ตัวละครในตอนนี้
ทั้งวันมานี้ฉันคิดอะไรไม่ออกเลย
ฉันรู้ตัวว่าตัวเองเป็นพวกเหมาะกับการค่อย ๆ คิด แต่ฉันก็กังวลว่าถ้าไม่รีบจับนักฆ่า เขาหรือเธอคนนั้นอาจชิงลงมือกับเหยื่อผู้โชคร้ายก่อนจะถูกเปิดโปง
เหยื่อ? จริงด้วย ฉันมัวคิดว่าใครเป็นนักฆ่าจนลืมคิดเรื่องใครคือเป้าหมายของนักฆ่าไปเลย
เอาแบบตื้นเขินที่สุด เป้าหมายอาจเป็นคนที่มีอริอย่างเช่นอายะ
อายะอีกแล้ว
อืม… สมมติอายะเป็นเป้าหมาย แล้วนักฆ่าปลอมตัวเป็นไอริกับต้นน้ำ
ถ้าเป็นกรณีแบบนี้ ฉันว่านักฆ่าน่าจะลงมือได้ก่อนคุณตัวตนปริศนาจะมาใบ้ฉันด้วยซ้ำมั้ง อย่างที่บอกว่าอายะดูไม่ใช่คนที่รู้ทันเล่ห์เหลี่ยมคนอื่น
ตัดออก เธอคนนี้ไม่ใช่เป้าหมายของนักฆ่าหรอก
แล้วถ้าเป็นโยธินล่ะ? ฉันว่าเป็นไปได้ ทายาทเศรษฐีอย่างเขาต่อให้ไม่มีอริก็มีโอกาสจะตกเป็นเป้าหมายของนักฆ่า
ส่วนคนอื่นนอกจากสองคนนี้ก็ดูเป็นเด็กมัธยมปลายธรรมดา ฉันนึกไม่ออกว่าอะไรจะทำให้แต่ละคนตกเป็นเป้าหมายนอกจากประวัติเบื้องลึก ซึ่งฉันก็ไม่ได้รู้ของทุกคน
ถึงทางตันอีกแล้ว เฮ้อ
ฉันหยิบมือถือขึ้นมาและปลดล็อก แทนที่มันจะเด้งไปที่หน้าจอหลัก มันกลับเด้งเข้าแอปโน้ต และในนั้นก็ปรากฏข้อความที่ฉันไม่ได้เป็นคนพิมพ์
‘พรุ่งนี้ถ้าเป็นไปได้ช่วยมาโรงเรียนแต่เช้าแบบเมื่อวันจันทร์ที มีอะไรอยากบอก
จาก เปลวไฟผู้หวังดี’
เปลวไฟผู้หวังดี? นามแฝงที่คุณตัวตนปริศนาตั้งให้ตัวเองเหรอนั่น? แต่ฉันเพิ่งรู้ว่าเขามีความสามารถในการสื่อสารผ่านโทรศัพท์แบบนี้ด้วย
ถ้าเขาเลือกที่จะสื่อสารแบบนี้ฉันควรไปติดฟิล์มกันแอบมองไหมนะ ครั้งนี้โชคดีที่ไม่มีใครอยู่ใกล้ ๆ ฉันจึงเห็นข้อความนี้แค่คนเดียว ถ้าเกิดครั้งต่อ ๆ ไปไม่ได้โชคดีแบบนี้ ฉันอาจต้องอธิบายเรื่องยืดยาวทั้งที่ไม่มีหลักฐานมายืนยันก็ได้
เขาติดต่อมาในจังหวะที่ฉันไม่รู้จะทำอย่างไรต่อพอดีเลย เห็นทีคืนนี้คงต้องรีบนอนอีกแล้ว
ฉันมาถึงห้องเรียนในเวลาเกือบจะเท่ากันกับเมื่อวันจันทร์ตามคำขออันปรากฏในแอปโน้ต หลังเปิดประตูห้องและเปิดไฟก็พบร่างสูงในชุดราชปะแตนนั่งอยู่ตรงโต๊ะส่วนเกินที่ฉันเคยเห็นตอนเปิดเทอมใหม่ ๆ
“ดีใจที่เธอมาตามที่ฉันขอนะ”
เจ้าของเสียงแหบพร่ากล่าว
“เพราะฉันอยากรู้ยังไงล่ะว่าคุณอยากบอกอะไรกับฉัน”
ฉันตอบตามตรง
“งั้นเข้าเรื่องเลย” เขาว่าพลางหันไปทางโต๊ะที่ไม่เคยมีคนนั่งอีกตัว “คุณฤกษ์ ตื่นหรือยัง?”
ถ้าฉันเข้าใจไม่ผิด คุณเปลวไฟผู้หวังดีกำลังพูดกับศุภฤกษ์ นักเรียนผู้ไม่เคยปรากฏตัว ณ คลาสนี้อยู่
“ตื่นแล้วครับ”
เสียงของบุคคลที่สามดังขึ้น จอมอนิเตอร์ซึ่งก่อนหน้ายังมืดอยู่กลับสว่างขึ้นมา
“เธออาจจะรู้อยู่แล้วว่าศุภฤกษ์เป็นเพื่อนร่วมชั้นของเธอที่ย้ายมาเรียนคลาสนี้กะทันหัน แต่ฉันขอเล่าเกี่ยวกับตัวตนของเขาให้เธอรู้หน่อยแล้วกัน” ร่างสูงเว้นวรรคก่อนพูดต่อ “เขาเป็นมนุษย์นั่นแหละ ไม่ใช่สิ่งลี้ลับหรือเทคโนโลยีล้ำสมัยอะไร เจ้าตัวรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่าห้องนี้มีนักฆ่าเลยมาช่วยสอดส่องความปลอดภัย”
เขารู้จริง ๆ ด้วย! สมมติฐานของฉันถูกต้อง
“ตามนั้นแหละ ผมเป็นคนจากหน่วยงานด้านความมั่นคง พวกเราได้เบาะแสมาว่ามีฆาตกรต่อเนื่องคนหนึ่งแฝงตัวอยู่ในห้องเรียนนี้ เขาหรือเธอเหมือนจะเคยลงมือสังหารใครสักคนในห้องนี้แล้วขโมยตัวตนของเหยื่อมาใช้”
เสียงของเพื่อนร่วมชั้นที่ไม่มีใครรู้จักหน้าตาดังขึ้นผ่านลำโพง
“คุณพูดว่าคนหนึ่งแทนการใช้คำว่าจำนวนหนึ่ง แปลว่าคุณมั่นใจว่าในห้องนี้มีนักฆ่าแค่คนเดียวใช่ไหมคะ?”
ฉันถามสิ่งที่ตัวเองสงสัยทันทีก่อนจะลืม
“เท่าที่ได้เบาะแสมาคือคนเดียว” เขาตอบ “มีความเป็นไปได้ว่าคุณเปลวไฟจะเป็นเหยื่อที่ถูกขโมยตัวตนเพราะเขาบอกว่าตัวเองเป็นหนึ่งในเหยื่อของฆาตกรคนนี้”
“แต่ฉันกลับจำไม่ได้ว่าตัวตนก่อนตายของฉันคือใคร จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าตอนนั้นตัวเองเป็นผู้ชายหรือผู้หญิง”
ฉันได้ยินเสียงคล้ายถอนหายใจมาจากร่างสูง
“อันนี้มันก็น่าเสียดาย แต่ประเด็นที่ผมอยากบอกวันนี้ก็คือยังไม่ต้องรีบบอกเรื่องนี้ให้คนในห้องรู้ เดี๋ยวแตกตื่นกันหมด จากการวิเคราะห์ของผม ฆาตกรคนนั้นไม่ลงมือในเร็ว ๆ นี้หรอก”
ศุภฤกษ์กล่าว
“อันนี้ออกจะนอกเรื่องสักหน่อย ฝ่ายทะเบียนรู้เรื่องคุณเป็นคนจากหน่วยงานด้านความมั่นคงหรือเปล่าคะ?”
ฉันสงสัย
“รู้… ทางโรงเรียนรู้เรื่องฆาตกรแล้ว แต่ทางเราขอให้ทำทุกอย่างให้ดูปกติที่สุด คนร้ายจะได้ตายใจ”
ตอนยังฟังเขาไม่จบ ฉันกำลังจะตั้งคำถามเลยเชียวว่าทำไมโรงเรียนรู้แต่กลับไม่ยกระดับการรักษาความปลอดภัย เขาไม่สนใจว่าพวกเราจะเป็นตายร้ายดียังไงเลยเหรอ? ถ้าบอกว่าถูกขอให้ทำเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติก็เข้าใจได้
“คุณฤกษ์ ฉันไม่ได้จะต่อว่าอะไรนะคะ ทางคุณขอให้โรงเรียนทำทุกอย่างให้ดูปกติ ในขณะที่คุณเองก็ไม่ได้ทำตัวเป็นนักเรียนปกติ มันฟังดูย้อนแย้งนะคะ”
ฉันเอ่ยข้อสงสัยของตนออกไป
“แบบนี้น่ะดูมีพิรุธน้อยที่สุดแล้ว เสียงของผมคงพอจะหลอกครูผู้ชายสองคนนั้นได้ว่าผมเป็นเด็กมัธยมปลายที่ขี้อายเลยหลบอยู่หลังจอ แต่หน้าจริงของผมน่ะห่างไกลจากคำว่าเด็กมัธยมไปหลายขุม” เขาไขข้อข้องใจของฉัน “ส่วนคุณกิ่งกาญจน์ เขารู้อยู่แล้ว เราเป็นพวกเดียวกัน”
และนั่นคือคำตอบว่าทำไมโรงเรียนจ้างครูกาญจน์แทนครูพลศึกษาตัวจริง…
“เอาล่ะ จากการคำนวณของผม อีกประมาณสามนาที สมาชิกคนอื่นในคลาสจะเริ่มมาถึง มีอะไรอยากแชร์กับผมไหม?”
เขาเป็นฝ่ายถามบ้าง
“ขอถามคำถามสุดท้ายแล้วกัน คุณมั่นใจหรือเปล่าว่าตอนนี้ฆาตกรไม่ได้แอบฟังบทสนทนาของพวกเราอยู่? ฉันไม่อยากโดนฆ่าปิดปากนะคะ”
ตอนแรกก็ลังเลว่าควรถามอะไรน่ากลัวแบบนี้ออกไปไหม แต่ฉันอยากให้เขาช่วยคอนเฟิร์มว่าอะไรแบบนี้จะไม่เกิดขึ้น
“ผมมั่นใจว่าฆาตกรเป็นพวกพยายามทำตัวให้ปกติที่สุด เขาน่าจะมาถึงโรงเรียนพร้อม ๆ กับคนอื่น อย่างน้อยก็ไม่ใช่เวลานี้” เขาอธิบายอย่างมีหลักการ
“น่าจะหมดเวลาสนทนาแล้ว ผมไปหาข้าวเช้ากินละ ถ้ามีอะไรอยากให้เธอช่วยเดี๋ยวผมทักแชตไปนะ”
สิ้นประโยคจอมอนิเตอร์ก็ดับไป
“สำหรับวันนี้คงถึงเวลาที่ฉันต้องไปแล้วเหมือนกัน ถ้าฉันพอนึกอะไรเกี่ยวกับตัวตนก่อนตายออก ฉันจะมาบอก เผื่อว่ามันจะมีประโยชน์ต่อพวกเธอ ไว้เจอกันใหม่”
ร่างสูงร่ำลาก่อนหายตัวไปพร้อมโต๊ะที่เขานั่ง
ได้ข้อมูลใหม่มาพอสมควร กลับบ้านไปต้องรีบจดใส่สมุดก่อนลืม
“เธอมาก่อนฉันอีกแล้ว ทั้งที่สัปดาห์แรกยังบ่นอยู่เลยว่าขี้เกียจตื่นเช้า”
เป็นไปตามการคาดการณ์ของศุภฤกษ์ หลังสิ้นบทสนทนากับเขาและตัวตนปริศนาได้เพียงชั่วครู่ เพื่อนของฉันก็มาถึงห้อง
“ตอนนี้ฉันอยู่ในช่วงปรับเวลานอนใหม่น่ะ อยากดัดนิสัยของตัวเอง”
นั่นก็ไม่ใช่คำโกหกเสียทีเดียว
“คนที่ตั้งใจจะเปลี่ยนนิสัยของตัวเองแล้วทำได้นี่น่าอิจฉาจัง อย่างฉันอยากงดน้ำตาลยังงดไม่ได้เลย”
แก้วตาทำแก้มป่อง
“ก่อนทำได้ ฉันก็ล้มเหลวมาหลายครั้งเหมือนกัน”
นี่ก็ไม่ใช่คำโกหก ฉันเคยพยายามตื่นเช้าแล้ว อย่างไรก็ตามเพราะติดนิสัยอ่านนิยายเกย์จนดึกทำให้ตื่นเช้าไม่ไหว
“กำลังปลอบฉันอยู่สินะ แสนดีที่หนึ่งเลย ลั่นทมเนี่ย”
ไม่รู้ว่าบอกช้าไปไหม แต่ลั่นทมคือชื่อเล่นของฉันเอง
“ฉันพูดจริงนะ เรื่องหลายเรื่องจะตายที่มันไม่ได้เปลี่ยนกันง่าย ๆ น่ะ”
“จ้า ๆ แม่สาววายกู้โลก”
ฉันเริ่มมีความรู้สึกแปลก ๆ กับฉายา ‘สาววายกู้โลก’ ที่เพื่อนสนิทฉันตั้งให้หลังฉันกลายเป็นคนที่จะมีส่วนช่วยให้ใครสักคนในห้องนี้รอดจากการถูกฆ่าโดยฆาตกรต่อเนื่อง…
ฉันแสร้งทำท่าทีเขินอายและตีแขนเธอเบา ๆ ก่อนเราจะเริ่มสนทนาตามประสาเด็กสาว
0 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบ