ผมเชิญเพื่อน ๆ เข้ามาในห้องอีกครั้ง
ผมเดินไปเปิดตู้เย็น หยิบขนมที่ซื้อไว้ก่อนเข้าโรงแรมออกมากองบนโต๊ะ แล้วทิ้งตัวลงบนโซฟาตัวยาวทันที
“ในที่สุดก็ได้นอนจริง ๆ สักที”
สุกรนั่งลงอีกฝั่ง ส่วนอนิตาเลือกโซฟาที่อยู่ใกล้โต๊ะที่สุด
ผมหันไปมองเธอ
“ว่าแต่เธอมาที่นี่ได้ยังไง?”
“ไปเจอในเฟสบั๊กว่าดอลลี่คาเฟ่เปิดสาขาใหม่แถวนี้ ก็เลยมาเที่ยว เพื่อมาพิสูจน์ว่ามันดีเหมือนสาขาอื่นไหม อย่าสาขาแถวที่ทำงานเราก็คุณภาพดีตามมาตรฐานอยู่”
อนิตามองผมเหมือนคำถามนั้นแปลก
“ฉะ ฉันเป็นแฟนเยลลี่ยี่ห้อนี้มาเกือบยี่สิบปีนะ จะมีสาขาใหม่ทั้งที ไม่มาดูได้ยังไงกันเล่า”
ผมผงกหัวขึ้นจากหมอนเล็กน้อย
“เดี๋ยวนะ แล้วเมืองที่เราอยู่ก็มีเหรอ”
“มีสิ ก็ร้านที่ฉันชวนแกไปกินข้าววันก่อนนั่นแหละ”
อนิตาทำคิ้วขมวด แล้วทำแก้มป่อง
“เชี่ย ฉันพลาดของดี” ผมอึ้งกับข้อมูลเมื่อครู่ “เมื่อกี้แกว่าไงนะ ดอลลี่คาเฟ่มีข้าวขายด้วยเหรอ”
“มี”
“ฉันนึกว่าขายแต่ขนม เพิ่งรู้ว่าขายข้าวเป็นจานด้วย ฮ่าฮ่าฮ่า”
“เฮ้อ เหนื่อยใจว่ะ” อนิตาถอนหายใจ ส่วนสุกรกำลังนั่งกินขนมที่ผมซื้ออย่างเอร็ดอร่อย
ฟังดูเหมือนผมจะพลาดข้อมูลสำคัญในชีวิตไปพอสมควร
อนิตาหยิบขนมบนโต๊ะขึ้นมาดู ก่อนจะถามกลับ
“แล้วนายล่ะ มาทำอะไรตั้งไกล”
ผมลุกขึ้นนั่ง เริ่มเล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟังอีกครั้ง ตั้งแต่เรื่องคดี จนถึงดอลลี่คาเฟ่ที่ผมเพิ่งไปมา แล้วยื่นสมุดให้อนิตาดูรายละเอียด
พอเล่าจบ อนิตาถือสมุดค้างก็เอามือค้ำคาง
“ถ้าเป็นแบบนั้น มันก็น่าสงสัยจริงนะ”
“ใช่ไหมล่ะ”
“แต่ยังไม่มีอะไรชัด”
“นั่นแหละที่ยังกลับไม่ได้”
สุกรที่นั่งฟังอยู่เงียบ ๆ แล้วหยิบรีโมตทีวีขึ้นมา
เขากดเปิดทีวี
ภาพบนจอปรากฏขึ้นมา เป็นหนังปลุกอารมณ์ทางเพศ สุกรพยายามเปลี่ยนช่อง แต่ดูเหมือนทุกช่องจะมีเนื้อหาแบบเดียวกันทั้งหมด
อนิตาจ้องอยู่พักหนึ่ง ก่อนยื่นมือไปดึงรีโมตจากมือสุกรแล้วกดปิดทีวี
“ก็นี่มัน Love Hotel จะหวังเปิดทีวีดูอะไรเรื่อยเปื่อยได้ยังไง เจ้าทึ่มเอ๊ย”
สุกรนิ่งไป
“เออแฮะ” สุกรกอดหมอนแล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมานั่งเล่น
ผมล้มตัวกลับลงไปเหมือนเดิม แล้วหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเล่น
สุดท้ายพวกเราก็นั่งไล่ดูข่าวในโทรศัพท์กันตามปกติ
ผมเปิดข่าวท้องถิ่นบ้าง ข่าวทั่วไปบ้าง ขณะที่สุกรนั่งกินขนมของผมอย่างเป็นธรรมชาติราวกับเป็นคนซื้อมาเอง
ผ่านไปไม่กี่นาที อนิตาก็หยุดนิ้ว
“นี่”
น้ำเสียงเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“ผู้บริหารรุ่นที่สองของช้างชนกำแพงเสียชีวิตแล้ว”
ผมหยุดเล่นโทรศัพท์แล้วเบี่ยงหน้าออกมาฟังอนิตา
“เมื่อไหร่”
“ข่าวเพิ่งลงเมื่อกี้ บอกว่าเสียชีวิตอย่างสงบที่บ้านพัก”
ผมหยิบโทรศัพท์ตัวเองขึ้นมาเตรียมค้นต่อ แต่กลับมีข่าวอีกเรื่องเด้งขึ้นมาเสียก่อน
ผมอ่านหัวข้อซ้ำสองรอบ
“เฮ้ย เมืองนี้ถูกปิดว่ะเพื่อน ๆ ”
ทั้งสองคนเงียบ
ผมกดเข้าไปอ่านรายละเอียด
“สถานีรถไฟรอบเมืองรายงานว่ายังไม่มีขบวนไหนเข้าออกได้ แล้วก็ยังไม่แจ้งสาเหตุว่าปิดเพราะอะไร”
“ปิดทั้งเมืองเลยเหรอ?” อนิตาถาม
“ดูเหมือนจะอย่างนั้น”
เธอก้มมองโทรศัพท์ตัวเอง แล้วสีหน้าก็เริ่มยุ่งยากขึ้นทันที
“ชิบหาย” อนิตาสบถ
“อะไร”
“ฉันจองห้องไว้คืนเดียว ถ้าอยู่ต่อละก็อ่วมแน่ เงินเก็บเดือนนี้มีไม่พอจ่ายหรอกนะ”
สุกรเอื้อมมือไปตบบ่าเธอ
“ไปอยู่บ้านพี่ไหมน้อง”
อนิตาหันไปมองมือบนบ่าตัวเอง ก่อนเงยหน้าขึ้น
“งั้นฉันขออยู่กับเขาให้ครบสามวันก่อน”
เธอชี้มาทางผม
“แก”
“ครับ” ผมตกใจ
“แกจองไว้สามวันไม่ใช่เหรอ”
“ก็ใช่”
“ถ้าครบแล้วเมืองยังไม่เปิด พวกเราค่อยไปบ้านสุกรแล้วกัน”
สุกรพยักหน้าอย่างพอใจ
“ได้เลย บ้านพี่ยินดีต้อนรับนะครับ น้อง ๆ ”
ดูเหมือนแผนที่พักของผมจะมีคนอื่นจัดการให้เรียบร้อยแล้ว
หลังจากนั้นพวกเราก็คุยกันอีกนิดหน่อย ก่อนจะแยกย้ายกันจริง ๆ เสียที
ผมกับอนิตาลงลิฟต์ไปส่งสุกรด้านล่าง
ทันทีที่ประตูลิฟต์เปิด ผมก็สังเกตเห็นตำรวจเครื่องแบบสีดำ หมวกทรงสูง และชุดเต็มยศที่ดูปกติดี แต่จำนวนที่มากเกินต่างหากที่ไม่ปกติ
บริเวณด้านหน้าโรงแรมมีตำรวจเดินขวักไขว่ไปมาเยอะกว่าตอนที่ผมเข้ามาหลายเท่า
บางคนกำลังคุยกัน บางคนเดินไปทางถนนใหญ่ อีกกลุ่มเหมือนกำลังตรวจอะไรอยู่แถวทางเข้า
“เยอะจัง น่าจะเกี่ยวกับข่าวที่เราอ่านเจอเมื่อกี้ล่ะมั้ง” อนิตาพูดเบา ๆ
“ท่าจะใช่นะ” ผมตอบ
สุกรมองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนยกมือ
“โอเค ก่อนที่พวกนั้นจะตั้งแถวเสร็จงั้นกูกลับละ”
“ถึงแล้วบอกด้วย”
“รับแซ่บ”
สุกรรีบออกตัวเดินทาง โดยยึดเท้าไว้กับพื้น แล้วให้พื้นพาตัวสุกรไปตามทางอย่างรวดเร็ว แล้วสุกรก็หายไปพ้นสายตาผมกับอนิตา
ผมกับอนิตาจึงกลับเข้าลิฟต์อีกครั้ง
ประตูลิฟต์ค่อย ๆ ปิดลง
ไม่มีใครพูดถึงตำรวจข้างล่างอีก
จนลิฟต์ขึ้นมาถึงชั้นยี่สิบห้า
“งั้นแยกกันตรงนี้นะ” อนิตาพูด
“เดี๋ยวก่อน”
“อะไร” อนิตาถาม
“กรุณาคืนสมุดให้ผมด้วยครับ คุณอนิตา” ตั้งแต่ผมเล่าคดีให้ฟัง อนิตาก็ยังไม่ปล่อยสมุดของผมจากมือเลย คิดว่าคงเป็นนิสัยของพวกหนอนหนังสือแหละนะ
“อ้าว ลืมไปซะสนิทเลย” อนิตาปิดสมุดแล้วคืนให้ผม
“ไว้วันพรุ่งนี้ เราไปดอลลี่คาเฟ่กันเนาะ” อนิตาชวนผม
“ได้เลย ถ้าพวกตำรวจไม่สั่งกักบริเวณนะ” ผมตอบรับ
“อื้ม สัญญาแล้วนะ” อนิตายื่นหมัดมา ผมก็ชนหมัดกับอนิตาเพื่อเป็นสัญลักษณ์ว่าผมจะรักษาสัญญาอย่างแน่นอน
เธอเดินกลับไปทางห้องของตัวเอง ส่วนผมเดินไปอีกทาง
ผมหยิบคีย์การ์ดออกมา พลางนึกถึงข่าวสองเรื่องที่เพิ่งอ่านเมื่อครู่
ผู้บริหารรุ่นที่สองเสียชีวิต
เมืองถูกปิด
เฮ้อ วันหยุดของฉัน...
ดูท่าจะไม่ค่อยเหมือนวันหยุดขึ้นเรื่อย ๆ แล้วสิ
0 คอมเมนต์
เข้าสู่ระบบก่อนเพื่อคอมเมนต์ในตอนนี้
ไปหน้าเข้าสู่ระบบ