ตัวละครในตอนนี้
จงขยันเรียนเขียนอ่านอย่าบกพร่อง
ชีวิตจะดีหรือชั่วอยู่ที่เรา
ครั้นเชี่ยวชาญอย่าหยุดพัฒนา
ขยายคลังความรู้ให้โอฬาร
ประกาศก้องตัวฉันมิใช่คนเขลา
หมั่นขัดเกลาทักษะตนจนชำนาญ
ให้ดีกว่า ณ อดีตในวันวาน
เป็นตำนานของโรงเรียนเล่าสืบไป
นั่นเป็นอาขยานที่ผมเคยท่องก่อนเริ่มคาบเรียน
ในวันแรกที่พวกเราได้ก้าวเข้ามาในโรงเรียนแห่งนี้ ผู้อำนวยการบอกให้เราจำสิ่งหนึ่งให้ขึ้นใจ
"การไม่ถูกจัดลำดับนั้นแย่ยิ่งกว่าการอยู่ลำดับล่างของเทียร์ลิสต์ เพราะพวกที่อยู่นอกเทียร์ลิสต์นั้นไม่ต่างอะไรกับพวกจัณฑาลที่อยู่นอกระบบวรรณะ"
แต่ว่าตอนนี้ผมกลายเป็นพวกจัณฑาลที่ผู้อำนวยการพูดถึงเสียแล้ว
โยธิน [คำนาม] นักรบ, ทหาร, ผู้ชนะ
โยธินคือชื่อของผม สำหรับผมนี้ ชื่อนี้ศักดิ์สิทธิ์มาก เพราะตั้งแต่เกิดมาจนถึงไม่นานมานี้ ผมก็เป็นผู้ชนะมาโดยตลอด ผมเพิ่งเคยได้ลิ้มรสชาติของความพ่ายแพ้เป็นครั้งแรกก็เมื่อภาคเรียนที่แล้ว และความพ่ายแพ้ครั้งแรกในชีวิตนั้นได้ผลักผมออกจากเทียร์ลิสต์
ผมกลายเป็นคนที่ไม่ถูกจัดลำดับ เป็นพวกจัณฑาลที่ถูกกีดกัน
จากการที่ผมพูดถึงคาบเรียน ภาคเรียน โรงเรียน ผู้อำนวยการไป พวกคุณรู้แล้วว่าผมเป็นเด็กมัธยมคนหนึ่ง ผมอาจจะต้องขยายความเพิ่มเสียหน่อยว่าผมเคยเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนักเรียนผู้อยู่บนจุดสูงสุดของโรงเรียนนี้หรือเรียกสั้น ๆ คือนักเรียนคลาส S
เมื่อภาคเรียนที่แล้ว ผมเป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งขันระดับประเทศและได้เดิมพันกับผู้อำนวยการว่าถ้าผมได้รางวัลชนะเลิศ เธอต้องยกเลิกระบบแบ่งแยกคลาส แต่ถ้าผมนำรางวัลชนะเลิศกลับมาไม่ได้ ให้เธอย้ายผมไปอยู่คลาส F ซึ่งอยู่นอกเทียร์ลิสต์ได้เลย บทสรุป… ก็ชัดเจน ผมแพ้
ผู้อำนวยการได้เรียกผมเข้าไปคุยเกี่ยวกับเรื่องนี้ เธอกล่าวว่าใจจริง เธอไม่อยากย้ายผมไปอยู่คลาส F เพราะผมเองก็เป็นหนึ่งในคนที่ดึงคะแนนสอบเฉลี่ยของคลาส S ไว้ไม่ให้ต่ำไปมากกว่านี้ แต่เธอต้องการให้เคสของผมเป็นบทเรียนว่าหลังพูด คำพูดจะเป็นนายของเรา จึงจะย้ายผมไปอยู่คลาส F ตามที่เดิมพันกันไว้
สรุปได้ว่าผมร่วงจากคลาส S หรือจุดสูงสุดของเทียร์ลิสต์มาอยู่คลาส F ซึ่งแย่ยิ่งกว่าคลาส D ที่เป็นจุดต่ำสุดของเทียร์ลิสต์
ผมว่าไม่ต้องเล่าพวกคุณก็เดาออก เกี่ยวกับความบัดซบของคลาสนอกเทียร์ลิสต์ที่ผู้อำนวยการเปรียบว่าเหมือนชนชั้นจัณฑาล แต่ผมจะเล่าแล้วกัน เพื่อยืนยันว่าความคิดของพวกคุณน่ะถูกต้อง
คลาส F ของโรงเรียนนี้เป็นชั้นเรียนที่ตั้งอยู่อย่างสันโดษในพงไพร ไร้สิ่งอำนวยความสะดวก หากพูดว่าต้องบุกป่าฝ่าดงเพื่อมาเรียนในทุกวันนั่นไม่เกินจริงเลย
สันโดษในที่นี้คือ… ไม่มีแม้รุ่นน้องคลาส F ด้วยกัน มีแค่มัธยมศึกษาปีที่หก ห้อง F เพราะโรงเรียนนี้ จะเปิดรับนักเรียนในทุกสามปีแทนหนึ่งปีตามปกติ หมายความว่าจะไม่มีรุ่นน้องเข้ามาจนพวกผมจบการศึกษา
ผมเคยถามผู้อำนวยการแบบส่วนตัวอยู่เหมือนกันว่าทำไมต้องแบ่งแยกขนาดนี้ คำตอบที่ได้รับกลับมาคือความลำบากที่นักเรียนคลาส F ได้รับจะเป็นแรงผลักดันให้พวกเขากระตือรือร้นและดิ้นรนหาทางทำให้ตัวเองกลับเข้าไปอยู่ในเทียร์ลิสต์
ผมเคยคิดว่าแนวคิดนี้ของเธอมันไม่ได้ผลหรอก มีแต่จะทำให้นักเรียนที่หัวดีและหัวไม่ดีเกลียดกันเอง จนวันแรกของภาคเรียนนี้ ผมได้รู้ว่าผู้เคยเป็นหัวหน้าคลาส F เมื่อปีที่แล้วทำให้ตัวเองกลับไปอยู่ในเทียร์ลิสต์สำเร็จจากแรงผลักดันอันเกิดจากความยากลำบากในการใช้ชีวิตอยู่ในคลาสกลางป่าและตอนนี้คลาส F ไม่มีหัวหน้าห้อง
การเลือกหัวหน้าห้องคนใหม่เป็นไปอย่างเงียบเชียบ ไม่มีใครเสนอตัวเอง จนตฤณ คนที่ร่วงลงมาจากคลาส S เช่นเดียวกันเสนอชื่อผมขึ้นมา ความเงียบยังคงดำเนินต่อไป ไม่มีเสียงคัดค้านหรือเสียงสนับสนุนตอบรับ จนครูประจำชั้นของพวกเราต้องเป็นคนสรุปให้ว่าผมจะเป็นหัวหน้าห้องคลาส F คนใหม่
แม้ได้เป็นหัวหน้าห้อง แต่นอกจากตฤณและมารุต อดีตนักเรียนคลาส A ก็ไม่มีนักเรียนคนอื่นในห้องนี้พูดกับผมเลย เหมือนจงใจเมินผม ตอนแรกผมเข้าใจว่าเด็กคลาส F คงไม่อยากคบค้าสมาคมกับคนเคยอยู่คลาสสูง ๆ เพราะไม่เห็นเป็นพวกเดียวกัน ทว่าผมแอบสังเกตตฤณกับมารุต พวกเขาไม่ยักจะได้รับ Silent Treatment1 เช่นเดียวกับผม ทำไมถึงมีแค่ผมที่โดนอะไรแบบนี้กันล่ะ? อยากถามออกไปตรง ๆ แต่คงได้รับคำตอบกลับมาเป็นความเงียบงันอีกหน
หากคุณกำลังอนุมานว่าผมคงจะจับกลุ่มกับตฤณและมารุต เป็นกลุ่มเด็กเรียนเก่งในห้องบ๊วย คุณคิดผิด โชคร้าย ผมไม่ได้สนิทกับทั้งสองคน ในทางกลับกัน ทั้งคู่ดูสนิทสนมกับนักเรียนคลาสนี้เหมือนเป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ชาติปางก่อน ทำให้ผมยิ่งรู้สึกว่าไม่สามารถเอาตัวเองเข้าไปแทรกตรงกลางระหว่างพวกเขาได้
ยังดี โชคชะตาไม่ได้กลั่นแกล้งผมจนเกินไป ในคลาสที่ผมเหมือนจะเป็นทั้งผู้นำและส่วนเกินในเวลาเดียวกัน ยังมีครูประจำชั้นคลาส F ผู้เป็นที่พึ่งพิงของผมอยู่
ครูแซม เรียกแบบนี้แล้วจั๊กจี้แปลก ๆ ผมชินกับการเรียกเจ้าตัวว่าพี่มากกว่า พวกเราสนิทสนมกันมาก่อนจะได้เจอกัน ณ คลาส F แห่งนี้เสียอีก
ผมปรึกษาเจ้าตัวเรื่องที่ผมได้รับ Silent Treatment จากเพื่อนในคลาส และได้รับคำตอบว่าสมมติฐานเรื่องเด็กคลาส F เห็นเด็กคลาสสูงเป็นคนละพวกกันไม่ได้ห่างไกลความจริงเลย เมื่อปีที่แล้วคนที่ตกจากคลาสอื่นมาก็รู้สึกเหมือนมีกำแพงกั้นระหว่างพวกเขากับคนที่อยู่คลาส F มาตั้งแต่ ม.4 แต่กำแพงนั้นก็พังทลายลงหลังผ่านไปครึ่งเทอม และเรื่องที่มารุตและตฤณสนิทสนมกับคนในคลาส พวกเขาก็คงเหมือนผมกับพี่ー อะแฮ่ม ครูแซมนั่นแหละ รู้จักกันมาตั้งแต่ก่อนมาอยู่คลาส F
กำแพง… อย่างนั้นเหรอ? ผมคิดว่าผมไม่สามารถอยู่เฉย ๆ แล้วรอให้กำแพงพังลงมาเองได้หรอก ผมต้องหาทางทุบกำแพงที่กั้นระหว่างผมและคนในคลาสให้ได้ แต่ต้องทำยังไงล่ะ?
ความคิดเห็น
0 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบ