ตัวละครในตอนนี้
การเรียนการสอนในวันนี้เป็นไปอย่างปกติ เอาจริง ๆ คือปกติจนน่าตกใจ ไม่ว่าจะครูกาญจน์ ศุภฤกษ์ คุณเปลวไฟ หรือปลายฟ้า ทุกคนเงียบไปกันหมด ยูโกะกับยูยะก็ไม่มีพฤติกรรมอะไรผิดแปลกไปจากที่ฉันเคยสังเกต เรื่องของครูช้างก็ยังหาคำอธิบายไม่ได้ ถ้าไม่บอกว่าสามคนที่พ้นสภาพไปไม่มีใครเกี่ยวข้องกับนักฆ่าฉันคงนึกว่าเรื่องทุกอย่างจบลงแล้ว
เลิกเรียนแล้ว ฉันบอกลาเพื่อน ๆ และมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟฟ้าเช่นเคย วันนี้ฉันไปถึงสถานีตรงเวลาจึงได้ขึ้นรถในทันที ความรู้สึกบางอย่างบอกให้ฉันหันซ้ายหันขวาสำรวจรอบ ๆ ดู เพื่ออะไรไม่รู้ แต่ฉันก็ทำไปตามความรู้สึก
ก็ไม่มีอะไรนี่นา? สงสัยฉันจะติดนิสัยการเป็นนักสืบจนไม่เคยชินกับใช้ชีวิตแบบปกติไปแล้ว
คิดแบบนั้นไปได้จนถึงสถานีต่อไปแล้วเห็นเกียร์เดินขึ้นรถไฟฟ้ามา… เราสบตากันเช่นเดียวกับเมื่อวาน คราวนี้เกียร์ไม่เพียงแค่เบือนหน้าแต่เขาเดินหนีฉันด้วย
ฉันว่าฉันพอจะเข้าความรู้สึกของโยตอนเห็นฉันเดินหนีที่ร้านหนังสือแล้วล่ะ
ถ้าต่อไปเกียร์เอาโน้ตมายื่นให้ฉันー ไม่ มันจะไม่มีวันเกิดขึ้น ต่อให้เกิดขึ้นจริงฉันก็จะทำเป็นไม่รู้จักเขาแล้วเดินหนี ฉันไม่ต้องการข้องเกี่ยวกับเขาไม่ว่าจะเป็นในทางไหน
ฉันสังเกตเห็นว่าที่ข้อเท้าของเขามีกำไล EM จริง ๆ เป็นไปตามที่ครูกาญจน์บอก
ถึงเขาจะเดินหนีไปแล้ว แต่ก็อึดอัดชะมัด อ๊าาา เมื่อไรจะถึงสถานีปลายทาง
คงจะเก็บอาการของตัวเองไม่อยู่ พี่ผู้หญิงข้างฉันไถ่ถามว่าฉันไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า ฉันโบกไม้โบกมือปฏิเสธก่อนยิ้มบางให้เธอ
เป็นไม่กี่นาทีที่เหมือนนานเป็นชั่วโมง ฉันมาถึงสถานีปลายทางจนได้ ถึงกับต้องยกแขนขึ้นปาดเหงื่ออันเกิดจากความกระอักกระอ่วนหลังพบเกียร์ แม้ว่าเขาไม่ได้มีท่าทีเป็นพิษภัยก็ตาม
เมื่อวานแค่สงสัยว่าทำไมถึงเจอเขาอยู่แถว ๆ โรงเรียน วันนี้อาจเพราะเป็นการพบกันครั้งที่สองแบบไม่ได้ทิ้งช่วงห่างเลยแม้แต่น้อยฉันจึงมีอาการดังกล่าว
โอ๊ย ช่างมัน เอาเรื่องของเกียร์ออกจากหัวไป ตอนนี้คนที่ควรใส่ใจคือโยธิน ไม่ใช่เขา
ตั้งสติแล้วไปบ้านของโยให้ถูก ไม่อยากให้ตัวเองหลงทางจนต้องเดือดร้อนให้คนไม่สบายออกมารับเสียเองหรอกนะ
ฉันนั่งวินมอเตอร์ไซค์มาลงตรงคาเฟ่ที่เรานัดเจอกันคราวก่อน อืม… ว่าจะซื้อกาแฟไปฝาก แต่คุ้น ๆ ว่าคนที่มีอาการแพนิคควรงดคาเฟอีนใช่ไหมนะ สุดท้ายฉันก็เลี้ยวไปทางบ้านของโยโดยไม่แวะที่ใด จนตอนนี้มายืนอยู่หน้าประตูรั้วอันคุ้นเคยจึงกดกริ่ง ผู้ที่ออกมาเปิดประตูให้และทักทายฉันเป็นคนแรกคือพี่เลี้ยงของเขา หลังจากที่ฉันบอกธุระของตัวเองเธอจึงพาฉันเข้าไปด้านใน
ไม่แน่ใจว่าพ่อแม่ของโยธินถึงบ้านเร็วหรือ Work from home แม้วันนี้จะเป็นวันธรรมดาแต่พวกท่านก็อยู่กันพร้อมหน้า ฉันยกมือไหว้พวกท่านก่อนถามหาโยและได้คำตอบว่าน่าจะอาบน้ำอยู่ คุณพระ ช่างเป็นเด็กอนามัยเสียจริง ๆ เลย อาบน้ำตั้งแต่ยังไม่มืดค่ำ
บุคคลซึ่งเด็กหนุ่มเรียกว่าผู้ปกครองที่น่ารักชวนฉันคุยระหว่างรอ พวกท่านกล่าวว่าเคยมีความคิดที่จะเขียนใบลาออกให้โย หลังเกิดเหตุร้ายกับเขาติดกันสองรอบทั้งที่ยังผ่านไปไม่ถึงครึ่งเทอม ทว่าพอได้ข่าวจากทางโรงเรียนว่าอาชญากรทั้งสามถูกไล่ออกแล้วบวกกับครูแซมมากราบขอโทษที่ปล่อยให้เหตุการณ์เกิดซ้ำรอยก็เปลี่ยนใจ
เอาตรง ๆ ไหม ฉันรู้สึกว่าครูคนที่ควรมากราบขอโทษควรจะเป็นครูกาญจน์ ไม่ใช่ครูแซม เพราะเธอมีกำลังมากพอที่จะหยุดเรื่องนี้ได้แต่กลับล้มเหลวที่จะทำมัน ในขณะที่ครูแซม แม้เขาจะเป็นครูประจำชั้นในนาม ทว่าเขาก็เป็นแค่คุณครูตัวเล็ก ๆ คนหนึ่ง ไม่ได้เป็นคนจากหน่วยงานด้านความมั่นคงซึ่งควรทำหน้าที่ปกป้องคุ้มครองผู้อื่น
ฉันเห็นโยเดินมาในสภาพหัวเปียก ๆ อยู่ในชุดคลุมอาบน้ำเหมือนเขาจะพูดอะไรบางอย่างด้วยเสียงอันแผ่วเบาจนฉันฟังไม่ออกก่อนวิ่งผ่านหน้าฉันไป
ภาพตรงหน้าเมื่อครู่ทำให้ฉันนึกถึงมีมบนโลกอินเทอร์เน็ต เกี่ยวกับความไม่ยุติธรรมของโลกใบนี้ ทำไมสภาพผู้หญิงตอนอาบน้ำเสร็จถึงดูเหมือนปลาบู่ในขณะที่ผู้ชายตอนอาบน้ำเสร็จกลับดูเซ็กซี่
โยตอนเพิ่งอาบน้ำเสร็จหล่อแบบตะโกน หล่อมากจนแทบทำให้ฉันเป็นลมได้ ไม่อยากเชื่อว่าคนที่หล่อขนาดนี้จะโสด อาจเพราะการมีอยู่ของข่าวลือเรื่องเขาเป็นว่าที่ลูกเขยของผู้อำนวยการ ทำให้ไม่มีใครอยากยุ่งกับเขากระมัง
หากไม่ติดว่าฉันกำลังนั่งอยู่ข้าง ๆ ผู้ปกครองของเขาจึงต้องสำรวม ฉันคงกำลังทำท่าทีระริกระรี้เป็นปลากระดี่ได้น้ำอยู่
ไม่นานทายาทเศรษฐีก็กลับมาในสภาพชุดลำลองคล้ายกับเมื่อวันที่พวกเราขนกันมาติวคณิตเพิ่มเติม พ่อแม่ของเขายิ้มให้ฉันแล้วพวกท่านก็ลุกเดินจากไปปล่อยให้ฉันได้คุยกับเขาเพียงลำพัง เขานั่งลงข้าง ๆ ฉันก่อนพูดด้วยเสียงเบาราวกับใบไม้ปลิว
“จะเป็นตอนเช้าหรือตอนเย็นก็ไม่เคยปล่อยให้เรารอเลยนะ”
“เสียงนายมัน…”
หางคิ้วของเขาตกลง ดวงตาของเขาฉายแววเศร้าสร้อยก่อนพยักหน้า
“เราโกหกว่าไม่เป็นอะไรแล้ว เพราะนึกว่าเสียงของเราจะกลับมาก่อนวันพรุ่งนี้ ทุกคนจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง แต่สุดท้ายสภาพก็เป็นอย่างที่เธอได้ยิน”
ฉันเม้มปากแน่นพลางบอก
“โย ตอนแรกพวกฉันคิดว่าสัปดาห์หน้าจะขอให้นายติวฟิสิกส์กับชีวะให้ แต่ด้วยเสียงแบบนี้ ฉันว่านายพักเถอะ”
“รอให้ถึงสัปดาห์หน้าจริง ๆ แล้วค่อยว่ากันอีกทีก็ได้” เขาหลุบตาลง “ว่าแต่เธอมาเยี่ยมเพราะแค่เป็นห่วงเราจริง ๆ ใช่ไหม?”
เด็กหนุ่มขยับเข้ามาใกล้ฉันกว่าเดิม เขาโน้มใบหน้าเขามาใกล้ ๆ จนฉันต้องเอามือดันหน้าผากของเขาไว้เพื่อไม่ให้ใบหน้าของเราชนกัน
“โย อย่าประชิดตัวโดยไม่ให้สุ้มให้เสียงแบบนี้สิ ฉันตกใจ”
แล้วก็ไม่พร้อมรับดาเมจจากการเห็นใบหน้าหล่อ ๆ นั่นในระยะประชิดด้วย
“ขอโทษที พอดีจะกระซิบ”
“เสียงนายตอนนี้มันก็เบาเหมือนกระซิบอยู่แล้วนะ”
ถึงกล่าวแบบนั้นเขาก็ยังไม่ยอมถอยออกไป
“ถ้าตั้งใจจะใช้โอกาสนี้คุยเรื่องที่พวกเรารู้กัน เราคงต้องเบรกเธอไว้ก่อน แค่มาบ้านเราวันนั้นก็น่าจะเห็นแล้วใช่ไหมล่ะว่าบ้านเราไม่ได้มีความเป็นส่วนตัวขนาดนั้น”
หากเปรียบว่าระดับเสียงของเขาก่อนหน้านี้คือใบไม้ปลิว ระดับเสียงของเขาตอนนี้คงจะเท่าเสียงลมหายใจ
“ใช่ ฉันมาหาเพราะแค่เป็นห่วง กระซิบเสร็จแล้วก็เอาหน้าออกไปสิ”
ฉันรู้สึกจั๊กจี้เพราะสัมผัสได้ถึงลมหายใจของเขาที่รดใบหูอยู่จึงผลักเขาออกเบา ๆ แต่ว่ากันตามตรง เมื่อครู่เป็นความจั๊กจี้ที่ทำให้ฉันใจชื้นขึ้นมาหน่อย หากเป็นวันนี้เป็นวันพฤหัสบดีที่แล้ว เวลานี้คงเป็นจังหวะที่เขาหยุดหายใจไป
“เธอรู้สึกว่าตัวเราร้อนไหม? จากเมื่อกี้ที่แตะหน้าผากเรา”
โยค่อย ๆ ถอยออกไปก่อนถามคำถามกับฉัน
“ก็ไม่นะ”
ฉันปฏิเสธ
“เมื่อคืนเราไข้ขึ้นน่ะ เลยนอนเป็นไอ้เน่าอยู่ในห้อง เพิ่งได้อาบน้ำไปแบบสด ๆ ร้อน ๆ เลย” เขากลั้วหัวเราะ “จะไว้อาบคืนนี้ทีเดียวก็เกรงใจเธอที่ต้องมาดมกลิ่นเน่าของเรา”
ต้องขอบคุณความเกรงใจของโยที่ทำให้ตอนนี้ฉันได้ดมกลิ่นสบู่หอม ๆ แทนที่จะเป็นกลิ่นเหงื่อไคลของเขา ส่วนของสวย ๆ งาม ๆ ที่ฉันเห็นก่อนหน้านี้เป็นผลพลอยได้
“ได้บอกเพื่อนคนอื่นหรือเปล่าว่ามาเยี่ยมเราน่ะ?”
เขากะพริบตาปริบ
“ไม่ได้บอก คิดว่าจะบอกตอนกลับถึงบ้านแล้วถือโอกาสนั้นรายงานอาการกับคนอื่นด้วย” ฉันอธิบาย “ขอบอกเรื่องเสียงของนายกับเพื่อน ๆ ได้ไหม ฉันถามไว้ก่อนเผื่อนายไม่สบายใจ”
“บอกไปเถอะ ยังไงพรุ่งนี้เราไปโรงเรียน เพื่อนคนอื่นก็ต้องรู้อยู่ดี”
เขาปิดปากหาว
“ไปไหวแน่นะ?”
ฉันขมวดคิ้ว
“ในสายตาเธอสภาพเรายังดูย่ำแย่ขนาดไปโรงเรียนไม่ได้อยู่อีกเหรอ?”
เด็กหนุ่มทำแก้มป่อง กล่าวแบบไม่อ้อมค้อม นี่คงจะเป็นหน้าตาที่ดูน่ารักที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นโยทำมา
“นายบอกเองนี่ว่าสภาพจิตใจของนายยังไม่ค่อยมั่นคงหลังจากที่เกิดเรื่องมา การกลับไปโรงเรียนซึ่งเป็นสถานที่เกิดเหตุมันอาจกระตุ้นอาการแพนิคของนายขึ้นมาได้นะ”
ฉันเอียงคอสงสัย
“เหตุการณ์ครั้งแรกมันเกิดที่ห้องน้ำ ครั้งที่สองเกิดที่ห้องเก็บของ ไม่ใช่ห้องเรียน เราคิดว่าเราไม่เป็นอะไร นอกเสียจากว่าจะถูกคนในห้องจี้ถามเรื่องที่เกิดขึ้นซ้ำ ๆ”
เขายักไหล่
“เข้าใจแล้ว เดี๋ยวฉันบอกให้พวกปักคอยกันพวกที่จ้องจะจุ้นจ้านเรื่องของนายออกไป”
ฉันพยักหน้า
“ขอบใจเธอมากจริง ๆ พึ่งพาได้กว่าคุณภัสสรอีก”
ฉันเผลอเอานิสัยที่ชอบตีแขนแก้วตาเบา ๆ เวลาเธอชมหรือแซวฉันมาใช้กับโยธินโดยลืมว่าฉันไม่ควรทำตัวสนิทสนมกับเขาจนเกินงามไปเสียแล้ว
“ว่าแต่เธอกินอะไรมาแล้วหรือยัง? นี่ใกล้เวลาอาหารเย็นแล้ว”
เขาเปลี่ยนเรื่อง
“แฮะ ๆ ยัง…”
ฉันหัวเราะแห้ง ๆ
“มีสองตัวเลือกระหว่างหนีไปหาอะไรกินก่อนจะถูกผู้ปกครองที่น่ารักของเราลากไปร่วมโต๊ะอาหารหรือยอมร่วมโต๊ะอาหารแต่โดยดี”
เขาชูสองนิ้วขึ้นมาเพื่อเป็นท่าทางประกอบคำพูด
“ตอบในฐานะลูกชายของพวกท่านหน่อยสิ ถ้าวันนี้ฉันหนี ครั้งต่อไปที่พวกเรามาติวพวกท่านจะตื๊อให้อยู่โดยยกเอาเรื่องที่ฉันหนีมาอ้างหรือเปล่า?”
“คำถามตรงประเด็นจนเหมือนรู้จักกับผู้ปกครองของเรามาตั้งแต่ชาติปางก่อน ใช่ เป็นแบบที่เธอคิด พี่ー ครูพี่แซมโดนมาแล้ว”
ไหล่ของเขาไหวเล็กน้อยเหมือนกำลังกลั้นหัวเราะ ถ้าให้ฉันเดาสีหน้าของครูแซมตอนพยายามปฏิเสธพ่อแม่ของโยธินคงจะตลกน่าดู
“งั้นวันนี้ฉันอยู่รับประทานอาหารหน่อยก็ได้”
“โอเค เดี๋ยวเราไปบอกให้พวกพี่เขาเตรียมอาหารให้เธอด้วย”
โยธินส่งสัญลักษณ์ตกลงให้ก่อนเดินออกไป ส่วนฉันหยิบมือถือขึ้นมาเล่นฆ่าเวลา ระหว่างนั้นฉันได้ยินเสียงกริ่งซึ่งเป็นสัญญาณของการมาเยือนของแขกอีกคนหรือกลุ่มหนึ่งดังขึ้น ไม่นานหลังจากนั้นโยธินก็กลับมา… พร้อมครูแซมซึ่งน่าจะเป็นผู้ที่กดกริ่งก่อนหน้านี้
0 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบ