รถมาจอดตรงหน้าโรงแรมพอดี
ผมจ่ายค่าโดยสาร หยิบกระเป๋าลงจากรถ แล้วเงยหน้ามองอาคารสูงตรงหน้า
คืนนี้คงได้พักจริง ๆ สักที
หลังจากเดินทางมาตั้งสองวัน แล้วยังต้องตระเวนไปโน่นมานี่อีก ถึงจะไม่ได้เหนื่อยขนาดนั้น แต่เตียงก็คือเตียง
ผมกำลังจะเดินเข้าโรงแรม สายตาก็เหลือบไปเห็นคนคุ้นหน้ากำลังเดินผ่านหน้าผมไป เป็นผู้ชายรูปร่างดี มีกล้ามปานกลางถึงมาก แต่ก็ไม่ได้ใหญ่เกิน กำลังหิ้วถุงซื้อของคงมาจากร้านขายของชำแถวนี้
“สุกร?”
อีกฝ่ายหันมาตามเสียง
“อ้าว?”
ผมเดินเข้าไปหา
“มาทำอะไรแถวนี้นะ”
สุกรทำหน้างง
“ก็นี่มันแถวบ้านฉัน”
“อ้าวเหรอ?”
“เออน่ะสิ”
ทำงานด้วยกันมาตั้งนาน ผมเพิ่งรู้ว่าบ้านมันอยู่ไกลขนาดนี้
“แล้วแกมาทำอะไรแถวนี้ ฮึ”
“เรื่องมันยาว ฟังมั้ย”
พอผมเห็นสุกรพยักหน้ารัว ๆ ผมก็ชวนสุกรขึ้นห้องพักที่จองไว้ “ขึ้นไปคุยบนห้องไหม”
“เอาดิ” สุกรตอบทันที
พวกเราเดินเข้าโรงแรมแล้วขึ้นลิฟต์ไปด้วยกัน
“ชั้นไหน”
“ยี่สิบห้า”
สุกรหันขวับมามอง
“เอ็งมาทำอะไรชั้นยี่สิบห้าฟะ”
“ก็นอน”
“เออ ก็รู้ว่ามานอน มาพัก”
“แล้วจะถามทำไม”
“ก็มันสูงเกิน ข้ากลัวความสูง”
“แหม ยังดีที่ไม่ใช่ลิฟต์แก้ว ลิฟต์กระจกนะ ไม่งั้นเอ็งได้เยี่ยวราดแน่ ฮ่าฮ่าฮ่า”
“เออดิ แค่พูดข้ายังรู้สึกวาบเสียวสันหลังเลยเนี่ย ดูขนแขนนี่สิ” สุกรโชว์แขนที่ใหญ่กว่าแขนผมที่ลีน และมีกล้ามเนื้อแค่ปานกลาง
“เออ ๆ เชื่อแล้วว่ากลัวจริง อย่ากลัวไปเลยนะน้องสุกร”
“น้องแป๊ะแกดิ อย่าให้ถึงทีข้าบ้างก็แล้วกัน”
เสียงลิฟต์ดังขึ้นก่อนประตูจะเปิดออก
ผมพาสุกรไปยังห้องพัก แตะคีย์การ์ดแล้วเปิดประตูเข้าไป
ห้องกว้างกว่าที่เห็นในรูปตอนจองอยู่พอสมควร มีทีวีตั้งโต๊ะอยู่ฝั่งหนึ่ง ด้านหน้ามีโต๊ะเตี้ยกับชุดโซฟา ส่วนอีกด้านเป็นเตียงขนาดใหญ่หันหลังให้กระจกมองวิวด้านนอก
ผมวางกระเป๋าลง
“อู้ว ห้องใหญ่แท้ มา ๆ สุกร มานั่งก่อน”
สุกรเลือกโซฟาใกล้ทีวี ส่วนผมเอาของกินที่ซื้อมาข้างทางเอาไปใส่ในตู้เย็น แล้วเดินมาทิ้งตัวลงที่โซฟาอีกฟาก
“เอ้า” สุกรเริ่มพูดก่อน “สรุปมาทำอะไรถึงที่นี่เนี่ย”
“เรื่องช้างชนกำแพงนั่นแหละ”
“แกตามมาถึงนี่จริงดิ”
“ก็วันหยุดนี่นา ช่วงนี้ก็ไม่ค่อยได้เล่นเกมส์แล้วด้วย อยากออกมาแตะหญ้าบ้าง”
“คนปกติเขาใช้วันหยุดพักผ่อน”
“บ้าน่า ออกมาเที่ยวก็ถือว่าพักผ่อนนะเตง”
สุกรมองหน้าผมอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะยอมปล่อยผ่าน
ผมเลยเล่าให้ฟังว่าหลังจากมาถึงแล้วไปทำอะไรมาบ้าง ตั้งแต่ข้อมูลที่ได้ยินระหว่างเดินทาง ไปจนถึงเรื่องที่ดอลลี่คาเฟ่
ส่วนรายละเอียดที่คุยกับผู้หญิงคนนั้น ผมไม่ได้เล่าทั้งหมด กลัวเจ้าสุกรจะเบื่อเพราะข้อมูลเยอะเกินไป
“แต่มีอย่างหนึ่งแปลก ๆ”
“อะไร”
“ผู้หญิงที่เจอในร้านนั่น อยู่ดี ๆ ก็หยิบสมุดขึ้นมาเขียนข้อมูลเพิ่มเฉยเลย”
“ข้อมูลอะไร”
“นี่ไง คน ๆ นั้นจดข้อมูลชื่อ หน้าที่ และนิสัยมาให้ครบเลย” ผมเปิดสมุดแล้วเปิดให้สุกรดู
สุกรอ่านอยู่ครู่หนึ่ง
“แล้วไงต่อ?”
“หมดละ”
“อะไร... ก็บอกว่าแปลกนิดหน่อย ไม่ได้บอกว่าเจอคนร้าย”
สุกรเอนหลังพิงโซฟา
“ได้ข้อมูลที่อยากรู้แล้วไม่ใช่เหรอ งั้นก็กลับได้แล้วสิ”
“ยังก่อน”
“อะไรอีก”
ถ้ามองแบบคนปกติ ผมก็ควรพอใจแล้วกลับบ้าน
แต่มันติดอยู่ตรงที่...
“จะให้เชื่อร้อยเปอร์เซ็นต์เลย มันรู้สึกง่ายไป”
“ง่ายไม่ดีหรือไง”
“ก็ดีนะ”
“แล้ว?”
“แต่วันหยุดยังเหลืออีกเยอะ แถมโรงแรมก็จองไว้ตั้งสามวัน จะกลับตอนนี้ก็ใช้เวลาไม่คุ้มเลย”
สุกรเงียบ
“สรุปมึงเสียดายค่าห้อง?”
“ถะ ถะ ถะ ถูกต้องนะคร้าบ”
สุกรถอนหายใจ ก่อนลุกขึ้นยืน
“แล้วแต่เอ็งแล้วกัน ฉันขอตัวกลับก่อนละ”
“โอเค ส่งแค่หน้าห้องนะ”
ผมเดินไปส่งสุกรที่ประตู
สุกรยกมือให้ทีหนึ่ง ก่อนเดินออกไปตามทางเดิน
“ไว้เจอกัน”
“บาย บาย”
ผมปิดประตู
ในที่สุด
ผมหันหลังเดินกลับไปหาโซฟา
หลังจากเดินทางมาสองวัน นั่งร้านโน้นร้านนี้ แล้วกลับมายืนคุยกับสุกรอีกตั้งนาน ตอนนี้ผมไม่ต้องการอะไรแล้ว
ขอแค่ได้นั่งพิงหลังเงียบ ๆ สักสิบนาทีก็พอ
ผมเดินไปถึงโซฟา หันหลังให้มัน แล้วค่อย ๆ ย่อตัวลง
อีกนิดเดียว
ก้นกำลังจะแตะเบาะ—
ก๊อก ก๊อก ก๊อก
“...”
ผมถอนหายใจ แล้วยืดตัวกลับขึ้นมา แล้วหันไปมองประตู
ผมเดินกลับไปหน้าห้อง แต่ยังไม่ได้เปิดทันที
ผมมองผ่านตาแมว เมื่อแนบตาเข้าไป
ผมตกใจมาก
สุกรยืนอยู่หน้าประตู แต่นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือมีคนข้าง ๆ สุกรนั่นก็คืออนิตา
ผมรีบเปิดประตูเพื่อต้อนรับเพื่อน ๆ เข้าห้องอีกครั้ง
0 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบ