คาถาเล่มนี้พิมพ์ผิด/4.1 คำที่เกินมาหนึ่งคำ
Side Story

4.1 คำที่เกินมาหนึ่งคำ

โดย Chatchawat Acha0 ครั้ง

ตอนที่ 1: คำที่เกินมาหนึ่งคำ


 

เสียงปากกาขูดกระดาษ


 

นั่นคือเสียงแรกที่ผมจำได้ในชีวิตนี้ ไม่ใช่เสียงร้องไห้ของตัวเอง ไม่ใช่เสียงคนพูด แต่เป็นเสียงปลายปากกาที่ลากผ่านผิวกระดาษหยาบๆ ช้าๆ เป็นจังหวะ เหมือนคนที่กลัวจะเขียนผิด


 

ผมนอนอยู่ในเปลไม้ที่มีกลิ่นน้ำมันสน มองเพดานที่มีคานสามอัน อันกลางแตกร้าวเป็นเส้นยาว มีใยแมงมุมเกาะอยู่ตรงมุม แสงเทียนสั่นไหวทำให้เงาของใยแมงมุมนั้นขยับเหมือนมันยังมีชีวิต


 

และมีผู้ชายคนหนึ่งนั่งอยู่ที่โต๊ะ ห่างจากผมไปสามก้าว


 

เขาก้มหน้าอยู่กับกองกระดาษ มือขวาถือปากกา มือซ้ายกดหน้ากระดาษไว้ไม่ให้ม้วน เขาอ่านออกเสียงเบาๆ ทีละพยางค์ ขณะคัดลอก


 

"ไอ... ตูร์... อาน..."


 

เสียงเขาเหนื่อย แต่ตั้งใจ เหมือนคนสวดมนต์


 

"เวล... เวล..."


 

ผมหยุดหายใจ


 

ไม่ใช่เพราะกลัว ไม่ใช่เพราะตกใจ แต่เพราะมีบางอย่างในหัวผมสะดุ้งตื่นขึ้นมา — ความรู้สึกที่ผมไม่ได้รู้สึกมาสิบปี ความรู้สึกที่เคยเป็นอาชีพของผม


 

ตรงนั้นมีคำซ้ำ


 

ผมอยากบอกเขา ผมอยากยกมือขึ้นชี้ ผมอยากพูดว่า "ท่านครับ คำว่า เวล น่ะ มันซ้ำ ท่านคัดผิดหรือเปล่า หรือต้นฉบับผิดมาตั้งแต่แรก"


 

สิ่งที่ออกมาจากปากผมคือเสียง "อือ"


 

แล้วน้ำลายก็ไหลลงคาง


 

---


 

ให้ผมย้อนสักหน่อย ไม่นาน สัญญา


 

ชาติก่อนผมชื่ออนันต์ อายุสามสิบสี่ตอนตาย อาชีพบรรณาธิการพิสูจน์อักษร สำนักพิมพ์เล็กๆ ที่ไม่มีใครรู้จัก อยู่ชั้นสี่ของตึกแถวที่ลิฟต์เสียมาสองปี


 

งานของผมคืออ่านสิ่งที่คนอื่นเขียน แล้วหาว่าตรงไหนผิด


 

จุลภาคเกินมาหนึ่งตัว ชื่อตัวละครสะกดไม่เหมือนหน้าที่แล้ว ตัวเลขหน้า 87 ขัดกับตัวเลขหน้า 12 คำว่า "ประสบการณ์" ที่มีคนพิมพ์ว่า "ประสพการณ์" มาสามครั้งในบทเดียว


 

ไม่มีใครจำชื่อบรรณาธิการ ไม่มีใครขอบคุณ


 

เพราะงานที่ผมทำได้ดีที่สุด คืองานที่ไม่มีใครสังเกตเห็น หนังสือที่ไม่มีคำผิดเลย ไม่ได้ทำให้ใครนึกถึงผม มันแค่ทำให้ไม่มีใครสะดุด


 

ตอนผมยังเด็ก แม่บอกว่าชื่ออนันต์แปลว่า ไม่มีที่สิ้นสุด


 

ผมเกลียดชื่อตัวเองมาตลอด เพราะทั้งชีวิตผมไม่เคยมีอะไรที่ไม่สิ้นสุดสักอย่าง สัญญาจ้างสิ้นสุดทุกปี ความสัมพันธ์สิ้นสุดตอนอายุยี่สิบเก้า เงินในบัญชีสิ้นสุดวันที่ยี่สิบแปดของทุกเดือน


 

ผมตายที่โต๊ะทำงาน


 

ไม่มีรถบรรทุก ไม่มีการวิ่งไปช่วยเด็กข้ามถนน ไม่มีอะไรที่เอาไปเล่าแล้วฟังดูดี


 

ผมแค่ก้มหน้าอ่านต้นฉบับบทที่สิบเอ็ด ที่คนเขียนใช้คำว่า "แสงจันทร์อาบไล้" สี่ครั้งในหน้าเดียว แล้วผมก็รู้สึกเหมือนมีคนวางมือหนักๆ ลงบนหน้าอก


 

ผมคิดว่า เดี๋ยวก็หาย


 

ผมคิดว่า อ่านให้จบบทนี้ก่อน


 

แล้วผมก็ไม่ได้อ่านให้จบ


 

สิ่งสุดท้ายที่ผมเห็นคือปากกาแดงกลิ้งตกจากโต๊ะ


 

---


 

ทีนี้ผมอยู่ในเปล


 

ร่างกายนี้หนักสี่กิโล ควบคุมมือตัวเองยังไม่ได้ มองอะไรไกลเกินสองศอกก็เบลอ และร้องไห้เองโดยที่สมองไม่ได้สั่ง


 

แต่ผมจำได้ทุกอย่าง


 

ผมจำหน้าคนที่ก้มลงมามองผมในวันแรกได้ ผู้หญิงผมสีน้ำตาลเข้ม ตาคล้ำ ริมฝีปากแตก เธอมองผมนานมากก่อนจะยิ้ม แล้วยิ้มนั้นก็ไม่เหมือนยิ้มของคนที่มีความสุข มันเหมือนยิ้มของคนที่โล่งใจว่าไม่ต้องเจ็บอีกแล้ว


 

ผู้ชายที่นั่งอยู่ที่โต๊ะคือพ่อ


 

เขาชื่อ เดอริค เวน อายุสี่สิบสี่ ตัวสูงกว่าที่คิด หลังค่อมกว่าที่ควร มีรอยหมึกดำติดอยู่ที่นิ้วชี้ขวาเป็นวงถาวร ล้างเท่าไหร่ก็ไม่ออก


 

อาชีพของเขาคืออาลักษณ์ประจำเมือง


 

ทุกเดือน เขาต้องคัดลอกตำราส่งไปที่ไหนสักแห่งที่เขาเรียกว่า "หอ" ด้วยน้ำเสียงที่คนใช้พูดถึงโรงพยาบาลหรือเรือนจำ


 

และทุกคืน เขานั่งลอกตัวหนังสือที่เขา อ่านไม่ออก


 

---


 

ผมใช้เวลาสี่เดือนกว่าจะเข้าใจว่าโลกนี้มีสองภาษา


 

ภาษาแรกคือภาษาที่คนพูดกัน แม่พูดกับพ่อ พ่อพูดกับคนที่มาเคาะประตู เด็กๆ ตะโกนใส่กันนอกหน้าต่าง ภาษานี้ผมฟังไม่ออกตอนแรก แล้วค่อยๆ ออก เหมือนที่เด็กทุกคนบนโลกทุกโลกทำ


 

ภาษาที่สองคือภาษาที่พ่อลอก


 

ไม่มีใครพูดมัน ไม่มีใครใช้มันสั่งซื้อขนมปัง ไม่มีใครด่ากันด้วยมัน มันปรากฏเฉพาะบนกระดาษ และบางครั้งบนปากของคนที่กำลังทำอะไรบางอย่างที่ผมยังไม่เข้าใจ


 

และผมอ่านมันออกตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้ยิน


 

ไม่ใช่แบบท่องจำ ไม่ใช่แบบเดา


 

ผม เข้าใจ มัน


 

ผมรู้ว่าคำไหนคือคนทำ คำไหนคือการกระทำ คำไหนบอกว่าทำเมื่อไร คำไหนบอกว่าทำอย่างไร คำไหนบอกว่าทำใส่ใคร มันเรียงกันมีระเบียบ มีเหตุผล สวยงามจนผมอยากร้องไห้


 

มันคือภาษา จริงๆ


 

เป็นภาษาที่มีไวยากรณ์ มีโครงสร้าง มีตรรกะ


 

และไม่มีใครในบ้านหลังนี้รู้เรื่องนั้นเลย


 

---


 

ผมสังเกตพ่ออยู่หลายเดือน


 

เขาไม่ได้ลอกส่งเดช เขาตั้งใจมาก เขาเทียบตัวอักษรทีละตัว เขาเอาไม้บรรทัดวางใต้บรรทัด เขาอ่านออกเสียงตามไปด้วยเพื่อไม่ให้ข้ามคำ


 

แต่เขาอ่านออกเสียงเหมือนคนนับเหรียญ


 

"ไอ - ตูร์ - อาน - เวล - เวล - นาส - เอส - โซล"


 

ทุกพยางค์แยกจากกัน ไม่มีจังหวะ ไม่มีความหมาย


 

มันเหมือนดูคนอ่านคำว่า "ขอบคุณครับ" ว่า "ข-อ-บ-ค-ุ-ณ-ค-ร-ั-บ"


 

คืนหนึ่ง พ่อลอกจบแผ่นแล้วนั่งดูมันนาน เขาถอนหายใจ แล้วพูดกับตัวเอง เบาๆ ด้วยภาษาที่คนพูดกัน


 

"สวยจัง"


 

ผมมองเงาเขาบนผนัง


 

ท่านครับ ผมคิด มันไม่ได้สวยครับ มันบอกว่า "ข้ากำลังพุ่งไฟไฟตรงไปยังร่างของมัน"


 

มีคำว่าไฟสองครั้ง ท่านครับ


 

และมันไม่ได้ทำให้ไฟแรงขึ้นเป็นสองเท่าด้วย


 

มันแค่ทำให้ท่านจ่ายค่ามันสองครั้ง


 

---


 

ผมได้เห็นของจริงตอนอายุเจ็ดเดือน


 

แม่อุ้มผมไปตลาด — ไม่ใช่เพราะอยากพาไป แต่เพราะไม่มีใครเลี้ยง — และที่มุมตลาดมีชายแก่คนหนึ่งนั่งอยู่หลังกระทะเหล็ก มีคนมุงดูสิบกว่าคน


 

ชายแก่หลับตา ยกมือขึ้น แล้วเปล่งเสียง


 

"*ไอ-ตูร์-อาน เวล เวล นาส เอส-โซล*"


 

เสียงเขาไม่เหมือนพ่อ เสียงเขามีน้ำหนัก มีอะไรบางอย่างในนั้นที่ผมไม่มีคำเรียก มันเหมือนเสียงที่ผลักโลก


 

แล้วไฟก็ลุกขึ้นกลางอากาศ


 

ลูกกลมๆ ขนาดกำปั้น สีส้มอมขาว ลอยนิ่งอยู่เหนือฝ่ามือเขาสองวินาที แล้วพุ่งลงกระทะ ตรงเป๊ะ


 

ถ่านติดไฟ คนปรบมือ


 

ชายแก่ยิ้ม แล้วก็ทรุดนั่งลงบนเก้าอี้ หน้าซีด มือสั่น มีคนยื่นน้ำให้เขา


 

"ปีนี้เหนื่อยเร็วนะลุง" ใครสักคนพูด


 

"ก็แก่แล้ว" ลุงตอบ พลางหัวเราะ "เมื่อก่อนจุดได้สามครั้งต่อวัน เดี๋ยวนี้เหลือครั้งเดียว"


 

ผมมองหน้าลุงคนนั้น


 

ผมมองมือที่สั่น ผมมองริมฝีปากที่ซีด ผมมองหยดเหงื่อที่ไหลลงขมับทั้งที่อากาศเย็น


 

แล้วผมก็รู้สึกอะไรบางอย่างที่ผมไม่ได้รู้สึกมานาน


 

โกรธ


 

ไม่ใช่โกรธลุง ไม่ใช่โกรธคนดู


 

ผมโกรธ คำที่เกินมาหนึ่งคำ


 

ลุงคนนี้ไม่ได้แก่ ลุงคนนี้แค่จ่ายค่าไฟสองครั้งมาทั้งชีวิต เพื่อไฟลูกเดียว


 

และมีคนบอกเขาว่านั่นคือความชรา


 

แม่อุ้มผมเดินผ่านไป ผมหันกลับไปมองลุงจนคอเมื่อย


 

ใครทำแบบนี้


 

ใครเขียนคำนั้นซ้ำ


 

และทำไมไม่มีใครในสี่ร้อยปีนี้อ่านมันออกเลยสักคน


 

---


 

คืนนั้นผมนอนไม่หลับ


 

ไม่ใช่เพราะเปลไม่สบาย แม้ว่ามันจะไม่สบายจริงๆ


 

แต่เพราะผมเพิ่งเข้าใจสถานการณ์ของตัวเอง และมันตลกร้ายเกินกว่าจะหลับลง


 

ผมคือคนที่ใช้ทั้งชีวิตแก้คำผิดของคนอื่น


 

ผมตายโดยไม่มีใครรู้ว่าผมมีตัวตน


 

แล้วสวรรค์ที่ไหนสักแห่ง — หรือใครก็ตามที่จัดการเรื่องพวกนี้ — ก็โยนผมมาลงในโลกที่ ทุกคนอ่านหนังสือไม่ออก


 

ไม่ใช่ว่าไม่รู้หนังสือนะ พวกเขาเขียนได้ ลอกได้ ท่องได้


 

แต่ไม่มีใคร อ่าน ออกเลยสักคน


 

พวกเขาถือคัมภีร์ที่พิมพ์ผิดกันทั้งโลก แล้วยกมันขึ้นบูชา


 

มันเหมือนโยนหมอฟันเข้าไปในหมู่บ้านที่ทุกคนกินหินเป็นอาหาร


 

ผมนอนมองใยแมงมุมบนคานที่แตก แล้วก็เริ่มหัวเราะ


 

เสียงที่ออกมาจากปากทารกไม่เหมือนเสียงหัวเราะ มันเหมือนเสียงกบ


 

แม่ตื่นขึ้นมาดู


 

เธอเอามือลูบหน้าผากผม เช็ดน้ำลายที่คาง แล้วกระซิบด้วยเสียงง่วงว่า


 

"นอนซะนะ เจ้าตัวเล็กที่มองอะไรนานเกินไป"


 

---


 

ผมใช้เวลาอีกสามเดือนฝึกลิ้นตัวเอง


 

เรื่องนี้ไม่มีใครบอกผมมาก่อน แต่ผมขอบอกไว้ตรงนี้เผื่อใครจะได้เกิดใหม่: การพูดมันยากมาก


 

สมองผมสั่งได้ทุกอย่าง ปากผมไม่ฟังสักคำ


 

ผมนอนแลบลิ้นเข้าออกอยู่คนเดียวในความมืดเหมือนคนบ้า ผมออกเสียงลมทีละแบบ ผมพยายามควบคุมกล้ามเนื้อที่ผมไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่ามันมีอยู่


 

แม่คิดว่าผมป่วย เธอพาไปหาหมอตำแยสองครั้ง


 

พ่อบอกว่า "มันแค่คุยกับตัวเอง เด็กบางคนก็เป็น"


 

พ่อพูดถูก แต่ไม่รู้ว่าถูกแค่ไหน


 

---


 

วันนั้นเป็นวันอังคาร อากาศเย็น ฝนตกตอนบ่าย


 

พ่อนั่งที่โต๊ะเหมือนเคย เทียนเล่มเดียวเหมือนเคย กองกระดาษเหมือนเคย


 

เขาจุ่มปากกา เคาะข้างขวด แล้วเริ่มอ่านออกเสียงพยางค์แรก


 

"ไอ..."


 

แม่นั่งอยู่ข้างเตา อุ้มผมไว้บนตัก เธอกำลังปอกหัวผักอะไรสักอย่าง


 

"ตูร์..."


 

ผมรู้สึกได้ว่าลิ้นตัวเองพร้อม


 

ผมรู้สึกได้ว่าลมในปอดพอ


 

"อาน..."


 

พ่อจุ่มปากกาใหม่


 

"เวล..."


 

แม่หยุดปอกผัก เพราะผมขยับ


 

พ่อเขียนคำนั้นลงกระดาษ แล้วเลื่อนตามาที่คำถัดไป ปากขยับพร้อมจะอ่านมันซ้ำเป็นครั้งที่สี่ร้อยของชีวิต


 

และผมก็พูดคำแรกของผมในชีวิตนี้


 

มันไม่ใช่คำว่า "แม่"


 

มันไม่ใช่คำว่า "พ่อ"


 

ผมเงยหน้าขึ้นจากตักแม่ มองไปที่หลังของชายที่กำลังลอกความผิดพลาดของคนตายเมื่อสี่ศตวรรษก่อน แล้วผมออกเสียงชัดถ้อยชัดคำ ด้วยลิ้นที่ผมฝึกมาสามเดือน


 

"*เวล*"


 

ปากกาหยุด


 

เสียงฝนดังขึ้นมาเต็มห้อง เพราะไม่มีเสียงอื่นเหลือแล้ว


 

แม่ไม่ได้ดีใจ


 

แม่ไม่ได้ร้องเรียกพ่อ ไม่ได้หัวเราะ ไม่ได้กอดผมแน่นแบบที่แม่ทุกคนทำเวลาลูกพูดคำแรก


 

มือที่ถือมีดปอกผักของเธอนิ่งค้างอยู่กลางอากาศ


 

ผมเงยหน้าขึ้นมองเธอ


 

หน้าเธอขาว ริมฝีปากเผยอ แล้วเธอก็ค่อยๆ ก้มลงมาใกล้ๆ ใกล้มากจนผมได้ยินเสียงหายใจของเธอสั่น


 

พ่อยังไม่หันมา เขายังก้มหน้าอยู่กับกระดาษ "อะไรนะ" เขาถามลอยๆ โดยไม่เงย "เมื่อกี้ใครพูด"


 

แม่ไม่ตอบเขา


 

เธอมองผม แล้วกระซิบเบาที่สุด เบาจนผมคนเดียวได้ยิน


 

"...เจ้าไปได้ยินคำนั้นมาจากไหน"


 

และในสายตาของเธอ ผมไม่เห็นความภูมิใจของแม่


 

ผมเห็นสิ่งที่ผมเคยเห็นในกระจกทุกครั้งที่เจอคำผิดในต้นฉบับที่ตีพิมพ์ไปแล้วหนึ่งหมื่นเล่ม


 

ผมเห็นความกลัว


 

ความคิดเห็น

0 คอมเมนต์

เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้

ไปหน้าเข้าสู่ระบบ
ยังไม่มีคอมเมนต์ เป็นคนแรกที่เริ่มคุยได้เลย