คาถาเล่มนี้พิมพ์ผิด/4.1.1 คำโกหกแรกของผม
Side Story

4.1.1 คำโกหกแรกของผม

โดย Chatchawat Acha0 ครั้ง

ตอนที่ 2: คำโกหกแรกของผม


 

แม่อุ้มผมเข้าห้องนอนแล้วปิดประตู


 

เธอทำมันช้าๆ เหมือนคนที่ไม่อยากให้บานพับส่งเสียง ผมได้ยินเสียงพ่ออยู่อีกฝั่งของประตู เสียงเก้าอี้เลื่อน เสียงเขาเรียก


 

"มาร์เรน จะเอาลูกไปไหน"


 

"ให้นมน่ะ" แม่ตอบ เสียงปกติมาก ปกติจนน่ากลัว


 

"เมื่อกี้ผมได้ยินอะไรแปลกๆ นะ"


 

"ลมออกปากมั้ง"


 

พ่อเงียบไปสองวินาที แล้วก็ตอบว่า "อ้อ" ด้วยน้ำเสียงของคนที่อยากกลับไปทำงานให้จบ


 

เสียงปากกาขูดกระดาษดังขึ้นอีกครั้ง


 

และผมก็รู้ทันทีว่าในบ้านหลังนี้ มีคนคนเดียวที่อันตราย และไม่ใช่คนที่นั่งอยู่ที่โต๊ะ


 

---


 

แม่วางผมลงบนที่นอน


 

เธอไม่ได้นั่งลง เธอยืนมองผมอยู่พักหนึ่ง มือกำผ้ากันเปื้อนแน่นจนข้อนิ้วขาว


 

ผมนอนแผ่หลาอยู่บนผ้าห่มขนแกะ แขนขาสั้นๆ กางออกสี่ทิศ และพยายามอย่างสุดชีวิตที่จะทำหน้าโง่


 

เรื่องนี้ยากกว่าที่คิด


 

คุณเคยพยายามทำหน้าโง่ไหม โดยรู้ตัวว่ากำลังทำ


 

มันเหมือนพยายามลืมคำว่าช้าง


 

แม่คุกเข่าลงข้างที่นอน ก้มหน้ามาใกล้ๆ แล้วพูดเสียงเบามาก


 

"เจ้าได้ยินพ่อพูดคำนั้นใช่ไหม"


 

ผมมองเพดาน


 

"เจ้าเลียนเสียงเขา"


 

ผมมองเพดานต่อ ตั้งใจมาก เพดานมีคานสามอัน อันกลางแตกร้าว ผมนับใยแมงมุมได้เจ็ดเส้น


 

"เด็กสิบเดือนเลียนเสียงได้" แม่พูด แต่เธอไม่ได้พูดกับผม เธอพูดกับตัวเอง "เด็กเลียนเสียงได้ทั้งนั้น มันเป็นเรื่องปกติ"


 

เธอเงียบไป


 

แล้วเธอก็พูดคำหนึ่งออกมา


 

"*ซิล*"


 

ผมไม่ได้ขยับ ผมสาบานได้ว่าผมไม่ได้ขยับ


 

แต่ตาผมกระตุกไปทางเธอเสี้ยววินาที


 

น้ำ


 

คำว่าน้ำ


 

ทำไมแม่ถึงรู้จักคำว่าน้ำ


 

แม่นั่งพิงเตียง แล้วเอามือปิดหน้า


 

"อ้อ" เธอพูด "อ้อ อ้อ อ้อ"


 

---


 

ผมต้องเล่าเรื่องแม่ให้ฟังสักหน่อย


 

ตอนนั้นผมยังไม่รู้อะไรเลย ผมรู้เท่าที่เด็กสิบเดือนที่มีสมองสามสิบสี่ปีจะเดาได้จากการนอนฟังคนคุยกัน


 

แม่ชื่อ มาร์เรน อายุสามสิบเก้า ตื่นก่อนไก่ นอนหลังเทียนเล่มสุดท้าย มือหยาบ ปากร้าย และเป็นคนที่คนทั้งซอยเรียกใช้เวลาวัวคลอดลูกไม่ออก


 

พ่อเรียกเธอว่า "แม่บ้าน"


 

เพื่อนบ้านเรียกเธอว่า "เจ๊มาร์เรน"


 

แต่คืนนั้น ตอนที่เธอเอามือออกจากหน้าแล้วมองผมด้วยสายตาที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน ผมได้เห็นคนอีกคนหนึ่งซ้อนอยู่ข้างในเธอ


 

คนที่เคยรู้อะไรบางอย่าง


 

"ฟังนะ" เธอพูด "ข้าจะพูดครั้งเดียว แล้วเราจะไม่พูดเรื่องนี้กันอีก"


 

ผมหันหน้าไปหาเธอ


 

ผมไม่ได้ตั้งใจ ร่างกายมันทำเอง มันฟังเธอ


 

และแม่ก็เห็น


 

เธอหลับตาแน่น เหมือนคนที่หวังว่าจะคิดผิด แล้วเพิ่งรู้ว่าตัวเองคิดถูก


 

---


 

"ในเมืองนี้" แม่พูด "มีอาลักษณ์อยู่คนเดียว"


 

"พ่อของเจ้า"


 

"และเมืองนี้มีคนหกร้อยคน ในหกร้อยคนนั้น ไม่มีใครอ่านคำพวกนั้นออกเลยสักคน"


 

เธอเอานิ้วเขี่ยผมออกจากหน้าผากผม


 

"รวมทั้งพ่อของเจ้า"


 

"รวมทั้งข้า"


 

เสียงเธอสั่นตรงคำสุดท้าย


 

"ข้าเคยร่ายคาถาได้เจ็ดคำ" เธอพูด "ตอนสาวๆ มีคนบอกว่าข้าจะไปได้ไกล เขาส่งข้าไปเรียนที่เมืองใหญ่อยู่สองปี"


 

"ข้าท่องบทได้สิบเอ็ดบท ข้ารู้จักทุกพยางค์ ข้าไม่เคยพลาดสักครั้ง"


 

"แล้วมีอยู่ปีหนึ่ง เด็กผู้ชายในหมู่บ้านโดนเคียวบาดที่ขาหนีบ"


 

แม่หยุดพูดไปนาน


 

ข้างนอกฝนเริ่มซา เสียงปากกาของพ่อยังดังอยู่ ช้าๆ เป็นจังหวะ ทีละตัวอักษร


 

"ข้าร่ายบทรักษาให้เขา" แม่พูดต่อ "ข้าร่ายถูกทุกพยางค์ ข้าจำได้จนตาย"


 

"แผลปิดสนิทภายในสิบวินาที เนื้อประสานกันสวยงามมาก คนที่ยืนดูอยู่ตบมือกัน"


 

"แล้วเขาก็ตายในคืนนั้น"


 

ผมนอนนิ่ง


 

"หมอบอกว่าเลือดออกข้างใน" แม่พูด "เนื้อมันปิด แต่ข้างในมันยังไหลอยู่"


 

"บทที่ข้าร่าย มันรักษาแค่เนื้อ"


 

เธอหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะที่ไม่มีอะไรอยู่ในนั้นเลย


 

"ข้าถามอาจารย์ว่าทำไม เขาบอกว่าเพราะข้าไม่มีศรัทธาพอ"


 

"ข้าถามพระว่าทำไม ท่านบอกว่าเทพเจ้าตัดสินใจแล้ว"


 

"ข้าถามตัวเองอยู่ยี่สิบปี"


 

แม่ก้มลงมองผม


 

"แล้วคืนนี้ ลูกของข้าอายุสิบเดือน อ้าปากพูดคำแรกในชีวิต และมันคือคำว่า ไฟ"


 

---


 

ผมอยากบอกเธอ


 

พระเจ้า ผมอยากบอกเธอเหลือเกิน


 

ผมอยากลุกขึ้นนั่ง จับไหล่ผู้หญิงคนนี้แล้วบอกว่า ท่านไม่ได้ผิด ท่านไม่เคยผิดเลยสักครั้ง บทนั้นมันขาดคำหนึ่งคำ คำที่แปลว่าเลือด มันหายไปตอนไหนสักตอนในสี่ร้อยปี และไม่มีใครอ่านออกพอจะรู้


 

ท่านโทษตัวเองมายี่สิบปีเพราะอาลักษณ์คนหนึ่งที่ตายไปนานแล้วเผลอกะพริบตา


 

แต่ผมพูดไม่ได้


 

ผมมีคำศัพท์ในโลกนี้อยู่คำเดียว และมันคือคำว่าไฟ


 

ผมจึงทำได้แค่นอนอยู่ตรงนั้น สี่กิโลกรัมของความรู้ที่ไร้ประโยชน์ที่สุดในจักรวาล


 

และร้องไห้


 

ร้องแบบเด็ก เสียงดัง น้ำมูกไหล ควบคุมไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว


 

แม่รีบอุ้มผมขึ้นมา ตบหลังผมเบาๆ พึมพำว่า "เอาแล้ว เอาแล้ว หิวใช่ไหม"


 

เธอคิดว่าผมหิว


 

---


 

พอผมหยุดร้อง แม่ก็เช็ดหน้าผมด้วยชายผ้ากันเปื้อน


 

แล้วเธอก็ทำสิ่งที่ผมไม่ได้เตรียมใจไว้เลย


 

เธอยกมือขวาขึ้นมาตรงหน้าผม แบมือออก


 

"เจ้าตัวเล็ก" เธอพูดเบามาก "ถ้าเจ้าเข้าใจข้า"


 

"กำมือ"


 

ห้องเงียบ


 

เสียงปากกาอีกฝั่งประตูหยุดไปครู่หนึ่ง แล้วดังต่อ


 

ผมมองมือของแม่


 

ผมคิดเร็วมาก เร็วกว่าที่เคยคิดตอนอ่านต้นฉบับส่งโรงพิมพ์ตอนตีสาม


 

ถ้าผมกำมือ แม่จะรู้ ถ้าแม่รู้ แม่จะทำอะไร แม่จะรักผมมากขึ้น หรือแม่จะกลัวผม แม่จะบอกใคร แม่จะบอกพ่อไหม พ่อจะบอกใคร


 

ในเมืองนี้ ไม่มีใครอ่านคำพวกนั้นออกเลยสักคน


 

ทำไมแม่ถึงพูดประโยคนั้นด้วยน้ำเสียงแบบนั้น


 

ทำไมมันฟังเหมือนคำเตือน มากกว่าคำบอกเล่า


 

ผมมองหน้าแม่ ผู้หญิงที่โทษตัวเองมายี่สิบปี ผู้หญิงที่เพิ่งเล่าเรื่องที่คงไม่เคยเล่าให้ใครฟัง ให้ทารกฟัง เพราะทารกเป็นสิ่งเดียวในโลกที่จะไม่เอาไปพูดต่อ


 

แล้วผมก็ตัดสินใจ


 

ผมยกมือขึ้น


 

แล้วผม แบมัน ออก


 

นิ้วทั้งห้ากางออกช้าๆ อย่างไร้จุดหมาย เหมือนมือของทารกทุกคนบนโลก


 

แล้วผมก็เอามันเข้าปาก


 

---


 

นั่นคือคำโกหกแรกในชีวิตที่สองของผม


 

ผมโกหกตอนอายุสิบเดือน โดยใช้มือข้างเดียว


 

และผมโกหกเพราะผมกลัว


 

ไม่ใช่กลัวว่าแม่จะทำอะไรผม แต่กลัวว่าแม่จะต้องแบกอะไรบางอย่างที่เธอแบกไม่ไหว


 

ความจริงบางอย่างไม่ได้ช่วยใครเลยสักคน มันแค่ย้ายของหนักจากบ่าผม ไปวางไว้บนบ่าแม่


 

ผมเคยเป็นคนแก้คำผิดของคนอื่น


 

ผมรู้ดีว่าบางทีการชี้ให้เห็นว่าอะไรผิด ไม่ได้ช่วยใครเลยสักคน


 

---


 

แม่มองมือผมที่อยู่ในปาก


 

เธอค้างอยู่แบบนั้นสามวินาที


 

แล้วเธอก็หัวเราะ เสียงดังกว่าที่ควร ยาวกว่าที่ควร


 

"โง่จริง" เธอพูด แล้วดึงมือผมออกจากปาก "แม่นี่บ้าไปแล้ว"


 

เธออุ้มผมขึ้นมากอด


 

และตอนที่หน้าผมซุกอยู่ที่ไหล่เธอ ตรงที่ผมมองไม่เห็นหน้าเธอและเธอมองไม่เห็นหน้าผม แม่ก็พูดออกมาเบามาก เหมือนพูดกับตัวเอง


 

"ดีแล้ว"


 

"อย่ารู้อะไรเลย"


 

"คนที่รู้มากในเมืองนี้"


 

เธอลูบหลังผมช้าๆ


 

"ไม่มีใครแก่ตายสักคน"


 

---


 

แม่วางผมลงในตะกร้าข้างเตา แล้วนั่งลงตรงหน้า


 

เธอมองไฟอยู่นาน


 

"ปีก่อนมีคนจากหอมาที่เมืองนี้" เธอพูด เสียงเรียบ เหมือนคนบอกราคาผัก "สองคน ขี่ม้า ใส่เสื้อคลุมสีเทา"


 

"เขามาถามว่ามีเด็กคนไหนในเมืองที่พูดได้เร็วผิดปกติไหม"


 

"เขาไม่ได้ดุใคร ไม่ได้ตะโกน เขาสุภาพมาก"


 

แม่เอาไม้เขี่ยถ่าน ประกายไฟลอยขึ้นแล้วดับ


 

"เขาให้เหรียญเงินกับแม่ที่บอกชื่อลูกตัวเอง"


 

ผมนอนนิ่ง


 

"เด็กคนนั้นได้ไปเรียนที่เมืองใหญ่" แม่พูดต่อ "เป็นเกียรติของทั้งตระกูล พ่อแม่เขาย้ายไปอยู่บ้านหลังใหม่"


 

"สามปีแล้ว"


 

"ยังไม่มีจดหมายกลับมาสักฉบับ"


 

ไฟลุกวูบ แล้วเงียบลง


 

แม่ยื่นนิ้วมาให้ผมจับ นิ้วชี้ของเธอมีรอยด้านตรงข้อ จากการหั่นผักมาสามสิบปี


 

"เจ้าตัวเล็ก" เธอพูดเบา "ข้าไม่รู้ว่าเจ้าเป็นอะไร"


 

"แต่ถ้าวันไหนมีคนใส่เสื้อคลุมสีเทามาที่บ้านนี้"


 

เธอกำมือผมไว้ในมือเธอ ทั้งมือ เล็กจนหายไปทั้งกำปั้น


 

"เจ้าทำโง่ให้ข้าดูหน่อยนะ"


 

"ทำโง่ให้เก่งที่สุดในชีวิตเจ้าเลย"


 

---


 

คืนนั้นผมนอนไม่หลับอีกแล้ว


 

ไม่ใช่เพราะกลัว


 

แต่เพราะผมเพิ่งรู้ว่าแม่ไม่ได้เชื่อผมสักนิดเดียว


 

คนที่เชื่อจริงๆ ไม่พูดว่า "อย่ารู้อะไรเลย" กับเด็กที่ไม่รู้อะไร


 

คนที่เชื่อจริงๆ ไม่ต้องปิดประตูก่อน


 

คนที่เชื่อจริงๆ ไม่ทดสอบด้วยคำว่า ซิล แล้วดูตาของลูกตัวเอง


 

แม่รู้


 

แม่รู้ตั้งแต่วินาทีที่ผมพูดคำนั้นออกมา และแม่เลือกที่จะแกล้งไม่รู้ แล้วปล่อยให้ผมแกล้งไม่รู้ว่าแม่รู้


 

เราสองคนโกหกกัน


 

เพื่อปกป้องกันและกัน จากเรื่องเดียวกัน


 

ผมนอนมองใยแมงมุมเจ็ดเส้นบนคานที่แตก แล้วคิดว่า นี่คือครอบครัวของผม


 

แล้วผมจะทำยังไงกับพวกเขาดี


 

---


 

เช้าวันรุ่งขึ้น พ่อรวบกระดาษที่ลอกเสร็จแล้วใส่ซองหนัง ผูกเชือกสองรอบ ประทับขี้ผึ้ง


 

เขาทำมันด้วยความภูมิใจที่เห็นได้ชัดจนเจ็บปวด


 

"เดือนนี้เสร็จก่อนกำหนดสามวัน" เขาบอกแม่ พลางยิ้ม


 

แม่รับซองไปวางไว้ข้างประตู "หอเขาจะให้เหรียญเพิ่มไหม"


 

"ไม่หรอก" พ่อหัวเราะ "แต่ข้ารู้ว่าข้าทำดีที่สุดแล้ว นั่นก็พอ"


 

ผมนั่งอยู่ในตะกร้าข้างเตา มองซองหนังใบนั้น


 

ข้างในมีกระดาษสิบสองแผ่น


 

ข้างในกระดาษสิบสองแผ่นนั้น มีบทเวทเก้าบท


 

และข้างในบทเวทเก้าบทนั้น มีคำที่พิมพ์ผิดอยู่อย่างน้อยสี่คำ ที่ผมนับได้จากการฟังพ่ออ่านออกเสียงตลอดสามสัปดาห์


 

พรุ่งนี้ซองนั้นจะเดินทางไปที่ "หอ"


 

ที่หอ จะมีคนคัดลอกมันต่ออีกสิบฉบับ


 

แล้วสิบฉบับนั้นจะเดินทางไปสิบเมือง


 

แล้วในสิบเมืองนั้น จะมีคนอย่างแม่ ที่ร่ายมันอย่างถูกต้องทุกพยางค์


 

แล้วมีคนตาย


 

แล้วจะมีคนโทษตัวเองไปอีกยี่สิบปี


 

พ่อเดินมาเขี่ยแก้มผม "ทำไมมองพ่อแบบนั้นล่ะเจ้าตัวเล็ก"


 

ผมยิ้มให้เขา


 

ยิ้มแบบเด็กสิบเดือน ไม่มีฟัน น้ำลายไหล


 

เพราะผมกำลังคิดว่า ผมตอบในใจ ผมจะต้องรอกี่ปีครับ


 

กว่าปากผมจะพูดได้เท่าที่หัวผมคิด


 

ความคิดเห็น

0 คอมเมนต์

เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้

ไปหน้าเข้าสู่ระบบ
ยังไม่มีคอมเมนต์ เป็นคนแรกที่เริ่มคุยได้เลย