“ขอโทษนะคะ พอดีโต๊ะนี้เป็นที่นั่งประจำของฉันน่ะค่ะ ขอนั่งด้วยได้ไหมคะ?”
ผมมองหน้าเจ้าของเสียง มองเก้าอี้ฝั่งตรงข้าม แล้วมองไปรอบร้าน ตามลำดับ
“ได้ครับ”
ผมเลื่อนจานเยลลี่เข้าหาตัวเพื่อเปิดพื้นที่ให้ เธอกล่าวขอบคุณเบา ๆ ก่อนวางแก้วเครื่องดื่มกับจานของตัวเองลงบนโต๊ะ
ผู้หญิงตรงหน้าดูอายุไล่เลี่ยกับผม เธอสวมเสื้อแขนสั้นสีอ่อนกับกางเกงขายาวธรรมดา ผมยาวถูกรวบไว้หลวม ๆ ไม่มีเครื่องประดับเด่นสะดุดตา ถ้าเดินสวนกันบนถนน ผมคงจำได้เพียงว่าเคยเห็นหน้า แต่บอกไม่ได้ว่าเห็นจากที่ไหน
เธอจิบเครื่องดื่ม ก่อนสายตาจะเลื่อนไปยังสมุดที่เปิดอยู่ตรงกลางโต๊ะ
ผมจงใจเปิดทิ้งไว้ เผื่อเธอจะรู้อะไร แล้วหยิบเยลลี่ขึ้นมาเคี้ยวเพื่อดูท่าที
“กำลังหาข้อมูลเรื่องโรงงานช้างชนกำแพงอยู่เหรอคะ?” เธอถาม
ผมกลืนเยลลี่ก่อนตอบ “ประมาณนั้นครับ”
“คุณทำงานเกี่ยวกับถ่านเหรอ?”
“เปล่าครับ”
“นักข่าว?”
“ก็ไม่เชิงซะทีเดียวครับ”
เธอเอียงศีรษะนิดหนึ่ง “ถ้าอย่างนั้น นักสืบ?”
“ใกล้เคียงมากครับ แต่ไม่ใช่”
เธอยกมือขึ้นมาจดปลายคางตัวเองเพื่อครุ่นคิด
"ก็แค่พนักงานธนาคารธรรมดาครับ" ผมเฉลยคำตอบ เผื่อเธอจะรู้สึกผ่อนคลายลงบ้าง
แล้วก็เป็นอย่างที่คิด เธอทำตาโต และลดมือลงจากคางมาหยิบแก้วด้วยท่าทางที่ผ่อนคลายกว่าเดิม
“ขอบคุณค่ะ แล้วก็ขอโทษที่ถามเยอะนะคะ” เธอว่า “พอดี ฉันแค่เห็นคุณเขียนชื่อโรงงานเอาไว้ แล้วดูเหมือนจะจดข้อมูลจริงจังมาก”
อ๋า... ดูเหมือนว่านี่จะเป็นสาเหตุที่เธอมาขอนั่งด้วยสินะ
“โอ้ ลายมือผมคงดูจริงจังไปสินะเนี่ย ฮ่าฮ่าฮ่า”
“แล้วตกลงกำลังสืบอะไรอยู่คะ?” เธอยิ้มบาง ๆ มือข้างหนึ่งประคองแก้ว อีกข้างวางอยู่ใกล้จานเยลลี่ ท่าทางไม่ได้เร่งรัดหรือกดดันอะไร
ผมเหลือบมองสมุดของตัวเอง
ถึงไม่ตอบ เธอก็อ่านหัวข้อหลักไปแล้ว
และความจริงที่ผมรู้ตอนนี้ไม่ได้เป็นความลับอะไร ส่วนใหญ่หาได้จากข่าวทั่วไป ถ้าเป็นคนช่างสังเกตหน่อย ก็ต้องมีบ้างที่จะมายังสถานที่แห่งนี้
“พอดีผมได้ยินตำรวจคุยกันเรื่องเหตุระเบิดที่เกิดขึ้นติดต่อกันหลายคดี แล้วเกิดสงสัยขึ้นมา พอลองค้นดู ก็เห็นว่าที่เกิดเหตุหลายแห่งมีถ่านยี่ห้อนี้ปะปนอยู่กับถ่านยี่ห้ออื่น”
ผมใช้ปากกาชี้ที่ชื่อยี่ห้อถ่านบนสมุด
“แล้วก็ช่วงวันหยุดไม่มีอะไรทำอีก ผมก็เลยมาเที่ยวดูแถวนี้เพื่อพิสูจน์สมมุติฐานสักหน่อยน่ะครับ”
เธอนิ่งไปสักพัก
“นี่คุณบอกฉันหมดเลยเหรอคะ?”
“ก็ไม่มีอะไรต้องปิดนี่ครับ ถ้าช่างสังเกตหน่อยก็ตามมาที่นี่ได้ไม่ยาก”
“แต่ว่าเราเพิ่งเจอกันนะ” เธอขมวดคิ้วเล็กน้อย
“เรื่องนี้ผมทราบดีครับ”
“ไม่กลัวฉันเป็นคนไม่ดีเหรอคะ?”
“ก็มันเป็นข้อมูลที่หาได้ทั่วไปในเน็ตนี่ครับ ผมก็แค่รวบรวมมาให้ โดยที่ยังไม่รู้ว่าถูกหรือผิดเสียด้วยซ้ำ”
ผมยิ้มให้เพื่อให้เธอผ่อนคลายลง
เธอหยิบเยลลี่สีเหลืองขึ้นมา แล้วนำเข้าปาก
"โอ้ ผมว่าเราสนทนากันค่อนข้างถูกคอทีเดียว ผมขอแนะนำตัวก่อนนะครับ ผมชื่อพารินทร์ ครับ บ้านผมอยู่เมืองใกล้ ๆ นี้เอง"
เธอยิ้มปนขำ และแนะนำตัวบ้าง “คุณนี่น่าสนใจดีนะคะ ฉันชื่อลินินค่ะ”
“ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณลินิน” พอผมพูดจบ เราก็จับมือกัน
“แล้วก็เป็นหนึ่งในทายาทของโรงงานช้างชนกำแพงค่ะ”
ผมมองเธอ แล้วมองชื่อโรงงานบนสมุด ก่อนกลับมามองเธออีกครั้ง
“ค่ะ โรงงานนั้นแหละ”
“ว้าว แจ๊คพ็อต”
ลินินขำจนน้ำตาเล็ด หันมามองสมุดของผม แล้วเช็ดน้ำตา “ที่คุณได้ยินมาเรื่องผู้บริหารรุ่นที่สองล้มป่วย เป็นเรื่องจริงค่ะ เขาคือพ่อของฉันเอง”
“เสียใจด้วยนะครับ”
“ไม่เป็นไรค่ะ อาการของคุณพ่อคงที่แล้ว เพียงแต่ยังกลับมาทำงานไม่ได้ พวกพี่ชายจึงต้องออกหน้าสื่อแทนแกบ่อยขึ้น”
“คุณมีพี่ชายกี่คนครับ?”
“สี่คนค่ะ ฉันเป็นคนเล็ก แล้วก็เป็นผู้หญิงคนเดียวในตระกูลด้วย”
เธอทำหน้าเศร้า แล้วใช้นิ้วลูบขอบแก้วช้า ๆ
“ถึงอย่างนั้นฉันก็ไม่ค่อยสนิทกับพวกพี่ ๆ เท่าไหร่นักหรอกนะคะ”
“เพราะอายุ?”
“ส่วนหนึ่งค่ะ อีกส่วนเพราะฉันต่างจากทุกคนมากกว่า”
เธอยกฝ่ามือขึ้นเล็กน้อย เม็ดดินแห้งเม็ดหนึ่งจากกระถางข้างโต๊ะสั่นไหว ก่อนกลิ้งขึ้นมาตามขอบกระถางแล้วหยุดอยู่กลางฝ่ามือเธอ
เธอเป็นผู้ใช้ดินนี่เอง
ลินินปล่อยเม็ดดินกลับลงไปตามเดิม
“คุณพ่อกับพี่ชายทั้งสี่คนเป็นผู้ใช้ไฟทั้งหมดค่ะ เมื่อยี่สิบปีก่อน ครอบครัวเราเคยออกข่าวว่าเป็น ‘ตระกูลแห่งไฟ’ ด้วยนะคะ ฟังดูยิ่งใหญ่ดีเนอะ”
“ก็ฟังดูอบอุ่นดีนะครับ”
เธอหัวเราะนิดหนึ่ง “ก็จริงค่ะ”
“แต่ลูกไม่จำเป็นต้องใช้ธาตุตามพ่อแม่นี่ครับ”
“ใช่ค่ะ มันควรเป็นเรื่องปกติ ครอบครัวอื่นก็มีให้เห็นตั้งเยอะ”
เธอเว้นช่วง หันหน้าเบี่ยงสายตามองไปยังโรงงาน
“แต่พอเป็นครอบครัวที่เอาชื่อเสียงไปผูกกับธาตุไฟไว้นานแล้ว ลูกสาวคนเล็กที่ใช้ดินก็เลยกลายเป็นส่วนเกินง่าย ๆ”
“พวกเขามองข้ามคุณเหรอครับ?”
“เสมอเลยค่ะ”
รู้สึกแปลก ๆ แฮะ ทำไมเรื่องปมนี้มันดูง่ายจัง แต่น้ำเสียงเธอไม่ได้สั่น ไม่ได้ฟังเหมือนคนกำลังเรียกร้องความสงสาร เพียงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นจนชินแล้ว
“ฉันเคยอยากออกไปอยู่ที่อื่นนะคะ” ลินินพูดต่อ “แต่คุณพ่อไม่ยอม เขาบอกว่าคนในครอบครัวต้องช่วยกิจการ ฉันเลยได้ทำงานฝ่ายบัญชีอยู่ที่โรงงาน งานส่วนอื่นเขาคงคิดว่าฉันทำไม่ได้”
“แต่ฝ่ายบัญชีก็สำคัญนะครับ”
“สำคัญเวลาตัวเลขไม่ตรง หรือส่งภาษีค่ะ นอกนั้นไม่มีใครนึกถึงหรอก คุณพารินทร์ก็น่าจะรู้ดี”
"ก็จริงครับ เป็นกำลังใจให้นะครับ"
เรื่องที่เธอเล่าถึงแม้มันจะดูเป็นละครแนวตั้งมาก แต่มันก็สมเหตุสมผล
ครอบครัวใหญ่ซึ่งสร้างภาพว่าเป็นตระกูลผู้ใช้ไฟ มีลูกคนหนึ่งใช้ธาตุอื่น แล้วลูกคนนั้นถูกกันออกจากงานหลักของโรงงาน ฟังดูเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องอาศัยเหตุเหนือธรรมชาติอะไรเลย
ลินินซดกาแฟไปอึกใหญ่ ๆ กลบเกลื่อนใบหน้าเศร้าสร้อย
“จะว่าไป ในสมุดคุณยังขาดข้อมูลอีกหน่อยนะคะ โดยเฉพาะเรื่องพี่ชายทั้งสี่คน แล้วก็เรื่องของฉัน” ลินินพูดเสนอความคิดขึ้นมา
อย่าบอกนะว่า
เธอยื่นมือมาทางสมุด แต่หยุดไว้ก่อนแตะ
“ต้องการให้ช่วยไหมคะ ฉันเขียนให้ได้ว่าแต่ละคนรับผิดชอบอะไร อย่างน้อยคุณจะได้ไม่ต้องไล่หาจากข่าวที่เขียนแต่เรื่องประชาสัมพันธ์ แล้วก็ไม่ต้องหาทางเข้าโรงงานด้วย”
ใครกันจะเสนอตัวช่วยคนที่กำลังตามเรื่องซึ่งอาจทำให้ครอบครัวตัวเองเสียหาย
ถ้าเธอกลัวผมเข้าใจผิด การให้ข้อมูลจากมุมของครอบครัวก็อาจเป็นวิธีควบคุมเรื่องเล่า
ถ้าเธอไม่ชอบครอบครัวจริง เธอก็อาจยินดีให้คนนอกขุดคุ้ย
หรือเธออาจเพียงอยากช่วย เพราะผมดูไม่เป็นพิษเป็นภัยอย่างที่ว่า
มีคำอธิบายเป็นไปได้หลายอย่าง
ผมยังไม่มีเหตุผลพอจะเลือกเชื่อข้อไหน
แต่มีข้อมูลให้รับก็รับไว้ก่อนแล้วกัน
"ก็ดีครับ ผมจะได้เลื่อนเวลากลับให้ไวขึ้นด้วย"
ก่อนที่ลินินจะหยิบสมุด ผมชิงหยิบขึ้นมาก่อน แล้วฉีกหน้าที่เขียนไว้ก่อนหน้านี้ แล้วค่อย ๆ ฉีกออก
แควก
เสียงกระดาษดังชัดกว่าที่คิด
ผมพับแผ่นนั้นครึ่งหนึ่ง แล้วเก็บใส่ช่องธนบัตรในกระเป๋าเงิน
จากนั้นจึงเปิดสมุดไปยังหน้าว่าง แล้วยื่นพร้อมปากกาให้เธอ
"นี่ครับ เขียนได้เลย"
ลินินมองสมุดในมือผมอยู่สองวินาที
“คุณฉีกออกทำไมคะ?”
“เก็บไว้อ่านทีหลังครับ ช่วงนี้ผมมีปัญหาเรื่องความจำนิดหน่อย”
“อย่างนี้เอง เข้าใจแล้วค่ะ”
เธอมองหน้าผม
ผมยิ้มให้
ลินินรับสมุดไปในที่สุด “คุณนี่ ระวังตัวกว่าที่เห็นนะคะ”
"ไม่ขนาดนั้นครับ ฮ่าฮ่าฮ่า" ผมขำกลบเกลื่อน
เธอหัวเราะ แต่สายตายังจับอยู่ที่ผมอีกครู่หนึ่ง ก่อนก้มลงเขียน
ปลายปากกาเคลื่อนไปมาอย่างรวดเร็วและมั่นคง เธอแบ่งรายชื่อออกเป็นห้าส่วน เขียนชื่อพี่ชายทั้งสี่ ตามด้วยหน้าที่ในโรงงาน ลักษณะนิสัย และข้อมูลสั้น ๆ ว่าใครออกงานไหนบ่อยที่สุด ส่วนท้ายสุดเป็นชื่อของเธอเอง
ศิลา - หัวหน้าคนงาน เป็นคนที่ดูแข็งแกร่งมั่นคง
ศรันย์ - แผนกส่งออก เป็นฝาแฝดกับศรราม เป็นคนที่เคร่งเครียด
ศรราม - แผนกนำเข้า เป็นฝาแฝดกับศรราม เป็นคนที่เงียบ ไม่ค่อยพูดจาเท่าไหร่
ศักดา - แผนกโฆษณา เป็นคนที่ดูตื่นตัวตลอดเวลา
ลินิน - ฝ่ายบัญชี ผู้ใช้ดิน ไม่ได้มีอำนาจตัดสินใจด้านการผลิต
เธอใช้เวลาไม่นานก็เขียนเสร็จ ก่อนปิดสมุดแล้วยื่นสมุดคืนให้ผม
“ว่าแต่คุณพาวินทร์จะพักที่ไหนคะ?”
“ยังไม่รู้เลยครับ”
ผมหยิบเยลลี่ตัวสุดท้ายในจานขึ้นมากิน
“อาจหาโรงแรมเล็ก ๆ แถวนี้นอนสักคืน แล้วพรุ่งนี้ก็คงกลับ”
“มาถึงตั้งไกล อยู่คืนเดียวเองเหรอคะ?”
“คิดว่าน่าจะได้เพียงพอแล้วนะครับ ยิ่งเป็นข้อมูลจากคนในแล้วด้วย”
เธอพยักหน้าช้า ๆ “ก็จริงค่ะ ต้องขอโทษด้วยนะคะ ที่ทำให้คุณพารินทร์ไม่มีเหตุจูงใจเข้าชมโรงงานเลย”
"โอ้ ไม่เป็นไรครับ เดิมทีผมก็ตั้งใจจะมาเก็บข้อมูลจากพื้นที่รอบข้างแทนที่จะเข้าไปถามคนในโรงงานตรงๆอยู่แล้วครับ"
ผมพับแล้วเก็บสมุดใส่กระเป๋าโดยที่ยังไม่อ่าน
“ขอบคุณสำหรับข้อมูลครับคุณลินิน”
“ไม่เป็นไรค่ะ หวังว่าจะช่วยให้คุณพารินทร์เข้าใจได้กระจ่างขึ้นนะคะ”
“ผมก็หวังอย่างนั้นครับ”
เราลุกจากโต๊ะพร้อมกัน ลินินถือแก้วเปล่าไปคืนตรงจุดเก็บภาชนะ ส่วนผมสะพายกระเป๋าแล้วตรวจโทรศัพท์ดูเส้นทาง
ผมยืนรอเธออยู่ที่หน้าร้าน
"หวังว่าจะได้เจอคุณพารินทร์อีกนะคะ" ลินินยิ้มให้ผม
"ผมจะตั้งตารอวันนั้นอย่างใจจดใจจ่อเลยครับ" ผมยิ้มตอบ ก่อนเราจะแยกทางกัน
เธอเดินเลี้ยวไปตามถนนฝั่งเขตอุตสาหกรรม ผมมุ่งกลับไปทางถนนใหญ่เพื่อเรียกรถไปโรงแรม
ผมเดินไปจนพ้นหัวมุมแล้วจึงหยุดหน้ากระจกร้านที่ปิดอยู่ ใช้เงาสะท้อนมองทางด้านหลังเพื่อดูว่าไม่มีใครตามมา
ผมเรียกรถไปยังโรงแรมที่จองไว้ในเน็ต โดยรายละเอียดระยะเวลาเข้าพักเป็น 3 วัน 2 คืน
ผมไม่ได้รู้สึกว่าลินินโกหก
แต่ก็ยังไม่มีเหตุผลให้เชื่อว่าเธอพูดจริงทั้งหมด
อย่างหนึ่งที่ผมพอจะสรุปได้ก่อนเปิดอ่านข้อมูลชุดใหม่ คือเธอไม่ได้เดินมาที่โต๊ะเพราะอยากนั่งหลบแดดเพียงอย่างเดียว
ลินินต้องการอะไรจากผมกันแน่... หรือผมอาจจะคิดมากไไป
คงต้องหาข้อมูลไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะกระจ่างล่ะนะ
0 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบ