หลังจากเหตุเตาอั้งโล่เจ้ากรรมระเบิดผ่านไปได้ไม่นาน ผมก็คิดว่าเรื่องมันคงจบแค่นั้น
อย่างน้อยก็ควรจะจบแค่นั้น
เช้าวันหนึ่ง ระหว่างเดินผ่านร้านที่เกิดเหตุ ผมเห็นเจ้าหน้าที่ตำรวจยังอยู่แถวนั้นสองสามคน ร้านยังปิดเหมือนเดิม มีแผงกั้นวางอยู่ด้านหน้า ส่วนเศษของที่แตกกระจายก็ถูกเก็บออกไปเกือบหมดแล้ว
ผมไม่ได้ตั้งใจจะแวะหรอก
แค่เดินช้าลงนิดหน่อยเท่านั้น
“จารย์บอย ผลจากห้องตรวจวัตถุประหลาดออกแล้วนะครับ”
เสียงตำรวจคนหนึ่งดังมาจากอีกฝั่งของแผงกั้น
ผมชะลอฝีเท้า
“ฉันเดาไว้ก่อนเลยว่าตอนแกรับข้อมูลมาไอ้เจมส์คงจะบ่นพึมพำว่าตรงกันเหมือนเดิมสินะ?”
“ใช่ครับพี่บอย สมกับเป็นแฟนกัน วัสดุเป็นดินปืนและมีเทน ลักษณะเป็นก้อนกลมกลวงตรงกลางเพื่ออัดแก๊สมีเทนเหมือนกันด้วย”
"แน่นอน ฮ่าฮ่าฮ่า... เฮ้ย! แฟนบ้านแกสิไอ่กร๊วก ใครจะไปอยากคบกับคนนอนไม่เป็นเวลาแบบนั้นกัน" ตำรวจที่ชื่อบอยหน้าแดงเล็กน้อย จนทำให้หน่วยพิสูจน์หลักฐานที่มาด้วยประมาณ 2-3 คนจ้องไปที่นายตำรวจบอย ก่อนจะทำท่ากระแอมดัง ๆ เพื่อไล่ให้ทุกคนไปทำงานของตัวเอง
"งั้นก็เป็นคดีที่หนึ่งร้อยยี่สิบหกแล้วสิพี่บอย ทำไมเจ้านั่นมันถึงได้ขยันขนาดนี้กันนะ"
ผมหันควับ 'ร้อยยี่สิบหก?' ส่วน 'เจ้านั่น' คงจะหมายถึงคนทำล่ะนะ
ตำรวจอีกคนถอนหายใจ
“ในครึ่งปีที่ผ่านมานี้ดูท่าเจ้านั่นตะลอนไปทั่วประเทศเลยนะ บางที่เสียหายนิดเดียว บางที่ร้านพังจนต้องปิด บางคดีก็มีคนตาย นี่ฉันก็เพิ่งมาจากเขตที่ 8 มา แทบไม่ได้พักเลยเนี่ย”
“จะว่าไปพวกกิจการที่ใช้ไฟหรือความร้อนเป็นหลักเหมือนจะเป็นกลุ่มเป้าหมายของมันล่ะนะ”
“ร้านอาหาร โรงงาน เตาเผา...”
“อาจจะเป็นกลุ่มคนที่มีความแค้นอะไรกับพวกผู้ใช้ไฟแหละ เหตุถึงเกิดถี่ ๆ พร้อม ๆ กันอย่างนี้”
เสียงสนทนายังดำเนินต่อ แต่ผมไม่ได้ยืนฟังจนจบ
เดี๋ยวจะกลายเป็นยืนแอบฟังตำรวจจริง ๆ และอีกอย่างข้อมูลที่ได้รับมาก็น่าจะเพียงพอสำหรับวันนี้แล้ว
ผมเดินต่อไปตามทาง พลางคิดถึงตัวเลขเมื่อครู่
ร้อยยี่สิบหกคดี
ทั่วประเทศ
เกิดถี่ ๆ พร้อม ๆ กัน
ถ้าเป็นครั้งสองครั้งก็คงเรียกว่าบังเอิญได้ แต่ร้อยกว่าครั้งนี่มันออกจะเยอะไปหน่อย
ส่วนเรื่องแค้นผู้ใช้ไฟ...
ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้หรอก
แต่ผมยังรู้สึกแปลก ๆ อยู่ดี
พอถึงที่ทำงาน ผมวางกระเป๋าลงบนโต๊ะ เปิดคอม แล้วทำงานตามปกติไปได้พักใหญ่
จนกระทั่งช่วงสาย งานที่ต้องทำเริ่มซาลง
ผมเปิดกลู-กลู้เสิร์ชเอนจิ้นขึ้นมา
“เหตุระเบิด ร้านอาหาร ไฟ”
ผลลัพธ์เด้งขึ้นมาเต็มหน้าจอ
ผมเติมชื่อจังหวัดที่จำได้จากข่าว ก่อนจะไล่เปิดทีละหน้า
ร้านหม้อไฟ
ร้านปิ้งย่าง
ร้านอาหารริมทาง
โรงงานขนาดเล็ก
โกดังที่มีเตาเผา
บางข่าวเกิดเมื่อไม่กี่เดือนก่อน บางข่าวก็เป็นข่าวปีที่แล้ว แต่ยังอยู่ในกรอบครึ่งปี ภาพหลายภาพดูแทบไม่เกี่ยวข้องกันเลย ถ้าไม่มีข้อมูลจากตำรวจเมื่อเช้า ผมก็คงไม่คิดด้วยซ้ำว่ามันเป็นเรื่องเดียวกัน
“อะจ๊ะเอ๋ มึงทำอะไรวะ”
สุกรจับบ่าผมทั้งสองข้าง แล้วเสียงจากด้านหลังทำผมสะดุ้ง
“ดูข่าวเก่าน่ะ”
“ตั้งใจทำงานดีนี่” สุกรชมผมทั้งที่ยังไม่เห็นสิ่งที่อยู่ในหน้าจอ
“ขอบใจ” ผมรับคำชมด้วยความยินดี
สุกรก้มลงมองจอ
“ข่าวร้านระเบิด?” สุกรถาม
“แม่น” ผมตอบอย่างทันควัน
“อันเมื่อวันก่อน?”
“ก็ด้วย”
“ก็ด้วยอย่างนั้นหรอ?” สุกรเริ่มตาโต คงจะคิดว่าผมคงไปเจออะไรใหญ่ ๆ เข้าแล้ว
ผมเลื่อนหน้าจอลง
“เมื่อเช้าได้ยินตำรวจคุยกัน เขาว่าของที่เจอจากร้านนั้นตรงกับคดีอื่นอีกเป็นร้อย”
“ร้อย?”
“ร้อยยี่สิบหกคดี ถ้าอยากได้ตัวเลขเป๊ะ ๆ นะ”
“หา!?”
เสียงดังมาจากโต๊ะกินข้าวด้านหลังผม
ผมหันไปดูเจ้าของเสียงแหลมแสบหู
อนิตาเงยหน้าขึ้นจากจอของตัวเอง
“ได้ยินด้วยเหรอ” ผมถามอนิตา
“เจ้าสุกรเสียงดังขนาดนั้น ฉันไม่ได้ยินก็แปลกแล้ว ไม่สิ ถามคนที่นั่งโต๊ะกินข้าวตัวสุดท้ายก่อนจะถึงทางเดิน ยังได้ยินเลย” อนิตาตำหนิที่สุกรเสียงดัง แล้วหันไปทางโต๊ะที่พูดถึงถามว่า "ได้ยินไหมคะ" เพื่อนร่วมงานกลุ่มที่นั่งโต๊ะนั้นหันมามองอนิตาแล้วพยักหน้ารัว ๆ พร้อมพูดว่า "ได้ยิน ๆ "
“กูว่า กูยังไม่ได้พูดอะไรเสียงดังเลยนะ” สุกรไม่รู้ตัวว่าเสียงตัวเองนั้นดังมาก
“เมื่อกี้คำว่า ‘ร้อย?’ ก็ดังไปครึ่งห้องแล้ว” อนิตาเดินมาจากโต๊ะกินข้าวมาเคาะหัวสุกรด้วยช้อนตักข้าวแบบพูดหนึ่งคำเคาะหัวหนึ่งที
สุกรหันไปมองรอบ ๆ ก่อนจะลดเสียงลงเอง พร้อมกับเดินออกไปที่ห้องน้ำเพื่อล้างเศษอาหารจากช้อนของอนิตา
“แล้วตำรวจว่าไง?”
อนิตาเดินมายืนแทนที่สุกรแล้วถามเรื่องคดีต่อ
“เขาสงสัยว่าคนทำอาจจะแค้นพวกผู้ใช้ไฟ เพราะสถานที่เกิดเหตุส่วนใหญ่เป็นกิจการที่ใช้ไฟหรือความร้อน”
สุกรเดินกลับมาพอดี พร้อมกับทำหน้าเห็นด้วย
“ก็ดูสมเหตุสมผลนี่”
ผมเอนหลังพิงเก้าอี้
“มันดูผิดสังเกตนี่นา ที่เหตุมันเกิดกระจายไปทั่วประเทศ ใครมันจะบ้านั่งรถทัวร์ตะลอนป่วนไปทั่วแบบนี้กัน ถ้าเป็นงั้นจริง ก็เป็นความแค้นที่ต้องลงทุนสูงน่าดู ฮ่าฮ่าฮ่า”
สุกรมองหน้าผม
“มึงขำอะไร” สุกรไม่ทันมุขตลกแห้งของผมเลยสักนิด
“น่าสนใจว่าค่ารถมันจะสักเท่าไหร่กันนะ” อนิตาคิ้วขมวด
“ประเด็นมันใช่ค่ารถไหมวะ” สุกรรู้สึกสับสนไม่รู้ว่าควรจะโฟกัสกับอะไรก่อนดี
“เอ้า ก็เป็นต้นทุนนี่ เราทำงานสายการเงิน พอเห็นอะไรที่แตะตัวเลขนิดหน่อยมันก็อดคิดไม่ได้นี่หว่า”
อนิตาดันกรอบแว่นขึ้น ก่อนจะกอดอกมองหน้าจอ
“แต่มันก็จริงนะ ถ้ากระจายขนาดนี้ อย่างน้อยก็น่าจะมีเหตุผลว่าทำไมต้องเลือกร้านพวกนี้”
“นั่นแหละ”
ผมหันกลับไปมองข่าว
“ถ้าจะให้เดา แค้นเจ้าของโรงงานถ่านหรือโรงงานทำเตายังฟังดูง่ายกว่าแค้นผู้ใช้ไฟทั้งประเทศอีก”
“แล้วทุกร้านใช้ประเภทเตาเหมือนกันหรือเปล่า?” สุกรถาม
“ไม่”
ผมเปิดอีกข่าวให้ดู
“บางที่เป็นเตาอิฐ บางที่ใช้เตาปิ้งย่างจากถังสังกะสี หรือไม่ก็เตาแบบอื่น ๆ ไปเลย”
“ถ่านล่ะ?”
“ไม่รู้สิ แต่คิดว่าจุดร่วมพวกนี้ก็คือการใช้ถ่านล่ะนะ”
ผมเลื่อนดูภาพต่อ
ในร้านหนึ่งมีกระสอบกับถุงถ่านกองอยู่หลังร้านหลายยี่ห้อ
อีกแห่งเห็นเพียงถุงสีเข้มวางปะปนกับลังเครื่องดื่ม
บางภาพเบลอจนอ่านอะไรไม่ได้
ผมเปิดอีกสามสี่ข่าว
มีถ่านอยู่บ้าง ไม่มีบ้าง หรือบางทีก็อาจมีแต่ภาพถ่ายไม่ติด
ไม่มีอะไรเด่นพอจะเรียกว่าเบาะแส
“เยอะเกิน” สุกรว่า “ร้อยยี่สิบหกคดี จะเปิดดูหมดนี่เลิกงานพอดี”
“ก็ไม่ได้จะดูหมด”
“แล้วจะดูถึงกี่อัน”
ผมมองจำนวนแท็บที่เปิดค้างอยู่ด้านบน
“ก็นั่นน่ะสิ” ผมพูดปนยิ้มมุมปาก
"โว้ย ฮ่าฮ่าฮ่า" อนิตาหัวเราะ
“ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่นายสนใจข่าวบ้านเมืองขนาดนี้”
“ไม่ได้สนใจข่าว”
“แล้วนี่เรียกว่าอะไร”
“ขี้เสือก” ผมขยิบตาข้างหนึ่งแล้วยกนิ้วโป้งให้อนิตากับสุกร
“ต่างกันตรงไหน?”
ผมคิดอยู่ครู่หนึ่ง
“ไม่รู้เหมือนกัน”
สุดท้ายพอหมดเวลาพักพวกเราก็เลิกสนใจมันแล้วกลับไปทำงานต่อ
ผมไม่ได้เจออะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
ยิ่งดูยิ่งเหมือนสถานที่แต่ละแห่งไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันเลยด้วยซ้ำ
0 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบ