ตอนที่ 4: มือที่สั่นในฤดูหนาว
ผมไม่ได้บอกเธอ
ผมนั่งอยู่บนพื้นดินร้อน หันหน้าไปหาเด็กผู้หญิงคนเดียวในโลกที่เคยถามคำถามที่ถูกต้อง แล้วผมก็โกหกเธอ
"พ่อเคยบอกฉัน" ผมพูด "ว่ามันแปลว่า ข้ากำลังพุ่งไฟ ตรงไปยังร่างของมัน"
ไบรน์ทำหน้าประหลาดใจ "อ้าว งั้นพ่อเจ้าก็อ่านออกน่ะสิ"
"เปล่า" ผมตอบ "มีคนบอกพ่อมาอีกที ท่องต่อกันมา"
"อือ" เธอพยักหน้า แล้วก็ลุกขึ้นปัดก้น "งั้นมันก็ไม่มีอะไรน่าตื่นเต้นสิ"
เธอวิ่งไปหาเด็กคนอื่น ตะโกนอะไรบางอย่างเรื่องขึ้นหลังคาโรงนา
ผมนั่งอยู่ตรงนั้นอีกพักใหญ่
ผมเคยเขียนไว้ในสมุดตอนอายุยี่สิบเก้า สมุดที่ไม่มีใครอ่าน ว่าคนขี้ขลาดคือคนที่รู้ว่าอะไรถูกแล้วไม่ทำ
ผมอายุหกขวบ ตัวเล็กกว่าเพื่อน หายใจไม่ทันหลังวิ่งสิบก้าว และอยู่ในเมืองที่แม่ผมบอกว่าคนที่รู้มากไม่มีใครแก่ตาย
ผมยังคิดว่าผมขี้ขลาดอยู่ดี
---
ปีถัดมา พ่อให้ผมช่วยงาน
ไม่ใช่งานลอกหรอก ผมยังเด็กเกินไป งานของผมคือฝนหมึก เรียงกระดาษ และคอยเอานิ้วกดหน้ากระดาษที่ม้วนขึ้นมา
"มือเล็กๆ นี่ดี" พ่อบอก "พ่อกดแล้วเงาบัง"
ผมนั่งอยู่บนตั่งเตี้ยข้างโต๊ะเขาทุกคืน มองปลายปากกาลากผ่านตัวอักษรที่ผมอ่านออกมาตั้งแต่ก่อนจำความ
มันเป็นความสุขที่แปลกประหลาดมาก
พ่อทำงานเงียบ พูดน้อย ถอนหายใจบ่อย บางคืนเขาหลับคาโต๊ะ แล้วผมก็จะดึงกระดาษออกจากใต้แก้มเขาช้าๆ ไม่ให้หมึกเลอะ
ผมชอบกลิ่นของห้องนั้นมาก หมึก ขี้ผึ้ง กระดาษเก่า
ผมเคยตายในกลิ่นนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง
---
คืนหนึ่งในฤดูใบไม้ร่วง พ่อเอาหีบไม้ใบเล็กมาวางบนโต๊ะ
"นี่คือของสำคัญที่สุดในบ้าน" เขาพูด "สำคัญกว่าเงิน สำคัญกว่าตัวพ่อ"
เขาเปิดมันออก
ข้างในมีตำราเล่มหนึ่ง หนังปกแตกลาย เย็บด้วยเชือกป่าน หน้ากระดาษเหลืองจนเกือบเป็นสีน้ำตาล
"ต้นฉบับ" พ่อพูดด้วยเสียงกระซิบ "หอเขาให้อาลักษณ์ทุกเมืองเก็บไว้เล่มหนึ่ง เราคัดจากเล่มนี้เท่านั้น ห้ามคัดจากที่อื่น"
"ทำไมครับ"
"เพราะถ้าคัดต่อจากของที่คัดมาอีกที" พ่อลูบปกด้วยนิ้วที่มีวงหมึกดำ "มันจะเพี้ยน"
ผมเงยหน้าขึ้นมองเขา
พ่อยิ้ม "เหมือนกระซิบต่อกันไง เจ้าเคยเล่นไหม สิบคนกระซิบต่อกัน คำสุดท้ายไม่เหมือนคำแรก"
ท่านรู้ ผมคิด หัวใจเต้นแรงขึ้นมาโดยไม่ได้สั่ง ท่านรู้เรื่องนี้
"งั้นถ้าเล่มนี้เพี้ยนล่ะครับ"
"เป็นไปไม่ได้" พ่อตอบเรียบๆ "เล่มนี้มาจากหอ"
"แล้วหอเอามาจากไหน"
พ่อหยุดมือ
เขานั่งนิ่งอยู่นานพอที่เทียนจะไหลลงมาหนึ่งหยด
"...จากหอ" เขาพูด
แล้วเขาก็เปิดตำราขึ้น แล้วเริ่มลอก
---
ผมใช้เวลาอีกครึ่งปีกว่าจะได้เห็นตำราอีกเล่ม
วันนั้นพระที่วัดใช้ให้ผมไปเอาน้ำ ผมเดินผ่านห้องหลังแท่นบูชา และประตูมันแง้มอยู่
ข้างในมีตู้ ในตู้มีหนังสือ
ผมไม่ได้ตั้งใจ ผมสาบานได้ว่าผมไม่ได้ตั้งใจ
เท้าผมมันเดินเข้าไปเอง
หนังสือของวัดเก่ากว่าของพ่อมาก หน้าปกไม่มีตัวอักษรเลย มีแค่รอยที่เคยเป็นตัวอักษร ผมเปิดมันด้วยมือที่สั่นจนต้องใช้สองมือ
แล้วผมก็หาบทรักษา
บทเดียวกับที่แม่ท่องเมื่อยี่สิบปีก่อน บทเดียวกับที่ทำให้เด็กผู้ชายคนหนึ่งตายในคืนนั้น
ผมรู้ว่ามันควรมีคำว่า ซาร์ — เลือด
ผมรู้เพราะประโยคมันไม่สมบูรณ์ถ้าไม่มี มันเหมือนอ่านประโยคที่เขียนว่า "หมอเย็บแผลให้เขา แล้วเขาก็หายจาก"
หายจากอะไร
หนังสือของพ่อไม่มีคำนั้น
และหนังสือของวัด —
ผมนั่งลงกับพื้นหิน
หนังสือของวัด ไม่มีคำนั้นเหมือนกัน
แต่มันมี รอย
รอยจางๆ ตรงที่คำนั้นเคยอยู่ หมึกที่ซีดจนกลายเป็นสีของกระดาษ ถ้าไม่เอียงหน้าเข้าไปใกล้เทียนก็มองไม่เห็น
คำนั้นเคยอยู่ตรงนั้น
แล้วมันจางหายไป
และคนที่คัดลอกหนังสือเล่มนี้ต่อ ก็มองไม่เห็นมัน
---
ผมนั่งอยู่ในห้องนั้นจนพระมาตาม
ผมโกหกว่าหลงทาง ท่านเชื่อ เพราะผมอายุเจ็ดขวบและมีชื่อเสียงเรื่องความโง่
ผมเดินกลับบ้านตอนฟ้ามืด ผ่านทุ่งข้าวสาลีที่ลมพัดเป็นคลื่น
และผมก็เข้าใจอะไรบางอย่างที่ทำให้ผมต้องนั่งลงข้างถนน
ผมคิดผิดมาตลอดหกปี
ผมคิดว่ามีคำผิดอยู่ในโลกนี้จำนวนหนึ่ง คงที่ ตายตัว เหมือนคำผิดในหนังสือที่ตีพิมพ์ไปแล้ว มันน่ารำคาญ แต่มันหยุดอยู่แค่นั้น
แต่นี่ไม่ใช่หนังสือที่ตีพิมพ์แล้ว
นี่คือหนังสือที่ยังถูกคัดลอกอยู่ทุกวัน
ทุกครั้งที่คัดลอก หมึกจางลงอีกหน่อย มือสั่นอีกนิด สายตาเสื่อมลงอีกเล็กน้อย
คำหายไปทีละคำ ปีละคำ ศตวรรษละสิบคำ
และไม่มีใครในโลกนี้อ่านออกพอจะรู้ว่ามันหายไป
เวทมนตร์ไม่ได้พังลงในวันเดียว
เวทมนตร์กำลังตายอย่างช้าๆ มาหนึ่งพันปี
และตอนนี้มีคนคนเดียวบนโลกที่มองเห็นมัน และเขาสูงไม่ถึงเอวผู้ใหญ่
---
ฤดูหนาวปีนั้นมาเร็วและอยู่นาน
พ่อทำงานหนักขึ้น เพราะหอส่งงานมาเพิ่ม เขาลอกจนดึก บางคืนถึงตีสาม เทียนหมดไปสามเล่มต่อสัปดาห์
และมือขวาของเขาเริ่มสั่น
ตอนแรกมันเป็นแค่ตอนอากาศเย็นจัด เขาจะวางปากกาลง เอามือมาถูกัน หายใจรดฝ่ามือ แล้วก็ลอกต่อ
"แก่แล้ว" เขาหัวเราะ "นิ้วมันไม่ฟังเจ้าของ"
แม่เอาผ้ามาพันมือเขาให้ พ่อบ่นว่าจับปากกาไม่ถนัด แล้วก็แกะออก
ผมนั่งอยู่บนตั่งเตี้ยข้างโต๊ะทุกคืน กดหน้ากระดาษไว้ด้วยนิ้วเล็กๆ
ผมมองปลายปากกาที่สั่นเป็นระยะ
ผมมองเส้นหมึกที่ควรจะตรงแล้วมันโค้ง
---
คืนวันที่หกของเดือนเถ้า ฟ้าเป็นสีเทาทั้งวัน
พ่อลอกบทกันไฟ
มันเป็นบทที่กองทัพใช้ ผมรู้เพราะพ่อบ่นว่าหอเร่งมาก ต้องส่งภายในสิบวัน มีคนมาเอาถึงบ้าน
บทนี้ยาวสิบสี่คำ
พ่ออ่านออกเสียงไปทีละพยางค์ตามเคย มือซ้ายกดต้นฉบับ มือขวาถือปากกา
"ไอ - ออร์น - อิล..."
เขาจุ่มหมึก
"เวล - เน..."
เน
คำปฏิเสธ
คำที่เกาะติดคำไหนก็ตามที่มันอยู่ข้างหน้า และปฏิเสธเฉพาะคำนั้น
ในต้นฉบับ เน อยู่ก่อนคำว่า ตูร์
จงอย่าให้ไฟพุ่งเข้ามา
พ่อจุ่มหมึกอีกครั้ง มือเขาเย็น ห้องเย็น ลมลอดหน้าต่างเข้ามา
ปลายปากกาแตะกระดาษ
แล้วมันก็สั่น
เส้นหมึกวิ่งออกไปนอกตำแหน่ง กินระยะห่างระหว่างคำ
เน ขยับไปเกาะคำถัดไป
ผมเห็นมันเกิดขึ้นตรงหน้า ห่างจากตาผมหนึ่งฟุต
มันใช้เวลาไม่ถึงครึ่งวินาที
พ่อไม่ได้สังเกต เพราะพ่ออ่านไม่ออก พ่อเห็นแค่ตัวอักษรที่หมึกเลอะนิดหนึ่ง เขาเป่าให้แห้ง แล้วลอกคำต่อไป
ผมนั่งค้าง
ประโยคนั้นเมื่อกี้เขียนว่า จงอย่าให้ไฟพุ่งเข้ามา
ตอนนี้มันเขียนว่า
จงกั้นไฟ แล้วอย่าให้มันออกไป
---
ห้องเงียบ
ผมได้ยินเสียงหิมะตกกระทบหน้าต่าง ผมได้ยินลมหายใจของพ่อ ผมได้ยินเสียงปากกาขูดกระดาษ ช้าๆ เป็นจังหวะ
บอกเขาสิ
บอกเขาว่าตรงนั้นผิด
บอกเขาว่าตรงนั้นมีคำที่เลื่อนไปหนึ่งตำแหน่ง และเมื่อไหร่ก็ตามที่มีคนร่ายบทนี้ กำแพงไฟจะไม่กันไฟไว้ข้างนอก มันจะขังไฟไว้ข้างใน
บอกเขา
ผมเงยหน้าขึ้นมองพ่อ
เขาก้มหน้าอยู่กับกระดาษ ปลายจมูกแดงเพราะหนาว หลังค่อม ไม่มีแว่น เทียนใกล้หมด
ชายคนนี้ลอกตัวหนังสือที่ตัวเองอ่านไม่ออกมาสามสิบปี ด้วยความตั้งใจว่าจะไม่ผิดแม้แต่ตัวเดียว
และเมื่อเดือนที่แล้ว เขาเพิ่งภูมิใจว่าเขาไม่เคยส่งงานสาย
"พ่อครับ"
"อือ"
ผมอ้าปาก
ผมมองมือขวาของเขาที่ยังสั่นอยู่เบาๆ ผมมองรอยหมึกดำที่เป็นวงถาวรรอบนิ้วชี้
ถ้าผมบอกเขา เขาจะถามว่าผมรู้ได้ยังไง
ถ้าผมบอกว่าผมอ่านออก เขาจะเชื่อ
ถ้าเขาเชื่อ เขาจะเอาไปบอกใคร
และถ้าเขารู้ว่าเขาเคยผิด — ไม่ใช่แค่คืนนี้ แต่ตลอดสามสิบปี — เขาจะเหลืออะไร
ลมพัดเปลวเทียนเอน
"...เทียนจะหมดแล้วครับ"
พ่อเงยหน้าขึ้นมองเทียน "อ้อ จริงด้วย" เขายิ้ม "ไปนอนเถอะ ดึกแล้ว"
ผมลุกจากตั่ง
ผมเดินไปถึงประตูห้อง แล้วผมก็หันกลับมามอง
พ่อจุ่มปากกาลงในขวดหมึก เคาะข้างขวดสองครั้ง แล้วก้มหน้าลงลอกคำถัดไป
หลังของเขาโค้งงอ ผมเขาบางลงกว่าปีที่แล้ว
เขามีความสุขมาก
---
สิบวันต่อมา มีคนมาที่บ้าน
เขาไม่ได้ใส่เสื้อคลุมสีเทา เขาเป็นแค่ทหารม้าธรรมดา หนวดเครารุงรัง กลิ่นม้า มือหนา
แม่รินน้ำร้อนให้เขา พ่อยื่นซองหนังที่ประทับขี้ผึ้งไว้เรียบร้อยแล้ว
"ตรงเวลาเสมอเลยนะท่านอาลักษณ์" ทหารพูด ยัดซองใส่กระเป๋าอาน "เมืองอื่นส่งช้าเป็นเดือน"
พ่อยิ้มจนตาหยี "ก็มันเป็นงานของข้า"
ทหารเป่าน้ำร้อนแล้วซด "คราวนี้เร่งเพราะทางเหนือน่ะ"
"มีเรื่องหรือ"
"ก็มีทุกปีแหละ" ทหารยักไหล่ "แต่ปีนี้เขาเบิกบทกันไฟไปเยอะกว่าเดิมสามเท่า"
เขาวางถ้วยลง
"คงหนาว"
พ่อหัวเราะ ทหารหัวเราะ แม่เก็บถ้วย
ผมยืนอยู่ที่มุมห้อง มือกำชายเสื้อตัวเองจนเป็นก้อน
สามเท่า
ผมมองซองหนังใบนั้นขย่มอยู่ที่ข้างม้า ตามจังหวะกีบเท้า จนมันเลี้ยวหายไปสุดถนน
พ่อยืนโบกมือส่งอยู่ที่ประตูจนม้าลับตา
แล้วเขาก็หันมาลูบหัวผม
"เห็นไหมลูก" เขาพูดด้วยเสียงที่มีความสุขที่สุดเท่าที่ผมเคยได้ยินจากเขา
"งานของพ่อไปไกลถึงชายแดนเลยนะ"
---
ผมนอนอยู่ในความมืด ฟังเสียงปากกาขูดกระดาษอยู่อีกฝั่งของผนัง
ผมนอนคำนวณ
สิบวัน กระดาษจะถึงหอ
หนึ่งเดือน หอจะคัดต่ออีกสิบฉบับ
สามเดือน ฉบับพวกนั้นจะถึงกองทัพ
แล้วจะมีทหารคนหนึ่ง ที่ไหนสักแห่ง ในสงครามอะไรสักอย่างที่ผมไม่รู้จัก
ยกมือขึ้นแล้วร่ายบทกันไฟ
ด้วยความมั่นใจ
ด้วยความศรัทธา
ด้วยทุกพยางค์ที่ถูกต้อง
ผมนอนกอดเข่าอยู่ในความมืด อายุเจ็ดขวบ
และเป็นครั้งแรกในสองชีวิตที่ผมเข้าใจว่า
ผมไม่ได้อยู่ในโลกที่มีคำผิด
ผมอยู่ในโลกที่ คำผิดกำลังเดินทาง
และผมเพิ่งปล่อยให้มันออกจากบ้านผมไป
โดยที่ผมมองมันอยู่
ความคิดเห็น
0 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบ