ตัวละครในตอนนี้
ไม่ไหว อึดอัดมาก
ต้องให้พี่ー หมายถึง ครูแซมเป็นคนเปิดประเด็นถึงจะตอบแชตกัน
เมินผมในเวลาพักยังพอว่า แต่ถ้าไม่ให้ความร่วมมือกันยันเรื่องสำคัญอย่างแบ่งเวรประจำวันอย่างนี้ให้คนอื่นมาเป็นหัวหน้าห้องแทนผมน่าจะดีกว่า
ผมลองทักหาตฤณ ขอให้เจ้าตัวเป็นหัวหน้าห้องแทน ทว่าเจ้าตัวไม่ตกลง ให้เหตุผลว่าไม่ชอบเป็นจุดเด่น พอลองถามมารุต โชคร้ายอีกแล้ว มารุตบอกว่าเขาไม่ได้เป็นคนมีความรับผิดชอบขนาดนั้น ความหวังผมไปตกอยู่ครูประจำชั้นว่าจะหาคนมาแทนผมได้หรือไม่
แล้วเขาก็ไม่ทำให้ผมผิดหวัง ผมได้รับข่าวดีจากครูแซมว่าคนที่ชื่อมณีเนตร ตกลงจะเป็นหัวหน้าห้องแทนผมจนถึงช่วงสอบกลางภาค แม้แค่ชั่วคราว แต่กว่าจะถึงเวลานั้น ผมคงพอจะปรับตัวเข้ากับทุกคนในคลาสนี้ได้บ้างแล้ว
คิดไม่ตกมาสักพัก เกี่ยวกับวิธีการทำลาย ‘กำแพง’ ที่ครูแซมบอก ผมต้องทำตัวให้กลมกลืนกับคนส่วนใหญ่ในคลาสนี้ งั้นคงต้องสืบความชอบของคนในคลาสก่อน
และในเมื่อไม่มีใครยอมคุยกับผม ต้องพึ่งพา… ก็ครูแซมอีกนั่นแหละ
รู้สึกผิดอยู่บ้าง ด้วยภาระการสอนของพี่ชายคนนี้ที่หนักหนาอยู่เดิมที ไหนจะเรื่องครอบครัวของเจ้าตัว แล้วผมก็เพิ่มภาระให้โดยการขอให้เขามาช่วยแก้ปัญหาของผมเอง ผมจึงนัดคุยกับเขาในตอนเย็นวันศุกร์ที่ร้านขนมหวานใกล้บ้านของพวกเราทั้งคู่และเสนอว่าจะเลี้ยง
คาบสุดท้ายของวันศุกร์ วิชาเคมี
ทุกคนน่าจะอยากกลับบ้านกันมาก จึงช่วยกันเก็บอุปกรณ์ ปัดกวาดเช็ดถู และจัดโต๊ะเข้าที่โดยไม่เกี่ยงกันแม้แต่น้อย เฮ้อ ถ้าสามัคคีกันแบบนี้ทุกวันก็ดีสิ
ผมตกลงกับครูแซมว่าจะกลับบ้านไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนแล้วค่อยเจอกันที่ร้าน เพราะผู้ใหญ่กับเด็กหนุ่มชุดนักเรียนมานั่งกินขนมกันแค่สองคนอาจจะเป็นภาพที่…. เสี่ยงต่อการถูกเอาไปนินทา แม้ครูแซมจะหน้าเด็กจนแทบจะเนียนเป็นเพื่อนผมได้ก็ตาม
เสียงกริ่งเลิกเรียนดังขึ้น ทุกคนกรูกันออกจากห้อง ส่วนผมก็รอออกทีหลัง จะได้ไม่ต้องเบียดกับคนอื่น
“เหนื่อยหน่อยนะ สุดหล่อ”
ผมแซวครูประจำชั้นผู้สอนวิชาเคมีหลังเลิกคาบเรียน
“หล่อไม่เท่าคุณหรอกครับ คนหล่อกว่า” เขาแซวกลับ “เย็นนี้อย่าเบี้ยวผมล่ะ”
“ไม่เบี้ยวหรอกคร้าบ~”
ผมทำเสียงสองพลางแลบลิ้นปลิ้นตาหยอกล้อเขา โดยไม่ทันได้รู้ตัวว่ามีเพื่อนร่วมห้องคนหนึ่งกำลังหูผึ่งหยุดฟังบทสนทนาของพวกเราอยู่
เย็นวันศุกร์… ยังไม่สิ้นเดือนก็รถติดเสียแล้ว ตอนนี้เลยเวลานัดมาเกือบครบหนึ่งชั่วโมง ครูประจำชั้นคนหล่อของผมก็ยังไม่ปรากฏตัว ต่อว่าเขาไม่ได้หรอก ผมรู้ว่าเขาต้องคอยไปดูแลพี่สาวผู้ป่วยติดเตียงอยู่โรงพยาบาล
ศศิชา หรือพี่ซูซี่ พี่สาวของคุณครูคนหล่อเป็นเพื่อนสนิทกับยุทธวีร์ พี่ชายของผม หากทั้งสองคนไม่เคยเป็นเพื่อนกันล่ะก็ ตอนนี้ผมกับครูแซมคงมีความสัมพันธ์แบบนักเรียนในห้องกับครูประจำชั้นธรรมดา ๆ
ผมยังจำรอยยิ้มสดใสของพี่ซูซี่ก่อนเจ้าตัวจะกลายเป็นผู้ป่วยติดเตียงได้ แม้ชื่อของเธอจะแปลว่าดวงจันทร์ แต่ตัวเธอช่างเจิดจ้าราวกับดวงอาทิตย์ ไม่แปลกใจว่าทำไมพี่แซมー เฮ้อ ไม่ชินกับการเรียกคนคนนี้ว่าครูสักที กลับเข้าเรื่อง ผมไม่แปลกใจว่าทำไมเขาถึงรักพี่สาวขนาดนี้
สิ่งที่ผมรู้อีกคือสาเหตุที่พี่แซมผู้จบปริญญาโทใบแรกตอนอายุเพียงยี่สิบเอ็ดปียอมไปเป็นครูผู้สอนคลาสกลางป่าเพราะเขาต้องการเงินมาจ่ายค่ารักษาพยายาลให้พี่สาวนั่นแหละ ซึ่งเงินเดือนที่ทางโรงเรียนเสนอให้นั้นสูงพอ
“ขอโทษที่มาช้า”
เสียงของบุคคลที่ผมรออยู่ดังขึ้นขัดจังหวะการรำลึกความหลัง ครูประจำชั้นซึ่งตอนนี้อยู่ในชุดลำลองนั่งลงบนเก้าอี้ข้าง ๆ ผม
อาาาา ถ้าเขามาช้ากว่านี้ ผมว่าจะขุดคุ้ยวีรกรรมแสบ ๆ ของเขามาเล่าฆ่าเวลาแล้ว
“ไม่ต้องนัดออกมาแบบนี้บ่อย ๆ นะ ถ้าถูกเข้าใจผิดว่านายพยายามตีสนิทกับพี่เพื่อแลกเกรดจะกลายเป็นเรื่องไม่เป็นเรื่องเอา”
เปลี่ยนสรรพนามจากผมกับคุณเป็นพี่กับนายได้ทันทีหลังอยู่นอกโรงเรียน… เก่งเกินไปแล้ว
“อยากปรึกษาเรื่องอะไรล่ะ?”
เขาพูด มือพลิกเมนูไปพลาง
“พอจะรู้เรื่องความชอบของเด็กที่พี่สอนมาตั้งแต่ปีที่แล้วหรือเปล่า?” ผมถามก่อนขยายความ “ไม่ได้หมายถึงใครชอบใครนะ ผมแค่อยากรู้ว่าคนในคลาส F เขาทำอะไรเป็นงานอดิเรก”
“งานอดิเรก? เอาแบบปกติหน่อยก็เล่นเกม อ่านมังงะ ดูซีรีส์ ถ่ายติ๊กต๊อก หรือแบบไม่ปกติก็ซุบซิบนินทาเด็กคลาสอื่น แกล้งกันเอง เล่นการพนัน”
โอ้ ผมนึกว่าเขาจะคิดนานกว่านี้ เขากลับตอบได้ในทันทีเลยแฮะ
“พี่เข้าใจถูกหรือเปล่าว่านายอยากทำความเข้าใจพวกเขาเลยถามเรื่องนี้ขึ้นมา ถึงรู้ว่านายคงไม่เอาตัวเองไปอยู่ในเส้นทางที่เสื่อมเสียอยู่แล้ว แต่พี่ก็ต้องพูดในฐานะผู้ใหญ่ อย่าไปทำความเข้าใจไอ้งานอดิเรกแบบไม่ปกติเลย”
ครูผู้นั่งอยู่ข้างผมว่าพร้อมดันแว่นตาของเขา
“เข้าใจแล้วครับ ครูพี่แซม”
ผมตอบกึ่งหยอกล้อ
“แล้วปกตินายทำอะไรที่พี่กล่าวมางานอดิเรกบ้างไหมล่ะ?”
ชายผู้สวมแว่นตาถามผม
“ใกล้เคียงสุดน่าจะเล่นติ๊กต๊อก แต่ผมไม่ได้ถ่ายติ๊กต๊อกหรอก ผมดูคนอื่นทำอาหารー”
“แบบนั้นไม่น่าจะคุยกับคนในคลาสรู้เรื่อง”
ผมถูกอีกฝ่ายตัดบทก่อนพูดจบ
“ลองอ่านมังงะดูไหม? พี่ไม่ค่อยอยากแนะนำให้เล่นเกมเพราะคิดว่าพ่อแม่นายคงไม่ปลื้มถ้านายเล่นเกมจนสายตาสั้นแล้วต้องใส่แว่นหนาเตอะเหมือนพี่” ครูแซมเสนอ “พี่น่าจะพอแนะนำให้ได้ว่าเรื่องไหนพอเอาไปคุยกับเพื่อนรู้เรื่อง แต่ก็ไม่รู้ว่าจะตรงกับรสนิยมของนายหรือเปล่า”
“แค่นี้ก็ช่วยได้มากแล้วครับ บุญคุณนี้ผมจะไม่ลืม”
ว่าจบบริกรก็เข้ามารับออเดอร์ พวกเราสั่งขนมกันคนละอย่าง คุยกันเรื่องอื่นระหว่างรอขนม พอขนมมาเสิร์ฟ พวกเราจึงเริ่มรับประทานและแยกย้ายกันกลับบ้าน โดยไม่ลืมอวยพรให้อีกฝ่ายเดินทางปลอดภัย
0 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบ