ผมตื่นขึ้นมาอีกครั้งตอนพนักงานเคาะขอบเตียง
“ถึงสถานีปลายทางแล้วครับเฮีย”
ผมลืมตา มองหน้าเขาอยู่สามวินาที แล้วค่อยนึกออกว่าตัวเองอยู่ที่ไหน
สิ่งแรกที่ตามมาคือความรู้สึกเสียดายบทสนทนาเมื่อคืน
ผมจำได้ว่าผู้หญิงเตียงล่างกำลังจะพูดอะไรบางอย่างเกี่ยวกับโรงงานช้างชนกำแพง ประโยคเริ่มต้นด้วยคำว่า “แต่ได้ยินว่าที่จริงแล้วยังมีท...เป็น.......” จากนั้นสมองผมก็ตัดสินใจปิดทำการโดยไม่แจ้งล่วงหน้า
ผมนั่งพยายามนึกคำถัดไปอยู่พักหนึ่งแต่ก็ไม่เป็นผลอะไร
ความทรงจำส่วนสุดท้ายคือเสียงล้อรถไฟกับความมั่นใจของตัวเองว่าจะยังไม่หลับ
ช่างเป็นความมั่นใจที่อายุสั้นเสียจริง
ผมเก็บผ้าห่ม จัดกระเป๋า แล้วปีนลงจากเตียงบนเป็นครั้งสุดท้าย เตียงล่างว่างอยู่แล้ว ผู้หญิงสองคนนั้นคงลงไปก่อนหน้าหรือย้ายไปนั่งที่อื่น ผมเหลือบมองทางเดิน เผื่อจะจำเสียงใครได้จากด้านหลัง
แน่นอนว่าจำไม่ได้
เพราะผมไม่ได้สบหน้าสบตากับใครในขบวนตลอดทริปนี้เลย
รถไฟเข้าสู่สถานีในช่วงสายช้ากว่ากำหนดเล็กน้อย ผู้โดยสารทยอยยกสัมภาระลงจากขบวน ผมเดินตามกระแสคนออกมาถึงชานชาลา แล้วหยุดสูดอากาศด้านนอกเต็มปอด แค่ก ๆ ผมสำลักฝุ่นดิน จากนั้นผมก็เดินต่อ
หลังอยู่บนรถไฟมาสองวัน พื้นนิ่ง ๆ ให้ความรู้สึกแปลกกว่าที่ควร
ผมรู้สึกเหมือนคนไข้ที่เพิ่งออกจากโรงพยาบาลหลังจากนอนบนเตียงมานาน
ข้างหน้าสถานีมีทั้งรถโดยสาร รถรับจ้าง และคนถือป้ายรอรับญาติ เสียงเรียกลูกค้าดังแข่งกับเสียงเครื่องยนต์ กลิ่นอาหารจากร้านแผงลอยลอยปะปนกับกลิ่นควันรถจนผมเพิ่งรู้ตัวว่าหิว
ผมจึงยังไม่มุ่งหน้าไปทางเขตโรงงานทันที ผมเลือกเดินออกจากสถานีตามถนนสายเล็ก แบบเสี่ยงโชคหวังว่าจะเจอร้านอาหารเล็ก ๆ ซึ่งก็เจอในเวลาไม่นาน
ป้ายหน้าร้านเขียนรายการอาหารไว้ยาวจนผมขี้เกียจอ่านจบ
ผมสั่งเมนูแรกที่มองเห็น
ข้าวหมูย่างราดซอสเผ็ดน้อย
“เผ็ดน้อยนี่น้อยแค่ไหนครับ” ผมถาม
เจ้าของร้านมองหน้าผมแล้วพูดว่า “พริกสามเม็ด” ด้วยหน้าตาขึงขัง
ผมต่อรองขอพริกเม็ดเดียว ซึ่งเจ้าของร้านก็ใจดีปรับสูตรให้ ถึงแม้ว่าหน้าของเขาจะดูเครียดสักหน่อย แต่ผมคงไม่ใช่ต้นเหตุหรอกกระมัง
สุดท้ายผมไม่ลืมที่จะสั่งไข่ดาวเพิ่มไว้
ระหว่างรออาหาร ผมหยิบสมุดเล่มเล็กจากกระเป๋า วางลงบนโต๊ะพลาสติก แล้วเปิดหน้าที่จดข้อมูลก่อนออกเดินทาง
ด้านบนสุดมีชื่อ ช้างชนกำแพง ขีดเส้นใต้ไว้หนึ่งครั้ง
ผมหมุนปากกาในมือ พยายามรื้อบทสนทนาเมื่อคืนกลับมาให้ครบที่สุด ก่อนเขียนเพิ่มลงไปทีละบรรทัด
ชื่อเสียงโรงงานไม่ค่อยดีมาพักใหญ่
ผู้บริหารรุ่นที่ 2 ล้มป่วยหนักเมื่อ 7–8 เดือนก่อน
หลังจากนั้นเหล่าทายาทเริ่มออกหน้าสื่อบ่อยขึ้น
ผมหยุดปลายปากกาไว้หลังคำว่า ทายาท
ประโยคถัดไปควรเป็นข้อมูลสำคัญที่สองคนนั้นกำลังจะพูด แต่พื้นที่ตรงนั้นยังว่างเปล่าเหมือนความทรงจำผม
ผมลองเขียนคำว่า “ที่จริงแล้วยังมี...” ลงไป ก่อนมองมันอยู่สองวินาทีแล้วขีดทิ้ง
มีแต่ทำให้ดูเหมือนรู้ ทั้งที่ไม่รู้อะไรเลย
อาหารมาถึงพอดี ผมปิดสมุดไว้ข้างตัวแล้วตักข้าวคำแรกเข้าปาก
ใครจะเชื่อว่าพริกเม็ดเดียวของคนแถวนี้ ทำให้ผมต้องดื่มน้ำไปครึ่งแก้ว นี่มันพริกพันธุ์อะไรกันนี่
ผมค่อย ๆ เขี่ยพริกออก แล้วตักกินช้า ๆ พลางมองผู้คนบนถนนเดินกันขวักไขว่ เมืองนี้ไม่ได้ต่างจากเมืองที่ผมอยู่มากนัก เพียงอาคารเตี้ยกว่า รถน้อยกว่า และมีรถบรรทุกวิ่งผ่านบ่อยกว่า ป้ายโฆษณาตามเสาไฟส่วนใหญ่เป็นร้านอะไหล่ เครื่องจักร และที่พักสำหรับคนงาน
ไกลออกไปหลังแนวอาคาร มองเห็นปล่องสูงกับกลุ่มควันสีจางลอยเหนือเขตอุตสาหกรรม นั่นคงเป็นสาเหตุที่ทำให้สำลักฝุ่นสินะ
โรงงานช้างชนกำแพงอยู่ทางนั้นพอดี
ผมค้นเส้นทางไว้แล้ว จากสถานีต้องต่อรถเข้าไปอีกราวหนึ่งชั่วโมง จะใช้ลมก็ได้ แต่แดดมันร้อนเกินไป สู้นั่งรถตากแอร์เย็น ๆ ดีกว่า
ผมกำลังคิดว่าถ้าไปถึงแล้วเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยถามว่ามาทำอะไร ผมเองก็ยังไม่มีคำตอบที่ดีนัก
มาเที่ยวครับ
อยากดูถ่านครับ
ปลอมตัวเป็นนักข่าว แล้วไปสัมภาษณ์ในเชิงว่าสงสัยว่าโรงงานคุณอาจเกี่ยวข้องกับเหตุระเบิดร้อยยี่สิบหกคดีครับ
ตัวเลือกที่สามน่าจะพาผมกลับบ้านได้เร็วที่สุด และอาจจะเร็วกว่าตอนได้ก้าวเท้าเข้าโรงงานเสียอีก
พอกินเสร็จ ผมจ่ายเงิน เก็บสมุด แล้วเดินหาที่นั่งคิดต่อ
ไม่ไกลจากร้านข้าวมีร้านกาแฟกลางแจ้งอยู่ตรงหัวมุม ร่มผ้าใบสีอ่อนกางเหนือโต๊ะไม้หลายตัว รอบร้านปลูกต้นไม้กระถางไว้จนให้ร่มเงา ลมพัดผ่านได้ดี และที่สำคัญ โต๊ะยังไม่เต็ม
ผมเดินเข้าไปดูป้ายเมนูตรงเคาน์เตอร์
กาแฟมีหลายแบบเกินความจำเป็นสำหรับคนที่ไม่ได้อยากดื่มกาแฟ ผมจึงเลื่อนสายตาลงมาด้านล่าง จนเจอรายการเครื่องดื่มโกโก้
“โกโก้ร้อนแก้วหนึ่งครับ ไม่หวาน”
พนักงานรับรายการแล้วชี้ไปยังป้ายเล็กข้างตู้กระจก
“ลูกค้าที่สั่งเครื่องดื่มและนั่งที่ร้าน สามารถตักเยลลี่ฟรีนะคะ ที่อยู่โต๊ะด้านโน้นค่ะ”
ผมแนบหน้าไปใกล้ ๆ มือของพนักงาน แล้วหันไปตามนิ้วเธอ
โหลแก้วใสหลายใบเรียงอยู่บนโต๊ะ แต่ละใบเต็มไปด้วยเยลลี่หลากรส ข้างกันมีจานใบเล็กกับคีมคีบวางเตรียมไว้ ป้ายด้านหน้าเขียนว่า บุฟเฟ่ต์เยลลี่สำหรับลูกค้านั่งร้าน ตักใส่จานได้ไม่อั้น หากตักใส่ถุงกลับบ้านจะถูกตัดแขน และโปรดรับประทานแต่พอดี
ผมมองป้ายแล้ว
ผมมองโหลเยลลี่
แล้วหันกลับไปหาพนักงานเพื่อให้แน่ใจว่าเมื่อครู่ไม่ได้ฟังผิด
“ฟรีจริงเหรอครับ”
“ค่ะ”
“สั่งแค่เครื่องดื่มแก้วเดียว ก็ได้เหรอครับ?”
“ค่ะ”
“นั่งได้นานแค่ไหนครับ”
พนักงานเงียบไปนิดหนึ่งก่อนตอบ “ตามสบายเลยค่ะ”
"มีใครเคยตักใส่ถุงกลับบ้านหรือยังครับ"
"เคยค่ะ"
ผมพยักหน้าด้วยสีหน้าสงบที่สุดเท่าที่ทำได้ ใครกันหนอคือผู้โชคดีคนนั้น
ข้างในคงไม่สงบเท่าไร เพราะตาผมน่าจะเป็นประกายจนเห็นได้จากอีกฝั่งถนนแล้ว
นี่เป็นร้านที่ดี ไหนดูชื่อร้านสิ 'ดอลลี่คาเฟ่'
บ้าน่า นี่มันแบรนด์เยลลี่ชื่อดังนี่นา ทำไมเมืองฉันถึงไม่มีนะ
ผมหยิบจานใบเล็ก เดินไปหยุดหน้าโหล แล้วใช้คีมคีบเยลลี่ออกมาทีละสองชิ้น สีแดงสอง สีเขียวสอง สีเหลืองสอง และสีส้มอีกสอง ให้แน่ใจว่าได้ครบทุกรสทุกแบบ
ผมตักอย่างพอประมาณตามที่ป้ายแจ้งไว้ แล้วถือจานไปเลือกโต๊ะใต้ร่มใกล้กระถางต้นไม้ โต๊ะตัวนี้อยู่ด้านในพอดี แดดส่องถึงน้อย และห่างจากเสียงถนนมากกว่าตัวอื่น
ไม่นานนัก โกโก้ร้อนก็ถูกยกมาวางตรงหน้า กลิ่นเข้มของโกโก้ลอยขึ้นพร้อมไอบาง ๆ ผมจิบคำแรก รสขมนุ่ม ๆ ไม่มีน้ำตาลติดปลายลิ้นอย่างที่สั่ง
อู้ว แซ่บ
ผมหยิบเยลลี่หมีสีแดงเข้าปากตาม
ผมวางแก้วลง มองเครื่องดื่มไม่หวาน แล้วมองขนมหวานในจาน
นี่ฉันเลี่ยงการดื่มน้ำหวาน เพื่อมากินขนมหวานหรือนี่
ผมหัวเราะกับตัวเองเบา ๆ
เอาหน่าอย่างน้อยก็ไม่ได้หวานทั้งคู่
ผมหยิบสมุดออกมาเปิดอีกครั้ง วางโทรศัพท์ไว้ข้างกัน แล้วเริ่มคิดว่าควรทำอะไรต่อ
ทางเลือกแรก ไปโรงงานโดยตรง
ข้อเสียคือผมไม่มีธุระกับโรงงาน ไม่มีคนนัด และไม่มีเหตุผลดีพอจะขอเข้าไปด้านใน
ทางเลือกที่สอง ถามคนในพื้นที่
ข้อเสียคือผมไม่รู้จะถามใคร รู้หน้าไม่รู้ใจกลัวโดนต่อยถ้าคำถามไม่เข้าหูคนฟัง
ทางเลือกที่สาม ค้นข่าวเพิ่ม
ผมเปิดโทรศัพท์ แล้วเปิด กลู-กลู้ ค้นชื่อโรงงานกับคำว่า ผู้บริหารรุ่นที่สอง
การค้นหาเป็นไปอย่างยากลำบาก เนื่องจากสัญญาณไม่เสถียร ทำให้รอนานกว่าจะค้นหาได้สักหัวข้อหนึ่ง
ผลลัพธ์ออกมาเป็นรูปงานเปิดตัวสินค้า รูปมอบเงินสนับสนุนชุมชน และรูปผู้บริหารยืนเรียงกันหน้าป้ายบริษัท
ไม่มีข่าวไหนเขียนตรง ๆ ว่าใครป่วย หรือป่วยด้วยอะไร
พอค้นคำว่า ทายาทของโรงงาน ก็มีผลลัพธ์มากขึ้น แต่ส่วนใหญ่เป็นข่าวสังคม ภาพร่วมงาน และบทสัมภาษณ์สั้น ๆ ที่อ่านแล้วได้ข้อมูลน้อยกว่าชื่อหัวข้อ
ผมเลื่อนดูอยู่พักหนึ่ง ก่อนวางโทรศัพท์ลง
ข้อมูลบนหน้าจอมีเยอะ
ข้อมูลที่ใช้ได้มีน้อยแฮะ
ผมจิบโกโก้ไปอีกคำ แล้วก้มกลับมามองสมุดเล่มเล็กตรงหน้า
สิ่งที่รู้ตอนนี้
หนึ่ง เหตุทั้งหมดเกิดขึ้นมาแล้วร้อยยี่สิบหกคดี กระจายอยู่ทั่วประเทศ
สอง สถานที่เกิดเหตุส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับกิจการที่ใช้ไฟหรือความร้อน
สาม ในหลายพื้นที่มีถ่านช้างชนกำแพงปะปนอยู่กับถ่านยี่ห้ออื่น
สี่ โรงงานช้างชนกำแพงมีชื่อเสียงไม่ค่อยดีนักในช่วงเจ็ดแปดเดือนที่ผ่านมา หลังผู้บริหารรุ่นที่สองล้มป่วยหนัก
ห้า หลังจากนั้นพวกทายาทก็เริ่มออกหน้าสื่อกันบ่อยขึ้น
ผมใช้ปลายปากกาเคาะข้อสุดท้ายเบา ๆ
แล้วยังไงต่อดี?
ผมจ้องรายการทั้งห้าข้ออยู่นาน เผื่อว่าการจ้องมันนานพอจะทำให้ข้อที่หกจะแทรกบรรทัดในสมุดออกมาเอง
ผมหยิบเยลลี่ขึ้นมากินแทน
อย่างน้อยสิ่งนี้ก็ให้ผลลัพธ์แน่นอนกว่า
ผมหยิบชิ้นสีแดงขึ้นมาอีกตัว
ผมก้มกลับไปมองสมุดอีกครั้ง
ตรงคำว่า ช้างชนกำแพง มีเส้นขีดอยู่ใต้ชื่อสองเส้น ส่วนด้านข้างเต็มไปด้วยข้อความสั้น ๆ ที่ผมจดจากบทสนทนาบนรถไฟเมื่อคืน
ผมกำลังคิดว่าจะเริ่มหาข้อมูลจากตรงไหนดี
ผ่านไปไม่นานจู่ ๆ ก็มีเงาของใครบางคนทอดลงบนหน้ากระดาษ
ผมเงยหน้าขึ้น
เห็นผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่ข้างไหล่ผม
เธอแต่งตัวเรียบง่ายเหมือนคนที่ออกมาทำธุระในเมือง เสื้อแขนสั้นสีอ่อนกับกางเกงขายาวธรรมดา
เธอมองผมพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ
“ขอโทษนะคะ”
เธอชี้ไปยังเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม
“ขอโทษนะคะ พอดีโต๊ะนี้เป็นที่นั่งประจำของฉันน่ะค่ะ ขอนั่งด้วยได้ไหมคะ?”
0 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบ