ที่ร้านดอลลี่คาเฟ่ ผมเปิดประตูออกก็มีเสียงกระดิ่งเบา ๆ
กรุ๊งกริ๊ง กรุ๊งกริ๊ง
ผมเดินนำอนิตาเข้าไปด้านใน
พนักงานคนเดิมจากเมื่อวานที่ยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์เงยหน้าขึ้นมา ก่อนจะจำผมได้
“อ้าว วันนี้พาแฟนมาด้วยเหรอคะ?”
“นี่เพื่อนครับผม”
ผมตอบทันที แล้วก็เว้นจังหวะไปนิดหนึ่ง แล้วจ้องตาพนักงานสาวคนนั้น
“ผมยังโสดนะครับ ในหัวใจคุณพี่ยังมีที่ว่างรับผมคนนี้เข้าไปนอนกลิ้งข้างในไหมครับ สัญญาว่าจะดูแลอย่างดี ไม่ทำให้เจ็บช้ำ”
หมับ
“โอ๊ย!”
ผมสะดุ้ง
อนิตาหยิกหัวนมซ้ายผมเต็มแรง
“ทำอะไรของแกเนี่ย!”
“จะสั่งอาหาร”
เธอเดินผ่านผมไปหาเคาน์เตอร์หน้าตาเฉย
ผมได้แต่ยกมือขึ้นลูบบริเวณที่เพิ่งถูกทำร้าย
พนักงานพยายามกลั้นหัวเราะ
“คือ...ต้องขออภัยด้วยนะคะ เนื่องจากตอนนี้เมืองถูกปิด เมนูอาหารของทางร้านจะมีการเปลี่ยนแปลงชั่วคราวค่ะ”
อนิตาหยุดดูเมนู
“ตอนนี้ทีมงานกำลังตรวจสอบวัตถุดิบที่เหลืออยู่ในครัวนะคะ ถ้าตรวจเสร็จแล้ว เดี๋ยวจะเขียนไว้ที่กระดานดำตรงทางเข้าว่าวันนี้มีเมนูอะไรทำได้บ้างค่ะ”
“อ๋อ โอเคค่ะ”
“รับเครื่องดื่มก่อนไหมคะ?”
“งั้นเอานมวัวร้อนค่ะ”
“ส่วนผมโกโก้ร้อนครับ”
ผมยังคงลูบอกซ้ายอยู่
พนักงานมองตามมือผม
“เป็นยังไงบ้างคะ ดูท่าทางจะเจ็บมากเลย”
“ไม่เป็นไรครับ ชิล ๆ”
“เมื่อกี้ร้องดังอยู่นะ” อนิตาเหน็บผมต่อ
“ไปตักเยลลี่กันเถอะอนิตา” ผมรีบตัดบทอนิตาโดยการเบี่ยงเบนความสนใจไปยังเยลลี่บุฟเฟ่ต์
ไม่นานนัก เราก็กลับมานั่งโต๊ะเดิมที่ผมนั่งเมื่อวาน พร้อมแก้วเครื่องดื่มและเยลลี่คนละกอง
จะว่าไปตั้งแต่ตื่นมายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย ผมกับอนิตานั่งเหม่อมองไปที่ถนนคนละฝั่ง
ผมเท้าคางมองออกไปนอกร้าน อนิตาก็มีสภาพไม่ต่างกันนัก
ผมมองผู้คนบนถนนไปเรื่อย ๆ จากที่ใกล้ไปที่ไกลก่อนสายตาจะไปหยุดปรับโฟกัสตรงขอบถนน
ตำรวจยังยืนอยู่เต็มข้างทางเหมือนเมื่อวาน วันนี้มีนายตำรวจซึ่งดูมียศสูงกว่าคนอื่นกำลังเดินตรวจแถวไปมาอยู่ด้านหน้า
ระหว่างที่ผมกำลังมองอยู่นั้น ตำรวจอีกคนวิ่งเข้ามาจากด้านข้าง
เขาตรงเข้าไปหานายตำรวจคนนั้นทำท่าตะเบ๊ะแล้วรายงานอะไรบางอย่าง
ผมไม่ได้ยิน แหงล่ะ อยู่ไกลกันตั้งขนาดนั้น
ระยะทางทำให้ผมรับรู้ได้แค่ภาพที่เห็น
นายตำรวจยศสูงหยุดเดินทันที
เขาฟังอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันกลับไปทางแถวตำรวจ แล้วกวักมือเรียกตำรวจในแถวอีกคนเข้ามา
มีการพูดคุยกันสั้น ๆ
เหมือนจะฝากให้คุมคนตรงนี้ต่อ
จากนั้นนายตำรวจยศสูงกับคนที่เพิ่งวิ่งมารายงานก็ออกวิ่งไปด้วยกัน ผมมองจนสองคนนั้นวิ่งหายไปจากสายตา
ผมมองตามทิศทางการวิ่งของทั้งสองคน จนหันคอไปครบ 90 องศา จึงเห็นยอดตึกของโรงงานถ่านที่สูงเด่นขึ้นมา อ๋อทิศนั้นมันทางไปโรงงานนี่นา เกิดอะไรขึ้นกันนะ?
“คุณลูกค้าคะ”
“เฮือก!”
ผมสูดหายใจเข้าจนเต็มปอด
เพิ่งรู้ตัวว่าเมื่อครู่เผลอกลั้นหายใจไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่รู้
พนักงานยืนอยู่ข้างโต๊ะ
“ตอนนี้ทางร้านตรวจสอบเรียบร้อยแล้วนะคะ วัตถุดิบที่เหลือทำได้แค่ผัดกะเพราหมูกับข้าวผัดหมูค่ะ”
“อ๋อ...”
ผมเหลือบมองออกไปนอกกระจกอีกครั้ง
ไม่เห็นสองคนนั้นแล้ว
“งั้นผมเอาข้าวผัดหมูครับ”
“ได้ค่ะ แล้วอีกท่านล่ะคะ?”
ผมหันไปหาอนิตา
“...”
เธอกำลังเหม่อ ตาปรือ ปากอ้าเล็กน้อย แล้วหันไปมองที่ยอดตึกโรงงานเหมือนกัน
และมีน้ำลายเส้นบาง ๆ ยืดลงมา
“อะแฮ่ม แฮ่ม เฮ่ย!”
“ซึ้บ” อนิตาเก็บปากแล้วดูดน้ำลายคืน
“อะไร!?”
ผมโยกหัวไปทางพนักงาน
“สั่งข้าวโว้ย”
“หา?”
พนักงานจึงอธิบายเรื่องเมนูอีกครั้ง
“อ๋อ...งั้นเอาผัดกะเพราหมูค่ะ”
หลังจากนั้นไม่นาน อาหารก็มาถึง
พวกเราจัดการทั้งข้าว เครื่องดื่ม และเยลลี่จนหมด ก่อนจะเดินออกจากร้านด้วยสภาพที่กลับมาเป็นมนุษย์อีกครั้ง ยกเว้นอนิตาที่ปากแดงน้ำมูกไหลจากผัดกะเพราะที่ใช้พริกท้องถิ่นของเมืองนี้
“แม่งเอ้ย โคตรเผ็ดเลยรู้งี้สั่งใส่พริกเม็ดเดียวก็พอแล้วแสบปากฉิบหาย” อนิตาบ่นอุบเพราะฤทธิ์ของพริกที่ไม่ธรรมดา
“แล้วไปไหนต่อ?”
อนิตาถาม
“ไม่รู้”
“เอ้า ก็มาก่อนไม่ใช่เหรอ”
“เอ้ามาก่อนก็จริง แต่พอลงรถมารู้สึกไม่ค่อยสบายตัวเท่าไหร่ ก็เลยมาแค่กินข้าวที่ร้านแถวนี้ แล้วก็กลับโรงแรมเลย ฉันจะไปรู้ที่เที่ยวได้ยังไง”
ผมมองซ้ายทีขวาที
“งั้นเอางี้ เราเดินไปเรื่อย ๆ พอเห็นสีอะไรเด่น ๆ ก็เดินไปหาตรงนั้นละกัน”
“เที่ยวแบบไหนของนายเนี่ย”
“เขาเรียกว่า เที่ยวสุดสายตา”
อนิตามองไปรอบ ๆ
ก่อนจะชี้นิ้วออกไป
“งั้นเริ่มจากตรงนั้น”
“โอเค”
“แล้วต่อไปตรงนั้น”
“ได้”
“ตรงนั้นด้วย”
“ไป”
เราเดินไปเรื่อย ๆ
ไม่มีเส้นทาง ไม่มีจุดหมาย และไม่มีใครสนใจจะเปิดแผนที่
คุยเรื่องนั้นบ้างเรื่องนี้บ้าง หยุดดูร้านบ้าง เดินย้อนกลับบ้าง เพราะบางครั้งสิ่งที่เห็นว่าเด่นจากระยะไกล พอไปถึงกลับไม่มีอะไรน่าสนใจเลย
จนกระทั่ง—
“ตรงโน้น”
“อีกแล้วเหรอ”
“สีมันเด่น”
“เออ ๆ”
ผมเดินตามไป
คราวนี้ใช้เวลานานกว่าที่คิด
แล้วเมื่อเราเดินพ้นอาคารด้านหน้าออกมา ผมก็หยุด อนิตาหยุดตาม
ฝั่งตรงข้ามถนนมีโรงงานขนาดมหึมาตั้งอยู่เบื้องหน้า
ผมเงยหน้ามอง
ภาพจากข่าวหรือรูปที่เคยเห็นไม่ได้ให้ความรู้สึกแบบนี้เลย
พอมาเห็นของจริงถึงได้รู้ว่ามันใหญ่ขนาดไหน
“โรงงานช้างชนกำแพง...”
อนิตาพึมพำ
เรายืนมองอยู่พักหนึ่ง
“ถ้ามีการทะเลาะกันเพื่อแก่งแย่งอำนาจก็คงไม่แปลกล่ะนะ”
ผมหันไปมองเธอ ก่อนจะกลับไปมองโรงงานอีกครั้ง
“เออ เห็นด้วย”
กิจการขนาดนี้ ถ้ามองแค่สิ่งที่อยู่ตรงหน้า คำว่าอำนาจหรือผลประโยชน์ก็ดูเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาทันที
ผมกวาดตามองไปรอบ ๆ ตำรวจอยู่บริเวณนี้มากกว่าที่อื่นอย่างเห็นได้ชัด
แล้วทันใดนั้น—
แขนข้างหนึ่งสอดเข้ามาคล้องแขนผม
“หือ?”
ผมหันไป
ผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ข้างตัว
หมวกปีกกว้างบดบังใบหน้าของเธอจนแทบมองไม่เห็น
แต่ผมจำเธอได้
ผู้หญิงจากเมื่อวาน
ยังไม่ทันได้พูดอะไร เธอก็ออกแรงที่แขนแล้วพาผมเดินไปทันที
“เดี๋ยว—”
ผมขยับเท้าตาม
แรงเยอะกว่าที่เห็นแฮะ แต่ก็พอขืนได้แหละ
เธอพาผมเดินเลี่ยงออกจากบริเวณด้านหน้าโรงงาน ไปทางที่มีตำรวจประจำอยู่น้อยกว่า
ผมไม่ได้ขืนแขนกลับ
ไม่รู้หรอกว่าจะพาไปไหน
แต่ถ้าเธออุตส่าห์แต่งตัวปิดหน้าปิดตา แล้วเข้ามาพาผมออกจากตรงนี้แบบนี้—
ก็น่าสนใจแฮะ
ผมหันกลับไปหาอนิตา
“คนนี้รู้จักกันน่ะ! ดูท่าจะมีเรื่องด่วน เธอกลับไปก่อนได้เลย!”
อนิตามองผม
แล้วมองผู้หญิงที่กำลังลากผมอยู่
“โอเค!”
เธอยกมือขึ้นรับคำง่าย ๆ
ก่อนจะหันกลับไปทางเดิม
ส่วนผมก็ปล่อยให้ผู้หญิงปริศนาพาเดินต่อไป
โดยที่ยังไม่รู้เลยว่าเธอกำลังจะพาผมไปไหน
0 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบ