ตัวละครในตอนนี้
การดักรอเจอครูวสันต์ของฉันประสบความสำเร็จ เขาปรากฏตัวจริง ๆ ผู้อาวุโสไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบและความเป็นอยู่ของนักเรียนคลาส F จากฉัน เจ้าตัวดูแปลกใจไม่ต่างจากมะม่วงเมื่อรู้ว่าคนที่สานต่อหน้าที่ของเขาคือครูช้าง ไม่สิ ใช้คำว่าแปลกใจมันเบาไป รีแอ็กชันของแกใกล้เคียงกับคำว่าตกตะลึงมากกว่าด้วยซ้ำ
โยธินแอบกระซิบถามฉันเรื่องครูช้าง แต่ฉันบอกเขาไปว่าจะเล่าพร้อมอีกเรื่องที่ติดไว้
พิธีไหว้ครูที่อาคารหลักจบลงแล้ว โยธินเข้าไปคุยกับเพื่อนคลาส S ของเขาหลังบรรดานักเรียนคลาสปกติผู้เข้าร่วมพิธีไหว้ครูทยอยกันออกมาจากอาคาร จะว่าไปเพื่อนคนหนึ่งที่โยธินคุยด้วยเสียงคุ้น ๆ เขาน่าจะเป็นคนที่ฉันเคยเจอว่าไปนั่งกินเบอร์เกอร์อยู่กับต้นน้ำที่ห้าง
ตอนนี้พวกเราไม่มีธุระอะไรกันแล้ว ฉันคิดว่าจะหาที่ที่ไม่มีคนเพื่อคุยกับโยธิน แต่นึกไม่ออกว่าควรไปที่ไหนดี คลาส F ถูกแบนไม่ให้เข้าพื้นที่หลายส่วนของโรงเรียน เช่น ห้องติวหนังสือ เนื่องจากนโยบายของโรงเรียนคือคลาสนอกวรรณะไม่ควรใช้ทรัพย์สินของโรงเรียนร่วมกับคลาสอื่น จะกลับไปที่ห้องเรียนก็คิดว่าน่าจะมีเพื่อนคนอื่นนอกจากพวกเรามาไหว้คุณครู
เดี๋ยวนะ คนอื่น จริงด้วย! จุดประสงค์หลักที่ฉันมาโรงเรียนวันนี้ก็เพื่อมาเฝ้าระวังไม่ให้นักฆ่าลงมือในวันที่มีคนมาโรงเรียนน้อย แต่ฉันลากโยธินออกมานอกเขตของคลาส F โดยลืมนึกถึงว่าเป้าหมายของนักฆ่าอาจเป็นคนอื่นซึ่งมาโรงเรียนในวันนี้
ฉันลากโยธินกลับไปที่ป่าหลังโรงเรียนเพราะต้องการยืนยันความปลอดภัยของเพื่อนคนอื่นที่มาโรงเรียนในวันนี้โดยอ้างว่าลืมของไว้ และเมื่อไปถึงคลาส ฉันเจอพวกสาลี่ สายไหม เมเปิ้ล ซึ่งเป็นกลุ่มคนที่ฉันไม่สนิทด้วยมาไหว้คุณครูจึงพูดคุยหยอกล้อกับทั้งสามคนเรื่องผิดคาดที่เจอพวกเธอแทนที่จะเป็นไอริผู้บอกว่าอยากไหว้ครู แล้วก็ได้รับข้อมูลจากพวกสาลี่ว่าความจริงไอริมาไหว้ครูแซมและกลับไปตอนฉันกำลังดักรอครูวสันต์อยู่กับโยธิน
ฟังดูเหมือนไม่มีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นตอนฉันไม่อยู่ โล่งอกไป
ฉันแกล้งบอกโยธินว่าจำผิดเรื่องลืมของไว้ที่คลาส ความจริงแล้วฉันไม่ได้เอาของดังกล่าวมาโรงเรียนด้วยซ้ำแล้ววกกลับไปเรื่องฉันควรไปคุยกับเขาที่ไหน
เจ้าตัวเสนอให้ไปคาเฟ่ใกล้ ๆ ร้านหนังสือที่พวกเราเคยเจอกัน แต่ยังไงคาเฟ่ก็เป็นสถานที่ซึ่งมีคนเข้า-ออกอย่างต่อเนื่อง ไม่เหมาะกับการคุยเรื่องนักฆ่า สุดท้ายฉันจึงเสนอเป็น Co-working space ตามเส้นทางรถไฟฟ้า ซึ่งเขาตอบตกลง
ฉันรอจนมั่นใจว่าพวกสาลี่กลับบ้านอย่างปลอดภัยและไม่มีใครมาโรงเรียนเพื่อไหว้ครูเพิ่มแล้วจึงเดินทางไปสถานีรถไฟฟ้าพร้อมกับโยธิน
ตอนที่พวกเราไปยังสถานี รถไฟฟ้าก็จะมาถึงแล้ว พวกเราจึงต้องสับตีนแตกเพื่อให้ไม่ให้ตกรถ
“สรุปแล้วเธออยากพูดอะไรกันแน่ ทำไมคุยในที่สาธารณะไม่ได้ ไม่คิดจะทุบท้ายทอยเราแล้วจิ๊กของใช่ไหม?”
ตอนนี้ฉันและโยธินอยู่ในห้องส่วนตัวของ Co-working space แห่งหนึ่ง
“โย ก่อนเข้าเรื่องฉันถามอะไรหน่อย นายรู้เกี่ยวกับตัวตนของครูกาญจน์กับศุภฤกษ์มากน้อยขนาดไหนกัน?”
ฉันพยายามทำสีหน้าจริงจังอยู่ แต่ไม่รู้ว่าโยธินจะเห็นว่าสีหน้าของฉันดูจริงจังขนาดไหน
“ถ้าหมายถึงสองคนนั้นเป็นใคร มาจากไหน เราไม่รู้หรอก แต่ตามความรู้สึกคือนอกจากตัวเราเองแล้ว สองคนนั้นก็เป็นตัวตนที่ดูผิดแปลกสำหรับคลาส F เรียกว่าเป็นคนที่ไม่ควรมาอยู่คลาสนี้ก็ได้มั้ง?”
แม้แต่โยธินเองยังคิดเหมือนฉันตอนเปิดเรียนใหม่ ๆ เลยแฮะ
“ตอนแรกฉันก็คิดแบบนั้น จนคุยกับครูวสันต์วันนี้ฉันถึงเปลี่ยนความคิด ตัวตนที่ดูผิดแปลกตัวจริงคือครูช้างต่างหาก” ฉันอธิบาย “ในฐานะที่เคยเป็นนักเรียนคลาสปกติ นายรู้จักครูช้างก่อนเขามาสอนคลาสนี้หรือเปล่า?”
“ไม่ได้รู้จักแบบส่วนตัว รู้แค่ถ้าพูดถึงคนที่อ่านทำนองเสนาะเก่ง ๆ ก็ต้องนึกถึงเขา” โยธินบอกกล่าว “จะว่าไปตั้งแต่มาเรียนคลาสนี้ก็ยังไม่เคยได้ยินเขาอ่านทำนองเสนาะเลยนะ”
ที่โยธินพูดมาเป็นข้อมูลใหม่สำหรับฉันเช่นเดียวกับเรื่องของดาวเหนือ
“มีอะไรบางอย่างผิดปกติเกี่ยวกับครูคนนี้ ทั้งเรื่องที่นายบอก ทั้งเรื่องที่เขามาสอนคลาส F ต่อจากครูวสันต์”
“โซลาร์บอกว่าปีนี้เขาไม่ได้มีส่วนร่วมกับการไปฝึกพวกที่นำสวดไหว้ครูด้วย อันนี้นับหรือเปล่า?”
โยธินเสริมขึ้นมาขณะฉันกำลังร่ายสิ่งที่ฉันรู้
“น่าสนใจมาก เรื่องนี้ฉันเพิ่งรู้”
ฉันไม่รู้ว่าโซลาร์คือเพื่อนคนไหนของโย อาจเป็นคนที่เขาเข้าไปคุยหลังพิธีไหว้ครูเลิก ช่างเถอะ ไม่สำคัญ เอาเป็นว่าต้องขอบคุณข้อมูลอันล้ำค่าจากเขาด้วย
“แล้วเรื่องครูช้างเกี่ยวอะไรกับครูกาญจน์กับเพื่อนที่เอาแต่หลบอยู่หลังหน้าจอคนนั้น?”
อีกฝ่ายถาม
“พกยาดมมาด้วยหรือเปล่า? เรื่องที่ฉันกำลังจะพูดอาจทำให้นายวูบอีกรอบได้เลยนะ”
ฟังดูเหมือนการหยอกล้อ แต่ฉันห่วงว่าเขาจะวูบไปจริง ๆ
“อะไรมันจะขนาดนั้น แต่เราจะยกยาดมขึ้นมาเผื่อก็แล้วกัน” เด็กหนุ่มว่าพลางหยิบยาดมออกมาจากกระเป๋าตัวเอง “พร้อมแล้ว”
“สองคนนั้นเป็นคนที่เข้ามาสืบหาฆาตกรต่อเนื่องที่สวมรอยเป็นคนในคลาส ซึ่งตอนนี้ครูช้างเป็นผู้ต้องสงสัยลำดับหนึ่ง”
ฉันพยายามพูดด้วยน้ำเสียงปกติที่สุด
“อย่ามาล้อเล่น”
โยธินส่ายหน้า
“ฉันดูเหมือนกำลังล้อเล่นอยู่เหรอ?” ฉันกดเสียงตัวเองให้ต่ำลง “ตอนแรกฉันก็ไม่เชื่อ จนศุภฤกษ์ยืนยันว่าเป็นเรื่องจริง”
“ครูกาญจน์กับศุภฤกษ์เป็นเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานด้านความมั่นคง พวกเขาไม่ใช่ครูกับนักเรียนจริง ๆ นายถึงได้รู้สึกว่าพวกเขาไม่ควรอยู่ที่นั่น”
ฉันให้เหตุผล
“ศุภฤกษ์เป็นคนยืนยันว่าเรื่องจริงแล้วเธอรู้เรื่องฆาตกรต่อเนื่องมาจากใคร?”
แย่แล้ว ฉันไม่ได้เตรียมคำอธิบายเรื่องนี้ไว้ ควรบอกความจริงตรง ๆ ไปเลยหรือเปล่า?
“ตัวตนของคนที่บอกเรื่องนี้กับฉันค่อนข้างซับซ้อน ฉันจะอธิบายเหตุผลที่ครูกาญจน์บอกเรื่องของนายกับฉันก่อนแล้วกัน”
ต้องเลี่ยงคำถามนี้ไม่ก่อนมิเช่นนั้นเรื่องทุกอย่างจะยุ่งยากกว่าเดิม
“ฉันกำลังช่วยทั้งสองคนสืบหาตัวฆาตกรอยู่ ฉันเลยจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ผิดปกติที่เกิดขึ้นในคลาส”
ฉันแจกแจงให้อีกฝ่ายฟัง
“แน่นอน เรื่องนายโดนดักตีเป็นแค่สมมติฐานที่ไม่มีหลักฐานยืนยัน แต่จะรอจนพิสูจน์ได้ว่าเป็นเรื่องจริงถึงหยิบขึ้นมาพูดมันอาจจะสายเกินไป เพราะนี่มันเป็นเรื่องของความปลอดภัยของคนในคลาส”
โยธินนิ่งเงียบไม่พูดอะไร เขาคงกำลังพินิจพิจารณาคำพูดของฉันอยู่ เป็นแบบนั้นอยู่สักพักจนในที่สุดเขาก็เปิดปาก
“สองคนนั้นเข้ามาอยู่ในคลาสนี้ในฐานะครูกับนักเรียนได้ยังไง? ทางโรงเรียนรู้เห็นหรือเปล่า?”
“ทางโรงเรียนรู้”
ฉันพยักหน้าและเห็นว่าโยธินเริ่มมีอาการหน้าซีด เขายกยาดมขึ้นมาจ่อจมูกของตนก่อนกุมขมับ
“รู้ว่ามีฆาตกรอยู่ในโรงเรียนแต่ไม่ทำอะไร คุณภัสสรนี่เกินเยียวยาแล้วนะ”
โยธิน… เขาเรียกชื่อจริงของผู้อำนวยการราวกับรู้จักเธอดี เริ่มไม่แปลกใจเกี่ยวกับข่าวลือเรื่องเขาเป็นว่าที่ลูกเขยของผู้อำนวยการแล้ว
“ศุภฤกษ์บอกว่าทางพวกเขาขอให้ทางโรงเรียนทำทุกอย่างตามปกติให้ฆาตกรตายใจ”
ฉันยกคำพูดของศุภฤกษ์มาเกือบเป๊ะ
“เพราะถ้าฆาตกรรู้สึกว่าตัวเองกำลังจะถูกจับได้ พวกเราอาจจะตายกันยกคลาส”
ส่วนนี่เป็นคำพูดของคุณเปลวไฟ
“ทำทุกอย่างตามปกติ? งั้นเราเผลอไปทำแผนของพวกเขาพังโดยไม่ได้ตั้งใจหรือเปล่านะ?”
เด็กหนุ่มกัดริมฝีปาก
“เราปล่อยให้ผู้ปกครองที่น่ารักของเราบุกไปเอาเงินฟาดหัวคุณภัสสรถึงออฟฟิศ เพื่อให้เธอติดกล้องวงจรปิดให้น่ะ”
0 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบ