ตัวละครในตอนนี้
เนื้อหาในตอนนี้เป็นส่วนขยายของตอนที่ 34.3 ซีซัน 1 ของเวอร์ชันรี้ดอะไรต์
คุณคิดยังไงกับคนโกหก?
คุณเกลียดพวกเขาหรือเปล่า? รู้สึกสมเพชพวกเขาบ้างหรือเปล่า?
แต่ฉันคิดว่าพวกคุณน่าจะรู้นะว่าการโกหกมีอยู่สองประเภท คือการโกหกเพื่อเอาตัวรอดและการโกหกเพื่อปกป้องคนอื่น
อย่างเช่นคุณมีนัดกับเพื่อน คุณโกหกเพื่อนว่าออกจากบ้านแล้วทั้งที่ความจริงเพิ่งลุกจากเตียงมาแปรงฟัน นั่นคือการโกหกเพื่อเอาตัวรอด
หรืออย่างกรณีที่สอง แม่ของคุณเอาตุ๊กตาเน่าตัวโปรดของน้องสาวไปทิ้ง น้องสาวเสียใจมาก คุณเลยต้องโกหกน้องสาวว่าตุ๊กตาตัวนั้นกำลังออกเดินทางไปกู้โลกพร้อมเพื่อนตุ๊กตาตัวอื่น ๆ และมันจะกลับมาหลังจากที่โค่นล้มปีศาจร้ายได้ แม้รู้อยู่แก่ใจว่าตอนกลับมามันจะไม่ใช่ตุ๊กตาเน่าตัวเดิมที่น้องสาวเคยกอดอีกต่อไป นั่นคือการโกหกเพื่อปกป้องคนอื่น
แล้ว... ถ้าคนคนหนึ่งเคยโกหกเพื่อคนอื่น จนวันหนึ่งเขาตัดสินใจโกหกเพื่อตัวเองแทนคุณจะคิดอย่างไร? มันเป็นการทรยศที่แย่กว่าการโกหกเพื่อเอาตัวรอดหรือเปล่า? หรือเป็นเรื่องที่เข้าใจได้?
นี่คือเรื่องราวของเด็กชายเอส นามสมมติ เอสเป็นนักเรียนชายชั้นมัธยมต้นคนหนึ่งที่ต้องยอมแต่งตัวเป็นผู้หญิงเพื่อสนองกลไกการป้องกันตนเองของมารดา แม่ของเขาโกหกตัวเองว่าลูกสาวยังมีชีวิตที่ดีอยู่เพื่อให้ตัวเองรอดจากการตรอมใจตาย เขาเองก็ยอมละทิ้งชื่อของตัวเองเพื่อให้แม่เชื่อว่าพี่สาวของเขายังสุขสบายดี
แต่เอสไม่เคยโกหกตัวเองได้ เจ้าตัวยังใช้ชื่อจริงของตัวเองเวลาอยู่นอกบ้าน ยังแอบเปลี่ยนไปใส่ชุดผู้ชายตอนไปโรงเรียนแล้วเปลี่ยนกลับเป็นชุดผู้หญิงก่อนถึงบ้าน ยังรู้สึกว่าตัวเองคือลูกผู้ชาย แม้เขาเองจะตัวกระจิริดยิ่งกว่าพี่สาวซึ่งเป็นผู้หญิงโดยกำเนิดเสียอีก
พี่สาวของเขายังต้องรักษาตัวในโรงพยาบาลต่อไป ในขณะที่เอสผู้ผ่านการสอบเทียบวุฒิชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายแล้วกำลังเดินหน้ายื่นคะแนนเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยต่อ
เขาได้เลือกคณะมนุษยศาสตร์ซึ่งเป็นคณะที่พี่สาวของเขาควรจะสอบเข้าเป็นลำดับหนึ่งในการรับพิจารณาคะแนน
* □ ข้าพเจ้าขอรับรองว่าได้ทำการเลือก คณะ/สาขาวิชาทั้ง 4 อันดับด้วยความตั้งใจของตัวเอง
เด็กชายเอสー ไม่สิ ณ วันที่สมัครแอดมิชชันเขาก็คือนายเอสแล้ว กลืนน้ำลายเมื่อเห็นกล่องทำเครื่องหมายถูกซึ่งจำเป็นต้องติ๊กก่อนกดดำเนินการต่อ เขาหลับตา แสร้งทำเป็นว่าข้อความนั้นเป็นแค่การยืนยันว่าได้อ่านข้อตกลงครบถ้วนแล้วคลิกเมาส์เพื่อให้ทุกอย่างไปต่อได้
เขากดพิมพ์ใบสมัครก่อนยื่นมันแก่มารดา หญิงสาวพยักหน้าด้วยความพอใจแล้วดำเนินการชำระเงินค่าสมัครให้ทันที
เอสไม่แน่ใจว่าตัวเองทำถูกต้องแล้วหรือเปล่า คืนนั้นเขาพยายามข่มตานอนหลับ แต่ก็เหมือนมีใครมาอ่านข้อความนั้นซ้ำ ๆ ข้างหูอยู่ตลอด
ข้าพเจ้าขอรับรองว่าได้ทำการเลือก คณะ/สาขาวิชาทั้ง 4 อันดับด้วยความตั้งใจของตัวเอง
ข้าพเจ้าขอรับรองว่าได้ทำการเลือก คณะ/สาขาวิชาทั้ง 4 อันดับด้วยความตั้งใจของตัวเอง
ข้าพเจ้าขอรับรองว่าได้ทำการเลือก คณะ/สาขาวิชาทั้ง 4 อันดับด้วยความตั้งใจของตัวเอง
จนเขาตัดสินใจโทรไปหาบิดาเพื่อขอคำปรึกษากลางดึก
"พ่อ คือว่า แซมสมัครแอดมิชชันไปแล้วนะ"
"ดี ๆ รีบสมัครตั้งแต่วันแรก ๆ จะได้ไม่ลืม แล้วเลือกคณะอะไรไปล่ะ?"
"เลือกมนุษยศาสตร์เป็นอันดับหนึ่ง"
ปลายสายเงียบไปครู่หนึ่ง
"พ่ออุตส่าห์ดีใจที่แกได้กรรมพันธุ์จากพ่อไปบ้าง แกจะตามรอยซูซี่ไปทำไม?"
"ก็นั่นแหละประเด็น แซมไม่อยากตามรอยพี่ซูซี่หรอกพ่อ แต่แม่มานั่งเฝ้าตอนสมัคร"
นายเอสทอดถอนหายใจ
"ในเว็บเขาว่ายังไง? กดเปลี่ยนทีหลังได้ไหม?"
"ไม่ได้ ต้องสมัครใหม่ จ่ายเงินใหม่"
"เท่าไร? แกสมัครใหม่เลย อยากเลือกอะไรก็เลือก เดี๋ยวพ่อโอนเงินให้แล้วแกก็แอบแม่ไปจ่ายเงินเอาเองนะ"
พอได้ยินบิดากล่าวดังนั้นนายเอสก็เกือบจะร้องลั่นออกมา หากเอามือปิดปากตัวเองไม่ทันอาจเผลอปลุกมารดาขึ้นมารับรู้แผนร้ายที่กำลังก่อตัวขึ้นก็ได้
"มันจะเวิร์กเหรอพ่อ? แม่จะไม่รู้สึกเหมือนโดนหักหลังแล้วอาละวาดเหรอ?"
"ปล่อยหล่อนอาละวาดไปสิ แกบอกว่าไม่อยากเป็นซูซี่แล้วไม่ใช่เหรอ? ถึงพ่อจะเคยพูดว่าให้แกเล่นเป็นซูซี่เพื่อแม่ แต่นี่มันอนาคตของแก แกก็ทำเพื่อตัวเองบ้างสิ"
คำพูดนั้นเหมือนจุดประกายอะไรบางอย่างในใจของเด็กหนุ่ม หลังจากวางสายเขาก็เปิดคอมพิวเตอร์เพื่อดำเนินการสมัครแอดมิชชันใหม่ วันรุ่งขึ้นก็แกล้งทำเป็นไปซื้อขนมที่ร้านสะดวกซื้อแต่ความเป็นจริงคือไปถอนเงินจากตู้ ATM แล้วจ่ายค่าสมัครสอบอีกครั้ง
กลางเดือนถัดมา รายชื่อผู้มีสิทธิ์สัมภาษณ์ได้ถูกประกาศ นายเอสได้แจ้งกับมารดาว่าสอบติดสาขาที่เลือกเป็นอันดับหนึ่ง หญิงสาวปลื้มปีติเป็นอย่างมากและโผเข้ากอดผู้เยาว์ ทว่าบนดวงหน้างดงามของบุตรคือรอยยิ้มแฝงความรู้สึกผิด
เขาไม่ได้บอกผู้เป็นแม่ว่าคณะที่เขาสอบติดคือคณะวิทยาศาสตร์
เขาเลือกโกหกมารดาต่อไปแม้ว่าพ่อไม่ได้บอกให้ทำเพราะคิดว่าจะสารภาพความจริงในวันที่พี่สาวฟื้นขึ้นมา
เมื่อโกหกเพื่อตัวเองครั้งแรกไปแล้ว ครั้งต่อไปก็ย่อมตามมา สิ่งแรกที่เขาทำหลังจากออกจากบ้านหลังนั้นมาอยู่หอพักใกล้มหาวิทยาลัยเพียงลำพังคือการตัดผมสั้น ต่อมาก็เลิกใส่คอนแทกต์เลนส์ เลิกทำสกินแคร์รูทีน เอาเงินสำหรับเสริมสวยจากบุพการีไปซื้อกู๊ดส์ของแฟรนไชส์ที่ชอบและเก็บออมไว้บางส่วน ไม่ส่งรูปของตัวเองให้มารดาดู ลามไปยังการไม่ยอมให้เห็นใบเกรดของจริง ส่งเพียงแค่รูปของตัวอักษร A ที่ติดลายน้ำของมหาวิทยาลัย 7 ตัวเรียงกันผ่านข้อความ เธอจะได้นำไปอวดป้าข้างบ้านว่าเขาเก่งแค่ไหน
คำโกหกเริ่มพอกพูนไปเรื่อย ๆ จนใหญ่โต เขาได้แต่ภาวนาขอให้วันที่จะได้สารภาพความจริงมาถึงไว ๆ เพราะมิเช่นนั้นเขาจักต้องถูกคำลวงใหญ่โตที่พังทลายลงมานั้นทับตายแน่
เรื่องราวของนายเอสสำหรับตอนนี้ก็พอแค่นี้เท่านี้แหละ ถึงตาคุณตอบคำถามแล้วล่ะ คุณคิดยังไงกับคำโกหกของนายเอส นามสมมติ?
0 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบ