The Legacy universe - ข้ามศตวรรษ/1.1.1 (Horror) ผู้กล้าแรงค์ S กับปาร์ตี้สุดแกร่ง Part 2 (2/3)
(Horror) ผู้กล้าแรงค์ S กับปาร์ตี้สุดแกร่ง Part 2 (2/3)
Side Story18+

1.1.1 (Horror) ผู้กล้าแรงค์ S กับปาร์ตี้สุดแกร่ง Part 2 (2/3)

โดย Mad dog0 ครั้ง

หลายนาทีผ่านไหลเบา ๆ นับตั้งแต่พวกอามาโนะก้าวถอยหลังออกมาจากประตูหินโบราณ

กลุ่มคนยังคงเดินเรียงแถวเดียวบนทางดินเปียกชื้นที่คดเคี้ยววนเวียนผ่านรากไม้อายุนับศตวรรษ แสงแดดยามบ่ายลื่นไหลลอดผ่านช่องว่างระหว่างยอดไม้สูงชะลูด กระเซ็นกระทบผิวใบไม้ที่ยังคงชุ่มฉ่ำจนเกิดประกายระยิบระยับราวอัญมณี กลิ่นดินเปียกผสมกลิ่นใบไม้สดชื่นลอยคลุ้งไปทั่วอากาศ ทุกย่างก้าวล้วนถูกห้อมล้อมด้วยเสียงแมลงหึ่งบินวน เสียงน้ำหยดร่วงลงจากปลายกิ่ง และไอหมอกบางเบาที่ลอยต่ำเหนือพื้นดิน ทุกสิ่งดูสดใสสงบราวกับวันธรรมดาใด ๆ ของเหล่าผู้กล้า… ทว่าใต้บรรยากาศที่ดูสมบูรณ์แบบนั้น กำลังแอบซ่อนความหนาวเย็นที่ค่อย ๆ ซึมลงไปในเส้นเลือด เหมือนมีสายตาคู่หนึ่งกว้างใหญ่ไม่มีขอบเขต กำลังจ้องมองทุกการเคลื่อนไหวของพวกเขาทุกซอกทุกมุม ตลอดเวลา และมันกำลังสนุกกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้น

เบิร์นกับริโอน่ายังคงหยอกล้อแซว ๆ กันไม่หยุด เสียงหัวเราะก้องกังวานลอยฟุ้งไปทั่วป่าทึบราวกับไม่มีภัยอันตรายใด ๆ คงอยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไป แต่เสียงดังก้องนั้นกลับดูเหมือนถูกความมืดที่แอบซ่อนอยู่กลืนกลับบางที จนหูหลังรู้สึกแปลก ๆ เหมือนมีอะไรกำลังนับจำนวนหายใจของพวกเขาทีละคน

“พอพวกเรากลายเป็น ข้าจะพาทุกคนกลับบ้านเกิดของข้าเลย!”

เบิร์นตะโกนเสียงดังเหมือนพูดกับภูเขา ใบหน้าคมเข้มยิ้มกว้างจนเห็นฟันขาวสะอาด

“จะจัดงานเลี้ยงใหญ่โต ของกินวางเพียบเต็มแถว เนื้ออบหอมกรุ่นเต็มโต๊ะทั้งนั้น!”

“อย่าลืมจัดสุราหอม ๆ มาเสิร์ฟด้วยนะคะ!” ริโอน่าหัวเราะสนุก มือเรียวพลางสะบัดผมยาวสีน้ำตาลแดงเบา ๆ เหมือนลมพัดผ่านเปลวเพลิง

ปัง!!!

เสียงปืนดังสนั่นฉาบฉวยราวฟ้าผ่าแหกป่า ใบไม้บนกิ่งสั่นสะเทือนกระจายร่วงหล่น นกนับร้อยตัวแตกฝูงบินหนีตกใจจนบินชนกัน เสียงนั้นดังจนหูอื้อราวกัยถูกมือใหญ่ทุบตรงข้างหัว

เบิร์นชะงักทันที ร่างกายแข็งกระด้างราวเหล็กหลอม รู้สึกเหมือนถูกแทงลึกด้วยความเย็นจัดที่ทะลุทะลายเนื้อเยื่อจนถึงไขกระดูก กระสุนเจาะทะลุขาขวา เลือดสีแดงฉานพุ่งกระเซ็นไหลออกมาเป็นสายยาวราวสายน้ำที่พุ่งออกจากท่อ เขาล้มลงคุกเข่าพื้นดินเปียกชื้นทันที ดาบยาวและโล่เหล็กใหญ่หลุดมือตกลงกระทบพื้นดังกึกก้องราวโลกสั่น

“อา… อะไรกันเนี่ยนะ!?”

เสียงเขาร้องครางปนความเจ็บปวดจนใบหน้าบิดเบี้ยว เหมือนชีวิตบางส่วนเพิ่งจะถูกฉีกออกไปพร้อมกับกระสุนลูกนั้น

ริโอน่าตกใจสุดขีด ก้าวพุ่งเข้ามาช่วยจับตัวเพื่อนไม่ให้ล้มคว่ำพื้น

“เบิร์น! ใครกันแน่ทำท่านเป็นแบบนี้!?”

เธอตะโกนเสียงสั่นระริก นิ้วมือสั่นเทาไม่หยุดขณะพยายามกดแผลเพื่อหยุดเลือดที่ไหลออกมาอย่างไม่หยุดยั้ง

อามาโนะหยุดยืนนิ่งเหมือนรูปปั้นหิน หัวใจเต้นรัวแรงราวกลองศึกที่ถูกตีจนสุดกำลังจนแทบจะโดดออกมาจากอก เขาสอดส่องดูรอบด้านทั่วทิศ หมอกสีเทาอมดำหนาทึบท่วมท้องป่า เงาใบไม้ทับซ้อนกันชั้น ๆ จนมองเห็นไม่ชัดเจนสักทิศหนึ่ง

แต่สัญชาตญาณที่ถูกฝังมาตั้งแต่ยังอยู่โลกเก่า กรีดร้องบอกชัดเจนจนเจ็บหน้าอกว่า… มีบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ใช่มนุษย์ กำลังแอบซ่อนอยู่เบื้องหลังต้นไม้ไกลออกไป เงาร่างนั้นเคลื่อนไหวช้า ๆ ลต็มเปี่ยมด้วยความตั้งใจที่จะฆ่าทีละคนจนหมดสิ้น และมันสนุกกับการทำให้พวกเราตกใจทุกครั้ง

เสียงใบหญ้าแห้งขยับเบา ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง แผ่วเบาราวเสียงกระซิบแห่งความตาย

นี่ไม่ใช่การโจมตีแบบปกติที่เคยเจอมาก่อน อามาโนะคิดในใจขณะกำหมัดแน่นจนนิ้วขาวจนเล็บแทงฝ่ามือจนฉีกขาด พวกเขาไม่ได้ถูกตามล่าเพียงอย่างเดียว… พวกเขากำลังถูกเล่นกันอยู่ เหมือนหนูที่ถูกแมวจับไว้ในกำมือ ก่อนจะค่อย ๆ ฆ่าตายช้า ๆ ทีละเสี้ยวชีวิตจนกว่าจะหมดหายใจ

เบิร์นยังคงครางเสียงทุ้มต่ำด้วยความเจ็บปวดที่ทะลุถึงไขกระดูก ริโอน่าพยายามลากเพื่อนตัวใหญ่ให้หลบซ่อนอยู่เบื้องหลังโขดหินใหญ่ที่กั้นลมและกั้นสายตา แต่ก็รู้ดีว่า ไม่มีกำแพงหินใดกั้นสายตาของสิ่งนั้นได้

อามาโนะยืนตัวตรงแข็งกระด้าง สายตาจับจ้องมุ่งหน้าสู่จุดที่รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ ผู้โจมตียังคงอยู่ใกล้แค่เอื้อม และกำลังนั่งเฝ้าดูทุกปฏิกิริยาของพวกเขาอย่างสงบราวผู้ชมการแสดงในที่นั่งชั้นแรก

เซเรน่าหยุดนิ่งเงียบสงบครู่หนึ่ง ดวงตาคู่สีฟ้าครามที่เคยเย็นชาเหมือนน้ำแข็ง ล้วนแล้วแต่เต็มไปด้วยความสั่นสะเทือนเบา ๆ เมื่อมองเห็นร่างเพื่อนที่กำลังเจ็บปวด ก่อนจะหันกลับมามองอามาโนะด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ความกลัวเล็ก ๆ น้อยๆ ที่เคยซ่อนอยู่ลึก ๆ ถูกแทนที่ลงไปด้วยความมุ่งมั่นแข็งกระด้างราวกับชิ้นเหล็กกล้าที่ถูกหล่อจนสุดความแข็งแกร่งจนไม่มีอะไรหักได้อีก

“ข้าจะไม่ยอมให้มันมาทำร้ายสหายของข้า…”

เธอกระซิบน้ำเสียงเบา แต่หนักแน่นจนก้องในหูราวเสียงก้องในถ้ำ

ทันใดนั้น เซเรน่าวิ่งพุ่งออกนอกแนวรับอย่างรวดเร็วจนมองไม่ทัน ร่างกายผอมเพรียวพลิ้วไหวเบา ๆ ราวลมพัดผ่านใบไม้แห้ง มือเรียวจับแน่นด้ามดาบศักดิ์สิทธิ์ พร้อมจะร่ายคาถาในทุกพริบตา แสงสีเงินอ่อน ๆ เรืองประกายขึ้นจากลายอักษรศักดิ์สิทธิ์ที่ปักอยู่บนผ้าคลุมไหล่สีเงินราวดาวเล็ก ๆ

อามาโนะมองตามร่างเธอจนหายเข้าไปในกองหมอก หัวใจเต้นแรงจนแทบจะโดดออกมาจากอก แต่สมองส่วนลึกก็ยังคงเย็นชาวิเคราะห์อยู่เสมอ การเคลื่อนไหวออกมาอย่างรวดเร็วแบบนี้ อาจจะเป็นวิธีเดียวที่จะดึงตัวตัวจริงของผู้ล่าออกมาจากความมืด… แต่โอกาสที่จะสำเร็จ ก็สูงพอ ๆ กับความเสี่ยงตายที่รออยู่ข้างหน้าเหมือนกัน และเขารู้ในทันทีว่า สิ่งที่ซ่อนอยู่นั้น รู้ทุกความคิดที่วิ่งวนในสมองของพวกเขาทุกคน

ท่ามกลางความทึบของป่าเก่า เสียงใบหญ้าแห้งขยับเบา ๆ ยังคงดังเป็นจังหวะสม่ำเสมอราวจังหวะชีพจรของมันเอง ผู้โจมตียังคงแอบซ่อนตัวอยู่ในเงา รอจังหวะที่ดีที่สุดเหมือนเสือร้ายที่นั่งคอยเหยื่อจนนานพอที่จะเริ่มสนุก

เซเรน่าวิ่งผ่านโคนต้นไม้ยักษ์ใหญ่ทีละต้น ทุกฝีก้าวล้วนระมัดระวังจนสุดความสามารถราวเดินบนขอบหน้าผา มือจับด้ามดาบแน่นจนข้อมือขาวราวหิมะ สายตาคมกริบจับจ้องมุ่งหน้าสู่จุดที่รู้สึกถึงการเคลื่อนไหวที่ไม่ใช่ของธรรมชาติ แต่เหมือนความว่างเปล่าเองก็กำลังเคลื่อนที่เข้าหาเธอ

ทันใดนั้น เงาร่างสูงใหญ่ปรากฏขึ้นมาทันตาเห็นตรงหน้า แสงแดดบาง ๆ ลอดทะลุผ่านกองหมอก ทำให้เห็นเพียงโครงร่างภายนอกชัดเจนเพียงพอ แต่ใบหน้าและรายละเอียดทั้งปวง กลับถูกบดบังจมอยู่ในความมืดมิดที่หนาแน่นจนแทบสัมผัสได้ ไม่มีรูปร่างชัดเจน ไม่มีเสียงหายใจ ไม่มีอุณหภูมิ ไม่มีอะไรที่บ่งบอกว่านี่คือสิ่งมีชีวิตที่เคยเกิดมา… มีเพียงแค่ความมีอยู่แบบหนักอึ้ง ที่บีบหัวใจให้หายใจไม่ออก

เซเรน่าหยุดวิ่งในทันทีเหมือนเวลาหยุดไหล ลมหายใจสั่นระริกเล็กน้อยที่ขอบริมฝีปาก แต่สายตากลับยังคงเต็มเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นที่ไม่ยอมท้อ เธอยกดาบขึ้นสูง กางท่าป้องกันพร้อมจะสู้รบ ร่างกายผ่อนคลายกล้ามเนื้อแต่ก็พร้อมจะพุ่งเข้าโจมตีในเสี้ยววินาทีเดียวราวลมที่พร้อมจะพัดพาทุกอย่างไป

“ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใคร ไม่ว่าเจ้าจะเป็นสิ่งใด… ข้าจะไม่ยอมให้เจ้ามาทำร้ายสหายของข้าอีก!!”

เธอตะโกนเสียงก้อง ก้าวเข้าใกล้เงามืดนั้นช้า ๆ แต่ไม่ถอยห่างแม้แต่เซนติเมตรเดียว

ทันใดนั้น ทุกอย่างเงียบสนิทจนหูอื้อจนได้ยินเสียงเลือดไหลในเส้นเลือด ใบไม้บนกิ่งหยุดขยับราวถูกสั่งให้นิ่ง ลมพัดผ่านก็หยุดพัดราวกับธรรมชาติเองก็ยอมจำนนต่อสิ่งที่กำลังยืนอยู่ตรงนั้น เพราะสิ่งนั้นคือตัวของความเงียบเอง

อามาโนะก้มลงข้าง ๆ ร่างเบิร์น มือประคองไหล่เพื่อนตัวใหญ่ไม่ให้ล้มคว่ำพื้นราวถือน้ำหนักที่หนักอึ้ง เลือดจากแผลที่ขายังคงซึมไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้สีผิวที่เคยแดงกระจ่าง กลับซีดเผือดจนดูน่าเกลียดราวคนที่ใกล้จะจากไป

ริโอน่ากำลังนั่งร่ายคาถาพลังฟื้นฟู ฝ่ามือส่องแสงสีเขียวอ่อน ๆ ออกมาล้อมร่างเพื่อนราวแสงจันทร์ พลังเวทย์มนตร์ทำให้เส้นเลือดหยุดไหลช้าลงเรื่อย ๆ แต่แผลลึกทะลุกระดูกนั้น ก็ยังไม่หายสนิทสักทีราวบางส่วนของบาดแผลนั้น ถูกทำด้วยสิ่งที่เวทย์มนตร์ธรรมดาไม่อาจหายได้

“ท่านอามาโนะ… ท่านพบเห็นอะไรบ้างไหมคะ?”

ริโอน่าถามด้วยน้ำเสียงสั่น นิ้วมือยังคงกดแผลแน่นอยู่ไม่คลาย

อามาโนะเงียบมองรอบทิศทั่วป่าอีกครั้ง กองหมอกและแสงแดดบาง ๆ ทำให้ทุกสิ่งรอบข้างดูปกติราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยราวความฝันร้าย แต่สัญชาตญาณที่ลึกที่สุดในร่างกาย กำลังกรีดร้องเสียงดังว่า… สิ่งนั้นยังคงอยู่ใกล้แค่เอื้อม กำลังจ้องมองพวกเขาอยู่ทุกวินาที ทุกการหันหน้า ทุกการขยับตา มันอยู่ตรงนั้น แค่พวกเขาไม่มีสิทธิ์เห็นมัน

เกลปีนป่ายขึ้นไปอยู่บนกิ่งไม้สูงเหนือศีรษะราวนกที่บินสูง มือจับทั้งคันธนูและสายยาวแน่นจนสุดแรง ลูกศรปลายเหล็กวางบนราวนิ้วชี้พร้อมจะปล่อยยิงในทุกขณะ “ข้ามองเห็นเงาร่างบาง ๆ… เหมือนเงาที่ไม่มีตัวตน แต่หมอกบางอย่างก็ทำให้มองไม่ชัดเจนสักที เหมือนมันกำลังบิดเบือนแสงเพื่อซ่อนตัว”

เขากระซิบน้ำเสียงต่ำทุ้มราวลมที่ผ่านซอกใบ

อามาโนะกัดฟันแน่นจนขากร้าดังเสียงกึก

“ระวังตัวให้ดีทุกคน… มันอาจจะโจมตีพวกเราจากทิศไหน ตอลดเวลา และมันรู้ก่อนเสมอว่าเราจะขยับไปทางไหน”

ไม่นานนักผ่านไปเพียงเสี้ยวเวลาเท่าตากระพริบ

เสียงกรีดร้องแหลมสูงฉาบฉวยดังก้องกังวานทั่วท้องป่า นั่นไม่ใช่เสียงเรียกร้องความช่วยเหลือตามปกติ… แต่เป็นเสียงสุดท้ายของชีวิตที่ถูกมืออำนาจบางอย่างฉีกขาดกระชากออกจากร่างกายจนหมดสิ้นในพริบตาเดียวราวดอกไม้ที่ถูกหักคอจนขาด

“เซเรน่า…!!!”

อามาโนะร้องตะโกนชื่อเพื่อนสุดเสียงจนลำคอแทบจะฉีกขาด แต่ไม่มีร่างกายของเธอปรากฏออกมาจากความมืดอีกเลย ไม่มีเสียงตอบรับ ไม่มีเสียงฝีเท้า ไม่มีเสียงดาบขบ ไม่มีอะไรเลย… เหมือนชีวิตของเธอ ถูกดูดหายเข้าไปในความว่างเปล่าอย่างสมบูรณ์แบบราวไม่เคยมีอยู่

ลมเย็นพัดผ่านเบา ๆ ใบไม้บนกิ่งสั่นสะเทือนร่วงหล่นลงมา เสียงใบหญ้าแห้งขยับเบา ๆ ดังขึ้นอีกครั้ง เพื่อเตือนพวกเขาอีกครั้งว่า ภัยร้ายที่โหดร้ายนั้น ยังคงอยู่ใกล้แค่เอื้อมไม่เคยไปไหน และเพิ่งจะเริ่มสนุกกับเกมนี้จริง ๆ

ริโอน่าร่ายเวทย์รักษาจนกระทั่งเลือดจากแผลขาของเบิร์นหยุดไหลสนิทที่สุด ชายใหญ่ผู้เคยแข็งแกร่งราวภูเขา ก็พยายามลุกขึ้นยืนด้วยความพยายามสุดขีดจนกล้ามเนื้อสั่นระริก มือจับด้ามดาบและจับโล่เหล็กแน่นกว่าเดิมหลายเท่า ใบหน้าคมเข้มที่เคยยิ้มกว้างเสมอ ตอนนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความโกรธเคืองที่ลุกโชนจนดูเหมือนจะไหม้เกรียมทุกอย่างรอบข้างจนเป็นเถ้าถ่าน

“ข้าจะออกไปล้างแค้นให้เซเรน่า… ข้าจะฆ่ามันให้ตายสิแม้จะต้องแลกด้วยชีวิต!!”

เขาตะโกนเสียงก้อง แล้วก้าววิ่งพุ่งเข้าไปลึก ๆ ในกองหมอกของป่าทึบ ตามทิศทางที่เสียงกรีดร้องครั้งก่อนดังก้องมาเหมือนคนบ้าจนไม่ยอมฟังอะไรอีก

“เบิร์น! อย่าไปคนเดียวเด็ดขาด มันคือกับดัก!!”

อามาโนะตะโกนเตือนเสียงดังจนปากขาด แต่ความโกรธที่ล้นท่วมหัวใจจนล้นจาน ก็ไม่อาจหยุดยั้งร่างเพื่อนได้สักที

ริโอน่าและเกลยืนมองตามร่างเบิร์นที่หายเข้าไปในควันหมอก ราวกับจางหายไปในเงามืด เกลยังคงยืนดึงธนูจนสายตึงในท่าที่พร้อมรบราวรูปปั้นที่ไม่เคยขยับ ส่วนริโอน่าก็กระซิบเสียงสั่นระริกราวคนที่รู้แล้วว่าอะไรกำลังจะเกิด

“ข้าหวังเป็นอย่างยิ่งว่า… เขาจะรอดกลับมาพบพวกเราอีกครั้ง”

ปัง!!!

เสียงปืนนัดที่สองดังก้องกังวานอีกครั้งราวกับฟ้าร้องที่รอบสอง ใบไม้บนกิ่งสั่นสะเทือนร่วงหล่นเป็นพวง กองหมอกสีเทาอมดำคลอเคลียบางเบาเหมือนกำลังยิ้มเหยียดหยาใความอ่อนแอของพวกเขา

พวกเขาทุกคนรู้ดีโดยไม่ต้องต้องเห็นด้วยตาเองว่า… เบิร์นได้จบชะตากรรมลงอย่างโหดร้าย เช่นเดียวกับที่เซเรน่าเพิ่งจากไปเมื่อครู่

“ไม่นะ… เบิร์น…”

ริโอน่าพูดน้ำเสียงสั่นจนแทบไม่ออกเสียงราวเสียงลมที่จางหาย น้ำตาใสไหลรินลงแก้มต่อเนื่องกันเป็นสายยาวเหมือนน้ำตกเล็ก ๆ

เกลก้มหน้าลงต่ำ ๆ จากที่ยืนอยู่บนกิ่งไม้สูง สายตากวาดส่องทั่วท้องป่า แต่สิ่งที่พบเห็นก็มีเพียงความจริงโหดร้ายที่ปฏิเสธไม่ได้เท่านั้น ว่าเรากำลังจะตายทีละคน และไม่มีทางหนี

อามาโนะกำหมัดแน่นจนเล็บแทงจนฝ่ามือฉีกขาดเลือดซึมออกมาเป็นหยด ความโกรธเคืองปนกับความสูญเสียที่ท่วมท้น กดดันจนหัวใจแทบจะระเบิดออกมาเป็นเสี่ยง ๆ

ในท้ายที่สุด เขาก็ตัดสินใจที่จะต้องใช้อาวุธสุดท้ายที่เคยทำให้เขาเป็นที่หนึ่งในกิลด์ที่แข็งแกร่งที่สุด สองพลังไร้เทียมทานแห่งโลกที่ไม่มีใครสามารถต้านทานได้ สิ่งเดียวที่เคยทำให้เขาเชื่อว่าเขาจะรอดชีวิตได้ตลอดไป

และทันใดนั้นก็มีแสงจาง ๆ สีเทาอ่อนเรืองประกายขึ้นมาจากดวงตาคู่สีเทา เขามองเห็นเงาร่างบาง ๆ เคลื่อนไหวเร็วผิดปกติท่ามกลางความมืดราวตัวเงาของตัวมันเอง

“เจอแล้ว… เจอตัวมันแล้ว!!!”

“เวลาเอ๋ย จ-”

ปัง!!!

กระสุนลูกใหม่พุ่งฉานทะลุอากาศเฉียดผ่านแขนซ้ายจนฉีกเป็นแผลลึกยาวราวใบมีดเฉือน อามาโนะร้องโอดครวญเสียงทุ้มต่ำราวสัตว์ที่บาดเจ็บ นิ้วมือทั้งสองสั่นเทาจนแทบจะควบคุมร่างกายเองไม่อยู่ราวสายไฟที่ขาด

“มันรู้… มันรู้ก่อนเสมอว่าผมจะทำอะไร… มันอ่านใจผมได้ตั้งแต่แรก…”

เขาพึมพำน้ำเสียงสั่นราวคนที่เพิ่งรู้ว่าตัวเองแพ้ตั้งแต่ยังไม่เริ่มเล่น ถอยหลังอย่างระมัดระวังทีละก้าวราวเหยื่อที่เพิ่งรู้ว่าตัวเองกำลังถูกขังอยู่ในป่ามานานแล้ว

“ท่านอามาโนะ!!!”

ริโอน่าพุ่งเข้ามาพยุงร่างเขาไม่ให้ล้มราวน้ำที่รับน้ำหนักทั้งโลก ร่ายคาถาพลังรักษาออกมาอย่างเร่งด่วนจนมือสั่น น้ำตายังคงไหลพรากไม่หยุดราวฝนตกไม่หยุด

เกลปล่อยลูกศรยิงออกมาอย่างมั่นและดุเดือดจนดูเหมือนบ้าคลั่งจนเส้นเลือดที่ขมับโป่ง

“ตายไปซะไอปีศาจ!!!!”

เขายิงลูกศรออกไปเรื่อย ๆ ติดต่อกันจนกระทั่งปลอกใส่ว่างเปล่าสิ้นหมดราวคนที่โยนหินขว้างทะเล แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ไม่มีเสียงตก ไม่มีเสียงเจ็บ ไม่มีรอยกระทบใด ๆ… เหมือนลูกศรทั้งหลายถูกยิงเข้าไปในความว่างเปล่า หรือยิงเข้าไปที่ตัวความมืดมิดเองโดยตรงราวมันก็คือตัวเป้า

อามาโนะหายใจหอบเหนื่อยสั้น ๆ เหมือนคนวิ่งหนีภัยมาหลายชั่วโมง หลังจากที่พลังเวทย์รักษาได้บรรเทาอาการบาดเจ็บส่วนหนึ่งลงแล้ว เขากำลังจะใช้พลังอันเป็นที่ไว้ใจครั้งล่าสุดด้วยความพยายามสุดขีดอีกครั้งหนึ่ง ด้วยความหวังที่บางเฉียบราวเส้นด้าย

“เวลาเอ๋ย… จงหยุด!!!”

แต่… ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยสักอย่างราวกับเขาแค่กระซิบกับลม

ลมยังคงพัดผ่านเบา ๆ ใบไม้ยังคงร่วงหล่นตามแรงโน้มถ่วง น้ำหยดจากเพดานก็ยังคงร่วงลงมาตามจังหวะเดิมที่เคยเป็น สกิลที่เคยเหนือกว่ากฎธรรมชาติทั้งหลาย ที่เคยช่วยเขารอดพ้นจากความตายมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน ที่เคยทำให้เขาเป็นตำนาน… กลับถูกบีบคั้นปิดกั้นอย่างลึกลับจนไม่สามารถส่งผลได้แม้แต่น้อยราว

“อะไรกันนะ…!? ทำไม… ทำไมพลังนี้ถึงใช้งานไม่ได้ล่ะ!?”

เขาตื่นตระหนกจนดวงตาเบิกโพลงกว้างราวกับคนปกติที่เพิ่งตื่นจากความฝัน แล้วรู้ว่าตัวเองไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย

ความโกรธเคืองปนกับความหวาดกลัวท่วมท้นจนเกือบจะจมหัวใจราวน้ำท่วม กองหมอกหนาทึบและเงาร่มจากต้นไม้ยักษ์ กำลังปิดบังทุกอย่างรอบข้างราวกับกรงขนาดใหญ่ที่ไม่มีทางออกไม่มีประตู

ตั้งแต่นาทีนี้เป็นต้นไป เขาไม่มีพลังวิเศษอันโด่งดังเหลืออยู่แล้ว จะต้องดำรงชีวิตรอดต่อไป ด้วยแค่ร่างกายธรรมดา และสติปัญญาที่เหลืออยู่เพียงเล็กน้อยเท่านั้นราวคนในชุดเกราะที่แกร็งกล้า แต่ถูกถอดออกจนเปลือยเปล่า ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย

เสียงปืนยาว ๆ และเสียงใบหญ้าแห้งขยับเบา ๆ ยังคงดังก้องกังวานมาจากทุกมุมทิศราวจังหวะชีพจรของมันเอง

ภัยร้ายที่ไม่มีรูปร่าง ไม่มีเสียง และไม่มีอารมณ์ใด ๆ ยังคงอยู่ใกล้แค่เอื้อม กำลังจ้องมองพวกเขาจากทุกซอกทุกมุมราวกับปีศาจที่กลายเป็นตัวของความมืดมิดเอง

และความหวาดกลัวที่แท้จริงที่สุด… ก็เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้นเอง

- to be continued

ความคิดเห็น

0 คอมเมนต์

เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้

ไปหน้าเข้าสู่ระบบ
ยังไม่มีคอมเมนต์ เป็นคนแรกที่เริ่มคุยได้เลย

Background Music

YouTube

YouTube

Your browser blocked autoplay. Tap play once to start the track.