ตัวละครในตอนนี้
ผมไม่ได้ไปเรียนเนื่องจากอาการปวดหัวของผมมันแย่กว่าที่คาดไว้มาก เมื่อเช้าผมลุกขึ้นมาแล้วแทบจะทรงตัวไม่อยู่ เกือบได้ไปโรงพยาบาล โชคดีที่หลังนอนพักสักครู่ผมก็กลับมายืนได้ตามปกติ
ผมสารภาพกับทางบ้านแล้วว่าผมทำนาฬิกาข้อมือที่ใส่ไปโรงเรียนเมื่อวานหาย แต่ก็ไม่เห็นจำได้ว่าเคยถอดทิ้งไว้ตรงไหน ผู้ปกครองที่น่ารักไม่ได้ดุด่าอะไรผม สิ่งที่พวกท่านอยากรู้มากกว่านาฬิกาข้อมือหายไปไหนคือสาเหตุที่ผมหมดสติ ผมเล่าเรื่องรู้สึกเหมือนศีรษะถูกของแข็งกระแทกก่อนจะวูบไปให้พวกท่านฟัง พวกท่านก็เดาว่าผมถูกทำร้ายร่างกาย
ผมสองจิตสองใจอยู่ ใจหนึ่งอยากพูดว่าพวกท่านมองคลาส F ในแง่ร้ายเกินไป แต่อีกใจหนึ่งคิดว่าพวกท่านอาจไม่ได้พูดอะไรผิดไปเลยก็ได้ ผมเองถึงจะมีเพื่อนแล้วแต่นั่นไม่ได้หมายความว่าทุกคนในคลาสจะเห็นผมเป็นเพื่อน เรื่องเมื่อวานอาจเป็นฝีมือของใครสักคนในคลาส
พวกท่านบอกว่าสัปดาห์หน้าจะไปที่โรงเรียนเพื่อขอดูกล้องวงจรปิด ผมก็ห้ามอะไรพวกท่านไม่ได้หรอก
หลังจากที่ผมทานอาหารเช้าและกินยาแก้ปวดแล้ว ผมก็ไม่รู้จะอะไรทำจึงกึ่งนั่งกึ่งนอนอ่านมังงะอยู่บนเตียง
ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้งในเช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อคืนผมได้รับข้อความจากครูแซมตอนเกือบสามทุ่มว่าเขาจะเอาการบ้านมาให้ผมภายในวันเสาร์ซึ่งก็คือวันนี้แทน เนื่องจากรถติดมากจนทำให้เขาถึงบ้านดึก พอเข้าใจได้ว่าสาเหตุคือเมื่อวานเป็นวันศุกร์แห่งชาติ
อาการปวดหัวของผมดีขึ้นหลังจากที่ได้พักผ่อนหนึ่งวัน ผมไม่อยากนั่ง ๆ นอน ๆ อยู่บนเตียงเฉย ๆ แบบเมื่อวานจึงคิดว่าอยากไปออกกำลังกายสักหน่อย แต่ถูกพี่เลี้ยงห้ามไว้เพราะกลัวจะหมดสติไปอีก ให้ตายเถอะ สุดท้ายก็วนกลับมาสู่การนั่งไถติ๊กต๊อกจนกระทั่งครูแซมมาปรากฏตัวที่บ้านผมตอนเที่ยง
เนื่องจากผู้ปกครองที่น่ารักของผมรู้จักและเอ็นดูพี่ชายคนนี้อยู่แล้ว พวกท่านจึงชวนเขามารับประทานอาหารกลางวันด้วยกัน ครูประจำชั้นสุดหล่อยกมือไม้ยกมือไหว้ขอบคุณ แหงล่ะ เขาไม่กล้าปฏิเสธน้ำใจของผู้ปกครองของผมอยู่แล้ว
“คงจะลำบากน่าดูเลยนะ สอนคลาสพวกเด็กเกเรเนี่ย”
ผู้เป็นบิดาของผมพูดกับครูー คิดว่าตอนนี้เรียกว่าพี่แซมอาจจะเหมาะกว่า
“ตอนแรกเป็นแบบนั้นแหละครับ ตอนนี้ผมปรับตัวเข้ากับเด็ก ๆ ได้แล้วก็เหนื่อยน้อยกว่าตอนนั้นหน่อย”
พี่แซมกล่าวยิ้ม ๆ
“งั้นเหรอ? แล้วเจ้าโยไปอยู่ห้องนั้นแล้วเป็นยังไงบ้าง? พูดออกมาได้เลยไม่ต้องเกรงใจเจ้าตัว”
นั่นทำให้พี่ชายคนหล่อลอบมองหน้าผม
“น้องโยเป็นเด็กดีครับ ผมเห็นในความพยายามปรับตัวเข้าหาเพื่อนใหม่ของน้อง”
เป็นคำตอบที่เหมือนถนอมน้ำใจ แต่ตัวผมเองบอกได้ว่านั่นมาจากใจจริงของครูประจำชั้น ไม่มีการเติมแต่ง
“คุณพ่อคุณแม่วางใจเถอะครับ ถึงคลาส F จะมีเด็กหลายแบบ แต่น้องโยเป็นคนรู้จักผิดชอบชั่วดี น้องไม่มีทางเลือกเดินไปในเส้นทางที่เสื่อมเสียแน่นอน”
นั่นก็เป็นประโยคที่เขาพูดกับผมเมื่อวันศุกร์ที่แล้ว
อยู่ ๆ คุณพ่อก็ทำสีหน้าจริงจังขึ้นมา ก่อนถามคำถามหนึ่งกับพี่แซม
“แซม… ตอบพ่อมาตามตรงได้ไหม? ที่เจ้าโยเป็นลมล้มพับไปเมื่อวาน มันเป็นแค่อุบัติเหตุจริงเหรอ?”
ครูประจำชั้นของผมเม้มปากก่อนตอบ
“ผมเองก็สงสัยเรื่องนั้นครับ พอมานึกดูแล้ว ผมเจอน้องโยในสภาพหน้าคว่ำ แต่น้องมีแผลที่ท้ายทอย”
“เป็นไปได้หรือเปล่าว่าเจ้าโยจะโดนทำร้ายร่างกาย”
ผู้ปกครองที่น่ารักพูดสมมติฐานของท่านออกไป
“ใจผมอยากตอบว่าไม่ แต่ผมจะไม่โกหกพวกท่าน เรื่องนั้นมันเป็นไปได้ครับ”
เขาสารภาพ
“แม่ว่าในห้องนั้นมันต้องมีคนอิจฉาโยบ้างแหละ เรารู้หรือเปล่าว่านาฬิกาข้อมือที่โยใส่ไปโรงเรียนเมื่อวานหาย ต้องมีคนเอาไปแน่ ๆ”
คุณแม่เสริมคุณพ่อ
“เรื่องนาฬิกาข้อมือ น้องโยบอกผมแล้ว ผมได้ถามเด็กคนที่ช่วยผมแบกน้องไปห้องพยาบาลว่าเห็นโยใส่นาฬิกาข้อมือหรือเปล่า เด็กคนนั้นบอกว่าไม่เห็นครับ” ครูประจำชั้นเล่า “อาจจะมีคนแอบขโมยไปตอนน้องสลบ ผมคิดว่าแบบนั้นนะ”
“แล้วแบบนี้เราไปขอดูกล้องวงจรปิดได้ไหม?”
ผู้ปกครองที่น่ารักของผมถาม
“คุณพ่อคุณแม่ ผมรู้สึกเสียใจมากที่ต้องแจ้งแบบนี้ ตึกเรียนนั้นไม่มีกล้องวงจรปิดครับ”
บ้านผมเกือบแตกตอนผู้ปกครองที่น่ารักของผมรู้ว่าตึกเรียนกลางป่าคลาส F ไม่มีกล้องวงจรปิด ผมเองก็เพิ่งรู้พร้อมพวกท่าน จากที่ไปเรียนได้สองสัปดาห์ผมไม่เคยสังเกตเลย
พี่แซมทำได้แค่ผงกหัวปลก ๆ กล่าวขอโทษที่ปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้น แต่ผู้ปกครองของผมโกรธทางโรงเรียนมากกว่าที่ไม่แม้จะการันตีความปลอดภัยของนักเรียนในโรงเรียนตัวเอง
จากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ผมได้รู้ว่าการแบ่งแยกคลาสนอกเทียร์ลิสต์ที่ตอนนั้นผมคิดว่ารุนแรง ความจริงมันรุนแรงกว่านั้นอีก รุนแรงเกินกว่าเหตุด้วยซ้ำ
หลังพี่แซมแจกแจงการบ้านให้ผมเรียบร้อยแล้ว เขาก็ถามหาพี่ยุทธ ทว่าเจ้าตัวยังไม่กลับจากต่างจังหวัด ทำให้ทั้งสองคนคลาดกัน พี่แซมมีท่าทีผิดหวังเล็กน้อย เขาอวยพรให้ผมหายไว ๆ แล้วรีบกลับไปเรียนก่อนจากไป
0 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบ