ตอนที่ 3: เด็กผู้หญิงที่ไม่กลัวอะไรเลย
สี่ปีผ่านไปเร็วกว่าที่คิด ถ้าคุณใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการฝึกพูด
ผมพูดคำแรก — คำที่เป็นภาษามนุษย์จริงๆ — ตอนอายุขวบสอง มันคือคำว่า "แม่" ผมเลือกคำนี้อย่างจงใจ ผมซ้อมมันสามสัปดาห์เพื่อให้ออกเสียงเพี้ยนพอดีๆ แบบเด็กทั่วไป ไม่ชัดเกิน ไม่พร่าเกิน
แม่ร้องไห้ แล้วบอกว่า "ช้ากว่าเด็กบ้านอื่นตั้งปี"
ผมภูมิใจในตัวเองมาก
ตอนสามขวบ ผมเดินได้คล่อง พูดเป็นประโยคได้ และได้เรียนรู้บทเรียนสำคัญที่สุดของการเป็นเด็กในโลกนี้
เด็กฉลาดคือเด็กที่น่าสงสัย
พ่อของเด็กในซอยคนหนึ่งเคยเล่าอย่างภูมิใจว่าลูกตัวเองจำบทสวดได้ทั้งบทตอนสี่ขวบ
สามวันต่อมามีคนจากวัดมาที่บ้าน
ไม่มีอะไรเกิดขึ้น พวกเขาแค่มาดู มาถาม มาจดอะไรลงสมุด แล้วก็กลับไป
แต่แม่ของเด็กคนนั้นเลิกอวดตั้งแต่วันนั้น
ผมจึงตัดสินใจว่า ในสี่ปีแรกของชีวิต ผมจะเป็นเด็กที่โง่ที่สุดในธอร์นเวล
ผมทำได้ดีมาก
ผมกินดิน ผมวิ่งชนประตู ผมเรียกแมวว่า "หมา" อยู่หกเดือน จนพ่อเป็นห่วงถึงขั้นพาไปหาพระ
"เขาแค่มองอะไรนานเกินไป" แม่บอกพระ แล้วมองผมจากมุมตา
แม่กับผมไม่เคยพูดถึงคืนนั้นอีกเลย
แต่บางครั้ง เวลาผมนั่งเงียบๆ นานเกินไป ผมจะเงยหน้าขึ้นมาแล้วเจอเธอกำลังมองผมอยู่
เธอจะยิ้ม แล้วเอาผ้ามาเช็ดหน้าผม
แล้วเราก็ทำเป็นว่าไม่มีอะไร
---
ตอนสี่ขวบครึ่ง ผมได้ออกไปเล่นนอกบ้านคนเดียวเป็นครั้งแรก
ธอร์นเวลไม่ใช่เมืองใหญ่ มันคือถนนสองสายตัดกัน มีตลาดตรงกลาง มีโรงตีเหล็กอยู่ปลายถนนฝั่งเหนือ มีวัดอยู่ฝั่งใต้ และมีทุ่งข้าวสาลีล้อมรอบทุกทิศจนสุดสายตา
ผมเดินไปที่จัตุรัส เพราะผมได้ยินเสียงคนตะโกน
และสิ่งแรกที่ผมเห็นในชีวิตนอกบ้าน คือเด็กผู้หญิงตัวเท่าผม กำลังนั่งคร่อมอกเด็กผู้ชายที่ตัวใหญ่กว่าเธอครึ่งตัว
และต่อยหน้ามันอยู่
---
"ขอ" ตุ้บ "โทษ"
ตุ้บ
"ซะ"
เด็กผู้ชายกรีดร้องเรียกแม่
เด็กผู้หญิงไม่ได้ยิน หรือได้ยินแล้วไม่สน
ผมยืนดูอยู่ตรงนั้น มือถือขนมปังชิ้นหนึ่งที่แม่ให้มา
เธอผิวขาวมาก ขาวจนดูเหมือนไม่เคยโดนแดด ทั้งที่หน้าเธอเปื้อนดินเป็นทาง ผมสีน้ำตาลเข้มยาวสยายพันกันเป็นก้อน มีกิ่งไม้ติดอยู่สองสามอัน หัวเข่าทั้งสองข้างพันผ้าไว้ และผ้านั้นมีเลือดซึม
แล้วเธอก็หันมามองผม
ตาสีอำพัน
ผมยืนค้าง
ผมอยากอธิบายให้ถูกต้อง เพราะถ้าผมเล่าผิดคุณจะไม่เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นในสิบสี่ปีต่อจากนี้
เด็กผู้หญิงคนนั้นสวยมาก
สวยจนไม่น่าอยู่ในหมู่บ้านที่มีถนนแค่สองสาย สวยจนถ้าเอาเธอไปวางไว้ในภาพวาดหลังแท่นบูชา ก็คงไม่มีใครสงสัย
และตอนนั้นเธอมีเลือดของคนอื่นอยู่ที่ข้อนิ้ว
"มองอะไร" เธอถาม
"ผมกำลังคิดว่าเธอต่อยผิดที่" ผมได้ยินเสียงตัวเองพูด
เงียบ
เด็กผู้ชายใต้ตัวเธอหยุดร้องด้วยความงง
"หา"
"คางน่ะ" ผมชี้ "ต่อยตรงกลางหน้าแบบนั้น มือเธอเจ็บกว่าหน้ามันอีก"
ผมสาบานได้ว่าผมไม่ได้ตั้งใจจะพูดออกมา
มันแค่ผิดเห็นๆ ผมทนไม่ได้เวลาเห็นอะไรผิดแล้วไม่มีใครแก้
เด็กผู้หญิงมองผม แล้วมองมือตัวเอง แล้วมองหน้าเด็กผู้ชาย
แล้วเธอก็ต่อยคางมันหนึ่งที
เด็กผู้ชายหลับไปเลย
"อ้อ" เธอพูด แล้วลุกขึ้นยืน "จริงด้วย"
---
ชื่อของเธอคือ ไบรน์ ฮาร์โลว์
ลูกสาวคนเดียวของช่างตีเหล็กประจำเมือง แม่ตายตอนเธอสองขวบ พ่อสอนเธอตีเหล็ก และไม่ได้สอนอะไรอย่างอื่นเลย
อายุเท่าผมเป๊ะ ห่างกันสิบเอ็ดวัน
เธอเดินมาหยิบขนมปังจากมือผม กัดหนึ่งคำ แล้วคืนให้
"เจ้าเป็นลูกอาลักษณ์ใช่ไหม" เธอถาม พลางเคี้ยว "พ่อข้าบอกว่าพ่อเจ้าเป็นคนเดียวในเมืองที่เขียนหนังสือเป็น"
"อือ"
"งั้นเจ้าอ่านออกไหม"
ผมได้ยินเสียงหัวใจตัวเองขึ้นมาดังๆ ในหู
ผมมองหน้าเด็กผู้หญิงอายุสี่ขวบที่เพิ่งชกคนหมดสติต่อหน้าผม แล้วรู้สึกถึงเหงื่อบางๆ ที่ต้นคอ
นี่คือคำถามแรกที่มีคนถามผมในชีวิตนี้ ที่ผมตอบตามตรงไม่ได้
"...ไม่" ผมพูด
"อ้าว" ไบรน์ดูผิดหวังนิดหน่อย แล้วก็หายไปทันที "งั้นเจ้าก็เหมือนคนอื่น"
เธอเช็ดมือกับกางเกงตัวเอง
"เจ้าวิ่งเร็วไหม"
"ไม่เลย"
"ปีนต้นไม้เป็นไหม"
"ไม่"
"ชกต่อยล่ะ"
"ไม่"
ไบรน์เท้าสะเอวมองผมจากหัวจรดเท้า เหมือนคนกำลังประเมินค่าเศษเหล็ก
แล้วเธอก็ยิ้ม
ยิ้มกว้าง ยิงฟัน ฟันหน้าหลอไปหนึ่งซี่
"งั้นเจ้าไม่มีประโยชน์อะไรเลยนี่"
"ครับ"
"ดี" เธอตบไหล่ผมแรงจนผมเซ "งั้นเจ้าเป็นเพื่อนข้าได้"
---
ผมใช้เวลาสองปีถัดมาพยายามเข้าใจตรรกะของประโยคนั้น
ผมยังไม่เข้าใจจนถึงทุกวันนี้
---
ไบรน์พาผมไปทุกที่ที่เด็กไม่ควรไป
ขึ้นหลังคาโรงนา ลงบ่อน้ำเก่า เข้าไปในดงหนามหลังวัด เธอวิ่งนำหน้าเสมอ ผมเดินตามหลังเสมอ หอบเสมอ
"เจ้าอ่อนแอมาก" เธอบอกผมทุกวัน ด้วยน้ำเสียงคนบอกว่าวันนี้ฝนจะตก
"อือ"
"ทำไมล่ะ"
"ก็ผมอ่อนแอ"
"แต่ทำไมล่ะ"
ไบรน์ไม่เคยยอมรับคำตอบที่เป็นวงกลม เธอเป็นเด็กสี่ขวบที่ถามว่า "ทำไม" จนคนตอบยอมแพ้ ไม่ใช่เพราะเธอฉลาด แต่เพราะเธอไม่รู้จักเหนื่อย
และเธอถามคำถามที่ผู้ใหญ่ในเมืองนี้เลิกถามกันไปนานแล้ว
---
วันหนึ่งเธอลากผมไปโรงตีเหล็กของพ่อเธอ
ข้างในร้อนจนหายใจลำบาก มืดจนมองอะไรไม่เห็นนอกจากสิ่งที่กำลังแดง
พ่อของไบรน์ตัวใหญ่เท่าประตู พูดทั้งวันไม่เกินยี่สิบคำ เขาพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง แล้วก็ไม่สนใจผมอีกเลย
ไบรน์พาผมไปที่ผนังด้านหลัง ที่ซึ่งมีดาบเก่าเล่มหนึ่งแขวนอยู่
"ของปู่ทวด" เธอบอก ตาเป็นประกาย "พ่อบอกว่าห้ามแตะ"
แล้วเธอก็แตะมัน
ผมมองใบดาบ
มันเก่ามาก คมบิ่นไปหลายที่ สนิมกินขอบ
แต่บนสันดาบมี ตัวอักษร
สลักลึกลงในเนื้อเหล็ก เรียงกันเป็นแถวยาว ตัวอักษรเดียวกับที่พ่อผมลอกทุกคืน
ผมเข้าไปใกล้จนหน้าเกือบชนเหล็ก
ครีธ — ตัด
เวล — ไฟ
แล้วก็มีคำที่ผมไม่รู้จักอีกสามคำ
ผมยืนอ่านดาบเล่มนั้นอยู่นานเกินไป จนไบรน์เอาข้อศอกกระทุ้งซี่โครงผม
"เจ้ามองอะไร มันก็แค่รอยขีดๆ"
"...มันไม่ใช่รอยขีด"
"พ่อบอกว่าตัวหนังสือพวกนี้ทำให้ดาบดี" เธอยักไหล่ "แต่ปู่ทวดตายตั้งแต่พ่อยังเด็ก ไม่มีใครรู้ว่ามันเขียนว่าอะไร"
เธอเอานิ้วลูบสันดาบ
"แล้วมันก็จางลงทุกปี" เธอพูด ไม่ได้สนใจอะไรเป็นพิเศษ "พ่อบอกว่าเวลาลับดาบ ตัวหนังสือมันสึก"
"ตอนนี้เหลือครึ่งเดียวของตอนพ่อยังเด็กแล้วมั้ง"
ผมยืนอยู่ในโรงตีเหล็กที่ร้อนอบอ้าว มองตัวอักษรที่กำลังหายไปจากเหล็ก
เหล็กก็สึกได้ ผมคิด
แล้วผมก็ผลักความคิดนั้นออกไป เพราะมันพาไปในที่ที่ผมยังไม่อยากไป
ผมอายุหกขวบ ผมอยากเล่นก่อน
---
เกมนั้นเริ่มขึ้นในฤดูร้อนปีที่ผมอายุหกขวบ
เด็กในธอร์นเวลเล่นกันอยู่เกมเดียว มันชื่อ การวิ่งขาน
กติกาง่ายมาก มีคนหนึ่งยืนอยู่กลางลาน คนคนนั้นเรียกว่า ผู้ขาน เขาจะท่องอะไรก็ได้ออกเสียงดังๆ ช้าๆ ทีละคำ
คนที่เหลือยืนอยู่ปลายลาน แล้ววิ่งเข้าใส่
ใครแตะผู้ขานได้ก่อน คนนั้นชนะ
แต่สิ่งที่เขาบันทึกกัน ไม่ใช่ชื่อคนชนะ
พวกเขาบันทึกว่าผู้ขานพูดถึงคำที่เท่าไหร่ ตอนถูกแตะ
เด็กหมู่บ้านให้แม่ท่องสูตรทำขนม ให้ยายท่องรายชื่อลูกหลาน อะไรก็ได้ที่ยาวพอ
ส่วนที่จัตุรัสธอร์นเวล เด็กๆ ให้ผมเป็นผู้ขาน
เพราะผมวิ่งไม่ไหว
"เจ้าไม่มีประโยชน์อย่างอื่นแล้วนี่" ไบรน์อธิบาย อย่างมีเหตุผลที่สุด
---
ผมยืนกลางลาน พื้นดินร้อนใต้เท้าเปล่า
เด็กแปดคนยืนเรียงกันอยู่ปลายลาน ไบรน์อยู่หัวแถว หัวเข่าพันผ้าเหมือนเดิม ผมพันกันเป็นก้อนเหมือนเดิม
"ท่องอะไรดี" ผมถาม
"อะไรก็ได้ที่พ่อเจ้าเขียน" เด็กคนหนึ่งตะโกน "ฟังดูขลังดี"
ผมนิ่งไปครู่หนึ่ง
ผมรู้ว่ามันไม่อันตราย ผมรู้จักกลไกดีกว่าใครในเมืองนี้ คำอูร์ที่เปล่งออกมาจากปากที่ไม่มีพลังพอ ก็เป็นแค่เสียง เหมือนเด็กที่อ่านคำว่า "ระเบิด" ออกเสียงดังๆ
แต่ถึงอย่างนั้น มือผมก็ยังเย็น
ผมกลัว
ไม่ใช่กลัวคาถา ผมกลัวเสียงตัวเอง
ผมกลัวว่าถ้าผมเริ่มพูดภาษานี้ออกมาดังๆ ต่อหน้าคน ผมจะหยุดไม่ได้
"เอาสิวะ" ไบรน์ตะโกน "ข้าจะแตะเจ้าตั้งแต่คำแรก"
ผมหายใจเข้า
แล้วผมก็เปล่งเสียงคำแรกในภาษาที่ผมไม่ได้พูดออกมาดังๆ มาหกปี
"*ไอ*"
ไบรน์พุ่งออกจากเส้น
เท้าเปล่าตีดินฝุ่นฟุ้ง ผมยาวปลิวไปข้างหลัง แขนสองข้างสับเป็นจังหวะ
"*ตูร์*"
เด็กคนอื่นวิ่งตามหลังเธอมาไม่ถึงครึ่ง
"*อาน*"
เธออยู่ห่างสิบก้าว
"*เวล*"
หกก้าว
ผมได้ยินเสียงหายใจของเธอแล้ว ผมเห็นฟันที่ยิงยิ้มอยู่ ผมเห็นดินที่กระเด็นขึ้นจากส้นเท้า
และมีบางอย่างในหัวผม — บางอย่างที่ไม่ใช่ผม บางอย่างที่เป็นบรรณาธิการ — พูดขึ้นมาเงียบๆ ว่า
ถ้าเธอเป็นศัตรู เธอมาถึงตัวเจ้าก่อนคำที่หก
และเจ้าจะตาย
"*เวล*"
มือเล็กๆ ที่มีข้อนิ้วด้านทาบลงกลางอกผม
ผมล้มหงายลงกับพื้น
---
เด็กๆ โห่ร้อง มีคนตะโกนว่า "ห้าคำ! ห้าคำ!"
ไบรน์ยืนคร่อมผม หายใจหอบ เหงื่อไหลลงขมับ ยิ้มกว้างที่สุดเท่าที่ปากมนุษย์จะยิ้มได้
"ห้าคำ" เธอพูด "ปีที่แล้วข้าได้เจ็ด"
ผมนอนมองท้องฟ้า หายใจไม่ทัน หลังเจ็บ ฝุ่นเข้าปาก
และผมก็เริ่มหัวเราะ
หัวเราะจนน้ำตาไหล จนไบรน์ต้องถามว่าหัวกระแทกหินหรือเปล่า
เพราะผมเพิ่งเข้าใจว่าเกมของเด็กในเมืองนี้คืออะไร
คนทั้งทวีปวัดฝีมือนักรบด้วยคำถามเดียว: ศัตรูพูดได้กี่คำ ก่อนที่เจ้าจะถึงตัวเขา
และเด็กหกขวบเหล่านี้กำลังซ้อมมันอยู่ทุกเย็น ในลานฝุ่นหลังตลาด โดยไม่มีใครรู้ว่าตัวเองกำลังซ้อมอะไร
พวกเขาแค่คิดว่ามันสนุก
ทั้งโลกนี้ทำทุกอย่างโดยไม่รู้ว่าทำไม ผมคิด ขณะนอนแผ่อยู่กับพื้น ทั้งโลก
---
ไบรน์นั่งลงข้างผม ดึงเศษหญ้าออกจากผม
แล้วเธอก็ถามคำถามที่ไม่มีใครในโลกนี้ถามมาหนึ่งพันปี
"เฮ้ย"
"อือ"
"คำพวกนั้น"
เธอเอานิ้วจิ้มดิน วาดวงกลมเล่นๆ
"มันแปลว่าอะไร"
---
ผมนอนนิ่งอยู่บนพื้นดินร้อน
เสียงเด็กคนอื่นดังอยู่ไกลๆ เสียงค้อนจากโรงตีเหล็ก เสียงหมาเห่า
มันแปลว่าอะไร
พ่อลอกมันมาสามสิบปี ไม่เคยถาม
พระท่องมันทุกวัน ไม่เคยถาม
แม่เกือบฆ่าเด็กด้วยมัน แล้วโทษตัวเองยี่สิบปี ไม่เคยถาม
อัครมหาเวทที่ไหนสักแห่งในเมืองใหญ่ ที่ท่องบทได้สามสิบคำ
ไม่เคยถาม
และเด็กผู้หญิงอายุหกขวบที่เพิ่งชกคนหมดสติเมื่อสองปีก่อน หัวเข่าพันผ้า ตาสีอำพัน ที่ไม่รู้หนังสือแม้แต่ตัวเดียว
ถาม
ผมหันไปมองหน้าเธอ
และผมก็รู้ตัวว่าผมกำลังจะทำเรื่องที่โง่ที่สุดในชีวิตทั้งสองชาติของผม
"ไบรน์"
"ว่า"
"ถ้าฉันบอกเธอ"
ผมลุกขึ้นนั่ง ปัดฝุ่นออกจากแขน มือยังสั่นอยู่
"เธอต้องสัญญาว่าจะไม่บอกใครเลยสักคน"
ไบรน์เอียงคอมองผม
แล้วยิ้ม
"สัญญาอะไรเนี่ย" เธอพูด "ข้าไม่มีใครให้บอกอยู่แล้ว"
ความคิดเห็น
0 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบ