5 วันต่อมา ในช่วงเวลาเช้ามืด
ผมเตรียมตัวออกจากหอพัก
อะไรนะ ทำไมต้องเป็นช่วงนี้น่ะเหรอ
ก็เพราะว่าอากาศในช่วงนี้มันเย็นสบายสุด ๆ ไปเลยยังไงล่ะ
หลังจากแวะถามตัวเองแทนผู้อ่านเสร็จ ผมก็ออกตัวพุ่งออกจากระเบียงห้อง ยกตัวขึ้นสูงเหนืออาคารบ้านช่องให้สมกับเป็นผู้ใช้ลม แล้วเปิด GPS ดูสักครู่ว่าสถานีรถไฟอยู่ทิศไหน
"เจอแล้ว เอาล่ะ" พูดกับตัวเองจบ ผมก็พุ่งไปยังจุดหมายด้วยความเร็วที่มากกว่าตอนวิ่งสักหน่อย
พอ GPS แจ้งเตือนว่าใกล้ถึงแล้วผมก็มองไปยังประตูทางเข้า แล้วลงจอด
ที่นี่เต็มไปด้วยผู้คนมากมาย ทั้งที่เพิ่งมาถึง และที่กำลังจะออกไป ผมเห็นครอบครัวหนึ่งที่เพิ่งลงรถ มี พ่อ แม่ และเด็กน้อยคนหนึ่ง ผมยิ้มเล็กน้อยเพราะนี่ทำให้ผมนึกถึงช่วงเวลาสมัยเด็กที่ครอบครัวผมเพิ่งมาถึงที่เมืองนี้ครั้งแรก
ผมไม่เคยนั่งรถไฟไกลขนาดนี้มาสักสิบปีได้ นับตั้งแต่ครอบครัวของผมได้ย้ายมายังเมืองแห่งนี้
ตามปกติของผม ถ้าการเดินทางคนเดียวหนไหนกินเวลานานกว่าครึ่งวัน ผมจะเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่าจุดหมายปลายทางนั้นคุ้มค่าจริงหรือเปล่า แต่ก็อย่างที่เห็นกัน ความสงสัยใคร่รู้ในตัวผมก็สามารถเอาชนะความคุ้มค่าไปได้ง่าย ๆ
ผมซื้อตั๋วออนไลน์มาแล้ว และตอนนี้มาหยุดยืนที่หน้าขบวนรถไฟพลางตรวจหมายเลขตู้กับตั๋วอิเล็กทรอนิกส์ในสมาร์ทโฟนอีกรอบ จากนั้นจึงเดินขึ้นรถไฟ
ของที่เอามามีไม่มาก เสื้อผ้าสองสามชุด ของใช้จำเป็น สมุดเล่มเล็ก และปากกาสองด้าม ทั้งหมดนี้ถูกบรรจุไว้ในกระเป๋าสะพายขนาดกลางใบหนึ่ง
ผมไม่ลืมที่จะหยิบเยลลี่สามถุงที่เหลืออยู่ในห้องมาด้วยสำหรับกรณีฉุกเฉิน ( เบื่อ )
ภายในตู้โดยสารเป็นตู้นอนสองชั้น ทางเดินแคบทอดยาวอยู่ด้านหนึ่ง ส่วนอีกด้านเรียงด้วยเตียงบนกับเตียงล่างที่พับเปลี่ยนจากที่นั่งได้ ผ้าม่านสีเข้มแต่ละผืนช่วยแบ่งพื้นที่ส่วนตัวให้คนแปลกหน้าได้พอประมาณ
ผมก้มดูหมายเลข 85 บนตั๋ว แล้วเงยดูป้ายข้างเตียง
เตียงบน
ตอนกดจอง ผมคิดเพียงว่าผมไม่อยากโดนคนที่ขึ้นบันไดผายลมสวรรค์ใส่หน้าเท่านั้นเอง
ผมลองโยกบันได รู้สึกถึงการคลายตัวของน็อต ผมจึงปีนขึ้นอย่างระมัดระวัง พอจัดของเข้าที่เสร็จจึงนอนหลังพิงแผงกัน เพราะถ้านั่งตรงนี้ เกรงว่าศีรษะคงได้ทำความรู้จักกับเพดานเป็นแน่
รถไฟเคลื่อนออกจากชานชาลาช้า ๆ พร้อมเสียงล้อกระทบรางเป็นจังหวะ ภาพเมืองด้านนอกหน้าต่างถอยห่างออกไปทีละน้อย
ผมรูดม่านเปิดไว้ครึ่งหนึ่ง นอนตะแคงมองวิวผ่านหน้าต่างฝั่งตรงข้ามทางเดิน
ทั้งหมดนี้เริ่มจากผมอยากซื้อเยลลี่หลังเลิกงาน
ถ้าวันนั้นผมหันหน้าไปอีกทาง บางทีตอนนี้ผมอาจกำลังนอนเล่นอยู่ที่หอ ไม่ใช่มุ่งหน้าไปยังพื้นที่ตั้งโรงงานถ่านอะไรนั่น ซึ่งอยู่ไกลจนต้องนั่งรถไฟข้ามคืนถึงสองรอบ
ผมแค่มาเที่ยว ส่วนการที่เมืองนั้นบังเอิญอยู่ใกล้โรงงานถ่านที่อาจเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดนับร้อยคดีทั่วประเทศ ก็เป็นเพียงรายละเอียดในหนังสือแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวเท่านั้น
วันแรกผ่านไปอย่างเชื่องช้า แต่ไม่ได้แย่นัก
ผมลงจากเตียงมากินข้าวกล่องที่พนักงานเข็นมาขาย เดินไปยืดเส้นตรงรอยต่อระหว่างตู้
ช่วงบ่าย รถไฟจอดตามสถานีใหญ่หลายแห่ง ผู้โดยสารบางส่วนลงไปซื้อของกิน บางส่วนยืนรับลมอยู่ข้างขบวน ผมลงไปด้วยตอนสถานีหนึ่ง ตั้งใจเพียงจะเดินให้ขาหายชา แต่กลับขึ้นมาพร้อมขนมปังหนึ่งชิ้น ไข่ต้มสองฟอง และน้ำอีกขวด
พอตกเย็น พนักงานเปลี่ยนที่นั่งให้กลายเป็นเตียง คนในตู้ทยอยปิดม่าน เสียงคุยค่อย ๆ เบาลง เหลือเพียงเสียงล้อสม่ำเสมอกับเสียงประกาศตามสถานีเป็นระยะ
ผมปีนขึ้นเตียงบน ดึงผ้าห่มมาคลุมถึงอก และหลับไปพร้อมเสียงรถไฟที่สั่นครืดคราดอยู่เนือง ๆ
เช้าวันที่สองมาถึงโดยผมไม่รู้ตัว
ผมตื่นเพราะได้กลิ่นกาแฟจากคนเตียงใกล้ ๆ ลืมตามองเพดานอยู่ครู่หนึ่งพลางเดาว่ากาแฟแก้วนี้ผสมนมหรือเปล่า
หลังจากลงไปล้างหน้า ผมซื้อโจ๊กถ้วยมานั่งกินตรงที่นั่งพับริมหน้าต่าง ด้านนอกเป็นเนินเขาต่อกันยาว หมอกบางยังเกาะอยู่ตามยอดไม้ แสงเช้าส่องผ่านกิ่งไม้เข้ามาเป็นช่วง ๆ ตามจังหวะรถ
วิวสวยดีนี่ ผมนึกในใจ แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายสามรูปทั้งแนวนอน แนวตั้ง ตามอารมณ์
รูปแรกติดเงาตัวเองเต็มกระจก
รูปที่สองเบลอ
รูปที่สามมีเสาไฟพาดกลางภาพพอดี
เฮ้อ... พอทีกับการถ่ายรูป ผมเก็บโทรศัพท์ แล้วตัดสินใจใช้ตาดูแทน
ผมกลับขึ้นเตียงหลังมื้อกลางวัน ตั้งนาฬิกาปลุกไว้เผื่อหลับยาวเกินไป แล้วพยายามอ่านข้อมูลที่บันทึกไว้ในโทรศัพท์
เหตุเกิดกระจายอยู่ทั่วประเทศ
ส่วนใหญ่เป็นร้านหรือโรงงานที่ใช้ไฟและความร้อน
ในรูปจากหลายพื้นที่ มีถุงถ่านช้างชนกำแพงปะปนอยู่กับถ่านท้องถิ่นยี่ห้ออื่น
มันยังไม่ใช่หลักฐานว่าโรงงานเกี่ยวข้องโดยตรง ต่อให้ถ่านยี่ห้อนี้อยู่ในที่เกิดเหตุจริง สาเหตุก็อาจมาจากคนส่งสินค้า ผู้กระจายสินค้า วัตถุดิบ หรือใครสักคนที่อาศัยมันบังหน้า
ความเป็นไปได้มีเยอะเกินไป
ส่วนเปลือกตาผมมีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว
มันกำลังจะปิด
ผมวางโทรศัพท์ไว้ข้างหมอน ตั้งใจว่าจะงีบสักครึ่งชั่วโมง แล้วค่อยคิดต่อหลังตื่น
เสียงล้อรถไฟกลายเป็นจังหวะกล่อมอยู่ใต้ตัว
กึก...กัก...
กึก...กัก...
กึก...
ครืดดดด!
แรงสั่นสะเทือนฉับพลันกระชากผมออกจากความฝัน ร่างทั้งร่างไถลไปชิดผนัง กระเป๋าที่วางตรงปลายเตียงล้มตะแคง เสียงโลหะเสียดสีกันดังยาวมาจากใต้ขบวน ก่อนรถไฟจะชะลอแล้วหยุดนิ่ง
ผมลืมตาโพลง
รอบข้างมีเสียงคนร้องตกใจ ตามด้วยเสียงถามกันวุ่นวายว่ามีใครเป็นอะไรหรือไม่
ผมนอนนิ่งอยู่สองวินาทีเพื่อตรวจจำนวนแขนขา
ยังครบ
หัวไม่ชนอะไร
ถือว่าความเสียหายส่วนตัวเป็นศูนย์
ผมเปิดม่านออก เห็นผู้โดยสารหลายคนชะโงกหน้าจากเตียง บางคนยืนเกาะขอบที่นั่ง ขบวนเอียงเพียงเล็กน้อยจนแทบไม่รู้สึกถ้าไม่สังเกต แต่กลิ่นโลหะร้อนจาง ๆ ลอยเข้ามาทางช่องระบายอากาศ
“เกิดอะไรขึ้นครับ?” ใครสักคนถาม
พนักงานประจำตู้เดินตรวจมาตามทาง เขายกมือเป็นเชิงให้ทุกคนใจเย็น
“ล้อช่วงท้ายไถลออกจากแนวรางเล็กน้อยครับ ตอนนี้ขอให้ทุกท่านอยู่กับที่ก่อน ไม่มีผู้โดยสารได้รับบาดเจ็บครับ”
ออกจากแนวรางเล็กน้อย หึ ช่างเล่นคำเสียจริง
บางทีมันก็น่าจะเป็นญาติกันกับคำว่าตกรางนะ
ผมปีนลงจากเตียง หยิบรองเท้ามาสวม แล้วเดินตามคนอื่นไปดูตรงประตูเชื่อมตู้ ระหว่างทางมีเด็กคนหนึ่งกำลังร้องไห้ แม่ของเขากอดปลอบอยู่ พนักงานอีกคนช่วยตรวจผู้โดยสารทีละแถว
ไม่มีใครบาดเจ็บจริง ๆ อย่างมากก็มีคนทำแก้วน้ำล้มกับกระเป๋าหล่นจากชั้นวาง
พอได้รับอนุญาต ผู้โดยสารบางส่วนจึงลงไปยืนข้างทางรถไฟ อากาศด้านนอกร้อนกว่าที่คิด แสงบ่ายส่องลงบนแนวรางที่ทอดผ่านพื้นที่โล่ง ตู้ช่วงท้ายเอียงออกจากแนวไปเพียงนิดเดียว ล้อบางส่วนค้างอยู่ข้างราง ไม่ได้พลิกหรือหลุดไปไกลอย่างภาพข่าวอุบัติเหตุที่ผมเคยเห็น
เจ้าหน้าที่หลายคนกำลังตรวจใต้ตู้ อีกกลุ่มยืนล้อมจุดที่ล้อไถลออกไป เสียงคุยกันดังพอให้คนที่อยู่ใกล้ได้ยิน
“รางไม่แตกครับ แค่ล้อหลุดแนว” เจ้าหน้าที่คนหนึ่งรายงาน
“ใช้เวลานานไหม?” พนักงานประจำขบวนถาม
ชายในเสื้อสะท้อนแสงก้มมองตำแหน่งล้ออีกครั้ง ก่อนตอบอย่างสบาย ๆ
“ประมาณห้านาทีครับ เดี๋ยวช่วยกันยกแล้วผลักกลับเข้ารางก็เรียบร้อย”
น้ำเสียงของเขาธรรมดาราวกับกำลังพูดถึงรถเข็นติดหลุม ไม่ใช่ตู้รถไฟทั้งตู้ ก็นะ พวกผู้ใช้ดินนี่คือฮีโร่ในสถานการณ์นี้จริง ๆ
คนรอบข้างพอได้ยินก็ถอนหายใจโล่งอก หลายคนเริ่มหันกลับขึ้นขบวน บางคนยังยืนดูด้วยความสนใจ แต่เมื่อไม่มีไฟ ไม่มีควัน และไม่มีใครเจ็บ ความตื่นตกใจก็ลดลงไปอย่างรวดเร็ว
ผมยืนดูเจ้าหน้าที่เตรียมอุปกรณ์ ( ถกแขนเสื้อ ) อยู่ครู่หนึ่ง แล้วจู่ ๆ ก็มีเครนดินยักษ์ขึ้นมาจากพื้นดิน แล้วหย่อนปากคีบลงมาหนีบกับตู้เจ้าปัญหา แล้วขยับให้ลงรางได้อย่างนุ่มนวลที่สุด พอเสร็จแล้วเครนนั่นก็กลายเป็นทราย
5 นาทีนั่นแค่มายาให้รู้สึกว่าใช้เวลานิดเดียวเท่านั้น ทั้งที่จริงแล้วใช้เวลาจริงอยู่ประมาณสองถึงสามนาที
ผมถอดรองเท้า ปีนกลับขึ้นเตียง และตรวจดูนาฬิกาปลุก
ยังไม่ถึงเวลาที่ตั้งไว้ด้วยซ้ำ
การงีบครั้งนี้คุ้มเกินราคาไปหน่อย
จากนั้นขบวนยังจอดรอเพื่อตรวจความเรียบร้อยอีกพักใหญ่ แต่เมื่อพนักงานประกาศยืนยันว่าไม่มีอันตราย ผู้คนก็ทยอยกลับไปทำสิ่งที่ค้างไว้
คนอ่านหนังสือก็อ่านต่อ
คนกินขนมก็กินต่อ
ส่วนคนที่เพิ่งถูกปลุกจากการหลับก็กลับไปนอนต่อ
ผมดึงม่านปิด เอนตัวลงบนฟูก แล้วหลับตา
ใต้เตียงของผมมีเสียงผู้หญิงสองคนคุยกันเบา ๆ ตอนแรกผมไม่ได้สนใจนัก คิดว่าเป็นบทสนทนาเรื่องเหตุเมื่อครู่
“โชคดีนะที่ไม่เป็นอะไร เสียเวลาไปนิดเดียวเอง”
“ก็ดีแล้ว ฉันมีนัดพรุ่งนี้เช้าด้วย”
“จะไปแถวโรงงานใช่ไหม?”
“อือ ญาติฉันทำงานอยู่ละแวกนั้น”
ผมพลิกตัวเข้าหาผนัง ดึงผ้าห่มขึ้นถึงไหล่
“แล้วช่วงนี้ การงานของญาติเธอเป็นยังไงบ้างล่ะ”
“ว๊าย เจอกันครั้งแรกถามแบบนี้ได้ด้วยเหรอ... ก็เรื่อย ๆ นะ แต่แถวนั้นคนพูดถึงโรงงานถ่านกันเยอะ”
เปลือกตาของผมเริ่มหนักขึ้น
“โรงงานถ่านนั่นน่ะเหรอ?”
“ใช่ มีข่าวไม่ค่อยดีมาพักใหญ่แล้ว ตั้งแต่ผู้บริหารรุ่นที่สองล้มป่วยหนัก”
ผมพยายามฝืนยกเปลือกตาตัวเอง แต่ได้แค่วิสองวิก่อนจะกลับไปหลับตาอีกรอบ
“นานหรือยังนั่น?”
“เจ็ดแปดเดือนได้มั้ง หลังจากนั้นพวกทายาทก็เริ่มออกหน้าสื่อกันบ่อยขึ้น จากเมื่อก่อนนี่แทบไม่เห็นใครโผล่มาเลย”
ผมพยายามฝืนลืมตาแข่งกับอาการง่วงงัน
“แต่ได้ยินว่าที่จริงแล้วยังมีท...เป็น........”
ผมตั้งใจฟัง แต่ความง่วงก็ไม่เคยปราณีใคร
แล้วทุกอย่างก็ดับวูบไป
0 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบ