ตัวละครในตอนนี้
เนื้อหาในตอนนี้ตรงกับตอนที่ 10 วันไหว้ครูในซีซัน 1 ของเวอร์ชันรี้ดอะไรต์ สำหรับเวอร์ชัน Usniverse จะมีการเปลี่ยนชื่อตอนเพื่อไม่ให้สับสนกับ Side Story ที่มีชื่อตอนว่าไหว้ครูค่ะ
วันก่อนฉันได้รับความช่วยเหลือจากเบญจมินทร์ เขาลากฉันไปนั่งจุ้มปุ๊กอยู่ในเซิร์ฟดิสคอร์ดเพื่อฟังคนจากคลาส A เล่าเกี่ยวกับลักษณะนิสัยของผู้สอนคลาส A แต่ละคน ซึ่งความจริงฉันอยากรู้แค่ของครูช้าง แต่ถ้าเจาะจงไปที่เขาคนเดียวอาจทำให้ฉันกลายเป็นคนน่าสงสัยแทน
สุดท้าย วันนั้นฉันได้นอนตอนตีสองกว่า โชคดีที่เช้าวันรุ่งขึ้นไม่ต้องไปเรียนออนไซต์ฉันจึงตื่นสายกว่าปกติได้
เพื่อนของมินทร์พูดไปในทางเดียวกันกับมะม่วงว่าครูช้างน่าจะถูกอะไรสักอย่างเข้าสิงถึงได้ยอมมาสอนคลาสตกอันดับ เท่ากับว่าเป็นการยืนยันว่าฉันสามารถเชื่อถือมะม่วงได้ ในทางกลับกันครูช้างยิ่งน่าสงสัยขึ้นไปอีก
วันนี้เป็นวันไหว้ครู ตอนแรกฉันคิดจะหยุดพักผ่อน อย่างไรก็ตามพอนึกได้ว่าวันที่คนในคลาสมาโรงเรียนน้อยแบบนี้อาจเป็นโอกาสของนักฆ่า ฉันจึงต้องหาข้ออ้างในการมาโรงเรียนเพื่อจับตาดูนักฆ่า
ฉันยกมือปิดปากหาว ไม่ได้ตั้งใจจะมาโรงเรียนเช้าขนาดนี้ เรื่องมันเป็นแบบนี้เพราะฉันดันตื่นก่อนนาฬิกาปลุกจะดังแล้วไม่กล้านอนต่อเพราะกลัวเผลอหลับยาว
แม้ไม่มีเรียน ฉันผู้ไม่รู้จะไปนั่งรอให้คนอื่นมาที่ไหนจึงมุ่งหน้าไปยังห้องเรียน เมื่อเปิดไฟ ฉันพบร่างสูงในชุดราชปะแตนอยู่ในห้องก่อนแล้ว เขาอยู่ในอากัปกิริยาที่ต่างไปจากทุกที จากปกติเขามักจะนั่งตรงโต๊ะส่วนเกิน วันนี้กลับเห็นเขาลุกขึ้นมารำ นั่นทำให้ฉันขนลุก ไม่ใช่เพราะความกลัว แต่ด้วยท่วงท่าของเขามัน… งดงามในแบบที่ฉันไม่แน่ใจว่าควรใช้คำว่าอะไรมาบรรยาย
ร่างสูงคงรู้ตัวแล้วว่าถูกมองอยู่ เขาเอี้ยวตัวมาทางฉันแต่ยังคงร่ายรำต่อไป เงาบดบังใบหน้าของเขาที่เห็นในวันแรกยังคงอยู่ทำให้ฉันยังคงมองไม่เห็นใบหน้าของเขาไม่ต่างจากตอนนั้น แต่สองสิ่งที่ฉันมั่นใจคือ
เขากำลังยิ้มอยู่และรอยยิ้มของเขาไม่ว่าจะเป็นตอนยังมีชีวิตอยู่หรือตอนนี้ต้องงดงามมากแน่ ๆ
“อึ้งในเสน่ห์ของผมจนพูดไม่ออกเลยรึ?”
ฉันสะดุ้งโหยงหลังร่างสูงทัก เดี๋ยวนะ นอกจากอากัปกิริยาอันแปลกไปของเขา เสียงเขายังดูใสขึ้นอีกด้วย และ…
“เมื่อกี้คุณแทนตัวเองว่าผมเหรอคะ?”
“ใช่”
ไม่รู้ว่าเจ้าของเสียงที่เคยแหบพร่าหยุดรำแล้วมายืนตรงหน้าฉันตั้งแต่เมื่อไร
“ไม่แปลกใจบ้างเลยรึว่าทำไมผู้ซึ่งเคยบอกว่าเห็นตัวเองเป็นเพียงลูกไฟอย่างผมถึงออกท่ารำเมื่อครู่ได้”
ฉันกะพริบตาปริบ ๆ
“เมื่อกี้คุณกำลังรำอยู่จริง ๆ งั้นเหรอคะ? ฉันนึกว่าเป็นแค่จิตปรุงแต่งของฉัน”
“ผมตั้งใจจะทำความคุ้นเคยกับร่างใหม่ การรำเมื่อครู่เป็นการขยับร่างกายไปเรื่อยตามอารมณ์ของผมเท่านั้นเอง” เขากล่าว “ตอนนี้รูปร่างของตัวเองที่ผมเห็นจากเงาสะท้อนเป็นแบบเดียวกันกับที่เธอบอกผมตอนนั้น ผู้ชายตัวสูงใส่ชุดไทย แต่คาดไม่ถึงเลยว่าแม้กระทั่งผมเองก็มองไม่เห็นใบหน้าของตน”
“ส่วนที่เปลี่ยนสรรพนามแทนตัวเอง เพราะมีความรู้สึกบางอย่างบอกว่าก่อนตายผมน่าจะเป็นผู้ชาย ก่อนหน้านี้แทนตัวเองว่าฉันเพราะจำเพศตัวเองไม่ได้”
ฉันรู้สึกได้ว่าเขาคงกำลังแสดงสีหน้าซึ่งฉันหรือแม้แต่เจ้าตัวเองไม่รู้ว่าเป็นสีหน้าแบบไหนอยู่ เอาเป็นว่าจินตนาการกันเองก็แล้วกัน
คุณเปลวไฟเป็นผู้ชาย… ก็เท่ากับว่าตัดผู้หญิงทั้งห้องออกจากตัวเลือกได้เลยถ้ามั่นใจเรื่องฆาตกรสวมรอยเป็นคุณเปลวไฟ
ไหน ๆ เขาก็ยกเรื่องตัวตนของตัวเองขึ้นมาพูดแล้ว ฉันอยากถามความคิดของเจ้าตัวสักหน่อย
“คุณเปลวไฟ ฉันรู้ว่าคุณเคยพูดว่าจำตัวตนของตัวเองก่อนเสียชีวิตไม่ได้ แต่คุณคิดว่าฆาตกรเลือกคุณเป็นเหยื่อเพราะคุณโดดเด่นหรือเพราะคุณไม่โดดเด่นกันเหรอคะ?”
“นั่นสิ ถ้าเขาตั้งใจสังหารผมเพื่อขโมยตัวตนของผมไปใช้โดยเฉพาะ คงจะเป็นอย่างหลัง แต่คุณฤกษ์เคยบอกผมว่าเหยื่อที่ระบุตัวตนได้ของฆาตกรต่อเนื่องคนนั้นเป็นคนไม่ธรรมดาทั้งนั้น ผมเองก็ยังบอกไม่ได้ว่าตัวเองเป็นข้อยกเว้นหรือเป็นคนไม่ธรรมดาเหมือนกับพวกที่คุณฤกษ์บอก”
คนไม่ธรรมดา? แบบนี้ที่ฉันสงสัยว่าโยธินน่าจะเป็นเป้าหมายของนักฆ่าก็ยิ่งใกล้ความจริงเข้าไปใหญ่
“หรือคุณให้ฉันไปเตือนเด็กผู้ชายที่ดูมีราศีคนนั้นเพราะคุณคิดว่าเขาน่าจะเป็นเหยื่อคนต่อไป?”
ฉันตั้งข้อสงสัย
“ไม่ใช่ ผมขอให้ไปเตือนเด็กคนนั้นเพราะสัมผัสได้ว่ามีกลิ่นอายความชั่วร้ายกำลังไล่ล่าเขาอยู่ แต่กลิ่นอายดังกล่าวไม่ใช่ของนักฆ่าคนนั้น”
เขาอธิบาย
“คุณเริ่มสัมผัสได้ถึงสิ่งที่ว่าตั้งแต่เมื่อไรกันคะ?”
ฉันถาม
“ประมาณสัปดาห์ก่อน? ไม่สิ อาจจะเร็วกว่านั้น ขอโทษด้วยผมจำเวลาที่แน่นอนไม่ได้ พอเป็นวิญญาณแล้วการรับรู้เรื่องเวลาของผมก็แย่ลง”
เขาเอียงคอราวกับกำลังสงสัยในความทรงจำของตน
“พอดีว่ามีเรื่องเกิดขึ้นกับเด็กคนนั้นเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ฉันคิดว่าไอความชั่วร้ายที่คุณสัมผัสได้อาจเป็นของคนที่ทำเรื่องไม่ดีกับเด็กคนนั้นค่ะ”
ฉันเล่า
“หืม? มีเรื่องอัปมงคลเกิดขึ้นสินะ จำเรื่องที่ผมพิมพ์บอกในโทรศัพท์ของเธอได้หรือไม่? เกี่ยวกับคนที่สามในห้องเรียนนี้ที่มีปฏิกิริยาต่อผมพูดถึงคนบาปกับเวรกรรม ผมว่ามันอาจจะเกี่ยวข้องกัน”
คุณฤกษ์เองก็คิดเหมือนกับฉัน เกียร์ เพื่อนคนนั้นอาจเกี่ยวข้องกับเรื่องที่โยธินถูกชิงทรัพย์ แต่คงไม่ใช่คนลงมือทำเองถึงได้พูดว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด
“ผมได้ยินเสียงฝีเท้า มีคนกำลังเข้ามา วันนี้คงคุยกันได้แค่นี้”
คุณเปลวไฟบอก
“ถ้าผมนึกอะไรออกทีหลังจะพิมพ์ใส่โน้ตในโทรศัพท์เธอนะ”
สิ้นประโยคร่างของเขาก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยราวกับไม่ได้อยู่ที่นี่ก่อนหน้านี้ เสียงฝีเท้าดังขึ้นเรื่อย ๆ เงาของใครบางคนเคลื่อนที่ใกล้เข้ามาและหยุดอยู่หน้าประตูห้อง
“โยธิน?”
ฉันเผลอเรียกชื่อของบุคคลที่ปรากฏตัวเป็นคนแรกหลังคุณเปลวไฟจากไป
“เธอ… ชื่ออะไรนะ?”
อีกฝ่ายหรี่ตาลง คงพยายามนึกชื่อฉันอยู่แต่นึกไม่ออก แหงล่ะ ไม่เคยบอกนี่นา
“นายไม่ได้ทำตามที่ฉันขอสินะ ทำไมพวกสารวัตรนักเรียนถึงรู้เรื่องมีคนซื้อหนังสือต้องห้ามล่ะ?”
ฉันถามเรื่องที่คาใจตัวเองแทนการตอบคำถามของเขา
“หา?” เขาอุทานประหนึ่งไม่เข้าใจคำถามก่อนเบิกตาโพลง “เธอคือคนที่รินบอกว่าพวกสารวัตรนักเรียนพยายามดักจับข้อหาซื้อหนังสือติดเรตเองงั้นเหรอ? เราไม่ได้บอกเรื่องที่เคยเจอเธอที่ร้านหนังสือกับใครทั้งนั้น ตอนรินมาถามเราก็ปิดให้”
“รินถามนายเรื่องของฉันแล้วนายก็โกหกให้ด้วย? โห รู้สึกผิดเลย ทำให้นายต้องโกหกคู่หมั้นคนสวยของนายจนได้”
ฟังดูเหมือนประชดประชัน แต่ฉันรู้สึกแบบนี้จริง ๆ และไม่ต้องการพูดอ้อมค้อม
“คู่หมั้น?” โยธินลูบคาง “เข้าใจละ คงฟังมาจากที่เขาลือกันว่าเรามีคู่หมั้น ฟังจากปากเราเองให้ชัด ๆ นะ เราไม่ได้เดตหรือหมั้นกับใครอยู่ทั้งนั้น”
สมองของฉันหยุดทำงานไปชั่วครู่ก่อนคิดทบทวนคำพูดของเขา หมายความว่าโยธิน… โสด?
“ไม่เห็นเข้าใจเลย” ฉันพึมพำ “ถ้านายไม่ใช่ว่าที่ลูกเขยของผู้อำนวยการ แล้วนายมีเหตุผลอะไรถึงต้องมาอยู่คลาสนี้?”
นี่เป็นคำถามที่ฉันอยากถามครูช้างเหมือนกัน แต่ครูคนนั้นยังไม่ถูกตัดออกจากลิสต์คนน่าสงสัยจึงยังไม่ควรถาม
“เราแพ้เดิมพัน” เขาตอบสั้น ๆ ก่อนวกกลับมาถาม “แล้วสรุปเธอชื่ออะไร?”
“ลั่นทม เรียกลัลตามชื่อจริงก็ได้”
ฉันผู้ไม่รู้จะถามอะไรเขาต่อสุดท้ายก็เลี่ยงการตอบคำถามของเขาไม่ได้
“เธอก็เรียกเราว่าโยก็ได้” เขาหลุบตาลง “มาไหว้พี่ー ครูแซมเหมือนกันใช่ไหม? เขาน่าจะใกล้มาถึงแล้วล่ะ”
“จริง ๆ ฉันตั้งใจมาหาครูกาญจน์”
ฉันไม่ได้ปกปิดเจตนาของตนจากเขา
“รายนั้นไม่รู้เหมือนกันว่าเขาจะมาเมื่อไร”
โยธินกล่าว
ห้องเรียนตกอยู่ในความเงียบอยู่ครู่หนึ่งเนื่องจากพวกเราไม่ได้พูดอะไร สุดท้ายฉันตัดสินใจทำลายความเงียบนั้น
“โย ฉันรู้เรื่องนายน่าจะถูกดักตีแล้วขโมยของไปเมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วมาจากครูกาญจน์ จับตัวคนร้ายหรือยังน่ะ?”
ถามไปงั้นแหละ ฉันรู้ว่ายังจับไม่ได้
“นอกจากดาวเหนือ เธอก็รู้? เธอใช่คนที่ฝากครูแซมมาบอกว่าเป็นห่วงเราแบบไม่เปิดเผยตัวตนหรือเปล่า?”
หา?? ดาวเหนือก็รู้เรื่องนี้เหมือนกันงั้นเหรอ? ข้อมูลใหม่เลยนะเนี่ย
“ใช่”
ฉันสารภาพ แม้ความจริงจะเป็นการทำตามคำขอของคุณเปลวไฟ แต่ฉันก็บอกครูแซมไปจริง ๆ ว่าฉันเป็นห่วงเป็นใยเขา
“งั้นก็ไม่แปลกใจ เราเข้าใจเจตนาเธอถูกไหมว่าเธอเป็นห่วงแต่นึกว่าเราเอาความลับของเธอไปเปิดเผยกับพวกสารวัตรนักเรียนเลยไม่ยอมมาบอกซึ่ง ๆ หน้า”
เดาเก่งเหลือเกินพ่อคุณ ฉันชักจะอยากได้เขาคนนี้มาเป็นพันธมิตรแทนเพื่อนที่ชื่อเกียร์แล้วเนี่ย
“ถูก”
ฉันพยักหน้า
“เรื่องที่โดนดักตี ยังจับคนร้ายไม่ได้เลย” เขาเดาะลิ้น “ยังไงก็ขอบใจที่อุตส่าห์เป็นห่วง ทั้งที่ไม่ใช่เพื่อนกลุ่มเดียวกันแท้ ๆ”
0 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบ