาจับจ้องมุ่งหน้าสู่จุดที่รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ ผู้โจมตียังคงอยู่ใกล้แค่เอื้อม และกำลังนั่งเฝ้าดูทุกปฏิกิริยาของพวกเขาอย่างสงบราวผู้ชมการแสดงในที่นั่งชั้นแรก
เซเรน่าหยุดนิ่งเงียบสงบครู่หนึ่ง ดวงตาคู่สีฟ้าครามที่เคยเย็นชาเหมือนน้ำแข็ง ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยความสั่นสะเทือนเบา ๆ เมื่อมองเห็นร่างเพื่อนที่กำลังเจ็บปวด ก่อนจะหันกลับมามองอามาโนะด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความกลัวเล็ก ๆ น้อยๆ ที่เคยซ่อนอยู่ลึก ๆ ถูกแทนที่ลงไปด้วยความมุ่งมั่นแข็งกระด้างราวกับชิ้นเหล็กกล้าที่ถูกหล่อจนสุดความแข็งแกร่งจนไม่มีอะไรหักได้อีก
“ข้าจะไม่ยอมให้มันมาทำร้ายสหายของข้า…”
เธอกระซิบน้ำเสียงเบา แต่หนักแน่นจนก้องในหูราวเสียงก้องในถ้ำ
ทันใดนั้น เซเรน่าวิ่งพุ่งออกนอกแนวรับอย่างรวดเร็วจนมองไม่ทัน ร่างกายผอมเพรียวพลิ้วไหวเบา ๆ ราวลมพัดผ่านใบไม้แห้ง มือเรียวจับแน่นด้ามดาบศักดิ์สิทธิ์ พร้อมจะร่ายคาถาในทุกพริบตา แสงสีเงินอ่อน ๆ เรืองประกายขึ้นจากลายอักษรศักดิ์สิทธิ์ที่ปักอยู่บนผ้าคลุมไหล่สีเงินราวดาวเล็ก ๆ
อามาโนะมองตามร่างเธอจนหายเข้าไปในกองหมอก หัวใจเต้นแรงจนแทบจะโดดออกมาจากอก แต่สมองส่วนลึกก็ยังคงเย็นชาวิเคราะห์อยู่เสมอ การเคลื่อนไหวออกมาอย่างรวดเร็วแบบนี้ อาจจะเป็นวิธีเดียวที่จะดึงตัวตัวจริงของผู้ล่าออกมาจากความมืด… แต่โอกาสที่จะสำเร็จ ก็สูงพอ ๆ กับความเสี่ยงตายที่รออยู่ข้างหน้าเหมือนกัน และเขารู้ในทันทีว่า สิ่งที่ซ่อนอยู่นั้น รู้ทุกความคิดที่วิ่งวนในสมองของพวกเขาทุกคน
ท่ามกลางความทึบของป่าเก่า เสียงใบหญ้าแห้งขยับเบา ๆ ยังคงดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอราวจังหวะชีพจรของมันเอง ผู้โจมตียังคงแอบซ่อนตัวอยู่ในเงา รอจังหวะที่ดีที่สุดเหมือนเสือร้ายที่นั่งคอยเหยื่อจนนานพอที่จะเริ่มสนุก
เซเรน่าวิ่งผ่านโคนต้นไม้ยักษ์ใหญ่ทีละต้น ทุกฝีก้าวล้วนระมัดระวังจนสุดความสามารถราวเดินบนขอบหน้าผา มือจับด้ามดาบแน่นจนข้อมือขาวราวหิมะ สายตาคมกริบจับจ้องมุ่งหน้าสู่จุดที่รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวที่ไม่ใช่ของธรรมชาติ แต่เหมือนความว่างเปล่าเองก็กำลังเคลื่อนที่เข้าหาเธอ
ทันใดนั้น เงาร่างสูงใหญ่ปรากฏขึ้นมาทันตาเห็นตรงหน้า แสงแดดบาง ๆ ลอดทะลุผ่านกองหมอก ทำให้เห็นเพียงโครงร่างภายนอกชัดเจนเพียงพอ แต่ใบหน้าและรายละเอียดทั้งปวง กลับถูกบดบังจมอยู่ในความมืดมิดที่หนาแน่นจนแทบสัมผัสได้ ไม่มีรูปร่างชัดเจน ไม่มีเสียงหายใจ ไม่มีอุณหภูมิ ไม่มีอะไรที่บ่งบอกว่านี่คือสิ่งมีชีวิตที่เคยเกิดมา… มีเพียงแค่ความมีอยู่แบบหนักอึ้ง ที่บีบหัวใจให้หายใจไม่ออก
เซเรน่าหยุดวิ่งในทันทีเหมือนเวลาหยุดไหล ลมหายใจสั่นระริกเล็กน้อยที่ขอบริมฝีปาก แต่สายตากลับยังคงเต็มเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่ยอมท้อ เธอยกดาบขึ้นสูง กางท่าป้องกันพร้อมจะสู้รบ ร่างกายผ่อนคลายกล้ามเนื้อแต่ก็พร้อมจะพุ่งเข้าโจมตีในเสี้ยววินาทีเดียวราวลมที่พร้อมจะพัดพาทุกอย่างไป
“ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร ไม่ว่าเจ้าจะเป็นสิ่งใด… ข้าจะไม่ยอมให้เจ้ามาทำร้ายสหายของข้าอีก!!”
เธอตะโกนเสียงก้อง ก้าวเข้าใกล้เงามืดนั้นช้า ๆ แต่ไม่ถอยห่างแม้แต่เซนติเมตรเดียว
ทันใดนั้น ทุกอย่างเงียบสนิทจนหูอื้อจนได้ยินเสียงเลือดไหลในเส้นเลือด ใบไม้บนกิ่งหยุดขยับราวถูกสั่งให้นิ่ง ลมพัดผ่านก็หยุดพัดราวกับธรรมชาติเองก็ยอมจำนนต่อสิ่งที่กำลังยืนอยู่ตรงนั้น เพราะสิ่งนั้นคือตัวของความเงียบเอง
อามาโนะก้มลงข้าง ๆ ร่างเบิร์น มือประคองไหล่เพื่อนตัวใหญ่ไม่ให้ล้มคว่ำพื้นราวถือน้ำหนักที่หนักอึ้ง เลือดจากแผลที่ขายังคงซึมไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้สีผิวที่เคยแดงกระจ่าง กลับซีดเผือดจนดูน่าเกลียดราวคนที่ใกล้จะจากไป
ริโอน่ากำลังนั่งร่ายคาถาพลังฟื้นฟู ฝ่ามือส่องแสงสีเขียวอ่อน ๆ ออกมาล้อมร่างเพื่อนราวแสงจันทร์ พลังเวทย์มนตร์ทำให้เส้นเลือดหยุดไหลช้าลงเรื่อย ๆ แต่แผลลึกทะลุกระดูกนั้น ก็ยังไม่หายสนิทสักทีราวบางส่วนของบาดแผลนั้น ถูกทำด้วยสิ่งที่เวทย์มนตร์ธรรมดาไม่อาจหายได้
“ท่านอามาโนะ… ท่านพบเห็นอะไรบ้างไหมคะ?”
ริโอน่าถามด้วยน้ำเสียงสั่น นิ้วมือยังคงกดแผลแน่นอยู่ไม่คลาย
อามาโนะเงียบมองรอบทิศทั่วป่าอีกครั้ง กองหมอกและแสงแดดบาง ๆ ทำให้ทุกสิ่งรอบข้างดูปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยราวความฝันร้าย แต่สัญชาตญาณที่ลึกที่สุดในร่างกาย กำลังกรีดร้องเสียงดังว่า… สิ่งนั้นยังคงอยู่ใกล้แค่เอื้อม กำลังจ้องมองพวกเขาอยู่ทุกวินาที ทุกการหันหน้า ทุกการขยับตา มันอยู่ตรงนั้น แค่พวกเขาไม่มีสิทธิ์เห็นมัน
เกลปีนป่ายขึ้นไปอยู่บนกิ่งไม้สูงเหนือศีรษะราวนกที่บินสูง มือจับทั้งคันธนูและสายยาวแน่นจนสุดแรง ลูกศรปลายเหล็กวางบนราวนิ้วชี้พร้อมจะปล่อยยิงในทุกขณะ “ข้ามองเห็นเงาร่างบาง ๆ… เหมือนเงาที่ไม่มีตัวตน แต่หมอกบางอย่างก็ทำให้มองไม่ชัดเจนสักที เหมือนมันกำลังบิดเบือนแสงเพื่อซ่อนตัว”
เขากระซิบน้ำเสียงต่ำทุ้มราวลมที่ผ่านซอกใบ
อามาโนะกัดฟันแน่นจนขากร้าดังเสียงกึก
“ระวังตัวให้ดีทุกคน… มันอาจจะโจมตีพวกเราจากทิศไหน ตอลดเวลา และมันรู้ก่อนเสมอว่าเราจะขยับไปทางไหน”
ไม่นานนักผ่านไปเพียงเสี้ยวเวลาเท่าตากระพริบ
เสียงกรีดร้องแหลมสูงฉาบฉวยดังก้องกังวานทั่วท้องป่า นั่นไม่ใช่เสียงเรียกร้องความช่วยเหลือตามปกติ… แต่เป็นเสียงสุดท้ายของชีวิตที่ถูกมืออำนาจบางอย่างฉีกขาดกระชากออกจากร่างกายจนหมดสิ้นในพริบตาเดียวราวดอกไม้ที่ถูกหักคอจนขาด
“เซเรน่า…!!!”
อามาโนะร้องตะโกนชื่อเพื่อนสุดเสียงจนลำคอแทบจะฉีกขาด แต่ไม่มีร่างกายของเธอปรากฏออกมาจากความมืดอีกเลย ไม่มีเสียงตอบรับ ไม่มีเสียงฝีเท้า ไม่มีเสียงดาบขบ ไม่มีอะไรเลย… เหมือนชีวิตของเธอ ถูกดูดหายเข้าไปในความว่างเปล่าอย่างสมบูรณ์แบบราวไม่เคยมีอยู่
ลมเย็นพัดผ่านเบา ๆ ใบไม้บนกิ่งสั่นสะเทือนร่วงหล่นลงมา เสียงใบหญ้าแห้งขยับเบา ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง เพื่อเตือนพวกเขาอีกครั้งว่า ภัยร้ายที่โหดร้ายนั้น ยังคงอยู่ใกล้แค่เอื้อมไม่เคยไปไหน และเพิ่งจะเริ่มสนุกกับเกมนี้จริง ๆ
ริโอน่าร่ายเวทย์รักษาจนกระทั่งเลือดจากแผลขาของเบิร์นหยุดไหลสนิทที่สุด ชายใหญ่ผู้เคยแข็งแกร่งราวภูเขา ก็พยายามลุกขึ้นยืนด้วยความพยายามสุดขีดจนกล้ามเนื้อสั่นระริก มือจับด้ามดาบและจับโล่เหล็กแน่นกว่าเดิมหลายเท่า ใบหน้าคมเข้มที่เคยยิ้มกว้างเสมอ ตอนนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความโกรธเคืองที่ลุกโชนจนดูเหมือนจะไหม้เกรียมทุกอย่างรอบข้างจนเป็นเถ้าถ่าน
“ข้าจะออกไปล้างแค้นให้เซเรน่า… ข้าจะฆ่ามันให้ตายสิแม้จะต้องแลกด้วยชีวิต!!”
เขาตะโกนเสียงก้อง แล้วก้าววิ่งพุ่งเข้าไปลึก ๆ ในกองหมอกของป่าทึบ ตามทิศทางที่เสียงกรีดร้องครั้งก่อนดังก้องมาเหมือนคนบ้าจนไม่ยอมฟังอะไรอีก
“เบิร์น! อย่าไปคนเดียวเด็ดขาด มันคือกับดัก!!”
อามาโนะตะโกนเตือนเสียงดังจนปากขาด แต่ความโกรธที่ล้นท่วมหัวใจจนล้นจาน ก็ไม่อาจหยุดยั้งร่างเพื่อนได้สักที
ริโอน่าและเกลยืนมองตามร่างเบิร์นที่หายเข้าไปในควันหมอก ราวกับจางหายไปในเงามืด เกลยังคงยืนดึงธนูจนสายตึงในท่าที่พร้อมรบราวรูปปั้นที่ไม่เคยขยับ ส่วนริโอน่าก็กระซิบเสียงสั่นระริกราวคนที่รู้แล้วว่าอะไรกำลังจะเกิด
“ข้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า… เขาจะรอดกลับมาพบพวกเราอีกครั้ง”
ปัง!!!
เสียงปืนนัดที่สองดังก้องกังวานอีกครั้งราวกับฟ้าร้องที่รอบสอง ใบไม้บนกิ่งสั่นสะเทือนร่วงหล่นเป็นพวง กองหมอกสีเทาอมดำคลอเคลียบางเบาเหมือนกำลังยิ้มเหยียดหยาใความอ่อนแอของพวกเขา
พวกเขาทุกคนรู้ดีโดยไม่ต้องต้องเห็นด้วยตาเองว่า… เบิร์นได้จบชะตากรรมลงอย่างโหดร้าย เช่นเดียวกับที่เซเรน่าเพิ่งจากไปเมื่อครู่
“ไม่นะ… เบิร์น…”
ริโอน่าพูดน้ำเสียงสั่นจนแทบไม่ออกเสียงราวเสียงลมที่จางหาย น้ำตาใสไหลรินลงแก้มต่อเนื่องกันเป็นสายยาวเหมือนน้ำตกเล็ก ๆ
เกลก้มหน้าลงต่ำ ๆ จากที่ยืนอยู่บนกิ่งไม้สูง สายตากวาดส่องทั่วท้องป่า แต่สิ่งที่พบเห็นก็มีเพียงความจริงโหดร้ายที่ปฏิเสธไม่ได้เท่านั้น ว่าเรากำลังจะตายทีละคน และไม่มีทางหนี
อามาโนะกำหมัดแน่นจนเล็บแทงจนฝ่ามือฉีกขาดเลือดซึมออกมาเป็นหยด ความโกรธเคืองปนกับความสูญเสียที่ท่วมท้น กดดันจนหัวใจแทบจะระเบิดออกมาเป็นเสี่ยง ๆ
ในท้ายที่สุด เขาก็ตัดสินใจที่จะต้องใช้อาวุธสุดท้ายที่เคยทำให้เขาเป็นที่หนึ่งในกิลด์ที่แข็งแกร่งที่สุด สองพลังไร้เทียมทานแห่งโลกที่ไม่มีใครสามารถต้านทานได้ สิ่งเดียวที่เคยทำให้เขาเชื่อว่าเขาจะรอดชีวิตได้ตลอดไป
และทันใดนั้นก็มีแสงจาง ๆ สีเทาอ่อนเรืองประกายขึ้นมาจากดวงตาคู่สีเทา เขามองเห็นเงาร่างบาง ๆ เคลื่อนไหวเร็วผิดปกติท่ามกลางความมืดราวตัวเงาของตัวมันเอง
“เจอแล้ว… เจอตัวมันแล้ว!!!”
“เวลาเอ๋ย จ-”
ปัง!!!
กระสุนลูกใหม่พุ่งฉานทะลุอากาศเฉียดผ่านแขนซ้ายจนฉีกเป็นแผลลึกยาวราวใบมีดเฉือน อามาโนะร้องโอดครวญเสียงทุ้มต่ำราวสัตว์ที่บาดเจ็บ นิ้วมือทั้งสองสั่นเทาจนแทบจะควบคุมร่างกายเองไม่อยู่ราวสายไฟที่ขาด
“มันรู้… มันรู้ก่อนเสมอว่าผมจะทำอะไร… มันอ่านใจผมได้ตั้งแต่แรก…”
เขาพึมพำน้ำเสียงสั่นราวคนที่เพิ่งรู้ว่าตัวเองแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มเล่น ถอยหลังอย่างระมัดระวังทีละก้าวราวเหยื่อที่เพิ่งรู้ว่าตัวเองกำลังถูกขังอยู่ในป่ามานานแล้ว
“ท่านอามาโนะ!!!”
ริโอน่าพุ่งเข้ามาพยุงร่างเขาไม่ให้ล้มราวน้ำที่รับน้ำหนักทั้งโลก ร่ายคาถาพลังรักษาออกมาอย่างเร่งด่วนจนมือสั่น น้ำตายังคงไหลพรากไม่หยุดราวฝนตกไม่หยุด
เกลปล่อยลูกศรยิงออกมาอย่างมั่นและดุเดือดจนดูเหมือนบ้าคลั่งจนเส้นเลือดที่ขมับโป่ง
“ตายไปซะไอปีศาจ!!!!”
เขายิงลูกศรออกไปเรื่อย ๆ ติดต่อกันจนกระทั่งปลอกใส่ว่างเปล่าสิ้นหมดราวคนที่โยนหินขว้างทะเล แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ไม่มีเสียงตก ไม่มีเสียงเจ็บ ไม่มีรอยกระทบใด ๆ… เหมือนลูกศรทั้งหลายถูกยิงเข้าไปในความว่างเปล่า หรือยิงเข้าไปที่ตัวความมืดมิดเองโดยตรงราวมันก็คือตัวเป้า
อามาโนะหายใจหอบเหนื่อยสั้น ๆ เหมือนคนวิ่งหนีภัยมาหลายชั่วโมง หลังจากที่พลังเวทย์รักษาได้บรรเทาอาการบาดเจ็บส่วนหนึ่งลงแล้ว เขากำลังจะใช้พลังอันเป็นที่ไว้ใจครั้งล่าสุดด้วยความพยายามสุดขีดอีกครั้งหนึ่ง ด้วยความหวังที่บางเฉียบราวเส้นด้าย
“เวลาเอ๋ย… จงหยุด!!!”
แต่… ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยสักอย่างราวกับเขาแค่กระซิบกับลม
ลมยังคงพัดผ่านเบา ๆ ใบไม้ยังคงร่วงหล่นตามแรงโน้มถ่วง น้ำหยดจากเพดานก็ยังคงร่วงลงมาตามจังหวะเดิมที่เคยเป็น สกิลที่เคยเหนือกว่ากฎธรรมชาติทั้งหลาย ที่เคยช่วยเขารอดพ้นจากความตายมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ที่เคยทำให้เขาเป็นตำนาน… กลับถูกบีบคั้นปิดกั้นอย่างลึกลับจนไม่สามารถส่งผลได้แม้แต่น้อยราว
“อะไรกันนะ…!? ทำไม… ทำไมพลังนี้ถึงใช้งานไม่ได้ล่ะ!?”
เขาตื่นตระหนกจนดวงตาเบิกโพลงกว้างราวกับคนปกติที่เพิ่งตื่นจากความฝัน แล้วรู้ว่าตัวเองไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย
ความโกรธเคืองปนกับความหวาดกลัวท่วมท้นจนเกือบจะจมหัวใจราวน้ำท่วม กองหมอกหนาทึบและเงาร่มจากต้นไม้ยักษ์ กำลังปิดบังทุกอย่างรอบข้างราวกับกรงขนาดใหญ่ที่ไม่มีทางออกไม่มีประตู
ตั้งแต่นาทีนี้เป็นต้นไป เขาไม่มีพลังวิเศษอันโด่งดังเหลืออยู่แล้ว จะต้องดำรงชีวิตรอดต่อไป ด้วยแค่ร่างกายธรรมดา และสติปัญญาที่เหลืออยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นราวคนในชุดเกราะที่แกร็งกล้า แต่ถูกถอดออกจนเปลือยเปล่า ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย
เสียงปืนยาว ๆ และเสียงใบหญ้าแห้งขยับเบา ๆ ยังคงดังก้องกังวานมาจากทุกมุมทิศราวจังหวะชีพจรของมันเอง
ภัยร้ายที่ไม่มีรูปร่าง ไม่มีเสียง และไม่มีอารมณ์ใด ๆ ยังคงอยู่ใกล้แค่เอื้อม กำลังจ้องมองพวกเขาจากทุกซอกทุกมุมราวกับปีศาจที่กลายเป็นตัวของความมืดมิดเอง
และความหวาดกลัวที่แท้จริงที่สุด… ก็เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้นเอง
- to be continued
อ่านต่อ
ความคิดเห็น
0 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบBackground Music
YouTubeYouTube
Your browser blocked autoplay. Tap play once to start the track.